ตอน 2

“กูได้ซุ้มอาหารในโรงเรียนมาแผงนึง ไอ้พล...มึงสนไหม”

อาชัยสิทธิ์โพล่งถามพี่อรรถพลที่สีหน้าเหมือนทราบที่มาที่ไปของคำถาม ขณะที่ผมไม่รู้เรื่องอะไรเลย แต่พี่อรรถพลก็ยังไม่วายแปลกใจถาม

“อ้าว! ผมได้ยินว่าเขาจะเปิดให้วางเงินมัดจำค่าเซ้งซุ้มเดือนหน้านี่”

“ใช่” อาชัยสิทธิ์พยักหน้า “แต่อาศัยกูเป็นกรรมการวัด เลยแอบใส่ชื่อกูจองไปก่อน”

“อาจะเปิดซุ้มขายอาหารเหรอ”

“มึงคิดว่าคนอย่างกูจะขายของกินให้พวกเด็ก ๆ เหรอวะ” อาชัยสิทธิ์จ้องตาพี่อรรถพล “กูมาขายซุ้มต่อให้มึงโว้ย”

ย่าที่กำลังนึ่งข้าวเหนียวอยู่กล่าวแทรกขึ้น “แต่ชั้นอยากให้ไอ้พลได้เรียนต่อจ้ะ มันจะได้มีวิชาติดตัว”

อาชัยสิทธิ์ตอบพร้อมชี้นิ้วมายังผม “ไอ้พลมันไม่ฉลาดเหมือนไอ้วินแล้วจะเรียนให้ต่อไปทำไม” จากนั้นกล่าวยืดยาว “อีกอย่างนะ ป้ามีเงินส่งไอ้สองคนนี้เรียนพร้อมกันเหรอ! ปีหน้าขายหมูปิ้งส่งไอ้วินคนเดียวก็ไม่เหลือกินแล้ว นี่เห็นว่ากำลังประกาศขายซาเล้งอยู่นี่ แล้วต่อไปจะเอาอะไรไปทำมาหากินล่ะ”

ย่าอึ้งไป! ผมจึงเอ่ยทำลายความเงียบ “แต่ปีหน้าผมได้ทุนการศึกษาเพิ่มเป็นปีละหกพันบาทนะครับ”

“มึงอย่าอวดเก่ง! เงินทุนปีละหกพันน่ะ สำหรับมึงคนเดียวก็ไม่พอแดกแล้ว”

ผมไม่กล้าแม้จะสบตาอาชัยสิทธิ์ที่กล่าวแบบไม่ถนอมน้ำใจเด็กเช่นผมเลย ยิ่งได้ยินเสียงตะคอก ๆ เหมือนลายสักเสือเผ่นกำลังแยกเขี้ยวใส่ ทำเอาใจคอไม่สู้ดีกลัวอาของจะขึ้นแล้วเห็นผมเป็นขอนไม้...เอาเล็บมาตะกุยตัวผม

ต้องขอบคุณพี่อรรถพลที่ทำให้ลืมความกลัวลงได้ เมื่อพี่เขาบอกอาชัยสิทธิ์

“ผมตั้งใจจะไม่เรียนต่อเพื่อให้น้องได้เรียนสูง ๆ อยู่แล้ว และวันนี้กะว่าจะไปบอกร้านสุกี้ขอสมัครเป็นพนักงานประจำที่ร้านเขาอะอา”

“ไอ้พล...มึงอย่าโง่! เป็นลูกจ้างก็เลี้ยงตัวเองแทบไม่รอดแล้ว สู้เป็นนายจ้างเองไม่ดีกว่าหรือ มึงไปเปิดซุ้มขายของกินที่โรงอาหารดีกว่า โอกาสรวยมีเห็น ๆ”

“แต่ผมไม่มีเงินจ่ายค่าซุ้มให้อานะ”

“ไม่ต้องห่วงเรื่องนั้น มึงค่อยผ่อนส่งกะกูได้”

“สาธุ...สาธุ...ขอให้พ่อชัยสิทธิ์เจริญ ๆ นะ” ย่ายกมือพนมท่วมหัว

อาชัยสิทธิ์หันไปทางย่า กล่าว “ยายผ่องอย่าคิดมาก เรามันเพื่อนบ้านกัน” จากนั้นหันไปมองพี่อรรถพล พูดลอย ๆ กึ่งถาม “อีกอย่างนะ! มึงจะได้มีอาชีพมั่นคง ช่วยหาเงินให้ย่ามึงเพิ่มอีกแรง...จริงไหม”

พี่อรรถพลอึกอักตอบ “ย่า...ย่าขายข้าวเหนียวหมูปิ้งตอนเช้า ส่วนผม...ผมไปขายแข่งกับย่าที่โรงอาหาร แล้วจะขายกันได้เหรอ”

“มึงก็ขายอย่างอื่นสิวะไอ้เซ่อ!”

“แต่ผมขายเป็นแค่หมูปิ้งนะ”

“ก่อนพ่อแม่มึงตาย พวกเขาเคยมีรถเข็นขายก๋วยเตี๋ยวริมถนนไม่ใช่เหรอ น้ำซุปก๋วยเตี๋ยวก็สูตรของยายผ่องย่ามึงนั่นแหละ แล้วทำไมมึงไม่ขายก๋วยเตี๋ยวล่ะ”

“พ่อกะแม่เคยขายก๋วยเตี๋ยวก่อนตายเหรอ!” ผมเพิ่งทราบความจริงข้อนี้ และยังไม่ทันได้คิดอะไรต่อก็ได้ยินพี่อรรถพลบอกอาชัยสิทธิ์ไปว่า

“แต่ผมต้องมีเงินซื้ออุปกรณ์ขายก๋วยเตี๋ยวเป็นหมื่นเลยนะอา ผมไม่มีปัญญาหามาหรอก”

“มึงอยากได้อะไรกูหามาให้มึงได้หมดแหละ เรื่องเงินทองค่อยว่ากัน”

“เมื่อกี้อาบอกผ่อนค่าซุ้มกับอาได้เหรอ”

“เออ! และกูออกเงินลงทุนซื้อของให้มึงก่อนด้วย เสร็จแล้วค่อยบอกว่าจะผ่อนคืนกูยังไง”

ได้ยินเช่นนั้น ผมซาบซึ้งความเมตตาของอาชัยสิทธิ์เสียจริง เกิดความรู้สึกว่าครอบครัวเราช่างเป็นหนี้บุญคุณอาเขาเหลือเกิน แต่อาชัยสิทธิ์กลับหันมาทางผม บอกแกมสั่ง

“ไอ้วิน! ปีหน้ามึงต้องติวลูกกูให้เรียนเก่ง ๆ เหมือนมึง...ได้ยินไหม”

ผมทำหน้าเลิ่กลั่กไม่เข้าใจนัก ต้องถาม “ติวให้เนตราเหรอ แล้วติวยังไงครับ”

“กูไม่รู้เหมือนกัน! แต่มึงทำได้ใช่ไหม?”

ผมไม่กล้าขัดใจคำถามห้วน ๆ หรืออย่างไรไม่ทราบ! ได้แต่ผงกหัวตอบรับแบบงง ๆ จากนั้นอาชัยสิทธิ์เดินมาจ้องตาผม บอกด้วยน้ำเสียงที่ผมคิดว่าอ่อนโยนที่สุดเท่าที่เคยได้ยินจากปากเขา

“ดีมากไอ้วิน เปิดเทอมใหม่ไปแล้ว มึงต้องติวเนตราทุกวันหลังเลิกเรียนนะ”

กล่าวจบอาชัยสิทธิ์ก็เดินกลับบ้าน ทิ้งผมมึนตึ้บเหมือนถูกมัดมือชกยังไงไม่รู้ เหลือบดูพี่อรรถพลยิ่งสร้างความสงสัยเสียจริงว่าพี่เขาคิดอะไรอยู่ อดไม่ได้ต้องถาม

“ตกลงพี่พลจะเอายังไงอะ! ไม่เรียนต่อแล้วเหรอ”

“ย่าส่งพวกเราเรียนสองคนพร้อมกันไม่ไหวหรอกวิน อีกอย่างนะ...พี่มันหัวไม่ดี! ทำงานช่วยย่าหาเงินส่งวินเรียนให้จบมหาลัยดีกว่า”

“แต่พี่เคยบอกอยากเรียนต่อนี่” ผมแย้ง

“พี่ขอสละสิทธิ์ให้วินได้เรียนแบบสบายใจดีกว่า จะได้ไม่ต้องห่วงว่าย่าและพี่ไม่มีเงินจ่ายค่าเทอมให้ไง”

ผมอยากร้องไห้ รู้ว่าชีวิตนี้มีเพียงย่าและพี่อรรถพลนี่แหละที่รักผมแท้จริง ณ ขณะนั้นทราบอย่างเดียวว่า โตขึ้นต้องรวยให้ได้ จะเป็นหมอเพื่อครอบครัวเราจะได้สุขสบายเสียที

สำนึกรักต่อครอบครัวอยู่เพียงชั่วประเดี๋ยวประด๋าวพลันดับวูบ เมื่อชายหน้าดุโผล่วับเข้ามาในสมอง ให้เกิดความรู้สึกว่าต้องทดแทนบุญคุณอาชัยสิทธิ์โดยต้องติวเนตราหลังเลิกเรียน ด้วยคิดว่าเป็นหน้าที่ไปเสียแล้ว

พูดก็พูดเถอะ! ผมเองยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าการติวคืออะไร ได้แต่เข้าใจเอาเองว่าคือการสอน และหากต้องสอนเนตราก็คงเป็นงานหนักเอาการ เพราะหลายปีที่ผ่านมา ผลการเรียนของเนตรา...รั้งท้ายห้องมาตลอด

ปิดเทอมใหญ่ปีนี้เช่นทุกปี ผมช่วยย่าขายข้าวเหนียวหมูปิ้งทุกวัน ส่วนพี่อรรถพลทำงานที่ร้านสุกี้กระทั่งหนึ่งสัปดาห์ก่อนโรงเรียนเปิดเทอมก็ลาออก เพื่อเตรียมความพร้อมขายก๋วยเตี๋ยวที่ซุ้มอาหารในโรงเรียน

สามสี่วันก่อนโรงเรียนเปิดเทอม อาชัยสิทธิ์ให้ร้านขายอุปกรณ์ทำก๋วยเตี๋ยวมาส่งถึงบ้านโดยพี่อรรถพลไม่ต้องควักจ่ายสักบาท วันนั้นอาชัยสิทธิ์กระซิบกระซาบกับพี่อรรถพลได้พักใหญ่ และก่อนทำท่าจะกลับ อาเขาหันมาสั่งผมว่า

“เลิกเรียนแล้วมึงเดินกลับบ้านพร้อมลูกกูนะ ถ้าวันไหนยัยเนตราเถลไถลไม่ได้ติวกับมึง กูจะตบกบาลมึง”

ผมทำหน้าเหวอหวาแต่ไม่ถึงขั้นซีเรียสที่ถูกคาดโทษล่วงหน้า ดังนั้น พออาชัยสิทธิ์เดินคล้อยหลัง ก็ลืมเรื่องนี้สนิท

เรียนมัธยมต้นวันแรกกลายเป็นว่าผมเหนื่อยกว่าเก่า แต่ไม่เหนื่อยเท่าพี่อรรถพลที่ต้องเตรียมของขายก๋วยเตี๋ยว ดังนั้น ความพร้อมต่องานขายข้าวเหนียวหมูปิ้งที่พี่อรรถพลเคยทำ จึงถูกเหมามาเป็นของผมโดยปริยาย

เสร็จจากช่วยย่าขายหมูปิ้ง ผมรีบวิ่งไปเข้าแถวเคารพธงชาติด้วยใบหน้ามันแผลบและกลิ่นหมูปิ้งคลุ้ง ใจเป็นห่วงย่าที่ต้องขนข้าวของตามลำพังไปซุ้มอาหารโรงเรียน เพื่อเอาหมูปิ้งไปขายต่อมื้อเที่ยงที่แผงก๋วยเตี๋ยวของพี่อรรถพล พอพักเที่ยงก็รีบไปช่วยพี่อรรถพลและย่าขายต่อ แถมเลิกเรียนแล้วก็ต้องกลับไปช่วยย่าอีก

สังคมผมจึงคับแคบ...ไม่มีเพื่อนสนิทสักคน ความรู้ทั่วไปจึงน้อยนิดเพราะทำแต่งาน

เสียงกริ่งเลิกเรียนวันแรกดังขึ้น ขณะผมกำลังก้มหน้าก้มตาเก็บกระเป๋าเพื่อรีบกลับไปช่วยย่าทำงานต่อที่บ้าน พลันต้องสะดุ้งเมื่อถูกตีที่ต้นแขนดังเพลี้ยะ

“เธอไม่ต้องติวให้ฉันนะ”

ผมหันขวับ! มองใบหน้าคมเข้มนัยน์ตาโตเป็นประกาย แต่ต้องหลบสายตาคู่นั้นที่ดูดุเอาเรื่อง แก้เขินโดยเอามือลูบต้นแขนบริเวณที่ถูกตี พอเห็นหน้าเนตรา ก็นึกได้โดยพลันว่าหลังเลิกเรียนต้องติวหนังสือให้เธอ แต่ไม่มีไอเดียสักนิดเรื่องการติวว่าคืออะไร ได้แต่อ้ำอึ้งบอกไปว่า

“เรา...เราติวไม่เป็นนะ”

“ฉันก็ไม่อยากให้เธอติวย่ะ ฉันจะไปเล่นกับเพื่อน เธอรอแถวนี้แหละ เราแค่เดินกลับบ้านด้วยกันให้พ่อเห็นก็พอ”

ใจแอบหวั่นจะถูกรอยสักเสือเผ่นขย้ำ ผมถาม “แล้วพ่อเธอไม่ว่าเหรอ”

“ก็อย่าบอกสิ! ตอนนี้เธอไปหาเพื่อนเล่นก่อน ฉันมีอะไรต้องทำกับพวกเพื่อน”

“แต่...แต่” ผมแค่จะบอกว่าอยากรีบกลับไปช่วยย่าทำงานที่บ้าน ทว่า ยังไม่ทันสิ้นคำก็โดนเนตราตวาด

“ไม่ต้องมาแต่ จะไปไหนก็ไป!”

น้ำเสียงเนตราแสดงความไม่ไยดีพร้อมสะบัดมือทำท่าไล่ทำให้ผมไปต่อไม่ถูก ได้แต่แบกเป้นักเรียนเดินตามหลังเธอเนือย ๆ ไปนั่งหลบมุมไม่ไกลจากเนตราและกลุ่มเพื่อนหญิงชายของเธอ...สรวลเสเฮฮากัน

ขณะแอบมองสาวแรกรุ่นวัยสิบสามผิวพรรณเต่งตึงร่างผอมบาง สายตาพลันมีอันต้องสะดุดสองก้อนเนื้อเล็กตรงหน้าอกที่สั่นไหวขึ้นลงไปกับทุกท่วงท่าสะโพกที่ส่ายยั่วเย้าชวนให้มอง

ไอ้เด็กกะโปโลอ่อนโลกและไร้เพื่อนอย่างผม ไม่มีทางทราบเลยว่าพวกเขาเล่นอะไรกันอยู่ เหมือนเนตราคือหัวโจกของกลุ่มกำลังสอนท่าเต้นอะไรก็ไม่รู้ ดูตื่นตาตื่นใจให้ผมต้องจับจ้องทุกอิริยาบทของเธออย่างลืมตัว นานกระทั่งท้องฟ้าเปลี่ยนสีบ่งบอกว่าเป็นเวลาเย็นมากแล้ว สติผมคืนกลับทันใด เมื่อเห็นเนตราและผองเพื่อนเธอกำลังแสดงทีท่าร่ำลากันจนแล้วเสร็จ

เนตราจากนั้นเดินตรงมา เธอยื่นกระเป๋านักเรียนของเธอพร้อมสัมภาระอื่นให้โดยไม่พูดจาและหันหลังเดินทันที ทิ้งผมให้ตาลีตาเหลือกลุกคว้าเป้นักเรียนของผมสะพายหลัง หอบข้าวของพะรุงพะรังเดินตามหลังเนตรา กระทั่งถึงที่หมาย

ผมเห็นอาชัยสิทธิ์ยืนเท้าสะเอวรอลูกสาวอยู่หน้าบ้าน!

********************

ตอน 3

ใกล้มืดแล้วแต่อากาศยังร้อนอบอ้าวเหลือเกิน หลังส่งเนตรา...ผมเดินเข้าบ้าน ความรู้สึกผิดเกิดขึ้นทันใดเมื่อเห็นสำรับกับข้าววางรออยู่บนพื้นห้อง สำนึกได้ว่าอาหารมื้อเย็นนี้ด้วยมิใช่หรือ! ที่ผมควรได้อยู่ช่วยย่าตระเตรียมเช่นทุกวัน

ย่ากำลังหั่นหมูเพื่อหมักไว้ขายวันพรุ่งนี้ พลันที่เห็นผมเดินเข้าบ้าน ย่ามองหน้าผม กล่าวด้วยน้ำเสียงปนห่วง

“วินคงหิวแย่แล้ว จะกินเลยไหมลูก วันนี้ย่าทำน้ำพริกปลาทูกะผักลวกของโปรดวินเลยนะ”

“แล้วย่ากะพี่พลกินกันยังครับ” กล่าวจบผมหันไปทางที่มาของเสียง

“ก็รอกินพร้อมวินอยู่นี่ไง”

คำตอบของพี่อรรถพลขณะกำลังง่วนเคี่ยวน้ำซุปก๋วยเตี๋ยว ทำผมหน้าจ๋อยที่ทุกคนต้องทนหิวเพื่อครอบครัวเราจะได้ทานข้าวเย็นพร้อมหน้า ผมไม่รอช้า รีบไปคดข้าวใส่จาน เสร็จแล้วเรียกย่าและพี่อรรถพลมาทาน

ย่าจะใส่ใจแกะกระดูกและก้างปลาทูออกหมดเกลี้ยงทุกครั้งหลังทอด และตั้งแต่เด็กผมจะเอาปลาทูทอดที่หนังกรอบเนื้อมันนุ่ม คลุกเคล้ากับข้าวสวยร้อนราดด้วยน้ำพริกกะปิจนชุ่ม เปิบด้วยมือทานสลับกับผักลวกราดน้ำพริกเข้มข้น ลำพังกับข้าวเพียงสองอย่างนี้ก็เพียงพอให้ผมทานจนพุงกางได้ทุกครั้ง และขณะกำลังอร่อยอยู่เชียว จู่ ๆ พี่อรรถพลถาม

“วันแรกติวอะไรกันมั่ง”

ผมเงยหน้า ไม่ตอบ แต่ถามกลับ “พี่พลรู้เรื่องติวได้ไงอะ”

“ก่อนวินกลับ อาชัยสิทธิ์มาหาวินที่นี่ เขากลัวว่าวินจะไม่กลับบ้านพร้อมเนตรานะสิ”

“ก็เขาหวงลูกสาวจะตาย” ย่ากล่าวเสริม

“ต้องหวงสิย่า ลูกเทวดามาเกิดนี่” พี่อรรถพลพูดจบพร้อมหัวเราะในลำคอ แต่ขำได้แพลบเดียวก็ต้องหยุด กล่าวต่อเหมือนกระซิบ “แหม! พูดถึงปุ๊บก็มาเลย พ่อลูกคู่นี้ตายยากจริง”

ผมมองตรงไปทางเข้าบ้าน เห็นอาชัยสิทธิ์ไม่ใส่เสื้อเหมือนเคย กำลังเดินจูงมือเนตราตรงมา ใจนึกสงสัยนิดหน่อยว่าจะมากันทำไม

“ชัยสิทธิ์...มากินข้าวกัน” ย่ากล่าวเชิญชวนแทนทักทาย

“กินกันแล้ว” เสียงตอบฟังพอเป็นพิธี ตามด้วยฝ่ามือฟาดลงบนศีรษะผมทันใด แม้ไม่แรงนักแต่ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่อยู่ดี ๆ อาชัยสิทธิ์จะมาตบกระบาลผม แต่พอได้ยินคำตวาดจากอาเขาก็พลันเข้าใจ

“ทำไมมึงไม่ติวลูกกู”

เด็กเช่นผมต้องเกาหัวยิก ๆ บริเวณที่ถูกตบกะโหลก รู้สึกงงมากว่าทำไมอาชัยสิทธิ์ถึงไม่ถามลูกสาวตัวเองก่อนว่าทำไม จากนั้นเงยหน้าขณะมือขวากำลังบดข้าวกับน้ำพริกปลาทู ตอบแบบกล้า ๆ กลัว ๆ ไปว่า

“ก็...ก็เนตราบอกไม่ต้องติวนี่ครับ”

เนตราสวนกลับทันใด “ฉันเปล่าพูด...เธอน่ะโกหก”

ผมกลายเป็นใบ้ไปซะงั้น! แถมถูกเด็กด้วยกันกล่าวหาว่าพูดโกหกเสียอีก จึงอ้อมแอ้มบอกเนตรากลับไป “เราเปล่าโกหกนะ”

“มึงไม่ต้องมาแก้ตัว”

อาชัยสิทธิ์ตัดบทพร้อมตบกระบาลผมอีกหนึ่งที แต่เป็นเนตราที่ทำหน้าบึ้งใส่พ่อเธอ บอกว่า

“หนูไม่ติวนะ! เลิกเรียนหนูต้องสอนท่าเต้นเชียร์ลีดเดอร์ให้เพื่อน”

“เพื่อนตุ๊ดแรด ๆ พวกนั้นเหรอ! คบไปก็เสียอนาคตหมด” อาชัยสิทธิ์เสียงแข็งใส่ลูกสาว “พรุ่งนี้เย็นพ่อไปรับและจะบอกพวกมันว่าลูกต้องดูหนังสือ เสร็จแล้วกลับมาให้ไอ้วินติวที่บ้านมันนี่แหละ”

“ไม่!” เนตรากรี๊ดดังลั่น

“ถ้าดื้อก็ไปเรียนโรงเรียนประจำต่างจังหวัด”

เนตราเงียบลงทันที ตาโตงามคู่นั้นจ้องถมึงขึงขังเหมือนจะกินเลือดเนื้อผมทั้งที่ผมไม่เกี่ยวข้องด้วยเลย แต่ไม่วายเห็นใจเธอที่จะอดสอนท่าเต้นสวย ๆ แก่พวกเพื่อนอีก และไม่ทราบว่าทำไม ผมแหงนหน้าหันไปมองอาชัยสิทธิ์ด้วยสายตาละห้อย บอก “ผม...ผมติวไม่เป็นครับอา”

“มันจะยากเย็นอะไร มึงก็สอนและทำการบ้านกับลูกกูแค่นั้น”

“แต่ทุกเย็นผมต้องช่วยย่าทำงานนะอา”

กลิ่นน้ำพริกกะปิมันหอมยวนใจให้ผมคลุกเคล้าน้ำพริกกับปลาทูผสมข้าว...เปิบเข้าปาก พลันต้องสะดุ้งโหยง

“ย่ามึงไม่ต้องขายซาเล้งเพราะใคร? และไอ้พลขายก๋วยเตี๋ยวส่งมึงเรียนได้เพราะใคร? มึงติวลูกกูแค่นี้ทำให้ไม่ได้หรือวะ...ไอ้วิน”

“โอ๊ย! ได้อยู่แล้วพ่อชัยสิทธิ์” ย่ารีบให้คำตอบแทน “ติวเสร็จให้ยัยหนูอยู่กินข้าวเย็นด้วยกันก็ได้นะ”

“หนูไม่กินนะ” เนตราบอกพ่อเธอ ก่อนมองมายังผมพร้อมทำท่าขยะแขยง บอก “บ้านนี้ใช้มือกิน อี๋...สกปรก”

“ปกติเราใช้ช้อนกันจ้ะ” พี่อรรถพลส่งให้ยิ้มเนตรา บอก “ยกเว้นน้ำพริกปลาทู ต้องใช้มือเปิบถึงจะอร่อย”

อาชัยสิทธิ์กล่าวตัดบท “ลูกกูไม่ชอบอาหารพื้นบ้าน ชอบกินอาหารฝรั่งโดยเฉพาะไก่ทอด KFC” จากนั้นเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ ถามพี่อรรถพล “อ้อ! แล้ววันนี้มึงขายได้กี่ตังวะ”

“พันกว่าบาทเองอา”

“เอาน่า! อีกหน่อยก็ดีขึ้น ก๋วยเตี๋ยวสูตรพ่อมึงน่ะอร่อยอยู่แล้ว ทนขายไม่นานก็คืนทุน”

“แล้วผมต้องผ่อนคืนอายังไงอะ”

“ขอคิดต้นทุนก่อนแล้วค่อยทำสัญญาหนี้กัน แต่กูคิดดอกเบี้ยด้วยนะโว้ย” จากนั้น อาชัยสิทธิ์หันมาบอกผมอีกครั้ง

“ย่ามึงรับปากกะกูแล้วนะ ถ้ามึงเบี้ยวไม่ติวลูกกูอีก มึงเจ็บตัวแน่”

หลังสองพ่อลูกกลับ ผมฝืนกินข้าวคลุกน้ำพริกปลาทูต่อจนหมด มันอร่อยเหมือนเดิมแหละ แต่กลับไม่ลื่นคอด้วยสะดุดคำพูดของย่าก้องในโสตประสาทหูว่า

“บุญคุณเขา เราต้องทดแทน!”

ส่วนสัญญาหนี้ของพี่อรรถพล ผมไม่เคยเห็น จำได้ว่าพี่อรรถพลเคยบอกค่าเซ้งซุ้มห้าหมื่นบาทและค่าลงทุนอื่น ๆ อีกไม่เกินสามหมื่น หากรวมดอกเบี้ยพี่อรรถพลเป็นหนี้อาชัยสิทธิ์ก็ไม่น่าเกินหนึ่งแสนบาท

วันรุ่งขึ้นหลังเลิกเรียน เนตราบอกว่าพ่อเธอจะไม่มารับกลับบ้านแล้ว ผมทราบต่อมาภายหลัง ว่าเนตราได้ตกลงก่อนหน้าไม่ให้อาชัยสิทธิ์ไปยุ่มย่ามกับพวกเพื่อน ๆ เธอ แลกกับการเดินทางกลับบ้านพร้อมกันเพื่อทุกวันผมจะได้ติวการบ้านให้ แต่ให้ตายนี่สิ! เย็นนี้เนตราเอาแต่เอ้อละเหยหยอกล้อกับเหล่าเพื่อน กระทั่งครู่ใหญ่ต่อมาเนตราเดินมาพร้อมยื่นกระเป๋านักเรียนของเธอให้

กระเป๋านักเรียนของเนตราเป็นแบบถือ ส่วนของผมเป็นแบบเป้สะพายหลัง สองมือผมจึงว่างถือกระเป๋านักเรียนอันหนักอึ้ง เดินตามหลังเธอต้อย ๆ

เหมือนเบ๊...ยังไงยังงั้น!

ไม่ถึงสิบห้านาทีเราสองคนก็ถึงที่หมาย ผมเดินแซงนำเนตราเข้าไปภายในบ้านย่าที่มีเพียงสามห้องแบ่งเป็นสัดส่วนชัดเจน คือห้องอเนกประสงค์ที่ใช้ได้สารพัดตั้งแต่ทำงานยันนั่งเล่นนั่งกินข้าว อีกสองห้องเป็นห้องนอนของพี่อรรถพลและของผมที่ใหญ่กว่าห้องนอนของย่ามาก

ย่าและพี่อรรถพลอยู่ในห้องอเนกประสงค์ กำลังง่วนอยู่กับการเตรียมของไว้ขายวันพรุ่งนี้ เห็นแล้วรู้สึกไม่ดีกับตัวเองที่อยู่ช่วยย่าทำงานไม่ได้อีกต่อไป เพราะเหมือนถูกบังคับให้ทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ และยังไม่ทันได้สวัสดีทักย่า พี่อรรถพลตะโกนบอกผม

“ยกโต๊ะพับกับเก้าอี้เข้าไปติวกันในห้องนอนเลย”

ผมไหว้สวัสดีย่า แต่เนตรานี่สิ! สีหน้าไม่ยินดียินร้าย เดินดุ่ย ๆ ไปยังห้องนอน

ดีที่ห้องนอนเป็นห้องมุ้งลวด พี่อรรถพลและผมจึงไม่ต้องกางมุ้งนอนกัน เราสองพี่น้องนอนพื้นบนเบาะที่พับเก็บได้ และทุกเช้าชุดที่นอนพร้อมหมอนและผ้าห่มสองชุดนี้จะถูกเก็บวางอย่างเป็นระเบียบ จึงมีที่ว่างกลางห้องเหลือเฟือให้กางโต๊ะกางเก้าอี้ไว้ติวหนังสือ

หลังจัดเตรียมทุกอย่างเข้าที่ พี่อรรถพลชะโงกหน้าเข้ามาดูภายในห้องและบอกครั้งต่อไปให้ปิดประตูห้องด้วย เสียงจากข้างนอกจะได้ไม่เข้ามารบกวน

พลันที่พี่อรรถพลปิดประตูห้องนอนให้ ผมหันไปเห็นเนตราที่ทำหน้าบึ้ง พานให้ผมเซ่อซ่าไม่รู้ต้องทำอะไรต่อ ยืนตัวเกร็งบอกเธอไปว่า “เอ่อ...เราติวไม่เป็นนะ”

“ติวไม่เป็นก็ไม่ต้องติว”

“แต่พ่อเธอจะเล่นงานเรานะ”

“เรื่องของเธอ ฉันไม่เกี่ยว”

เห็นหน้าตาท่าทางเนตราแล้วอยากจะบอกว่า หากไม่ต้องติวเธอเป็นการตอบแทนบุญคุณแล้วละก็ ผมน่ะ! ขอออกไปช่วยย่าทำงานดีกว่า แต่ทำไมปากถึงไม่ตรงกับใจนะ กลับบอกเนตราไปว่า

“งั้นเรามานั่งทำการบ้านด้วยกันดีไหม”

“ไม่! เธออยากทำอะไรก็ทำ” เนตราปฏิเสธไม่ไยดี มือชี้ยังเบาะนอน กล่าวเหมือนสั่ง “ฉันจะนอน ปูที่นอนให้หน่อย”

ผมเลือกเบาะที่นอนของผมออกมาปูกาง เรื่องความสะอาดไม่ต้องพูดถึง แต่อาจมีกลิ่นเหงื่อกลิ่นสาบผมติดอยู่บ้าง

เนตราลงไปนอนบนเบาะทันทีที่ผมปูกางเสร็จ เธอนอนแผ่อ้าซ่าจนผมรู้สึกเขินอายไม่กล้ามอง ก่อนหยิบการบ้านออกมาก็เหลือบมองเนตราอีกครั้ง เห็นเธอนอนตะแคงเอาหน้าซุกบนหมอนผม

วันนี้แม้เป็นวันเปิดเรียนวันที่สองของมัธยมหนึ่ง แต่การบ้านมีเยอะมาก สมัยอยู่ชั้นประถมนั้น ผมใช้เวลาทำการบ้านไม่เคยเกินครึ่งชั่วโมงก็เรียบร้อย แต่นี่ผ่านมาจวนจะชั่วโมงแล้ว...เพิ่งเสร็จ

ทันทีที่ผมทำท่าเก็บการบ้านเข้าเป้นักเรียน ก็ต้องแปลกใจเมื่อเนตราลุกขึ้นจากท่านอนเป็นนั่ง พูดเร็วปรื๋อ

“ขอลอกก่อน...ขอลอกก่อน”

“จะลอกวิชาอะไรบ้างล่ะ”

“เอาหมดแหละ”

เนตราตอบพร้อมค้อนขวับหนึ่งที ผมจึงหยิบการบ้านวิชาพีชคณิต วิทยาศาสตร์และภาษาอังกฤษวางบนโต๊ะ

“เอามาให้ฉันนี่”

“อ้าว! ไม่ทำบนโต๊ะเหรอ”

“เอ๊ะ! พูดไม่รู้เรื่องหรือไง บอกให้เอามานี่”

“อะไรกัน! จะลอกการบ้านทั้งที แทนที่จะขอดี ๆ ทำไมต้องตวาดวะ” ผมคิดแต่ปฏิกิริยากลับสวนทาง เดินเซื่อง ๆ ยื่นสมุดการบ้านทั้งสามวิชาให้เนตรา

ปรากฏว่า เนตรานอนลอกการบ้าน ส่วนผมกลับไปนั่งบนโต๊ะ...อ่านบทเรียนล่วงหน้า

ครึ่งชั่วโมงผ่านไป เนตราลอกงานเสร็จก็ลุกขึ้นยื่นสมุดการบ้านคืนผม ดูเธออารมณ์ดีมากถึงขนาดยิ้มให้ กล่าว

“ฉันไม่มีกุญแจเข้าบ้านนะ! ปกติพ่อแม่ปิดร้านเสร็จ กว่าจะกลับถึงนี่ก็เลยหกโมงเย็นไปแล้ว”

ผมฉีกยิ้มกว้างเพราะเขินหรืออย่างไรไม่ทราบ บอกไม่เต็มปากเต็มคำไปว่า

“ไม่เห็นเป็นไรนี่ เธอก็รอที่นี่แหละ พวกเค้ามาถึงเมื่อไหร่ค่อยกลับก็ได้”

“แหม! ฉันชอบตอนเธอยิ้มจัง เห็นฟันขาวจั๊วะ ดูหล่อและมีเสน่ห์มากเลย”

ผมแก้เขินโดยเอามือข้างหนึ่งเสยผมลากยาวถึงลำคอ แอบชำเลืองเนตราด้วยหางตาและฉีกยิ้มให้เธออีกครั้ง รู้สึกหัวใจพองโตและเต้นแรงผิดจังหวะยังไง ๆ พิกล จากนั้นก้มหน้าดูหนังสือเรียนต่อ

ครึ่งชั่วโมงต่อมา เสียงตะโกนเรียกชื่อเนตราบอกให้เธอเข้าบ้านดังจากบ้านที่อยู่ติดกัน

“ไปแระ” เนตราบอกก่อนคว้ากระเป๋านักเรียนวิ่งแจ้นออกไป ผมเองเช่นกัน รีบออกไปช่วยย่าทำงานทันที

คืนนั้นเข้านอนสี่ทุ่มตามปกติ เกิดความแปลกใหม่ตอนหลับตานอน เห็นภาพเนตรายิ้มให้ผุดขึ้นในสมอง ใจวาดหวังถึงวันพรุ่งนี้ว่าจะได้ติวให้เธออีก

เอ่อ...จริง ๆ แล้ว ผมหมายถึงให้เนตราลอกการบ้านน่ะ ส่วนเรื่องติวนั้นช่างมันเถอะ! ผมยังเซ่อเกินกว่าจะเข้าใจความหมายแท้จริงของมัน ขอเนตรายิ้มให้และพูดดี ๆ กับผมหลังได้ลอกการบ้าน เพียงเท่านี้ก็โอเคแล้ว

เราเริ่มสนิทกัน เนตราชอบพูดทำนองหยอกล้อว่าผมตัวหอมเหมือนหมูปิ้ง นับจากวันนั้นผมไม่เดินต้อย ๆ ตามหลังเธออีก แต่เดินเคียงคู่กับเธอตลอดทางกลับบ้าน และทุกวันที่เราอยู่ด้วยกันในห้อง เนตราจะนอนเกลือกกลั้วเอาใบหน้าซบหมอนของผมขณะรอลอกการบ้าน ส่วนผมก็รู้สึกสบาย ๆ เหมือนมีคนสวยตาคมโตนอนข้าง ๆ คอยให้กำลังใจ

ทุกอย่างคงผ่านไปด้วยดี หากเพราะมิใช่สองปีต่อมา...

ฮอร์โมนเด็กชายและเด็กหญิงวัยย่างสิบห้าปีแผ่ฟุ้งซ่าน...ทั่วร่าง!

********************

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน

DAMNED LOVE!

ตอนที่ 2
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED