ตอน 2

หลังจากขึ้นมาบนห้องแล้วผมก็เอาแต่นั่งหาคำตอบในความคิดของคุณพ่อ นั่นมันผู้ชายไม่ใช่เหรอ คุณพ่อคิดอะไรอยู่กันแน่ถึงให้เราไปแต่งงานกับเขา

ครืด ๆ

การสั่นของโทรศัพท์ในกางเกงดังขึ้นก่อนที่ผมจะล้วงมือเล็กเข้าไปเอามันขึ้นมาดูและพบโนติที่ขึ้นว่าเป็นเพื่อนสนิทส่งข้อความมาหาตนทางแอพ ฯ สีเขียวยอดนิยม

peach : ดีน

ว่าไงมึง : Dylan

peach : ไม่ได้เจอกันนานเลย คืนนี้ไปผับกับกูไหม?

ไปดิ ส่งโลมาพร้อมเวลา : Dylan

ผมวางโทรศัพท์ในมือลงหลังจากที่เพื่อนสนิทส่งโลเคชั่นและเวลามาเรียบร้อยแล้ว ก่อนจะตัดใจจากเรื่องที่คิดในหัวและเดินไปอาบน้ำแต่งตัวเพราะเข้าใกล้เวลานัดที่จะถึงอีกสองชั่วโมงเห็นจะได้

อีกด้าน

"อ๊าาส์ แด๊ดคะ หนูเสียว ระ...แรงอีก" คนตัวโตเพิ่มเเรงกระแทกกระทั้นจนเสียงเนื้อกระทบกันดังขึ้น ดังขึ้นและดังขึ้น ตามคำขอของคนใต้ร่าง

เธอผู้ที่ไม่เคยคิดว่าจะได้ร่วมรักกับทายาทหมื่นล้านและไฮโซที่มีชื่อเสียงระดับประเทศทั้งดีและเสียอย่างครูซ

วันนี้ถือว่าดียิ่งนักที่ลูกน้องคนสนิทของเขาได้พิจารณาเธอมาให้ผู้เป็นนายได้ลิ้มชิมรสหญิงสาวจากเธอ

เธอพร้อมที่จะพลีทุกอย่างในกายและหวังว่าเขาจะชอบในบทรักของเธอเหมือนกับที่เธอตอนนี้ติดใจกับบทรักของเขาไปแล้ว

"อืมม" เสียงครางต่ำในลำคอแสดงให้เห็นถึงความพึงพอใจจากชายหนุ่มด้านหลัง

มือหนายกขึ้นจับรั้งสะโพกสวยหวังยึดแรงกระแทกไม่ให้คนใต้ร่างถอยห่างและยังคงซอยสะโพกถี่ไม่หยุดจนผู้ถูกกระทำครางไม่เป็นภาษา

รุนแรง....เขาช่างเป็นคนที่รุนแรงอะไรขนาดนี้แต่เธอกลับไม่คิดหวั่นที่จะลามือห่างหาย ยังคงอยากมาปรนนิบัติชายหนุ่มด้านบนอีกถึงแม้ตอนนี้เธอเองก็ยังถูกกระทำไม่หยุดจากคนตัวโต

แต่หารู้ไม่เพียงเสร็จภารกิจกามมารมแล้วเขาแค่วางเงินให้เธอก้อนหนึ่งแล้วเดินจากไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นระหว่างเขาและเธอเลย ก่อนที่เรื่องทั้งหมดจะจางหายไปเพียงค่ำคืนเดียว

‘Rrrrrrrrrrrr’

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นขัดจังหวะสงครามบนเตียงของผมและเธอ จนรู้สึกหงุดหงิดแต่ก็ไม่อยากให้เสียอารมณ์ไปมากกว่านี้เลยเลือกที่จะเพิกเฉยและดูเหมือนปลายสายเองก็โทรไม่หยุดเหมือนกัน

‘Rrrrrrrrrrrr’

ผมที่ไม่ชอบให้อะไรมากวนใจมากๆ สุดท้ายก็ต้องผละร่างกำยำของตัวเองออกจากหญิงเปลือยใต้ร่างแล้วขยับตัวมานั่งขอบเตียงก่อนจะเอี้ยวตัวไปคว้าโทรศัพท์มาไว้ในมือพร้อมกับขมวดคิ้วยุ่งเมื่อเห็นคอนแทคขึ้นชื่อเพื่อน

"โทรมาทำไม กูบอกไปในกลุ่มแล้วว่าจะทำอะไร ทำไมยังโทรมารบกวน"

ในกลุ่มเพื่อนเราทั้งหมดจะมีไลน์กรุ๊ปที่เอาไว้พูดคุยกัน รู้สึกว่าจะสร้างมาตั้งแต่เราเรียนปีหนึ่งแล้วและเวลาที่ผมทำกิจกรรมบนเตียงก็จะไลน์บอกมันทุกครั้งว่าไม่สะดวก เป็นอันว่ารู้เรื่องและก็จะไม่มีใครโทรมากวนผมอีก แต่ครั้งนี้พวกมันยังกล้าโทรมา?

[ไอ้สัดกูไม่ได้เข้าอ่านกลุ่ม แต่ที่กูโทรมามันสำคัญฉิบหายเลยนะ] คิ้วเข้มขมวดขึ้นอย่างสงสัย อะไรมันจะสำคัญขนาดนั้นตามที่มันว่าวะ

"เรื่อง?" ผมถามปลายสายออกไปอย่างเซ็งๆ ก่อนที่มือหนาจะยกขึ้นกุมขมับ

[ทำไมจะแต่งงานแล้วไม่บอกพวกกูสักคำวะ ต้องให้พวกกูรู้เองถูกไหม?]

"มึงพูดเรื่องอะไร?" ผมได้ยินแต่แค่ถามเพื่อความแน่ใจ

[ก็ข่าวที่เครือ ACTOR ประกาศทายาทรุ่นที่ 4 จะแต่งงานก็ไม่ใช่มึงคนเดียวหรือไงทายาทรุ่น 4 ที่ว่า] จริงอย่างที่มันว่าทายาทรุ่น 4 ของ ACTOR มีแค่ผมคนเดียวแล้วเรื่องแต่งงานที่มันบอกเมื่อกี้คืออะไร

"กูยังไม่รู้เรื่อง ส่งข่าวมาที"

[เฮ้ยไอ้เจย์ส่งข่าวนั้นให้มันหน่อยดิ้] ไอ้ภัคมันพูดบอกเพื่อนอีกคนแสดงว่ามันคงอยู่ด้วยกันในตอนนี้

"แค่นี่แหละ เจอกัน" ช่วงเวลานี้ผมรู้สึกว่าผมต้องใช้สมองหนักมากเป็นพิเศษได้แต่นึกคิดว่าผมไปเผลอตกลงจะแต่งงานกันใครหรือเปล่าตอนเมา? แต่ก็ไม่เคยเมาขนาดจำอะไรไม่ได้นะ

ครืด ครืด~

เสียงโนติดังขึ้นดึงผมให้หลุดออกจากภวังค์ก่อนยกโทรศัพท์ในมือขึ้นกดดูลิงค์ข่าวที่เพื่อนส่งกลับมาให้ แต่ยิ่งเห็นข่าวที่ว่ายิ่งรู้สึกสับสนมากกว่าเดิม ถ้ามันเป็นสำนักข่าวที่ปล่อยออกมาตามเว็บ ผมคงไม่ลนลานขนาดนี้แต่นี้มันไม่ใช่ มันเป็นเว็บของเครือ Actor เองเลยน่ะสิ

"นี่พ่อกำลังเล่นตลกอะไรอยู่" กำโทรศัพท์ในมือเเน่นพร้อมกับคำถามในใจมากมายที่ต้องการคำตอบ

ผมลุกขึ้นเต็มความสูงก้มลงหยิบเสื้อผ้าขึ้นใส่ไว้เหมือนเดิมเพื่อจะไปหาคำตอบที่กำลังคาค้างใจแต่ร่างเปลือยของหญิงสาวก็ลุกขึ้นมาคว้าแขนผมไปกอดจนเนินอกสวยถูไปมากับแขนแกร่ง

"แด๊ดจะรีบไปไหนคะ เบลล์ยังไม่สบายตัวเลยนะ" ผมก้มลงมองเธออย่างนึกสงสารแต่ไม่มีอารมณ์มากพอที่จะทำต่อแล้ว

"ฉันมีธุระด่วน นี่เงินของเธอ" ว่าจบก็พยายามแกะแขนเรียวออกจากการกอบกุม

"แด๊ดคะ อยู่กับเบลล์ก่อนนะคะ" เธอยังคงยื้อยั้งจนรู้สึกรำคาญ ให้ตายเถอะ

"อย่ามางี่เง่ากับฉัน" ผมแกะมือเธอออกอีกครั้งและเหมือนเธอเองก็คงกลัวอยู่ไม่มากก็น้อยกับท่าทางของผมเมื่อครู่ เลยไม่ตามเซ้าซี้อีก เอาเถอะ โอกาสหน้าถ้าไม่ลืมจะเรียกใช้เธออีกละกัน

@ACTOR

หลังจากที่ผมเหยียบ 120 มาถึงบริษัทแล้วก็ตั้งหน้าเดินมาที่เป้าหมายอย่างท่านประธานใหญ่ทันที

"คุณพ่ออยู่ไหม?" เอ่ยถามลูกน้องคนสนิทของท่าน ทั้งสองที่ยืนเฝ้าประตูห้องอยู่

"คุณท่านมีแขกครับนายน้อย" บอดี้การ์ดคนหนึ่งพูดบอกก่อนที่ทั้งคู่จะขยับเข้าหาประตูมากขึ้นเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าไม่ให้เข้าไปเด็ดขาด

"ฉันต้องการพบคุณพ่อ"

"แต่คุณท่านไม่อนุญาตให้ใครรบกวนครับนายน้อย" มันต่างพากันก้มหน้าก้มตาไม่กล้าสบตากับผมแต่ร่างกายกำยำของมันทั้งคู่ก็ทำให้ผมแหวกเข้าไปไม่ได้อยู่ดีถึงผมจะตัวโตพอ ๆ กับพวกมันก็เถอะ

ผั๊วะ!

แต่ยังไงวะอารมณ์ไม่ได้ดีเท่าไหร่โดนขัดใจอีกคงไม่ดีมากนักต่อคู่กรณี

มัดหนักๆ ของผมฟาดลงอย่างเเรงที่ปากของลูกน้องด้านซ้ายทำเอาคนที่โดนต่อยเซหน้าหันให้เห็น

"ไม่ได้ครับนายน้อย ขอร้องนะครับ" บอดี้การ์ดอีกคนเข้ามาห้ามผมด้วยการเข้าล็อคจากทางด้านหลัง

"ปล่อยดิวะ!" ผมดิ้นพล่ามให้หลุดจากการกรอบกุมจนเกือบหลุดก็มีเสียงหนึ่งที่คุ้มเคยดังขึ้นมา ก่อนที่ประตูบานใหญ่ตรงหน้าจะเปิดออกพร้อมกับร่างชายวัยกลางคนที่เดินออกมาจากห้องทำงานห้องนั้น

"เกิดอะไรขึ้น?"

"ปล่อย" คุณพ่อพูดบอกก่อนผมจะหลุดออก ถ้าเทียบกันแล้วตอนนี้ผมคงไม่ต่างอะไรไปจากนักเลงที่เข้ามาหาเรื่องประธานบริษัท

"คุณพ่อต้องการอะไรจากผมครับ"

"ฉันกำลังมีแขกอย่าเสียมารยาท แล้วเราค่อยมาคุยกัน" ท่านยังคงรักษาภาพพจน์ความเป็นตัวเองอยู่ด้วยความนิ่งพลางหันไปมองแขกด้านในห้องที่ตอนนี้กำลังเดินมาทางนี้แล้วเหมือนกัน

"ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวเราค่อยมาคุยกันใหม่ก็ได้ ผมไม่รีบ" แขกที่ว่าถึงพูดบอก

"เอางั้นเหรอ โอเคครับเดี๋ยวผมจะให้เลขานัดไปอีกทีละกัน" อีกฝ่ายตอบตกลงในคำบอกเมื่อครู่ของประธานก่อนจะก้มโค้งแสดงความเคารพและเดินจากไปในเวลาต่อมา

"ข่าวที่ผมจะแต่งงานคืออะไรครับ?" ผมถามพร้อมกับเดิมตามผู้เป็นพ่อเข้าไปด้านในตัวห้อง

"ก็อ่านอะไรตรงไหนไม่เข้าใจล่ะ?" เป็นคำถามที่ถามไปแล้วได้คำถามกลับมา นี่ท่านไม่ได้รู้สึกอะไรบ้างเลยหรือไง

"เพราะอะไร? ผมโตแล้วนะครับ ทำไมคุณพ่อยังจะมาครอบงำชีวิตของผมอีก" นี่มันชีวิตของผมแล้วนะ การแต่งงานมันใช่เรื่องเล็กๆ หรือไง

"แกโตแล้วจริงๆ งั้นเหรอ ทำไมไม่ส่องกระจกดูตัวเองบ้างว่าทุกวันนี้ทำตัวเหลวแหลกแค่ไหนและฉันก็พูดตรงนี้เลยนะว่าฉันหาคนที่จะมาแต่งงานกับแกได้เเล้ว ถ้าแกไม่ยอมรับสิ่งที่ฉันมอบให้ก็ไม่ต้องมาเรียกฉันว่าพ่ออีก!" จากคนที่สุขุมเยือกก็เริ่มมีปากเสียงขึ้นทันทีเหมือนคนละคน

"คุณพ่อ!"

"ออกไปได้แล้ว ฉันมีงานต้องเคลียร์อีกเยอะ" ผู้เป็นพ่อหันกลับไปมองทิวทัศน์นอกกระจกอย่างควบคุมสติและผมรู้ดีว่าสิ่งที่ท่านพูดมันจะเกิดขึ้นจริงหากผมไม่ทำตาม

"โธ่เว้ย!" บัดซบที่สุด!

19.30 น.

ไม่รู้ไปมายังไงพวกเราก็นัดรวมตัวที่ผับใหญ่กลางใจเมืองหลวงที่เพื่อนผมอย่างไอ้เมธาเป็นหุ้นส่วนและไม่ว่าใครในกลุ่มเพื่อนมีเรื่องไม่สบายใจหรืออะไรที่ต้องปรึกษากันส่วนมากก็จะพากันมารวมตัวที่นี่ตลอด มันสะดวกและเมธาเองก็ได้ทำงานไปด้วย

"สรุปพ่อมึงจัดการเรื่องให้ทุกอย่างถูกไหม?" เมธาถามขึ้นก่อนที่ผมจะตกเป็นเป้าสายตาของคนสามคน

"เออ" ผมพูดตอบก่อนจะถือแก้วยกน้ำสีอำพันขึ้นกระดกปล่อยน้ำเมาลงคออย่างคุ้นชินกับความขมนี้

"แล้วยังไงวะมึงก็ยอม" เจย์พูดเสริม

"ก็ถ้าไม่ยอมก็ตัดพ่อลูกกัน มึงคิดว่าพ่อกูเป็นคนยังไงล่ะ" ตอบบอกมันไปตามความจริง เราทั้งหมดสนิทกันมากตั้งแต่เด็กๆ เรื่องแค่นี้มันเลยไม่ยากที่จะรู้นิสัยของพ่อผมด้วย

"พ่อมึงเเม่งโครตเจ๋งเลย" ภัคไอ้คนที่มันโทรบอกผมเรื่องข่าวพูดขึ้น

"เจ๋งกับผี" ผมก็เอาแต่กระดกแก้วพร้อมๆ กับทำหน้าเซ็งไปด้วย

"มึงก็ทำตัวให้เขาคุมถุงชนเองหนิ เขาคงอยากให้มึงเป็นผู้เป็นคน"

"แล้วกูไม่เป็นผู้เป็นคนตรงไหน"

"เสือผู้หญิง งานการไม่ทำแล้วไหนจะข่าวที่มีให้เห็นเสียๆ หายๆ เรื่องผู้หญิงอีกไม่เว้นวัน ถ้ากูเป็นพ่อมึง...กูฆ่ามึงตายห่าไปแล้ว"

"มึงหุบปากไปเลยไป" ผมพูดบอกพลางลุกขึ้นยืนเต็มความสูง อารมณ์ในห้องเป็นไปด้วยความไม่พอใจไปดับร้อนหน่อยก็น่าจะดี

"อ่าวแล้วนั่นมึงจะไปไหน" เจย์พูดขึ้นทักเมื่อเห็นผมที่กำลังเดินออกนอกเขตที่นั่ง

"ไปห้องน้ำจะตามไปจับให้กูไหมล่ะ?" ยกยิ้มขึ้นบนใบหน้าคมของตัวเอง

"ครับพ่อของใหญ่ รีบไปรีบมามึงอะ" ยกมือขึ้นส่งสัญญาบ่งบอกว่ารับรู้ให้คนด้านหลังเห็น

ร่างสูงสัดส่วนพอดีได้รูปของผมยืนสำรวจตัวเองพักใหญ่เพิ่มความมั่นใจให้ตัวเองก่อนออกจากห้องน้ำหลังจากทำธุระส่วนตัวเสร็จและใจเย็นลงก่อนที่จะเดินออกมาหวังกลับไปหาเพื่อนๆ ที่รอตนอยู่

ทว่า..

"เห้ย!" ผมสบทออกมาอย่างหงุดหงิดเล็กน้อยที่มีใครก็ไม่รู้ที่ออกมาจากห้องน้ำเหมือนกันเข้ามาชนอกแกร่งอย่างเต็มแรง

เดินยังไงของมันวะ เมาแล้วก็กลับไปนอนดิ!

"โอ๊ยย" คู่กรณีที่เหมือนจะตัวเล็กกว่าร้องขึ้นพร้อมกับเซออกไปไกลราวสองศอกพลางใช้มือเล็กของเขากุมที่แขนเหมือนได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุครั้งนี้

"ขอโทษครับ เป็นอะไรมากหรือเปล่า?" มันก็ต้องแสดงความสุภาพบุรุษหน่อย

"ไม่เป็นไรครับ ผมซุ่มซ่ามเองด้วย" คนตัวเล็กก้มหน้าก้มตาสำรวจตัวเอง พูดคุยกับผมแต่ไม่เเม้แต่จะเงยขึ้นมามอง

"ขอโทษอีกรอบนะครับ" ผมที่ถึงแม้จะดูเหมือนไม่ผิดแต่ก็แสดงความรับผิดชอบเต็มที่เหมือนกัน

"ขอโทษเหมือนกันนะครับ งั้นผมขอตัวนะ"

อืมน่ารักว่ะ...

มีแต่คำว่าน่ารักหลังจากที่เจ้าตัวเงยหน้าขึ้นมาคุยกับผม มันเหมือนซีนในละครหลังข่าว ที่นางเอกเงยมาเจอพระเอกแล้วพระเอกติดใจในความสวย เฮ้ย ไม่ได้ดิ

"เอ่อ...ถ้าไม่รังเกียจให้ผมได้เลี้ยงคุณสักมื้อเป็นการขอโทษได้ไหมครับ?" ผมพูดรั้งเมื่ออีกคนกำลังจะเดินออกไป ปล่อยไปง่ายๆ คงไม่ใช่ครูซ

"ผมไม่ได้เป็นอะไรครับ อีกอย่างถ้ามีคนต้องเลี้ยง ผมว่าคงเป็นผมมากกว่าเพราะผมซุ่มซ่าม" คนตัวเล็กตรงหน้าพูดขึ้นอย่างถ่อมตัว

"แล้วผมสามารถเจอคุณได้อีกทีที่ไหน?"

"ต่อไป...ผมคงได้มาที่นี่บ่อยๆ แล้วเจอกันนะครับ" แล้วผมก็ปล่อยเขาไปง่ายๆ นี้แหละ ดูเหมือนว่าจะซี้เซ้าเกินไปจะยิ่งเข้าถึงยากกว่าเดิมนะ

"ฮิ้วววว ไอ้เสือมันเอาอีกแล้วว่ะ" เหตุการณ์เมื่อกี้คงไม่รอดพ้นสายตาพวกมันสินะ

"ใครวะ น่ารักว่ะๆ" เมธาพูดบอกเพราะความสอดรู้สอดเห็นพลางมองตามผมไปด้วย

"ไม่รู้แต่น่ารักจริง คนนี้ไม่เหมือนใครที่กูเคยเจอ" ผมพูดบอกหลังจากกลับมานั่งลงที่เดิมของตนเองเรียบร้อยแล้วแต่สายตาคมยังคงจับจ้องไปที่คนตัวเล็กจนลับตาเลยหันไปโฟกัสเพื่อนแทน

"มองอะไรขนาดนั้นวะ?" พวกมันรู้ดีว่าเมื่อถึงเวลาจริงจังของผมสายตาก็จะเปลี่ยนไปอีกแบบ

"กูเปล่า" เขาก็ดูน่ารักดีแค่นั้น...

อีกด้าน

ผมเดินกลับมาที่โต๊ะหลังกลับจากห้องน้ำและจับต้นแขนเล็กของตัวเองไปพลาง ก็เจ็บน่ะสิดันไปซุ่มซ่ามเดินชนใครก็ไม่รู้ ช้าอีกนิดถ้าเขาคนนั้นไม่คว้าไว้คงได้นอนนับเลขที่พื้นเป็นแน่

"มึงเป็นไรวะ?" พีชที่เห็นท่าทีของผมทักขึ้นอย่างสงสัย

"เจ็บแขนนิดหน่อย เมื่อกี้เดินชนใครไม่รู้" ผมพูดบอกไปตามความจริงและเบนสายตาไปที่เด็กของมันที่นั่งแนบข้าง เพิ่งรู้เหมือนกันว่าเพื่อนผมมีรสนิยม 3P แต่ดีหน่อยที่มันยังคงรู้จักป้องกันทุกครั้ง ผมเลยไม่ได้ห่วง

"อ่าว ไหนกูดูหน่อย อีผี! เขียวเบอร์นี้นิดหน่อยถูกไหม?" มันขยับตัวมาดึงมือผมออกก่อนจะเจอรอยจ้ำเขียวๆ ที่แขนและโวยวายขึ้นมาเหมือนมีคนกำลังจะตาย

"เออนิดหน่อย ดื่มเถอะ" ผมจับมือมันออกจากตัวและพูดบอก ผมรู้ว่ามันเป็นห่วงแต่ผมไม่ได้เจ็บจนจะตายขนาดนั้น

"เออๆ ต่อไปเดินไปไหนก็หัดระวังบ้างมึงอะ" มันละความสนใจไปที่แก้วเหล้าและเด็กของมันทั้งสองเหลือเพียงผมที่ยังคงนึกสงสัยในใจว่า

เขาคือใครนะ....

ทำไมผมถึงรู้สึกแปลก ๆ ยังไงก็ไม่รู้

ตอน 3

Part Cruz

วันนี้ครอบครัวของเรานัดทานข้าวเย็นที่บ้านของว่าที่เจ้าสาวและคงจะเป็นการดูตัวไปกลายๆ คุณพ่อคิดว่าผมจะไม่รู้ทันเหรอ?

"หลังลงจากรถก็ทำหน้าให้มันดีๆ ด้วย นี่ไม่ใช่คำขอแต่คือคำสั่งจากฉัน" ก็แหง่หน้าตาผมตอนนี้พร้อมเจอใครมาก ที่พ่อทำอยู่ผมอยากรู้ว่ามันต่างอะไรจากบังคับ

"คุณคะ" คุณแม่ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ยกมือขึ้นวางทาบแขนของคุณพ่อเชิงห้ามปราบก่อนจะหันมาที่ผมพร้อมกับพยักหน้าอย่างสื่อความหมายก่อนที่ผมเองก็พยักหน้ารับเพื่อความสบายใจของคุณแม่เอง

"เอารถไปจอดแล้วรออยู่ด้านนอก มีอะไรจะเรียก" นายท่านพูดสั่งลูกน้องคนสนิทที่วันนี้อาสาขับรถมาให้ก่อนจะลงจากรถ

"สวัสดีค่ะ คุณท่านรออยู่ด้านในแล้วเชิญด้านนี้ค่ะ" ดูเหมือนจะเป็นแม่บ้านที่ออกมาต้อนรับราว 4-5 คน

'ดูให้เกียรติกันดีจังเลยนะครับ' ผมเพียงคิดในใจเท่านั้นคนที่จะดองกันปกติแล้วอีกครอบครัวมาก็ควรออกมาต้อนรับเองไม่ใช่หรือไง? ขนาดตอนนี้แค่เริ่มต้นองนะ

"สวัสดีครับ ขอโทษที่ไม่ได้ออกไปต้อนรับด้วยตัวเอง พอดีหาเอกสารด่วนไม่เจอเลยออกไปไม่ทันแล้ว" เดินมาไม่นานมากก็เจอชายวัยกลางคนที่คิดว่าน่าจะเป็นเพื่อนของคุณพ่อที่ท่านเคยพูดถึงและรู้สึกว่าจะเป็นว่าที่พ่อตาผมด้วย

"ไม่เป็นอะไรเลยครับ ทำตัวตามสบายเลยเพื่อนกันมาแต่นานไม่ถือตัวแล้วล่ะ" นี่ผมอยู่ท่ามกลางคนมีอายุระลึกความหลังหรือไงกัน

"เอ้อ..นี่ครูซ ลูกชาย" ผมชะงักเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงกล่าวถึงก่อนจะคีพลุคตัวเองให้อยู่ในสภาพเพอร์เฟคสมหน้าสมตาครอบครัว

"สวัสดีครับคุณอา" แต่ก็ไม่ลืมเรื่องมารยาทนะ

"ไหว้พระเถอะหลาน โตเป็นหนุ่มแล้วหล่อมากเลยนะ เหมือนพ่อไม่มีผิด" คุณอายกมือขึ้นรับไหว้พลางพูดชมไปด้วยส่วนผมก็ได้แต่ยิ้มให้ท่านไปตามมารยาท

"ก็ว่าไปนู่น แล้วหลานไปไหนล่ะ" หลังจากที่สังเกตมาสักพักตั้งแต่เดินเข้ามาก็ไม่เห็นเธอจริง ๆ อย่างคุณพ่อพูด

"เอ้อ เดี๋ยวก็ลงมาแล้ว...เราเข้าไปห้องอาหารกันเลยดีกว่า"

"ขอโทษนะครับห้องน้ำอยู่ทางไหนเหรอครับ ผมขอไปทำธุระส่วนตัวหน่อย" ทุกคนในบ้านหันมามองที่ผมเป็นตาเดียวก่อนที่เสียงป้าคนหนึ่งจะพูดขึ้นพลางชี้ไปอีกทางที่เหมือนจะเป็นปีกซ้าย?

"ด้านนี้เลยค่ะ"

"โอเค แล้วตามมานะหลาน" คุณอาพูดบอกก่อนที่ทั้งหมดจะเดินเข้าไปในห้องอาหารที่คาดว่าน่าจะถูกจัดเตรียมไว้แล้ว

"ครับคุณอา" เหลือบไปมองที่ผู้เป็นพ่อที่จ้องตาเขม็งใส่ ผมไม่ไปก่อเรื่องซะหน่อย บ้านหลังนี้ใหญ่มาก พอ ๆ กับโรงแรมห้าดาวขนาดกลาง ดีไซน์ออกแบบไปทางตะวันตกผสมไทยแท้ดูจากลวดลายเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบางชิ้น เหมือนจะไม่ลงตัวแต่ก็ลงตัว

"ไม่ให้ใครเข้าที่นี่ก่อนได้รับอนุญาตนะครับ"

โทนสีห้องถือว่าสบายตาเป็นแบบที่ผมชอบ สถาปนิกคนนี้น่าจับตามองมากเลยนะถ้าได้รู้จักกันผมอาจจะให้เขาออกแบบบ้านให้ใหม่ก็เป็นได้ แต่เดี๋ยวนะ...เสียงใคร?

"ขอโทษครับ พอดีผมไม่ทรา..."

อีกด้าน

เพราะวันนี้ครอบครัวนั้นจะมาทานมื้อเย็นที่บ้านเลยทำเอาวันทั้งวันของผมเเทบไม่ได้ขยับออกไปไหน

คุณพ่อเหมือนจะกักบริเวณก็ไม่เชิงแต่คือสั่งห้ามออกจากบ้านและมีคนคอยดูอยู่ตลอดเหมือนผมเป็นนักโทษ

คุณพ่อนะคุณพ่อรู้ว่าเราไม่โอเค แต่ก็ยังรับปากเขาอีกว่าจะแต่งงานด้วย ถ้าคุณแม่ยังอยู่คุณแม่ต้องไม่เห็นด้วยแน่ๆ

"อ่าว นี่เราเดินมาถึงห้องนี้เลยเหรอ" จากที่ผมเดินคิดอะไรมาเพลินๆ รู้ตัวอีกทีก็มาโผล่ห้องรูปแล้ว

ห้องรูปเป็นห้องที่ผมจัดขึ้นเอง เป็นห้องที่รวบรวมรูปของความทรงจำที่ผมนั้นวาดขึ้นมาเอง มีทั้งหมด 2 โซนด้วยกัน

โซนแรกเป็นรูปวาดของคุณแม่ถึงท่านจะเสียไปตั้งแต่ผมยังเด็กๆ แต่มันก็มีภาพในความทรงจำขึ้นมาลางๆ บวกกับรูปถ่ายตอนท่านยังมีชีวิตอยู่แล้วก็มีรูปของคุณพ่อนิดหน่อยเพราะน้อยนิดที่ท่านจะมีเวลามานั่งนิ่งเป็นแบบให้วาด

โซนที่สองจะเป็นพวกดอกไม้ ดอกไม้ในจินตราการของผม ผมไม่รู้ว่ามันมีอยู่จริงไหม แต่ถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้มันมีจริงๆ

และที่สำคัญมากๆ นอกจากคุณพ่อที่เข้ามาดูห้องนี้ได้ก็มีเพียงป้าจิ๋วคนเดียวเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้มาทำความสะอาด เพราะผมหวงห้องนี้แบบสุดๆ เลย

"กี่โมงแล้วเนี่ย สงสัยคงจะมากันแล้วไปดีกว่าเดี๋ยวคุณพ่อก็หาเรื่องเร่งวันเเต่งอีก" ยกนาฬิกาบนข้อมือเล็กขึ้นดูก็เห็นเวลาที่เลยนัดมาสักพักแล้วคาดเดาว่าอีกฝั่งก็น่าจะมาถึงแล้ว

"นั่นใคร?" ผมที่กำลังหันกลับหลังเดินออกจากห้องก็สะดุดตากับร่างสูงของใครบางคนที่ไม่ค่อยจะคุ้นหน้าเอาเสียด้วยซ้ำ หรือว่าจะเป็น....ต้องใช่แน่ ๆ แล้วมาทำอะไรที่นี่ เดินเล่นเป็นบ้านตัวเองเลยนะ!

คิดได้อย่างนั้นความคิดในหัวก็เชิดฉายขึ้นมาราวกับว่ามาแสงเทียนไขจุดประกายขึ้นท่ามกลางความมืดมิดก็ไม่ปาน

"นี่มันพื้นที่ส่วนตัวนะเข้ามาได้ยังไง ใครอนุญาตไม่ทราบ"

เอ้า! ยังไม่รู้ตัวอีกถ้าไม่รู้มาก่อนว่าคนบ้านนั้นจะมาคงคิดว่าโจรเป็นแน่ ดูท่าทางสิสำรวจช่องทางหลบหนีชัดๆ

"ขอโทษครับ พอดีผมไม่ทรา..." เมื่ออีกคนหันมาสะงักใส่ผม ทำเอาผมที่ยืนอยู่ในห้องรูปถึงกับก้าวขาข้ามธรณีประตูออกไปดู

"ว่าไงครับ ที่นี่เป็นเขตห้ามเข้า ทำไมคุณถึงมาอยู่ที่นี่ได้" ผมยังคงพูดกับคู่สนทนาด้วยความตึงขรึม

"พอดีผมกะจะมาเข้าห้องน้ำแต่คิดว่าต้องการอากาศบริสุทธิ์เลยเดินมาเเถวนี้ แต่เอ๊ะ...." เขาพูดบอกก่อนจะเอะใจอะไรสักอย่างเมื่อเห็นหน้าผม

"เอ๊ะอะไรของคุณ หน้าผมไปเหมือนคนรู้จักคุณงั้นเหรอ?"

เจ้าตัวดูเหมือนไม่ได้สนใจสิ่งที่ผมพูดบอกเลยสักนิดก่อนจะชะโงกหน้าเข้าไปในห้องที่ผมเพิ่งออกมาเมื่อกี้แทน

"รูปสวยดีนะครับ"

"เสียมารยาท! ใครอนุญาตให้คุณดู" คนอะไรก็บอกไปอยู่ว่าที่นี่เป็นที่ห้ามเข้าก่อนได้รับอนุญาตไง

“ฉันขอเข้าไปดูหน่อยได้ไหม" ท่าจะฟังคำคนไม่รู้เรื่อง

"......." ผมมองคนตรงหน้าอย่างนึกสงสัยเกรงว่าอีกคนจะมาไม้ไหนหรือเปล่า

"อีกหน่อยฉันก็จะเป็นเขยบ้านนี้แล้วและก็เป็นพี่เขยหรือน้องเขย? อันนี้ฉันไม่แน่ใจยังไงฉันขอเข้าไปดูหน่อยนะ"

"ดูอย่างเดียวนะอย่าจับ อย่าแตะต้องเด็ดขาด" ผมพูดออกคำสั่งเชิงชี้นิ้วกำชับก่อนที่เจ้าตัวจะพยักหน้ารับและก็เป็นผมที่เดินนำอีกคนเข้าไปด้านในห้องรูป

"รูปพวกนี้สวยจังเลยนะครับ อันนี้รูปใครเหรอ?" หลังจากที่เราเดินชมรูปมาสักพักและมาหยุดอยู่ที่หน้ารูปวาดของคุณแม่

"รูปแม่น่ะ ผมวาดรูปท่านทุกปีในวันครบรอบที่ท่านเสีย" ทุกครั้งที่ผมนึกถึงเรื่องนี้เสียงและสายตาก็จะดูดรอปลงทันทีให้เห็นถึงความเศร้าในใจไม่ว่ากี่ปีผมก็ยังทำใจไม่ได้อยู่ดีแต่ถึงอย่างนั้น แม่ก็ไม่กลับมาหาผมและพ่ออีกแล้ว

"เสียใจด้วยนะ ว่าแต่นายวาดเองทั้งหมดเลยเหรอ เก่งจังเลยนะ" หันไปมองร่างสูงที่กล่าวแสดงความเสียใจแต่เรื่องมันก็ผ่านไปนานแล้ว ผมก็โอเคขึ้นบ้างแล้วด้วย

"แม่สวย ฝีมือผมไม่เท่าไหร่หรอก" ผมพูดบอกไปพลางยิ้มอ่อนให้กับรูปวาดของตัวเอง

"นายดูรักแม่มากเลยนะ"

"รักสิ รักมากเลยแต่เราทำบุญกันมาน้อยไปหน่อย" พูดไปก็ทำเอาน้ำตาจะไหลตลอดพลางทำคนข้าง ๆ เงียบไปด้วย

"......."

"แล้วก็อีกเรื่องนะ ผมไม่มีน้องหรือพี่อะไรทั้งนั้นแหละ ผมเป็นลูกคนเดียวของคุณพ่อคุณแม่" พูดขึ้นเปลี่ยนบรรยากาศเงียบภายในห้องถึงเรื่องของเรา ผมและเขาคนนี้

"หมายความว่าไง" อีกคนที่ดูเหมือนจะไม่เข้าใจในตอนแรกและดูเข้าใจในเวลาต่อมาถึงกับแสดงสีหน้าเหว๋อออกมาให้เห็นพลางมองมาที่ผมอย่างต้องการคำยืนยัน

"ไม่ต้องทำหน้าแบบนั้นหรอกผมก็ตกใจไม่ต่างจากคุณเลยที่รู้เรื่อง เอาเป็นว่าเราต้องขัดพวกท่านทั้งคู่ก่อน เผื่อว่า...มันจะทำให้ท่านคิดใหม่อีกครั้ง เราจะได้ไม่ต้องแต่งงานกัน" อยู่จากสีหน้าแล้วคงตกใจแบบตันในสุดๆ ถึงจะแสดงออกทางสีหน้าไม่มากแต่ผมก็เข้าใจแหละ

"........"

"หยุดตกใจแล้วก็ไปกินข้าวเถอะ ท่านคงรอกันนานแล้วและผมจะเปิดประเด็นเองหลังกินข้าวเสร็จเราต้องช่วยกันพูด" ผมพูดบอกอีกคนก่อนจะก้าวขาเรียวเดินนำเขาไปที่ห้องอาหารแต่ก็หยุดเสียก่อนเมื่อประโยคหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง

"ไม่ได้หรอก...พ่อบอกว่าถ้าฉันไม่ยอมแต่งงานก็จะตัดพ่อลูกกัน ฉันรู้จักพ่อตัวเองดีว่าท่านเป็นคนทำจริง"

"มันถึงขั้นต้องตัดพ่อตัดลูกเลยเหรอ" ผมไม่คิดว่าเรื่องมันจะใหญ่ขนาดนี้เลยด้วยซ้ำการที่พ่อลูกจะตัดขาดกันมันเป็นปัญหาระดับชาติเลยนะ

"ใช่และนายก็ต้องช่วยฉัน" ยังไงนะผมไม่ได้ยินอะไรผิดไปใช่ไหม?

"ทำไมผมต้องช่วยคุณ"

"ฉันรู้ว่านายเองก็คงขัดพ่อนายไม่ได้เหมือนกัน ไม่งั้นวันนี้ครอบครัวของฉันคงไม่ได้มากินข้าวที่บ้านหลังนี้ ฉันพูดอะไรผิดไปไหม?" ก็ถูกหมดทุกอย่าง

"ก็ใช่...แต่จะให้ทำยังไงในเมื่อผมเองก็ไม่อยากแต่งงานและคุณเองก็คงคิดเหมือนกัน" ถอนหายใจออกมากเฮือกใหญ่ปล่อยทิ้งความอึดอัดในใจก่อนจะยกแขนเล็กขึ้นกอดอก

"แต่เพราะเราขัดท่านไม่ได้ไงแล้วถ้าเราแต่งงานกันล่ะ?" คนฟังอย่างผมถึงกับขมวดคิ้วเอียงคอมองในคำพูดของคนตรงหน้าอย่างไม่เข้าใจ

"หมายความว่าไง? ผมไม่เอาด้วยหรอกนะอิสระที่หายไป ความเป็นส่วนตัวที่หายไปอีก ผมยังใช้ชีวิตไม่เต็มที่เลยแล้วไหนจะเรื่องที่เราทั้งคู่เป็นผู้ชายอีก" ผมพูดบอกพลางเดินออกมายืนหน้ากระจกใสข้างห้องที่มองทะลุสวนดอกไม้ข้างบ้าน

"งั้นเอาแบบนี้ ถ้าเราขัดเรื่องแต่งงานกันไม่ได้งั้นก็แต่งๆ ไปเลยให้ครอบครัวเราตายใจแต่อิสระของเราทั้งคู่จะยังคงเหมือนเดิม ชีวิตก็ยังเป็นของนาย ชีวิตฉันก็ยังเป็นของฉันแล้วเมื่อถึงเวลาเราจะหย่ากันทันทีที่มีโอกาส"

"........." ครุ่นคิดอยู่นานกับคำพูดในข้อเสนอของอีกฝ่าย มันจะราบรื่นขนาดนั้นเลยเหรอ แต่ผมก็รับข้อเสนอนี้ถึงมันจะไม่ได้เต็มใจ 100% แต่ตอนนี้มันมีทางเลือกไม่มากสำหรับเราทั้งคู่ ดังนั้นลองตามน้ำไปก่อนแล้วกัน

"อ่าวตาครูซไปห้องน้ำซะนานเลยลูก เอ๊ะนั่น...." ทันทีที่เข้ามาในห้องอาหารหญิงวัยกลางคนที่รู้สึกจะพูดไทยไม่ค่อยชัดเพราะรูปร่างหน้าตาผิดไปจากคนไทยแท้ พูดทักคนข้างๆ ที่เดินมาพร้อมผม

'ครูซ' งั้นเหรอ คุยกันมาก็นานพอสมควรแต่ไม่ได้ถามชื่อมารู้อีกทีก็เมื่อกี้

"สวัสดีครับ สวัสดีครับ" ยกมือขึ้นไหว้ผู้ใหญ่ทั้งสองที่ไม่ได้เห็นหน้ากันนานจนเกือบจำไม่ได้แต่ก็พอรู้ว่าต้องเป็นลุงเจตน์และป้าฟารอสแน่ๆ

"ดีนไงครับ" ก่อนที่คุณพ่อจะแนะนำผมให้ทั้งคู่รู้จัก ผมและเขาเดินไปนั่งที่ประจำโดยมีร่างสูงยกเก้าอี้ให้และไม่ลืมที่จะกล่าวขอบคุณ

"โตแล้วทำไมน่ารักขนาดนี้ลูก" น่ารักงั้นเหรอ

"แต่ทำไมทั้งสองคนถึงมาด้วยกันและไปรู้จักกันตอนไหน"

"พอดีว่าผมไปเข้าห้องน้ำมาเลยถือวิสาสะเดินชมบ้าน แล้วเจอน้องเข้าพอดี" ร่างสูงเป็นคนตอบคำถามของผู้เป็นแม่ก่อนจะหันมาตักกับข้าวอะไรสักอย่างใส่จานให้ผม

"ดีเลยจะได้สนิทกันเร็วๆ" อันนี้พ่อของผมพูดเสริม

"ขอบคุณครับ" ผมกล่าวขอบคุณตามมารยาท แต่ผมมีมือนะความจริง

"เด็กๆ ดูสนิทกันเร็วขนาดนี้ผมก็วางใจ" ก็แหง่แหละครับ

"ลูกๆ คงรู้กันแล้วใช่ไหมเรื่องระหว่างพวกลูกสองคน"

"ครับ/ครับ"

"ส่วนเรื่องงานแต่งพ่อจะรีบให้คนไปดูฤกษ์ให้เร็วที่สุดแล้วจะมาบอกลูกๆ ทีหลัง" คุณพ่อพูดบอกครั้ง ย้ำว่าเร็วที่สุดด้วยนะ

"ระหว่างนี้ก็ทำความรู้จักกันไปก่อนนะ" เข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยเลยนะครับสองครอบครัวนี้เนี่ย

"งั้นเดี๋ยวพรุ่งนี้ ให้พี่มารับไปช้อปปิ้งดีไหมหนูดีน พอดีว่าเพื่อนป้าเปิดร้านใหม่ ฝากตาครูซไปเยี่ยมเยือนหน่อยแล้วจะได้ถือโอกาสพาหนูไปเที่ยวด้วย" ดีนเอ้ย มึงกำลังทำอะไรอยู่กันแน่วะ เถียงออกไปสิว่าไม่ไป เถียงออกไป

"ครับคุณป้า"

"มันต้องแบบนี้สิ น่ารักจังเลยนะคะคุณ" เธอหันไปชมผมกับสามีที่นั่งอยู่ข้างๆ ต่างจากผมที่ตอนนี้อยากจะทึ้งหัวตัวเองที่สุด

"มื้อนี้อร่อยมากเลยครับขอบคุณจริงๆ ได้ทั้งอิ่มท้องได้ทั้งการทั้งงาน คุ้มสุดๆ ไปเลย" หลังจากที่มื้อเย็นผ่านไป เราสองคนได้ขอออกไปเดินย่อยในสวนข้างบ้านและปล่อยให้ผู้ใหญ่พูดคุยเรื่องงานต่อ

ส่วนเขาที่ชื่อครูซ นอกจากแผนการเรื่องเเต่งงานแล้วเราก็ไม่ได้คุยอะไรกันอีกเลยจริงๆ แต่ก็ดีแล้วล่ะ...

"ยินดีมากครับเพราะยังไงต่อไปคงได้มาที่นี่บ่อยขึ้น" ตอนนี้ผมและคุณพ่อเดินออกมาเพื่อส่งครอบครัวของคุณลุงกลับบ้านเมื่อทุกฝ่ายพูดคุยกันสมเวลาและผมที่ตอนนี้กำลังเดินอยู่ข้างๆ ร่างสูง

คนอะไรสูงเป็นบ้า ทำผมที่สูง 160 ซม. ดูเตี้ยต่ำดินไปเลย

"เดี๋ยวต้องขอตัวกลับก่อนมางานอีกเยอะให้เคลียร์เต็มไปหมด"

"งั้นส่งตรงนี้เลยนะ" คุณพ่อพูดบอกก่อนที่ผมจะปลีกตัวออกมายืนข้างๆ ท่านแทน

"สวัสดีครับคุณลุง คุณป้า" ผมยกมือขึ้นกราบลาคุณลุงและคุณป้าก่อนที่สายตาจะไปมองที่ร่างสูงของอีกคนที่ยืนอยู่ข้างกันกับครอบครัวเขา

"แล้วเจอกันนะลูก" คุณป้าวันนี้ที่รู้สึกจะคึกคักเป็นพิเศษพูดบอกก่อนที่ทั้งหมดจะเดินขึ้นรถไป

ผมยืนอยู่หน้าบ้านมองรถคันหรูพร้อมรถอีกสองสามคันที่ประกบหน้าท้ายก็พอจะเดาออกว่าความปลอดภัยไม่ค่อยมีเหมือนกับครอบครัวเราที่ต้องค่อยมีรถประกบตลอดแบบนี้

"เข้าบ้านได้แล้วนะลูก" จะว่าไป เรื่องที่เขาบอกกับผมทำเอาเรายืนคิดได้เพลินๆ เหมือนกันนะ จนรถลับสายตาแล้วถ้าคุณพ่อไม่เรียกคงได้ยืนคุยกับยุงทั้งคืน

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED