“พอแล้วครับทุกคน เดี๋ยวพี่ผมได้เมาก่อนพอดี ฉลองแต่พอหอมปากหอมคอก็พอนะครับ”
ฟ้าครามบอกทุกคนในห้องอาหารส่วนตัวที่เอาแต่รินเหล้าให้ลัพธวิทย์ ก่อนจะก้มลงถามชายหนุ่มอีกทีเพื่อเช็กสภาพ “ไหวไหมพี่”
“กลับ” เสียงแหบแห้งบอกกลับมาคำเดียว ฟ้าครามถึงได้เข้ามาช้อนร่างสูงของคนสั่งให้ลุกออกจากโต๊ะโดยไว ท่าทางจะไม่ปกติแล้วแบบนี้
“โหย คออ่อนอย่างงี้ไม่ไหวนา เดี๋ยวพอเป็นท่านรองก็ต้องดื่มบ่อยกว่านี้อีก มา ๆ นั่งลงก่อน” ประเสริฐศิลป์บอกอย่างต้องการเย้าแหย่ชายหนุ่มรุ่นลูก พร้อมส่งสายตาให้ลูกสาวเข้ามาดูแลชายหนุ่มอนาคตไกลอย่างลัพธวิทย์ และเผด็จศึกคืนนี้ให้ได้ ไหน ๆ อีกฝ่ายก็กำลังจะหย่าอยู่แล้ว เลิกจากเมียเก่าเรียบร้อย ก็จะได้จัดงานให้ลัพธวิทย์และลูกสาวของตนแบบทันทีทันใดไปเลย
“มาค่ะฟ้า พี่พาพี่เขื่อนกลับเองดีกว่า”
ฟ้าครามมองไปยังลัพธวิทย์ อ่านสายตากันออกก็รีบบอกหญิงสาวคนนั้นไปว่า “ไม่เป็นไรครับ ผมพาพี่แกกลับเองดีกว่า”
พรหมภัสสรไม่อาจปล่อยให้โอกาสนี้หลุดลอยจากมือไปได้ หญิงสาวพยายามยื้อแย่ง ด้วยการเข้าไปช่วยประคองชายที่หมายตา แต่แล้วฟ้าครามกลับดึงไปประคองแทน แล้วแสร้งทำท่าหัวเราะแบบคนสติไม่ดี ก่อนจะรีบพากันออกจากห้องไป พรหมภัสสรยังคงตามติด และพฤติกรรมแบบนี้ของหญิงสาวก็ทำให้ฟ้าครามไม่อาจวางใจได้
“มันจะน่าเกลียดนะครับพี่ปูน ผมพาพี่เขื่อนกลับเองดีกว่าครับ”
“น่าเกลียดอะไรกันน้องฟ้า พี่กับพี่เขื่อนไปแฮงเอาท์ ไปดื่มด้วยกันอยู่เรื่อย มาค่ะ เดี๋ยวพี่พาพี่เขื่อนขึ้นรถแล้วพากลับเอง แล้วฟ้าครามเข้าไปนั่งดื่มต่อนะ”
“ไม่เป็นไรปูน พี่กลับกับเจ้าฟ้าดีกว่า” เสียงแหบห้าวพูดยับยั้งหญิงสาวเอาไว้แค่นั้น แล้วหันไปสบตากับฟ้าครามให้ช่วยพากลับบ้าน เขารู้สึกไม่ดีเอามาก ๆ ในวินาทีนี้
ฟ้าครามพาเดินหลุดออกมาจากตรงนั้นได้แล้วก็ถามคำถามเดิมอีกครั้ง “ไหวไหมเนี่ยพี่”
“ไม่รู้ว่ะ แม่งรู้สึกแปลก ๆ ยังไงก็ไม่รู้”
“พี่ปูนแกก็เกาะพี่ไม่ยอมปล่อยเหมือนกันนะครับ ไม่รู้ว่าทำไมจะต้องอยากพาพี่กลับบ้านด้วย” ฟ้าครามตั้งข้อสังเกต “ไม่ใช่ว่าอยากได้พี่จนถึงกับวางยาหรอกนะครับรอบนี้”
คนฟังอย่างลัพธวิทย์ไม่ได้พูดอะไรมาก เพราะอาการที่เขาเป็นอยู่ในตอนนี้ มันแปลกอยู่เหมือนกัน และถ้ามันเป็นอย่างที่ฟ้าครามพูดจริง ๆ เขาก็คงจะลำบากแล้วล่ะในค่ำคืนแบบนี้ แต่ไม่ได้พูดอะไรออกไปให้น้องมันตกใจ รอจนฟ้าครามหามขึ้นรถ พามาส่งถึงหน้าบ้านแล้ว ฟ้าครามค่อยหันมาถามเขาอย่างลังเล
“เข้าบ้านยังไงครับพี่”
“ลงไปกดออดเลย”
“แต่มันดึกแล้วนะครับพี่ ข้างในจะไม่นอนแล้วหรือ”
“ช่างแม่ง!” ลัพธวิทย์สบถอย่างที่ฟ้าครามเองก็ไม่เคยได้ยินเสียงพูดเชิงฉุนเฉียวเช่นนี้มาก่อน เพราะปกติลัพธวิทย์มักเป็นคนสุภาพ พูดไม่เยอะ แต่อาจเป็นเพราะฤทธิ์ของเหล้า ถึงได้ทำให้มีท่าทีไม่สบอารมณ์แบบนี้
ฟ้าครามค่อยลงไปกดออดเรียก ที่ด้านในของบ้านที่สว่างเป็นบางจุด พลันสว่างโร่ทั้งบ้านในทันที หลังเสียงออดดังไม่นาน แล้วถึงค่อยเห็นร่างเล็ก ๆ เดินออกมาจากประตูบ้าน ก่อนจะตรงมาที่ประตูรั้ว
“ผมพาคนมาส่งให้แล้วครับ” ฟ้าครามบอกด้วยท่าทีเป็นมิตร เขารู้จักภาวรีอยู่บ้าง หญิงสาวเป็นภรรยาของลัพธวิทย์
“ขอบคุณมากนะฟ้า” เสียงหวานบอกไปทางฟ้าคราม ฟ้าครามมีท่าทางเก้อเขินเล็กน้อย แต่พอเห็นสายตาสั่งการของลัพธวิทย์ก็นึกได้ บอกด้วยอาการเก้ ๆ กัง ๆ จากนั้น
“รบกวนอบเชยเปิดประตูให้หน่อยครับ เดี๋ยวผมพาพี่แกเข้าไปข้างในเอง”
“ไม่ต้อง” ลัพธวิทย์เสียงดังใส่ แล้วยื่นมือหาหญิงสาวที่จะถือครองสถานะภรรยาของเขาต่อไปอีกแค่ไม่กี่เดือนนี้แล้ว ก็จะจบสิ้นลงเสียที ตามสัญญาผูกขาดระหว่างครอบครัวของเขาและเธอ
ภาวรีเห็นท่าทางแบบนั้นของสามีก็รีบตรงเข้าไปช่วยเขา ลัพธวิทย์ส่งเสียงขัดใจในลำคอ แล้วบอกฟ้าครามให้ไปเสีย
“นายกลับได้เลยฟ้า ขอบใจมาก”
“พากันไปได้แน่นะครับ” ฟ้าครามถามอย่างไม่วางใจ เพราะอัตราส่วนของร่างกายระหว่างสามีกับภรรยาต่างกันมาก ลัพธวิทย์ก็เมาและเหมือนจะทรงตัวแทบไม่อยู่อีกต่างหาก
ลัพธวิทย์ส่งเสียงตอบอือในลำคออย่างที่ฟังออกว่าเขาเริ่มรำคาญแล้ว แต่ฟ้าครามก็ยังไม่กล้ากลับอยู่ดี ชายหนุ่มรอจนคนทั้งสองพากันเข้าบ้านแล้ว ถึงได้ช่วยปิดประตูให้
“ทำไมยังไม่นอนอีก นี่มันไม่ใช่จะตีสองแล้วหรือ” ลัพธวิทย์ถามเธอเมื่อเข้ามาในห้องแล้ว ภาวรีบอกเสียงนุ่มนวลตอบเขาออกไป
“เชยรอพี่เขื่อนไง”
บอกจบก็ค่อยประคองเขาลงบนเตียง แม้จะแต่งงานกันมาสองปีกับอีกสิบเดือนแล้ว แต่เธอกับเขาไม่เคยนอนร่วมห้อง มีเพียงร่วมบ้าน อยู่ภายใต้หลังคาเดียวกันเท่านั้น
“ช่วยพี่หน่อย”
เขาผงกศีรษะขึ้น ส่งเสียงเข้ม ๆ บอกเธอ ภาวรีขยับตัวเข้าไปหาเขา เพราะไม่รู้ว่าจะต้องเริ่มช่วยเขาที่ตรงไหน หมายถึงให้ถอดเสื้อผ้า แล้วเช็ดตัวเหมือนที่เคยเมาแบบรอบก่อน ๆ หรือเปล่า
“ให้เชยช่วยอะไรอะ”
จบคำถามของเธอแล้ว มือใหญ่ของลัพธวิทย์ก็ยื่นสาวมาหาเธอ จนถูกตัวเธอแล้ว เขาคว้าข้อมือของเธอไว้ กระตุกไม่แรงมากนัก ก็ดึงเอาเธอล้มลงไปที่บนเตียงด้วยกัน ก่อนที่ร่างหนาของเขาจะพลิกขึ้นมาคร่อมที่บนตัวเธอ
“ช่วยทำหน้าที่ของเมียหน่อย”
จบคำพูดของเขาแล้ว ปากของเธอถูกปิดด้วยริมฝีปากอุ่นจัดของลัพธวิทย์ที่กรุ่นไปด้วยกลิ่นเหล้า ลิ้นของเขาสอดเข้ามาในโพรงปากของเธออย่างเร่งรีบ มือของเขาปลดเปลื้องเสื้อผ้าของตัวเขาออกอย่างเร็วไว แล้วปลดชุดนอนของเธอออกอย่างเร่งรีบ เขาดันขาของเธอให้เปิดอ้าออก แล้วค่อย ๆ สอดตัวตนแข็งแกร่งของเขาเข้ามาอย่างที่เรียกได้ว่าไม่ได้อ่อนโยนเลยสักนิด
ภาวรีสะดุ้งเฮือก ความรู้สึกครั้งแรกควรต้องอ่อนหวาน อ่อนโยนกว่านี้หน่อยไหม แต่นี่เปล่าเลย เขาเร่งร้อน เร่งรีบ และตักตวงเอาแต่ใจ จนปลดปล่อยเสร็จสิ้น แล้วก็ทิ้งเธอไว้แบบนั้น เมื่อเขาสุขสมไปเพียงคนเดียว
ร่างหนาและแน่นไปด้วยมัดกล้ามเนื้อของสามีผละออกจากภาวรีไปอีกครั้ง หลังจากที่เขาปลดปล่อยแบบไร้เครื่องป้องกันในตอนสิบโมงเศษของวันจันทร์
ตั้งแต่คืนวันเสาร์ที่ผ่านมา ดูเหมือนความสัมพันธ์ของเธอกับลัพธวิทย์จะเลยเถิด เลื่อนขั้นขึ้นมาอีกหน่อยหนึ่งแล้ว และภาวรีก็เต็มใจจะให้มันเป็นแบบนั้นด้วย
เธอรักเขา
ชายผู้เป็นสามีโดยนิตินัยมาตลอดสองปีสิบเดือน และเพิ่งเป็นสามีของเธอแบบเต็มตัวเมื่อคืนก่อนนี้เอง ที่จริงแล้วเธอแอบชอบเขาตั้งแต่เริ่มรู้จักความรัก เฝ้ามอง เฝ้ารอลัพธวิทย์มาโดยตลอด แต่ลัพธวิทย์ก็ชัดเจน เขาไม่เคยมองเธอมากไปกว่าน้องสาว เรื่องนี้เธอรู้มาตลอดเช่นกัน
และจากนี้ไป ที่เธอและเขาเคย ๆ พูดคุย เคย ๆ ดูแลกันในฐานะสามีภรรยาที่ค่อนข้างห่างเหินมาตลอด นาทีต่อจากนี้เธอกับเขาเพิ่มความสัมพันธ์ทางกายเข้ามาแล้ว เขาก็น่าจะรู้สึกกับเธอมากกว่าการเป็นแค่พี่และน้อง
“อีกไม่ถึงสองเดือนแล้วนี่”
จู่ ๆ เสียงเข้มของเขาก็ดังขึ้น ภาวรีดึงผ้าห่มขึ้นคลุมลำตัว แม้จะเนื้อแนบเนื้อกันแทบนับครั้งไม่ถ้วน แต่เธออายนี่นา แล้วค่อยหันหน้าไปถามเขาด้วยความสงสัย “หืม?”
“กำหนดวันหย่าของเราไง มันอีกสองเดือนแล้วนี่ พี่เกือบลืมไปเลย”
“อ้อ” เธอตอบรับเขาไปแค่นั้น แล้วก็จุกที่ข้างในหัวใจ เมื่อจับใจความทั้งหมดของเขาได้แล้ว
ลัพธวิทย์จำวันเวลาเหล่านั้นได้เป็นอย่างดี เขายังคงต้องการหย่าอีกหรือ ทั้ง ๆ ที่เธอกับเขามีความสัมพันธ์ลึกซึ้งต่อกันแบบนี้แล้ว
เมื่อนึกได้แบบนั้น ภาวรีจึงลองหยั่งเชิงพูดออกไป
“เชยนึกว่าพี่เขื่อนจะไม่หย่า”
ลัพธวิทย์นิ่งไปอึดใจ พร้อมกับหันมามองหน้าเธออย่างช้า ๆ แววตาของเขาเรียบเหมือนน้ำนิ่ง ๆ ในบ่อในบึงยามค่ำคืนที่อ่านความหมายแทบไม่ออก “ทำไมพูดอะไรแบบนั้น เรายังอยากอยู่ในสถานะแบบนี้กับพี่อีกหรือ ไม่อึดอัดหรือไงอบเชย”
ทันทีที่ลัพธวิทย์พูดจบ ภาวรีออกร้อนไปทั้งหน้า “แต่เราเพิ่ง…”
“มีเซ็กส์ด้วยกันน่ะหรือ”
ลัพธวิทย์พูดถึงเรื่องนั้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย เหมือนกับว่า เหมือนว่า เธอกับเขาแค่นั่งกินข้าวด้วยกันอย่างนั้นแหละ
ลัพธวิทย์ยกมือขึ้นเสยผมของตัวเองคล้ายคนหัวเสีย เรื่องของเรื่องคือเขากำลังหัวเสีย เมื่อคิดไปว่าเขาอาจถูกใครสักคนวางยาปลุกอารมณ์เมื่อคืนวันเสาร์ ต้องใช่แน่ ๆ เพราะปกติเขาจะไม่ได้มีความต้องการทางเพศรุนแรงถึงขนาดนี้ แต่มันผ่านมาหลายวันแล้ว ฤทธิ์ของยาก็น่าจะหมด แต่แล้วทำไม เขาถึงยังคงวุ่นวายอยู่กับเนื้อตัวของภาวรีไม่เลิก ยังคงเสพเซ็กซ์อยู่แบบนั้นจนถึงตอนนี้
พอ! ลัพธวิทย์ไม่อยากนึกถึงมันอีก เลยสบถในคออย่างเซ็ง ๆ
ภาวรีได้ยินเสียงสบถนั้นแล้ว และเธอก็ไม่ได้ต้องการที่จะพูดอะไรต่อ แท้จริงแล้วเธอพูดไม่ออกต่างหาก หญิงสาวคิดว่าความสัมพันธ์ที่เธอกับเขามีร่วมกันจะผูกมัดสามีได้เสียอีก ที่ไหนได้ เขากลับไม่พอใจเสียอย่างนั้น
“เอาไว้พี่จะช่วยปิดหนี้ของแม่เราให้ก็แล้วกัน แลกกับ...” ลัพธวิทย์สรุปเรื่องราวระหว่างเขากับเธอเป็นเรื่องเงินแทน “กับเมื่อคืน...และก็เช้านี้”
ลัพธวิทย์พูดจบแล้ว และยังคงยืนยันที่จะหย่ากับเธออีก ภาวรีไม่สามารถพูดอะไรได้อีกแล้ว
เธอรู้อยู่บ้างว่าการแต่งงานครั้งนี้ เป็นความต้องการของเธอคนเดียว และเขาไม่ได้ต้องการแต่งงานด้วย เพราะเขาไม่ได้รักเธอ ตรงข้ามกับเธอที่รักเขาจนหมดหัวใจ
ลัพธวิทย์ลุกออกจากเตียง เดินเปลือยเข้าไปในห้องน้ำ ดีที่วันนี้ได้หยุด ไม่อย่างนั้นเขาคงเสียงานไปแล้ว พอออกมาจากห้องน้ำ ถึงได้เห็นหญิงสาวในสถานะของภรรยาอยู่ในชุดหลวม ๆ เธอชอบใส่ชุดแบบนี้เวลาอยู่บ้าน เมื่อก่อนเขาไม่เคยใส่ใจมอง แต่ตอนนี้ลัพธวิทย์กำลังเพ่งความสนใจไปที่ภรรยา จินตนาการพาให้เขานึกไปว่า ใต้ชุดนั้นของภาวรีได้สวมใส่อะไรไว้หรือไม่
เนื้อกายของภาวรีตึงแน่นไปหมดทั้งตัว แม้ตัวจะเล็กแต่สัดส่วนเต็มไม้เต็มมือจนเกือบล้น แก่นกายของเขาตึงและเริ่มขยายตัวเมื่อคิดมาถึงตรงนี้ สายตาของเขาลากขึ้นไปมองที่ใบหน้าของภาวรีแทน
เห็นหน้าสด ผิวขาวบอบบาง รูปลักษณ์โดยรวมของเธอไม่ได้ดึงดูดหรือจูงใจอะไรเขาเลย และลัพธวิทย์ก็บอกตัวเองว่าเขาไม่ชอบผู้หญิงแบบนี้ ก่อนจะเลิกมองแล้วเดินเลยออกไปยังนอกห้องแทน
“พี่เขื่อน มานี่หน่อย ซ่อมก๊อกน้ำได้ไหม”
ภาวรีตัดสินใจเรียกเขา เมื่อเห็นว่าเกินความสามารถของตัวเองแล้ว และก็เป็นเวลานานหลายนาทีทีเดียวกว่าที่ลัพธวิทย์จะเดินมาหาเธอ
“อะไร” เขาถาม ทั้งมองมาที่เธอด้วยสายตารำคาญ ภาวรีเอียงหน้าหนีน้ำจากก๊อกที่หลุดและน้ำก็พุ่งมาที่เธอไม่หยุดพร้อมกับชี้มือบอกเขาไปด้วย
“ท่อมันหลุดอะพี่เขื่อน ซ่อมได้ไหม”
ลัพธวิทย์ไม่พูดอะไร เขายกมือปาดเธอให้พ้นจากทาง แล้วเดินเข้าไปดูก๊อกเจ้ากรรมนั่นใกล้ ๆ แล้วค่อยเดินเลี่ยงไปทางหลังบ้าน ถอดปลั๊กได้แล้วก็ค่อยหยิบอุปกรณ์มาซ่อมเจ้าก๊อกน้ำอันนั้น
ภาวรียกมือขึ้นปาดน้ำออกจากหน้า เธอโยกตัวไปมาเพื่อดูว่าเขาจะเรียกให้หยิบอะไรให้หรือไม่ แต่เขาก็ไม่ได้เรียกใช้เธอ เห็นซ่อมอยู่พักใหญ่ก็เดินกลับไปเสียบปลั๊กใหม่อีกครั้ง
ลัพธวิทย์เห็นว่าเรียบร้อยดีแล้ว ถึงได้หันมาทางเธอ แต่แล้วกลับพบว่าภรรยาของเขาตัวเปียกปอนไม่แพ้กัน
“แผนของเราหรือไงอบเชย” เขาถามพร้อมกับเดินมาหยุดที่ตรงหน้าเธอ ภาวรีเงยหน้าขึ้นมองเขา ถามด้วยเสียงงุนงง
“แผนอะไรอ่ะพี่เขื่อน”
เขายกมือขึ้นประคองที่ใบหน้าของเธอ ตรึงไว้ในท่านั้นก่อนจะก้มหน้าลงจูบ เนื้อตัวเปียก เสื้อเน้นรูปทรวงขนาดนั้น เขาจะโทษว่าเป็นเพราะแผนการยั่วอารมณ์ของภาวรีก็แล้วกัน จะได้ไม่รู้สึกว่าตัวเองเอาแต่ต้องการเซ็กซ์จากหญิงสาวอยู่นั่น
หลังจากผละออกเมื่อตอนสาย เขาอุตส่าห์เอาตัวเองเลี่ยงไปอยู่อีกฟากของบ้าน แต่ภาวรีก็ก่อเรื่อง เรียกหาเขามา เรียกร้องให้เขาเข้ามาใกล้เธอแบบนี้อีก ไม่เรียกว่านี่คือแผนการ จะเรียกว่าอะไร
แล้วยิ่งพอได้อยู่ใกล้ ก็ยิ่งได้กลิ่นหอมอ่อน ๆ จากตัวของภาวรี เขาบดจูบ ดันลิ้นเข้าไปเกี่ยวลิ้นของเธอ ภาวรีจูบตอบสามีของตัวเอง และที่เหลือทุกอย่างก็เกิดขึ้นอีกครั้งที่ภายในห้องครัว ก่อนจะลามไปยังกลางบ้านในนาทีต่อมา
“เชย”
“หืม”
พัชรินทร์ยื่นหน้าเข้ามามองเธอแล้ว ค่อยถามจับผิด “ยิ้มอะไรน่ะ”
ภาวรีหุบยิ้ม แล้วบอกปัดเพื่อนออกไปว่า “เปล่า แค่คิดอะไรเรื่อยเปื่อยน่ะ”
“อย่าบอกนะว่าที่ยิ้มอะไรเรื่อยเปื่อยอยู่เนี่ย เพราะพี่เขื่อนเขา...จะไม่หย่าแล้ว”
ภาวรีอมยิ้มน้อย ๆ แล้วเมินไปมองทางอื่นแทน เรื่องนี้เธอเองก็แอบคาดหวังอยู่ลึก ๆ เช่นกัน ได้แต่ภาวนาขอให้เขาไม่หย่า ในเมื่อเรื่องของเธอกับเขาไปไกลกว่าเดิมตั้งเยอะแล้ว เธอไม่อยากให้เขาพูดเรื่องหย่าอีกแล้ว
ญาดาที่มองคนนั้นคนนี้คุยกัน ยื่นหน้าเข้ามาถามเธอด้วยเสียงเกือบเหมือนจะกระซิบ “แล้วพี่เขื่อนรู้ไหมว่าเชยแอบรักพี่เขาน่ะ”
“รู้มั้ง ต้องรู้บ้างแหละ ขนาดที่ว่าตอนก่อนแต่ง ไปขอร้องให้พ่อกับแม่ตัวเองช่วยปิดหนี้ให้บ้านผัว แล้วให้เขาเอาตัวเข้าแลก พี่แกคงต้องเอะใจแล้วไหม” พัชรินทร์บอกเสียงหมั่นไส้ ที่หมั่นไส้นั่นคือเพื่อนตัวดี ที่แอบรักลัพธวิทย์มากเสียจนทำอะไรแบบนั้นลงไป หวังว่าผู้ชายคนนั้นจะไม่เกลียดเพื่อนของตนคนนี้ก็พอแล้ว
“แล้วไหนจะตอนสมัยที่ผัวไปเรียน ยัยนี่ก็ตื่นแต่เช้ามืด แอบเอาข้าวกล่องไปวางรอ เพราะกลัวผัวจะอด พอแม่ผัวมาขอยืมตังค์ก็ยังแสลนไปกดเงินให้แม่ผัวจนเกลี้ยงบัญชี พี่แกคงต้องรู้บ้างแหละ ทำถึงขนาดนี้น่ะ”
พัชรินทร์ที่รู้เรื่องของเธอดี พูดเหน็บไม่เลิก มินตราที่ฟังอยู่เงียบ ๆ บอกขึ้นบ้าง “ถึงพี่เขื่อนรู้ แต่ก็ใช่ว่าคนอย่างพี่เขื่อนจะรักตอบเชยนะ เออนี่ มินลืมเล่าให้ฟังเลย...เดือนก่อน มินไปแฮงเอ้าท์กับพวกวีวี่ จำได้ใช่มะ นั่นแหละ ๆ แล้วมินก็เห็นพี่เขื่อนแกไปดื่มที่ร้านนั้นด้วยนะ”
“ปกติไหมอะ เขาต้องไปกับลูกค้าบ้างอะไรบ้าง”
พัชรินทร์เบรกมินตราเพราะดูท่าแล้ว เพื่อนคงจะเล่าเรื่องอะไรไม่น่าฟังแน่ ๆ แต่มินตราไม่ยอมหยุดเล่าง่าย ๆ
“ไม่ไง คือที่มินเห็นอะ คือเห็นพี่เขื่อนยืนโอบกับผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ หน้าชีสวยมาก ยังกับพวกดารา”
“จริงดิ ใช่พี่เขื่อนจริงหรือ คนหน้าเหมือนหรือเปล่า” ญาดาถามเสียงเบา พอถูกพัชรินทร์ส่งสายตาดุ ๆ มาให้ ทำนองว่าอย่าไปถามยืดยาวสาวความไม่ยอมจบ เลยรีบยกมือขึ้นปิดปากตัวเองเอาไว้
มินตรายังคงยืนยันในสิ่งที่ตัวเองเห็น “จะมาหน้าเหมือนอะไร ก็วันนั้นมินเห็นฟ้าครามไปด้วย”
ภาวรีหน้าเจื่อน เมื่อได้ยินเพื่อนเล่าให้ฟังถึงเรื่องของสามี