หลังจากขึ้นมาบนห้องแล้วผมก็เอาแต่นั่งหาคำตอบในความคิดของคุณพ่อ นั่นมันผู้ชายไม่ใช่เหรอ คุณพ่อคิดอะไรอยู่กันแน่ถึงให้เราไปแต่งงานกับเขา
ครืด ๆ
การสั่นของโทรศัพท์ในกางเกงดังขึ้นก่อนที่ผมจะล้วงมือเล็กเข้าไปเอามันขึ้นมาดูและพบโนติที่ขึ้นว่าเป็นเพื่อนสนิทส่งข้อความมาหาตนทางแอพ ฯ สีเขียวยอดนิยม
peach : ดีน
ว่าไงมึง : Dylan
peach : ไม่ได้เจอกันนานเลย คืนนี้ไปผับกับกูไหม?
ไปดิ ส่งโลมาพร้อมเวลา : Dylan
ผมวางโทรศัพท์ในมือลงหลังจากที่เพื่อนสนิทส่งโลเคชั่นและเวลามาเรียบร้อยแล้ว ก่อนจะตัดใจจากเรื่องที่คิดในหัวและเดินไปอาบน้ำแต่งตัวเพราะเข้าใกล้เวลานัดที่จะถึงอีกสองชั่วโมงเห็นจะได้
อีกด้าน
"อ๊าาส์ แด๊ดคะ หนูเสียว ระ...แรงอีก" คนตัวโตเพิ่มเเรงกระแทกกระทั้นจนเสียงเนื้อกระทบกันดังขึ้น ดังขึ้นและดังขึ้น ตามคำขอของคนใต้ร่าง
เธอผู้ที่ไม่เคยคิดว่าจะได้ร่วมรักกับทายาทหมื่นล้านและไฮโซที่มีชื่อเสียงระดับประเทศทั้งดีและเสียอย่างครูซ
วันนี้ถือว่าดียิ่งนักที่ลูกน้องคนสนิทของเขาได้พิจารณาเธอมาให้ผู้เป็นนายได้ลิ้มชิมรสหญิงสาวจากเธอ
เธอพร้อมที่จะพลีทุกอย่างในกายและหวังว่าเขาจะชอบในบทรักของเธอเหมือนกับที่เธอตอนนี้ติดใจกับบทรักของเขาไปแล้ว
"อืมม" เสียงครางต่ำในลำคอแสดงให้เห็นถึงความพึงพอใจจากชายหนุ่มด้านหลัง
มือหนายกขึ้นจับรั้งสะโพกสวยหวังยึดแรงกระแทกไม่ให้คนใต้ร่างถอยห่างและยังคงซอยสะโพกถี่ไม่หยุดจนผู้ถูกกระทำครางไม่เป็นภาษา
รุนแรง....เขาช่างเป็นคนที่รุนแรงอะไรขนาดนี้แต่เธอกลับไม่คิดหวั่นที่จะลามือห่างหาย ยังคงอยากมาปรนนิบัติชายหนุ่มด้านบนอีกถึงแม้ตอนนี้เธอเองก็ยังถูกกระทำไม่หยุดจากคนตัวโต
แต่หารู้ไม่เพียงเสร็จภารกิจกามมารมแล้วเขาแค่วางเงินให้เธอก้อนหนึ่งแล้วเดินจากไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นระหว่างเขาและเธอเลย ก่อนที่เรื่องทั้งหมดจะจางหายไปเพียงค่ำคืนเดียว
‘Rrrrrrrrrrrr’
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นขัดจังหวะสงครามบนเตียงของผมและเธอ จนรู้สึกหงุดหงิดแต่ก็ไม่อยากให้เสียอารมณ์ไปมากกว่านี้เลยเลือกที่จะเพิกเฉยและดูเหมือนปลายสายเองก็โทรไม่หยุดเหมือนกัน
‘Rrrrrrrrrrrr’
ผมที่ไม่ชอบให้อะไรมากวนใจมากๆ สุดท้ายก็ต้องผละร่างกำยำของตัวเองออกจากหญิงเปลือยใต้ร่างแล้วขยับตัวมานั่งขอบเตียงก่อนจะเอี้ยวตัวไปคว้าโทรศัพท์มาไว้ในมือพร้อมกับขมวดคิ้วยุ่งเมื่อเห็นคอนแทคขึ้นชื่อเพื่อน
"โทรมาทำไม กูบอกไปในกลุ่มแล้วว่าจะทำอะไร ทำไมยังโทรมารบกวน"
ในกลุ่มเพื่อนเราทั้งหมดจะมีไลน์กรุ๊ปที่เอาไว้พูดคุยกัน รู้สึกว่าจะสร้างมาตั้งแต่เราเรียนปีหนึ่งแล้วและเวลาที่ผมทำกิจกรรมบนเตียงก็จะไลน์บอกมันทุกครั้งว่าไม่สะดวก เป็นอันว่ารู้เรื่องและก็จะไม่มีใครโทรมากวนผมอีก แต่ครั้งนี้พวกมันยังกล้าโทรมา?
[ไอ้สัดกูไม่ได้เข้าอ่านกลุ่ม แต่ที่กูโทรมามันสำคัญฉิบหายเลยนะ] คิ้วเข้มขมวดขึ้นอย่างสงสัย อะไรมันจะสำคัญขนาดนั้นตามที่มันว่าวะ
"เรื่อง?" ผมถามปลายสายออกไปอย่างเซ็งๆ ก่อนที่มือหนาจะยกขึ้นกุมขมับ
[ทำไมจะแต่งงานแล้วไม่บอกพวกกูสักคำวะ ต้องให้พวกกูรู้เองถูกไหม?]
"มึงพูดเรื่องอะไร?" ผมได้ยินแต่แค่ถามเพื่อความแน่ใจ
[ก็ข่าวที่เครือ ACTOR ประกาศทายาทรุ่นที่ 4 จะแต่งงานก็ไม่ใช่มึงคนเดียวหรือไงทายาทรุ่น 4 ที่ว่า] จริงอย่างที่มันว่าทายาทรุ่น 4 ของ ACTOR มีแค่ผมคนเดียวแล้วเรื่องแต่งงานที่มันบอกเมื่อกี้คืออะไร
"กูยังไม่รู้เรื่อง ส่งข่าวมาที"
[เฮ้ยไอ้เจย์ส่งข่าวนั้นให้มันหน่อยดิ้] ไอ้ภัคมันพูดบอกเพื่อนอีกคนแสดงว่ามันคงอยู่ด้วยกันในตอนนี้
"แค่นี่แหละ เจอกัน" ช่วงเวลานี้ผมรู้สึกว่าผมต้องใช้สมองหนักมากเป็นพิเศษได้แต่นึกคิดว่าผมไปเผลอตกลงจะแต่งงานกันใครหรือเปล่าตอนเมา? แต่ก็ไม่เคยเมาขนาดจำอะไรไม่ได้นะ
ครืด ครืด~
เสียงโนติดังขึ้นดึงผมให้หลุดออกจากภวังค์ก่อนยกโทรศัพท์ในมือขึ้นกดดูลิงค์ข่าวที่เพื่อนส่งกลับมาให้ แต่ยิ่งเห็นข่าวที่ว่ายิ่งรู้สึกสับสนมากกว่าเดิม ถ้ามันเป็นสำนักข่าวที่ปล่อยออกมาตามเว็บ ผมคงไม่ลนลานขนาดนี้แต่นี้มันไม่ใช่ มันเป็นเว็บของเครือ Actor เองเลยน่ะสิ
"นี่พ่อกำลังเล่นตลกอะไรอยู่" กำโทรศัพท์ในมือเเน่นพร้อมกับคำถามในใจมากมายที่ต้องการคำตอบ
ผมลุกขึ้นเต็มความสูงก้มลงหยิบเสื้อผ้าขึ้นใส่ไว้เหมือนเดิมเพื่อจะไปหาคำตอบที่กำลังคาค้างใจแต่ร่างเปลือยของหญิงสาวก็ลุกขึ้นมาคว้าแขนผมไปกอดจนเนินอกสวยถูไปมากับแขนแกร่ง
"แด๊ดจะรีบไปไหนคะ เบลล์ยังไม่สบายตัวเลยนะ" ผมก้มลงมองเธออย่างนึกสงสารแต่ไม่มีอารมณ์มากพอที่จะทำต่อแล้ว
"ฉันมีธุระด่วน นี่เงินของเธอ" ว่าจบก็พยายามแกะแขนเรียวออกจากการกอบกุม
"แด๊ดคะ อยู่กับเบลล์ก่อนนะคะ" เธอยังคงยื้อยั้งจนรู้สึกรำคาญ ให้ตายเถอะ
"อย่ามางี่เง่ากับฉัน" ผมแกะมือเธอออกอีกครั้งและเหมือนเธอเองก็คงกลัวอยู่ไม่มากก็น้อยกับท่าทางของผมเมื่อครู่ เลยไม่ตามเซ้าซี้อีก เอาเถอะ โอกาสหน้าถ้าไม่ลืมจะเรียกใช้เธออีกละกัน
@ACTOR
หลังจากที่ผมเหยียบ 120 มาถึงบริษัทแล้วก็ตั้งหน้าเดินมาที่เป้าหมายอย่างท่านประธานใหญ่ทันที
"คุณพ่ออยู่ไหม?" เอ่ยถามลูกน้องคนสนิทของท่าน ทั้งสองที่ยืนเฝ้าประตูห้องอยู่
"คุณท่านมีแขกครับนายน้อย" บอดี้การ์ดคนหนึ่งพูดบอกก่อนที่ทั้งคู่จะขยับเข้าหาประตูมากขึ้นเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าไม่ให้เข้าไปเด็ดขาด
"ฉันต้องการพบคุณพ่อ"
"แต่คุณท่านไม่อนุญาตให้ใครรบกวนครับนายน้อย" มันต่างพากันก้มหน้าก้มตาไม่กล้าสบตากับผมแต่ร่างกายกำยำของมันทั้งคู่ก็ทำให้ผมแหวกเข้าไปไม่ได้อยู่ดีถึงผมจะตัวโตพอ ๆ กับพวกมันก็เถอะ
ผั๊วะ!
แต่ยังไงวะอารมณ์ไม่ได้ดีเท่าไหร่โดนขัดใจอีกคงไม่ดีมากนักต่อคู่กรณี
มัดหนักๆ ของผมฟาดลงอย่างเเรงที่ปากของลูกน้องด้านซ้ายทำเอาคนที่โดนต่อยเซหน้าหันให้เห็น
"ไม่ได้ครับนายน้อย ขอร้องนะครับ" บอดี้การ์ดอีกคนเข้ามาห้ามผมด้วยการเข้าล็อคจากทางด้านหลัง
"ปล่อยดิวะ!" ผมดิ้นพล่ามให้หลุดจากการกรอบกุมจนเกือบหลุดก็มีเสียงหนึ่งที่คุ้มเคยดังขึ้นมา ก่อนที่ประตูบานใหญ่ตรงหน้าจะเปิดออกพร้อมกับร่างชายวัยกลางคนที่เดินออกมาจากห้องทำงานห้องนั้น
"เกิดอะไรขึ้น?"
"ปล่อย" คุณพ่อพูดบอกก่อนผมจะหลุดออก ถ้าเทียบกันแล้วตอนนี้ผมคงไม่ต่างอะไรไปจากนักเลงที่เข้ามาหาเรื่องประธานบริษัท
"คุณพ่อต้องการอะไรจากผมครับ"
"ฉันกำลังมีแขกอย่าเสียมารยาท แล้วเราค่อยมาคุยกัน" ท่านยังคงรักษาภาพพจน์ความเป็นตัวเองอยู่ด้วยความนิ่งพลางหันไปมองแขกด้านในห้องที่ตอนนี้กำลังเดินมาทางนี้แล้วเหมือนกัน
"ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวเราค่อยมาคุยกันใหม่ก็ได้ ผมไม่รีบ" แขกที่ว่าถึงพูดบอก
"เอางั้นเหรอ โอเคครับเดี๋ยวผมจะให้เลขานัดไปอีกทีละกัน" อีกฝ่ายตอบตกลงในคำบอกเมื่อครู่ของประธานก่อนจะก้มโค้งแสดงความเคารพและเดินจากไปในเวลาต่อมา
"ข่าวที่ผมจะแต่งงานคืออะไรครับ?" ผมถามพร้อมกับเดิมตามผู้เป็นพ่อเข้าไปด้านในตัวห้อง
"ก็อ่านอะไรตรงไหนไม่เข้าใจล่ะ?" เป็นคำถามที่ถามไปแล้วได้คำถามกลับมา นี่ท่านไม่ได้รู้สึกอะไรบ้างเลยหรือไง
"เพราะอะไร? ผมโตแล้วนะครับ ทำไมคุณพ่อยังจะมาครอบงำชีวิตของผมอีก" นี่มันชีวิตของผมแล้วนะ การแต่งงานมันใช่เรื่องเล็กๆ หรือไง
"แกโตแล้วจริงๆ งั้นเหรอ ทำไมไม่ส่องกระจกดูตัวเองบ้างว่าทุกวันนี้ทำตัวเหลวแหลกแค่ไหนและฉันก็พูดตรงนี้เลยนะว่าฉันหาคนที่จะมาแต่งงานกับแกได้เเล้ว ถ้าแกไม่ยอมรับสิ่งที่ฉันมอบให้ก็ไม่ต้องมาเรียกฉันว่าพ่ออีก!" จากคนที่สุขุมเยือกก็เริ่มมีปากเสียงขึ้นทันทีเหมือนคนละคน
"คุณพ่อ!"
"ออกไปได้แล้ว ฉันมีงานต้องเคลียร์อีกเยอะ" ผู้เป็นพ่อหันกลับไปมองทิวทัศน์นอกกระจกอย่างควบคุมสติและผมรู้ดีว่าสิ่งที่ท่านพูดมันจะเกิดขึ้นจริงหากผมไม่ทำตาม
"โธ่เว้ย!" บัดซบที่สุด!
19.30 น.
ไม่รู้ไปมายังไงพวกเราก็นัดรวมตัวที่ผับใหญ่กลางใจเมืองหลวงที่เพื่อนผมอย่างไอ้เมธาเป็นหุ้นส่วนและไม่ว่าใครในกลุ่มเพื่อนมีเรื่องไม่สบายใจหรืออะไรที่ต้องปรึกษากันส่วนมากก็จะพากันมารวมตัวที่นี่ตลอด มันสะดวกและเมธาเองก็ได้ทำงานไปด้วย
"สรุปพ่อมึงจัดการเรื่องให้ทุกอย่างถูกไหม?" เมธาถามขึ้นก่อนที่ผมจะตกเป็นเป้าสายตาของคนสามคน
"เออ" ผมพูดตอบก่อนจะถือแก้วยกน้ำสีอำพันขึ้นกระดกปล่อยน้ำเมาลงคออย่างคุ้นชินกับความขมนี้
"แล้วยังไงวะมึงก็ยอม" เจย์พูดเสริม
"ก็ถ้าไม่ยอมก็ตัดพ่อลูกกัน มึงคิดว่าพ่อกูเป็นคนยังไงล่ะ" ตอบบอกมันไปตามความจริง เราทั้งหมดสนิทกันมากตั้งแต่เด็กๆ เรื่องแค่นี้มันเลยไม่ยากที่จะรู้นิสัยของพ่อผมด้วย
"พ่อมึงเเม่งโครตเจ๋งเลย" ภัคไอ้คนที่มันโทรบอกผมเรื่องข่าวพูดขึ้น
"เจ๋งกับผี" ผมก็เอาแต่กระดกแก้วพร้อมๆ กับทำหน้าเซ็งไปด้วย
"มึงก็ทำตัวให้เขาคุมถุงชนเองหนิ เขาคงอยากให้มึงเป็นผู้เป็นคน"
"แล้วกูไม่เป็นผู้เป็นคนตรงไหน"
"เสือผู้หญิง งานการไม่ทำแล้วไหนจะข่าวที่มีให้เห็นเสียๆ หายๆ เรื่องผู้หญิงอีกไม่เว้นวัน ถ้ากูเป็นพ่อมึง...กูฆ่ามึงตายห่าไปแล้ว"
"มึงหุบปากไปเลยไป" ผมพูดบอกพลางลุกขึ้นยืนเต็มความสูง อารมณ์ในห้องเป็นไปด้วยความไม่พอใจไปดับร้อนหน่อยก็น่าจะดี
"อ่าวแล้วนั่นมึงจะไปไหน" เจย์พูดขึ้นทักเมื่อเห็นผมที่กำลังเดินออกนอกเขตที่นั่ง
"ไปห้องน้ำจะตามไปจับให้กูไหมล่ะ?" ยกยิ้มขึ้นบนใบหน้าคมของตัวเอง
"ครับพ่อของใหญ่ รีบไปรีบมามึงอะ" ยกมือขึ้นส่งสัญญาบ่งบอกว่ารับรู้ให้คนด้านหลังเห็น
ร่างสูงสัดส่วนพอดีได้รูปของผมยืนสำรวจตัวเองพักใหญ่เพิ่มความมั่นใจให้ตัวเองก่อนออกจากห้องน้ำหลังจากทำธุระส่วนตัวเสร็จและใจเย็นลงก่อนที่จะเดินออกมาหวังกลับไปหาเพื่อนๆ ที่รอตนอยู่
ทว่า..
"เห้ย!" ผมสบทออกมาอย่างหงุดหงิดเล็กน้อยที่มีใครก็ไม่รู้ที่ออกมาจากห้องน้ำเหมือนกันเข้ามาชนอกแกร่งอย่างเต็มแรง
เดินยังไงของมันวะ เมาแล้วก็กลับไปนอนดิ!
"โอ๊ยย" คู่กรณีที่เหมือนจะตัวเล็กกว่าร้องขึ้นพร้อมกับเซออกไปไกลราวสองศอกพลางใช้มือเล็กของเขากุมที่แขนเหมือนได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุครั้งนี้
"ขอโทษครับ เป็นอะไรมากหรือเปล่า?" มันก็ต้องแสดงความสุภาพบุรุษหน่อย
"ไม่เป็นไรครับ ผมซุ่มซ่ามเองด้วย" คนตัวเล็กก้มหน้าก้มตาสำรวจตัวเอง พูดคุยกับผมแต่ไม่เเม้แต่จะเงยขึ้นมามอง
"ขอโทษอีกรอบนะครับ" ผมที่ถึงแม้จะดูเหมือนไม่ผิดแต่ก็แสดงความรับผิดชอบเต็มที่เหมือนกัน
"ขอโทษเหมือนกันนะครับ งั้นผมขอตัวนะ"
อืมน่ารักว่ะ...
มีแต่คำว่าน่ารักหลังจากที่เจ้าตัวเงยหน้าขึ้นมาคุยกับผม มันเหมือนซีนในละครหลังข่าว ที่นางเอกเงยมาเจอพระเอกแล้วพระเอกติดใจในความสวย เฮ้ย ไม่ได้ดิ
"เอ่อ...ถ้าไม่รังเกียจให้ผมได้เลี้ยงคุณสักมื้อเป็นการขอโทษได้ไหมครับ?" ผมพูดรั้งเมื่ออีกคนกำลังจะเดินออกไป ปล่อยไปง่ายๆ คงไม่ใช่ครูซ
"ผมไม่ได้เป็นอะไรครับ อีกอย่างถ้ามีคนต้องเลี้ยง ผมว่าคงเป็นผมมากกว่าเพราะผมซุ่มซ่าม" คนตัวเล็กตรงหน้าพูดขึ้นอย่างถ่อมตัว
"แล้วผมสามารถเจอคุณได้อีกทีที่ไหน?"
"ต่อไป...ผมคงได้มาที่นี่บ่อยๆ แล้วเจอกันนะครับ" แล้วผมก็ปล่อยเขาไปง่ายๆ นี้แหละ ดูเหมือนว่าจะซี้เซ้าเกินไปจะยิ่งเข้าถึงยากกว่าเดิมนะ
"ฮิ้วววว ไอ้เสือมันเอาอีกแล้วว่ะ" เหตุการณ์เมื่อกี้คงไม่รอดพ้นสายตาพวกมันสินะ
"ใครวะ น่ารักว่ะๆ" เมธาพูดบอกเพราะความสอดรู้สอดเห็นพลางมองตามผมไปด้วย
"ไม่รู้แต่น่ารักจริง คนนี้ไม่เหมือนใครที่กูเคยเจอ" ผมพูดบอกหลังจากกลับมานั่งลงที่เดิมของตนเองเรียบร้อยแล้วแต่สายตาคมยังคงจับจ้องไปที่คนตัวเล็กจนลับตาเลยหันไปโฟกัสเพื่อนแทน
"มองอะไรขนาดนั้นวะ?" พวกมันรู้ดีว่าเมื่อถึงเวลาจริงจังของผมสายตาก็จะเปลี่ยนไปอีกแบบ
"กูเปล่า" เขาก็ดูน่ารักดีแค่นั้น...
อีกด้าน
ผมเดินกลับมาที่โต๊ะหลังกลับจากห้องน้ำและจับต้นแขนเล็กของตัวเองไปพลาง ก็เจ็บน่ะสิดันไปซุ่มซ่ามเดินชนใครก็ไม่รู้ ช้าอีกนิดถ้าเขาคนนั้นไม่คว้าไว้คงได้นอนนับเลขที่พื้นเป็นแน่
"มึงเป็นไรวะ?" พีชที่เห็นท่าทีของผมทักขึ้นอย่างสงสัย
"เจ็บแขนนิดหน่อย เมื่อกี้เดินชนใครไม่รู้" ผมพูดบอกไปตามความจริงและเบนสายตาไปที่เด็กของมันที่นั่งแนบข้าง เพิ่งรู้เหมือนกันว่าเพื่อนผมมีรสนิยม 3P แต่ดีหน่อยที่มันยังคงรู้จักป้องกันทุกครั้ง ผมเลยไม่ได้ห่วง
"อ่าว ไหนกูดูหน่อย อีผี! เขียวเบอร์นี้นิดหน่อยถูกไหม?" มันขยับตัวมาดึงมือผมออกก่อนจะเจอรอยจ้ำเขียวๆ ที่แขนและโวยวายขึ้นมาเหมือนมีคนกำลังจะตาย
"เออนิดหน่อย ดื่มเถอะ" ผมจับมือมันออกจากตัวและพูดบอก ผมรู้ว่ามันเป็นห่วงแต่ผมไม่ได้เจ็บจนจะตายขนาดนั้น
"เออๆ ต่อไปเดินไปไหนก็หัดระวังบ้างมึงอะ" มันละความสนใจไปที่แก้วเหล้าและเด็กของมันทั้งสองเหลือเพียงผมที่ยังคงนึกสงสัยในใจว่า
เขาคือใครนะ....
ทำไมผมถึงรู้สึกแปลก ๆ ยังไงก็ไม่รู้
Part Cruz
วันนี้ครอบครัวของเรานัดทานข้าวเย็นที่บ้านของว่าที่เจ้าสาวและคงจะเป็นการดูตัวไปกลายๆ คุณพ่อคิดว่าผมจะไม่รู้ทันเหรอ?
"หลังลงจากรถก็ทำหน้าให้มันดีๆ ด้วย นี่ไม่ใช่คำขอแต่คือคำสั่งจากฉัน" ก็แหง่หน้าตาผมตอนนี้พร้อมเจอใครมาก ที่พ่อทำอยู่ผมอยากรู้ว่ามันต่างอะไรจากบังคับ
"คุณคะ" คุณแม่ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ยกมือขึ้นวางทาบแขนของคุณพ่อเชิงห้ามปราบก่อนจะหันมาที่ผมพร้อมกับพยักหน้าอย่างสื่อความหมายก่อนที่ผมเองก็พยักหน้ารับเพื่อความสบายใจของคุณแม่เอง
"เอารถไปจอดแล้วรออยู่ด้านนอก มีอะไรจะเรียก" นายท่านพูดสั่งลูกน้องคนสนิทที่วันนี้อาสาขับรถมาให้ก่อนจะลงจากรถ
"สวัสดีค่ะ คุณท่านรออยู่ด้านในแล้วเชิญด้านนี้ค่ะ" ดูเหมือนจะเป็นแม่บ้านที่ออกมาต้อนรับราว 4-5 คน
'ดูให้เกียรติกันดีจังเลยนะครับ' ผมเพียงคิดในใจเท่านั้นคนที่จะดองกันปกติแล้วอีกครอบครัวมาก็ควรออกมาต้อนรับเองไม่ใช่หรือไง? ขนาดตอนนี้แค่เริ่มต้นองนะ
"สวัสดีครับ ขอโทษที่ไม่ได้ออกไปต้อนรับด้วยตัวเอง พอดีหาเอกสารด่วนไม่เจอเลยออกไปไม่ทันแล้ว" เดินมาไม่นานมากก็เจอชายวัยกลางคนที่คิดว่าน่าจะเป็นเพื่อนของคุณพ่อที่ท่านเคยพูดถึงและรู้สึกว่าจะเป็นว่าที่พ่อตาผมด้วย
"ไม่เป็นอะไรเลยครับ ทำตัวตามสบายเลยเพื่อนกันมาแต่นานไม่ถือตัวแล้วล่ะ" นี่ผมอยู่ท่ามกลางคนมีอายุระลึกความหลังหรือไงกัน
"เอ้อ..นี่ครูซ ลูกชาย" ผมชะงักเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงกล่าวถึงก่อนจะคีพลุคตัวเองให้อยู่ในสภาพเพอร์เฟคสมหน้าสมตาครอบครัว
"สวัสดีครับคุณอา" แต่ก็ไม่ลืมเรื่องมารยาทนะ
"ไหว้พระเถอะหลาน โตเป็นหนุ่มแล้วหล่อมากเลยนะ เหมือนพ่อไม่มีผิด" คุณอายกมือขึ้นรับไหว้พลางพูดชมไปด้วยส่วนผมก็ได้แต่ยิ้มให้ท่านไปตามมารยาท
"ก็ว่าไปนู่น แล้วหลานไปไหนล่ะ" หลังจากที่สังเกตมาสักพักตั้งแต่เดินเข้ามาก็ไม่เห็นเธอจริง ๆ อย่างคุณพ่อพูด
"เอ้อ เดี๋ยวก็ลงมาแล้ว...เราเข้าไปห้องอาหารกันเลยดีกว่า"
"ขอโทษนะครับห้องน้ำอยู่ทางไหนเหรอครับ ผมขอไปทำธุระส่วนตัวหน่อย" ทุกคนในบ้านหันมามองที่ผมเป็นตาเดียวก่อนที่เสียงป้าคนหนึ่งจะพูดขึ้นพลางชี้ไปอีกทางที่เหมือนจะเป็นปีกซ้าย?
"ด้านนี้เลยค่ะ"
"โอเค แล้วตามมานะหลาน" คุณอาพูดบอกก่อนที่ทั้งหมดจะเดินเข้าไปในห้องอาหารที่คาดว่าน่าจะถูกจัดเตรียมไว้แล้ว
"ครับคุณอา" เหลือบไปมองที่ผู้เป็นพ่อที่จ้องตาเขม็งใส่ ผมไม่ไปก่อเรื่องซะหน่อย บ้านหลังนี้ใหญ่มาก พอ ๆ กับโรงแรมห้าดาวขนาดกลาง ดีไซน์ออกแบบไปทางตะวันตกผสมไทยแท้ดูจากลวดลายเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบางชิ้น เหมือนจะไม่ลงตัวแต่ก็ลงตัว
"ไม่ให้ใครเข้าที่นี่ก่อนได้รับอนุญาตนะครับ"
โทนสีห้องถือว่าสบายตาเป็นแบบที่ผมชอบ สถาปนิกคนนี้น่าจับตามองมากเลยนะถ้าได้รู้จักกันผมอาจจะให้เขาออกแบบบ้านให้ใหม่ก็เป็นได้ แต่เดี๋ยวนะ...เสียงใคร?
"ขอโทษครับ พอดีผมไม่ทรา..."
อีกด้าน
เพราะวันนี้ครอบครัวนั้นจะมาทานมื้อเย็นที่บ้านเลยทำเอาวันทั้งวันของผมเเทบไม่ได้ขยับออกไปไหน
คุณพ่อเหมือนจะกักบริเวณก็ไม่เชิงแต่คือสั่งห้ามออกจากบ้านและมีคนคอยดูอยู่ตลอดเหมือนผมเป็นนักโทษ
คุณพ่อนะคุณพ่อรู้ว่าเราไม่โอเค แต่ก็ยังรับปากเขาอีกว่าจะแต่งงานด้วย ถ้าคุณแม่ยังอยู่คุณแม่ต้องไม่เห็นด้วยแน่ๆ
"อ่าว นี่เราเดินมาถึงห้องนี้เลยเหรอ" จากที่ผมเดินคิดอะไรมาเพลินๆ รู้ตัวอีกทีก็มาโผล่ห้องรูปแล้ว
ห้องรูปเป็นห้องที่ผมจัดขึ้นเอง เป็นห้องที่รวบรวมรูปของความทรงจำที่ผมนั้นวาดขึ้นมาเอง มีทั้งหมด 2 โซนด้วยกัน
โซนแรกเป็นรูปวาดของคุณแม่ถึงท่านจะเสียไปตั้งแต่ผมยังเด็กๆ แต่มันก็มีภาพในความทรงจำขึ้นมาลางๆ บวกกับรูปถ่ายตอนท่านยังมีชีวิตอยู่แล้วก็มีรูปของคุณพ่อนิดหน่อยเพราะน้อยนิดที่ท่านจะมีเวลามานั่งนิ่งเป็นแบบให้วาด
โซนที่สองจะเป็นพวกดอกไม้ ดอกไม้ในจินตราการของผม ผมไม่รู้ว่ามันมีอยู่จริงไหม แต่ถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้มันมีจริงๆ
และที่สำคัญมากๆ นอกจากคุณพ่อที่เข้ามาดูห้องนี้ได้ก็มีเพียงป้าจิ๋วคนเดียวเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้มาทำความสะอาด เพราะผมหวงห้องนี้แบบสุดๆ เลย
"กี่โมงแล้วเนี่ย สงสัยคงจะมากันแล้วไปดีกว่าเดี๋ยวคุณพ่อก็หาเรื่องเร่งวันเเต่งอีก" ยกนาฬิกาบนข้อมือเล็กขึ้นดูก็เห็นเวลาที่เลยนัดมาสักพักแล้วคาดเดาว่าอีกฝั่งก็น่าจะมาถึงแล้ว
"นั่นใคร?" ผมที่กำลังหันกลับหลังเดินออกจากห้องก็สะดุดตากับร่างสูงของใครบางคนที่ไม่ค่อยจะคุ้นหน้าเอาเสียด้วยซ้ำ หรือว่าจะเป็น....ต้องใช่แน่ ๆ แล้วมาทำอะไรที่นี่ เดินเล่นเป็นบ้านตัวเองเลยนะ!
คิดได้อย่างนั้นความคิดในหัวก็เชิดฉายขึ้นมาราวกับว่ามาแสงเทียนไขจุดประกายขึ้นท่ามกลางความมืดมิดก็ไม่ปาน
"นี่มันพื้นที่ส่วนตัวนะเข้ามาได้ยังไง ใครอนุญาตไม่ทราบ"
เอ้า! ยังไม่รู้ตัวอีกถ้าไม่รู้มาก่อนว่าคนบ้านนั้นจะมาคงคิดว่าโจรเป็นแน่ ดูท่าทางสิสำรวจช่องทางหลบหนีชัดๆ
"ขอโทษครับ พอดีผมไม่ทรา..." เมื่ออีกคนหันมาสะงักใส่ผม ทำเอาผมที่ยืนอยู่ในห้องรูปถึงกับก้าวขาข้ามธรณีประตูออกไปดู
"ว่าไงครับ ที่นี่เป็นเขตห้ามเข้า ทำไมคุณถึงมาอยู่ที่นี่ได้" ผมยังคงพูดกับคู่สนทนาด้วยความตึงขรึม
"พอดีผมกะจะมาเข้าห้องน้ำแต่คิดว่าต้องการอากาศบริสุทธิ์เลยเดินมาเเถวนี้ แต่เอ๊ะ...." เขาพูดบอกก่อนจะเอะใจอะไรสักอย่างเมื่อเห็นหน้าผม
"เอ๊ะอะไรของคุณ หน้าผมไปเหมือนคนรู้จักคุณงั้นเหรอ?"
เจ้าตัวดูเหมือนไม่ได้สนใจสิ่งที่ผมพูดบอกเลยสักนิดก่อนจะชะโงกหน้าเข้าไปในห้องที่ผมเพิ่งออกมาเมื่อกี้แทน
"รูปสวยดีนะครับ"
"เสียมารยาท! ใครอนุญาตให้คุณดู" คนอะไรก็บอกไปอยู่ว่าที่นี่เป็นที่ห้ามเข้าก่อนได้รับอนุญาตไง
“ฉันขอเข้าไปดูหน่อยได้ไหม" ท่าจะฟังคำคนไม่รู้เรื่อง
"......." ผมมองคนตรงหน้าอย่างนึกสงสัยเกรงว่าอีกคนจะมาไม้ไหนหรือเปล่า
"อีกหน่อยฉันก็จะเป็นเขยบ้านนี้แล้วและก็เป็นพี่เขยหรือน้องเขย? อันนี้ฉันไม่แน่ใจยังไงฉันขอเข้าไปดูหน่อยนะ"
"ดูอย่างเดียวนะอย่าจับ อย่าแตะต้องเด็ดขาด" ผมพูดออกคำสั่งเชิงชี้นิ้วกำชับก่อนที่เจ้าตัวจะพยักหน้ารับและก็เป็นผมที่เดินนำอีกคนเข้าไปด้านในห้องรูป
"รูปพวกนี้สวยจังเลยนะครับ อันนี้รูปใครเหรอ?" หลังจากที่เราเดินชมรูปมาสักพักและมาหยุดอยู่ที่หน้ารูปวาดของคุณแม่
"รูปแม่น่ะ ผมวาดรูปท่านทุกปีในวันครบรอบที่ท่านเสีย" ทุกครั้งที่ผมนึกถึงเรื่องนี้เสียงและสายตาก็จะดูดรอปลงทันทีให้เห็นถึงความเศร้าในใจไม่ว่ากี่ปีผมก็ยังทำใจไม่ได้อยู่ดีแต่ถึงอย่างนั้น แม่ก็ไม่กลับมาหาผมและพ่ออีกแล้ว
"เสียใจด้วยนะ ว่าแต่นายวาดเองทั้งหมดเลยเหรอ เก่งจังเลยนะ" หันไปมองร่างสูงที่กล่าวแสดงความเสียใจแต่เรื่องมันก็ผ่านไปนานแล้ว ผมก็โอเคขึ้นบ้างแล้วด้วย
"แม่สวย ฝีมือผมไม่เท่าไหร่หรอก" ผมพูดบอกไปพลางยิ้มอ่อนให้กับรูปวาดของตัวเอง
"นายดูรักแม่มากเลยนะ"
"รักสิ รักมากเลยแต่เราทำบุญกันมาน้อยไปหน่อย" พูดไปก็ทำเอาน้ำตาจะไหลตลอดพลางทำคนข้าง ๆ เงียบไปด้วย
"......."
"แล้วก็อีกเรื่องนะ ผมไม่มีน้องหรือพี่อะไรทั้งนั้นแหละ ผมเป็นลูกคนเดียวของคุณพ่อคุณแม่" พูดขึ้นเปลี่ยนบรรยากาศเงียบภายในห้องถึงเรื่องของเรา ผมและเขาคนนี้
"หมายความว่าไง" อีกคนที่ดูเหมือนจะไม่เข้าใจในตอนแรกและดูเข้าใจในเวลาต่อมาถึงกับแสดงสีหน้าเหว๋อออกมาให้เห็นพลางมองมาที่ผมอย่างต้องการคำยืนยัน
"ไม่ต้องทำหน้าแบบนั้นหรอกผมก็ตกใจไม่ต่างจากคุณเลยที่รู้เรื่อง เอาเป็นว่าเราต้องขัดพวกท่านทั้งคู่ก่อน เผื่อว่า...มันจะทำให้ท่านคิดใหม่อีกครั้ง เราจะได้ไม่ต้องแต่งงานกัน" อยู่จากสีหน้าแล้วคงตกใจแบบตันในสุดๆ ถึงจะแสดงออกทางสีหน้าไม่มากแต่ผมก็เข้าใจแหละ
"........"
"หยุดตกใจแล้วก็ไปกินข้าวเถอะ ท่านคงรอกันนานแล้วและผมจะเปิดประเด็นเองหลังกินข้าวเสร็จเราต้องช่วยกันพูด" ผมพูดบอกอีกคนก่อนจะก้าวขาเรียวเดินนำเขาไปที่ห้องอาหารแต่ก็หยุดเสียก่อนเมื่อประโยคหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง
"ไม่ได้หรอก...พ่อบอกว่าถ้าฉันไม่ยอมแต่งงานก็จะตัดพ่อลูกกัน ฉันรู้จักพ่อตัวเองดีว่าท่านเป็นคนทำจริง"
"มันถึงขั้นต้องตัดพ่อตัดลูกเลยเหรอ" ผมไม่คิดว่าเรื่องมันจะใหญ่ขนาดนี้เลยด้วยซ้ำการที่พ่อลูกจะตัดขาดกันมันเป็นปัญหาระดับชาติเลยนะ
"ใช่และนายก็ต้องช่วยฉัน" ยังไงนะผมไม่ได้ยินอะไรผิดไปใช่ไหม?
"ทำไมผมต้องช่วยคุณ"
"ฉันรู้ว่านายเองก็คงขัดพ่อนายไม่ได้เหมือนกัน ไม่งั้นวันนี้ครอบครัวของฉันคงไม่ได้มากินข้าวที่บ้านหลังนี้ ฉันพูดอะไรผิดไปไหม?" ก็ถูกหมดทุกอย่าง
"ก็ใช่...แต่จะให้ทำยังไงในเมื่อผมเองก็ไม่อยากแต่งงานและคุณเองก็คงคิดเหมือนกัน" ถอนหายใจออกมากเฮือกใหญ่ปล่อยทิ้งความอึดอัดในใจก่อนจะยกแขนเล็กขึ้นกอดอก
"แต่เพราะเราขัดท่านไม่ได้ไงแล้วถ้าเราแต่งงานกันล่ะ?" คนฟังอย่างผมถึงกับขมวดคิ้วเอียงคอมองในคำพูดของคนตรงหน้าอย่างไม่เข้าใจ
"หมายความว่าไง? ผมไม่เอาด้วยหรอกนะอิสระที่หายไป ความเป็นส่วนตัวที่หายไปอีก ผมยังใช้ชีวิตไม่เต็มที่เลยแล้วไหนจะเรื่องที่เราทั้งคู่เป็นผู้ชายอีก" ผมพูดบอกพลางเดินออกมายืนหน้ากระจกใสข้างห้องที่มองทะลุสวนดอกไม้ข้างบ้าน
"งั้นเอาแบบนี้ ถ้าเราขัดเรื่องแต่งงานกันไม่ได้งั้นก็แต่งๆ ไปเลยให้ครอบครัวเราตายใจแต่อิสระของเราทั้งคู่จะยังคงเหมือนเดิม ชีวิตก็ยังเป็นของนาย ชีวิตฉันก็ยังเป็นของฉันแล้วเมื่อถึงเวลาเราจะหย่ากันทันทีที่มีโอกาส"
"........." ครุ่นคิดอยู่นานกับคำพูดในข้อเสนอของอีกฝ่าย มันจะราบรื่นขนาดนั้นเลยเหรอ แต่ผมก็รับข้อเสนอนี้ถึงมันจะไม่ได้เต็มใจ 100% แต่ตอนนี้มันมีทางเลือกไม่มากสำหรับเราทั้งคู่ ดังนั้นลองตามน้ำไปก่อนแล้วกัน
"อ่าวตาครูซไปห้องน้ำซะนานเลยลูก เอ๊ะนั่น...." ทันทีที่เข้ามาในห้องอาหารหญิงวัยกลางคนที่รู้สึกจะพูดไทยไม่ค่อยชัดเพราะรูปร่างหน้าตาผิดไปจากคนไทยแท้ พูดทักคนข้างๆ ที่เดินมาพร้อมผม
'ครูซ' งั้นเหรอ คุยกันมาก็นานพอสมควรแต่ไม่ได้ถามชื่อมารู้อีกทีก็เมื่อกี้
"สวัสดีครับ สวัสดีครับ" ยกมือขึ้นไหว้ผู้ใหญ่ทั้งสองที่ไม่ได้เห็นหน้ากันนานจนเกือบจำไม่ได้แต่ก็พอรู้ว่าต้องเป็นลุงเจตน์และป้าฟารอสแน่ๆ
"ดีนไงครับ" ก่อนที่คุณพ่อจะแนะนำผมให้ทั้งคู่รู้จัก ผมและเขาเดินไปนั่งที่ประจำโดยมีร่างสูงยกเก้าอี้ให้และไม่ลืมที่จะกล่าวขอบคุณ
"โตแล้วทำไมน่ารักขนาดนี้ลูก" น่ารักงั้นเหรอ
"แต่ทำไมทั้งสองคนถึงมาด้วยกันและไปรู้จักกันตอนไหน"
"พอดีว่าผมไปเข้าห้องน้ำมาเลยถือวิสาสะเดินชมบ้าน แล้วเจอน้องเข้าพอดี" ร่างสูงเป็นคนตอบคำถามของผู้เป็นแม่ก่อนจะหันมาตักกับข้าวอะไรสักอย่างใส่จานให้ผม
"ดีเลยจะได้สนิทกันเร็วๆ" อันนี้พ่อของผมพูดเสริม
"ขอบคุณครับ" ผมกล่าวขอบคุณตามมารยาท แต่ผมมีมือนะความจริง
"เด็กๆ ดูสนิทกันเร็วขนาดนี้ผมก็วางใจ" ก็แหง่แหละครับ
"ลูกๆ คงรู้กันแล้วใช่ไหมเรื่องระหว่างพวกลูกสองคน"
"ครับ/ครับ"
"ส่วนเรื่องงานแต่งพ่อจะรีบให้คนไปดูฤกษ์ให้เร็วที่สุดแล้วจะมาบอกลูกๆ ทีหลัง" คุณพ่อพูดบอกครั้ง ย้ำว่าเร็วที่สุดด้วยนะ
"ระหว่างนี้ก็ทำความรู้จักกันไปก่อนนะ" เข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยเลยนะครับสองครอบครัวนี้เนี่ย
"งั้นเดี๋ยวพรุ่งนี้ ให้พี่มารับไปช้อปปิ้งดีไหมหนูดีน พอดีว่าเพื่อนป้าเปิดร้านใหม่ ฝากตาครูซไปเยี่ยมเยือนหน่อยแล้วจะได้ถือโอกาสพาหนูไปเที่ยวด้วย" ดีนเอ้ย มึงกำลังทำอะไรอยู่กันแน่วะ เถียงออกไปสิว่าไม่ไป เถียงออกไป
"ครับคุณป้า"
"มันต้องแบบนี้สิ น่ารักจังเลยนะคะคุณ" เธอหันไปชมผมกับสามีที่นั่งอยู่ข้างๆ ต่างจากผมที่ตอนนี้อยากจะทึ้งหัวตัวเองที่สุด
"มื้อนี้อร่อยมากเลยครับขอบคุณจริงๆ ได้ทั้งอิ่มท้องได้ทั้งการทั้งงาน คุ้มสุดๆ ไปเลย" หลังจากที่มื้อเย็นผ่านไป เราสองคนได้ขอออกไปเดินย่อยในสวนข้างบ้านและปล่อยให้ผู้ใหญ่พูดคุยเรื่องงานต่อ
ส่วนเขาที่ชื่อครูซ นอกจากแผนการเรื่องเเต่งงานแล้วเราก็ไม่ได้คุยอะไรกันอีกเลยจริงๆ แต่ก็ดีแล้วล่ะ...
"ยินดีมากครับเพราะยังไงต่อไปคงได้มาที่นี่บ่อยขึ้น" ตอนนี้ผมและคุณพ่อเดินออกมาเพื่อส่งครอบครัวของคุณลุงกลับบ้านเมื่อทุกฝ่ายพูดคุยกันสมเวลาและผมที่ตอนนี้กำลังเดินอยู่ข้างๆ ร่างสูง
คนอะไรสูงเป็นบ้า ทำผมที่สูง 160 ซม. ดูเตี้ยต่ำดินไปเลย
"เดี๋ยวต้องขอตัวกลับก่อนมางานอีกเยอะให้เคลียร์เต็มไปหมด"
"งั้นส่งตรงนี้เลยนะ" คุณพ่อพูดบอกก่อนที่ผมจะปลีกตัวออกมายืนข้างๆ ท่านแทน
"สวัสดีครับคุณลุง คุณป้า" ผมยกมือขึ้นกราบลาคุณลุงและคุณป้าก่อนที่สายตาจะไปมองที่ร่างสูงของอีกคนที่ยืนอยู่ข้างกันกับครอบครัวเขา
"แล้วเจอกันนะลูก" คุณป้าวันนี้ที่รู้สึกจะคึกคักเป็นพิเศษพูดบอกก่อนที่ทั้งหมดจะเดินขึ้นรถไป
ผมยืนอยู่หน้าบ้านมองรถคันหรูพร้อมรถอีกสองสามคันที่ประกบหน้าท้ายก็พอจะเดาออกว่าความปลอดภัยไม่ค่อยมีเหมือนกับครอบครัวเราที่ต้องค่อยมีรถประกบตลอดแบบนี้
"เข้าบ้านได้แล้วนะลูก" จะว่าไป เรื่องที่เขาบอกกับผมทำเอาเรายืนคิดได้เพลินๆ เหมือนกันนะ จนรถลับสายตาแล้วถ้าคุณพ่อไม่เรียกคงได้ยืนคุยกับยุงทั้งคืน