ตอน 2

“ทางนี้หมอก”

สรสิชมีท่าทียิ้มแย้มดีใจมากขึ้น เมื่อชายร่างสูงคนนั้นเดินมาจนถึงตรงที่สองพ่อลูกยืนอยู่ เขายกมือไหว้บิดาของเธอด้วยกิริยาอย่างที่คนอาวุโสน้อยกว่าควรทำ ดูไว้ตัวระดับหนึ่ง ถึงอย่างนั้นก็ยังสร้างความพึงใจให้สรสิชไม่น้อย

“สวัสดีครับอาสิช”

“ซิน ลูกสาวอา ที่เคยคุยให้ฟังบ่อย ๆ ไง”

เขาละสายตาจากสรสิชมาสบตากับเธอชั่วขณะ เป็นจังหวะเดียวกันกับเธอเงยหน้ามองเขาพอดี ถึงได้พบว่าชายคนที่บิดารอคอยมีดวงตาสีดำสนิท ประกายตากร้าวแกร่งคล้ายไม่หวั่นเกรงผู้ใด คิ้วเข้มพาดเฉียงเรียงตัวเป็นระเบียบ ยิ่งส่งให้ใบหน้าเข้มดูดุดันมากยิ่งขึ้น

เขาเอ่ยตอบ แบบที่สาริศาพอจะฟังออกว่าอีกฝ่ายไม่ได้รู้สึกชื่นชมอย่างที่ปากว่า “ไม่แปลกใจแล้วครับที่บริษัทของอาสิชจะทำกำไรได้เกินคาดขนาดนั้น มีลูกสาวคนเก่งคอยช่วยงานนี่เอง”

“อาไม่ได้อวยลูกสาวของตัวเองนะ แต่น้องซินนี่หัวไว ฉลาด ได้เลือดอามาเต็ม ๆ เลย บางครั้งก็แอบมีลูกไม้ลูกเล่นหน่อย ๆ ด้วยนะ อันหลังนี่คงไม่ใช่นิสัยอาหรอก สงสัยจะได้มาจากทางแม่เขา”

“ผู้หญิงเก่งก็ต้องรู้จักมีลูกไม้ลูกเล่นทั้งนั้นแหละครับ... ใช่ไหม”

ท้ายประโยคเขาถามเธอ น้ำเสียงและแววตาที่มองมาทำสาริศาหน้าร้อนฉ่า ชาวาบไปถึงใบหู รู้สึกเหมือนถูกว่ามากกว่าถูกชมอย่างไรก็ไม่รู้ เธอเองก็บอกไม่ถูก เม้มปากเบา ๆ นึกขุ่นใจ แอบคิดไปไกลว่าเขากำลังโยงถึงเรื่องแย่งที่จอดรถก่อนหน้านี้

ก็เธอกลัวไม่ทันเวลาที่บิดานัดเอาไว้นี่ พอเห็นตรงไหนว่างก็เสียบเลย ไม่ทันมองด้วยซ้ำว่ามีใครกำลังจะเข้าจอดหรือเปล่า ถ้าไม่เร่งด่วนจริง ๆ คนอย่างสาริศาไม่ทำหรอก ปกติเธอมีมารยาทออกจะตายไป

บอกตัวเองว่าอย่าคิดมาก เขาอาจไม่ได้โยงเข้าเรื่องที่จอดรถก็เป็นได้ ถึงคิด นั่นมันก็แค่ที่จอดรถ และที่ตรงนั้นไม่ใช่ที่ของใคร จังหวะเป็นของคนที่ไวกว่าเสมอ บิดาสอนเธอแบบนี้ทุกครั้ง

“ยังต้องเรียนรู้อะไรอีกเยอะ” สรสิชยื่นมือมาบีบไหล่เธอเบา ๆ ชวนชายอ่อนวัยกว่ารำลึกถึงความหลัง “ตอนหมอกกลับมาช่วงปิดเทอม อายังเคยพาน้องไปเล่นที่บ้านสวนเลย เคยเจอกันอยู่นะ”

บุรินทร์ยิ้มอีกครั้ง บอกไปตามตรงว่า “สารภาพเลยครับว่าผมจำไม่ได้”

ได้คำตอบไม่โดนใจนัก สรสิชเกิดอาการเคืองเล็กน้อย กระนั้นก็ไม่ได้เอ่ยอะไรออกไป มองซ้ายทีขวาที แล้วเอ่ยถามอีกฝ่ายต่อ “หมอกมาคนเดียวหรืองานนี้”

“ครับ” เขาตอบรับสั้น ๆ คล้ายกับเป็นลักษณะนิสัยของเขา

สรสิชคุยเสียเยอะ ครู่ใหญ่ก็ค่อยออกปากฝากบุตรสาวให้อยู่ตรงนี้ด้วยคน ส่วนตนเองขอไปทักทายแขกผู้ใหญ่กลุ่มสำคัญที่เดินเข้างานมาทางด้านโน้นพอดี สาริศายืนมองแผ่นหลังของบิดาที่จากไปแบบเงียบ ๆ เธอเคยออกงานกับบิดาอยู่บ่อยครั้ง แต่ไม่มีครั้งไหนอึดอัดใจได้เท่ากับครั้งนี้เลย ให้ตายเถอะ

พยายามไม่ก้มหน้าอย่างที่บิดาย้ำ มองไปรอบ ๆ ยิ้มทักทายกับผู้ใหญ่ท่านหนึ่งที่ผ่านหน้าไปพอดี ทางนั้นจากไปแล้วก็จำใจต้องหันกลับมาอยู่ในบรรยากาศแสนอึมครึมกับเขา

เสียงทุ้มเอ่ยถามแทรกเสียงดนตรีที่คลอเบาภายในงาน “เครื่องดื่มไหม”

สาริศาหันมอง แต่ไม่ได้ตอบรับ เธอยื่นมือออกไปหยิบแก้วจากบริกรด้วยตัวเอง ไม่ใช่เพราะจำที่ครูสอนได้ว่าสาวมาดมั่นต้องไม่พึ่งพาพวกผู้ชาย มันเป็นการสร้างเสน่ห์อย่างหนึ่ง

เธอไม่ได้อยากสร้างเสน่ห์กับผู้ชายคนนี้ แต่ที่หยิบเองเพราะไม่อยากพึ่งพา แล้วก็ไม่อยากพูดจาพาทีเสวนาใด ๆ กับเขาเลยต่างหากเล่า

“เพิ่งเรียนจบหรือ” เขาถามสั้น ๆ

สาริศายิ้มก่อนตอบกลับสั้น ๆ เช่นกันว่า “ค่ะ”

“อาสิชชมลูกสาวให้ฟังบ่อย”

เรื่องนี้เธอพอรู้อยู่บ้าง ว่าบิดามักนำเธอไปเป็นหัวข้อสนทนา คุยกับใครต่อใครล้วนแล้วแต่กล่าวอวย ชื่นชมอยู่บ่อย ๆ เลยตอบเขากลับไปว่า “คุณพ่อก็ชมคุณให้ฟังเหมือนกันค่ะ”

“ว่ายังไง” เสียงของเขาทุ้มละมุนหูดี

สาริศาฟังเพลิน จนเห็นว่าเขามองมาที่เธอเหมือนกับรอคอยอะไรอยู่ ทวนถามกลับว่า “คะ?”

“ก็ที่อาสิชชม ท่านว่ายังไง”

ตาบ้าเอ๊ย สาริศาได้แต่ร้องครวญอยู่ในใจ ก็ไหนครูแจมบอกว่าเวลาใครเอ่ยชม ให้หาโอกาสชมกลับไปอย่างไรเล่า เธอก็เลยชมเขากลับ แต่สมาธิของเธอมันคงแกว่งไปแกว่งมา เลยตามไม่ทัน ไม่คิดด้วยละ ว่าอีกฝ่ายจะถามอย่างกับรู้แกวเธอแบบนี้

“ก็…” ชักจะไปไม่เป็น สาริศาอึกอักเล็กน้อย

แว่วเสียงเขาพึมพำคล้ายกับสอนว่า “ยังต้องฝึกอีกเยอะ”

ทำมาสอนคนอื่น เก่งตายล่ะ ถ้าเก่งจริง เธอต้องคุ้นหน้าค่าตาเขาบ้างสิ นี่คนเก่งคนดังแบบไหนกัน ไม่เห็นเคยเป็นข่าวเลย ไม่เคยจะคุ้นหน้า ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าชื่ออะไร ได้ยินแต่บิดาเรียกเขาว่า ‘หมอก’

แล้วก็ค่อยหายใจหายคอโล่งขึ้น เมื่อเห็นบิดาเดินกลับมาแล้ว

สรสิชถามยิ้ม ๆ “คุยอะไรหรือ ท่าทางถูกคอกันแล้วนี่”

“แลกเปลี่ยนแนวคิดเรื่องธุรกิจน่ะครับ” คนตอบก็ยิ้มเช่นกัน แต่หาใช่รอยยิ้มแบบเดียวกับบิดาของเธอไม่

สาริศายืนรวมกลุ่มตรงนั้นเป็นนาน จนงานเริ่มได้ครู่เดียว บิดาของเธอก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู ขมวดคิ้วเล็กน้อย หันมาแตะแขนบุรินทร์

“อารับสายสักครู่นะ”

สาริศามองตามจนท่านลับหายจากประตูไป ก็ค่อยหันกลับมา พบว่ามีคนมากหน้าหลายตาแวะเวียนมาคุยกับเขา จนผ่านไปห้านาทีเห็นจะได้ บิดาของเธอเดินหน้าเคร่งเข้ามาในงานอีกครั้ง ท่านตรงมาที่เธอ บอกว่าจะกลับ

สาริศาได้ยินก็โล่งใจ มองหาบริกรเพื่อให้มารับแก้วในมือ แต่แล้วสรสิช

กลับเอ่ยว่า “อาต้องเอารถน้องไปธุระ พอดีว่ารถอา คนขับเอาไปชนท้ายกับคู่กรณี กว่าจะเคลียร์ทางนั้น กว่าจะมาถึง อาคงไปไม่ทันนัดกันพอดี อาวานหมอกที รบกวนพาน้องติดรถไปด้วยได้ไหม บ้านอาน่ะทางผ่านหมอกอยู่นะ”

ตอน 3

นั้น กว่าจะมาถึง อาคงไปไม่ทันนัดกันพอดี อาวานหมอกที รบกวนพาน้องติดรถไปด้วยได้ไหม บ้านอาน่ะทางผ่านหมอกอยู่นะ”

เขาตอบรับสั้น ๆ แบบเดิมว่า “ครับ”

สาริศาได้แต่ยืนนิ่ง มองบิดาที่เดินจากไปแล้ว หลังฝากเธอกลับบ้านกับคนที่ไม่ได้รู้จักหน้าค่าตากันมาก่อน

เขาบอกเธอด้วยท่าทีสุภาพว่าจะไปลาผู้ใหญ่ทางนั้น เห็นเดินหายไปทางกลุ่มที่ว่า ยืนคุยอยู่เป็นนาน จนเธอหมดความอดทน เริ่มหาหนทางกลับบ้านเอง เขาหันมามองแล้วยืนคุยอีกครู่แล้วถึงเดินกลับมา ใบหน้าไม่มีรอยยิ้มอีกต่อไป ผายมือให้เดินนำไปยังประตูทางออกของห้องจัดเลี้ยง

พอพ้นประตูจนถึงลานจอดรถก็ค่อยแว่วเสียงเขาเอ่ยขึ้น

“พี่มาช้าไป เลยได้ที่จอดรถไกลหน่อย”

สาริศานึกค่อนคนพูด ทำมาพูดเหน็บใส่ รู้หรอกว่ากำลังว่าเธอแย่งที่จอดรถ

แล้วก็เลยนึกค่อนไปถึงบิดาด้วย

พานนึกค่อนรองเท้าคู่ใหม่ที่สวมอยู่นี่ด้วย เพราะกำลังเล่นงานเท้าเธอเข้าแล้ว จึงเดินได้ช้าลง เพราะถูกบีบ เสียดสีจนเจ็บไปหมด เดินไปก็ถอนหายใจไปพลาง ก้มมองเท้าตัวเองด้วยความสังเวชใจ พอเงยหน้าขึ้น ทันได้เห็นว่าเขามองลงมาพอดี ก็นึกเอะใจว่ามองอะไรของเขา

เลยก้มมองตาม ตาสะดุดเข้ากับร่องอกของตัวเอง แล้วก็นึกได้ว่ากระดุมเสื้อขาดไปสองเม็ด นี่ไม่ใช่ว่ามองหน้าอกของเธออยู่หรอกหรือ

ไอ้คนทุเรศ!

บุรินทร์เห็นแววตาของอีกฝ่ายแล้วก็ค่อยหันหน้าตรงอย่างเดิม มุมปากปรากฏรอยยิ้มเพียงนิดเดียวก่อนจางหายไป ถึงรถ เขาหยิบกุญแจออกมาปลดล็อก เดินไปเปิดประตูอีกฝั่งให้เธอขึ้นนั่ง เหมือนทำไปตามมารยาทมากกว่า

สาริศาหน้าตึงเล็กน้อย ขึ้นนั่งได้ก็ถอนใจเบา ๆ ขยับถอดรองเท้าออก ตามองสำรวจในรถด้วยความรู้สึกทึ่งนิด ๆ รถยุโรปคันใหญ่ แต่ไม่ใช่รุ่นใหม่ล่าสุดอย่างที่เคยเห็นบ่อย ๆ บนถนนเป็นยานพาหนะของเขาเอง สวยคลาสสิกทีเดียว

ดูแล้วเหมาะสมกันดี ทั้งคนแล้วก็รถ เก่าพอกัน

“บ้านที่ในซอย... หรือเปล่า”

เสียงเขาเอ่ยถามชื่อซอยทำลายความเงียบก่อนออกรถ เลยตอบเขาสั้น ๆ ไปว่าใช่ ตลอดเวลาชั่วโมงครึ่ง ไม่มีใครชวนใครคุย เขาเงียบ เธอเองก็เงียบ ได้แต่ภาวนาขอให้รถไม่ติด จะได้ถึงบ้านไว ๆ

รถออกนอกเมืองผ่านความพลุกพล่านวุ่นวายยามราตรี จนมาจอดลงที่หน้าบ้านของเธอในที่สุด

“จอดตรงนี้ก็ได้ค่ะ เดี๋ยวเดินเข้าไปเอง”

เขาไม่ได้จอดตามที่เธอบอก เห็นเอาหัวรถปักเข้าไปในช่องทางเข้าหน้าประตูรั้วเหล็ก พร้อมกับบีบแตรรถเรียกคนที่อยู่ด้านใน รอไม่นาน มีคนมาเปิดประตูให้ จึงพารถคลานเข้าไปจอดที่หน้าบ้าน

“ขอบคุณค่ะ”

สาริศาขอบคุณเขาแล้วรีบพาตัวเองลงไปให้ไวที่สุดเท่าที่จะไวได้ หวังใจไว้ว่าคราวหน้าคงไม่ต้องเจอกันที่งานเลี้ยงไหนอีก

คิดอย่างอารมณ์ดี เมื่อเห็นท้ายรถของเขาพ้นจากอาณาบริเวณบ้านไปแล้ว

“ใครมาส่งหรือคะ” เสียงถามดังมาจากทางด้านหลัง

สาริศาเดินเข้าไปคล้องแขนคนถาม พาเข้าบ้าน นั่งลงที่เก้าอี้โซฟาตัวใหญ่ด้วยกัน พร้อมกับคลายแขนที่คล้องออก โน้มตัวลงไปถอดรองเท้าเจ้ากรรม ลูบมือไปมาตรงที่ถูกรองเท้ากัด ใบหน้างามบึ้งตึงเล็กน้อย

“ป้าเยาขา ซินเจ็บจังเลย”

“ไหนคะ ให้ป้าดูหน่อย” ป้าพเยาพยายามจะช่วยดู แต่ติดพุงของแก ยังไม่เห็นหรอกว่าสาริศาเจ็บขนาดไหน ถึงอย่างนั้น แกก็ยังอุตส่าห์พาร่างอ้วนอมโรคกุลีกุจอจะลุกไปเอายามาทาให้ นึกได้ว่าอีกฝ่ายยังไม่ได้อาบน้ำ จึงว่า “ไปอาบน้ำก่อนดีไหมคะ เดี๋ยวป้าทายาให้”

สาริศายอมลุกแต่โดยดี แล้วเข้าไปคล้องแขนกับป้าพเยาอีกครั้ง อ้อนพร้อมระบายความอัดอั้นตันใจให้ฟัง “ซินเหนื่อยจังเลยค่ะ ซินแค่อยากช่วยงานคุณพ่อ แต่ซินไม่อยากไปงานเลี้ยงกับคุณพ่อเลย ซินจะบอกคุณพ่อยังไงดีคะ”

ป้าพเยาลูบศีรษะของเธอเบา ๆ ด้วยความเอ็นดู สาริศาไม่ใช่เด็กที่ดูอ่อนหวาน บอบบางเท่าไรนัก ออกจะดื้อรั้นด้วยซ้ำไป แต่กระนั้นเจ้าตัวก็ไม่สามารถขัดคำสั่งของบิดาได้ สรสิชสั่งให้ทำอะไร บุตรสาวก็มีแต่จะต้องทำตามเท่านั้น ตนเองก็ไม่รู้จะช่วยได้อย่างไร แล้วทวนถามหญิงสาวอีกครั้ง

“ยังไม่บอกป้าเลยว่าใครมาส่ง แล้วนี่รถหายไปไหนคะ ทำไมขับไปแล้วไม่ขับกลับมาด้วย”

“คุณพ่อเอารถซินไปค่ะ แล้วก็ให้เพื่อนคุณพ่อนั่นแหละมาส่ง”

“อีกแล้วหรือคะ” ถามอย่างไม่ใคร่สบายใจเท่าไรนัก “ตาเฒ่าหัวงูอีกหรือยังไงคะคราวนี้”

นึกถึงหน้าคนมาส่งแล้วก็ย่นจมูก ตอบรับป้าพเยาไปว่า “ใช่ค่ะ”

ตอนสาริศาจบมาใหม่ ๆ สรสิชพาออกงานเป็นว่าเล่น

ด้วยใบหน้างดงาม แววตาสุกใส ใครได้พบก็มักจะถูกตาต้องใจทั้งนั้น มีไม่น้อยที่เข้ามาทาบทามให้บุตรชายของตนเอง แต่มีอยู่ครั้งที่ทาบทามให้ตัวเองเลย อย่างเจ้าสัวคนดังคนนั้น

สรสิชเองก็ทำท่าพออกพอใจ จับลูกสาวใส่พานให้เจ้าสัวหัวหงอก ดีที่เมียคนที่สิบสี่ของเจ้าสัวมาโวยวายจนเสียเรื่องไปก่อน ไม่อย่างนั้น ป่านนี้คงได้ไปนอนในกรงทอง เป็นเมียคนที่สิบห้าไปแล้ว

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED