ตอนที่ 1 อย่ารังแกแม่จ๋า
“แม่จ๋า! ตื่นสิ! อย่าเพิ่งตาย! ฮือออ...แม่จ๋า...”
เหลิงหยุนเจียวฟื้นสติท่ามกลางหัวสมองที่เต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวาย เสียงร้องไห้โฮของเด็กน้อยที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะดังลั่นอยู่ข้างหู ร่างทั้งร่างของเธอสั่นสะท้านรุนแรง
แต่อย่างไร เธอรู้สึกหายใจหายคอลำบากเหลือเกิน เปลือกตาก็ยังหนักอึ้งเกินกว่าจะเปิดมองได้ และทุกอณูร่างกายก็ยังปวดร้าวระบมแสนสาหัสราวกับเพิ่งโดนจับไปทรมานมาก็ไม่ปาน
ทันใดนั้น ก็มีสุ้มเสียงอันชั่วร้ายของหญิงแปลกหน้านางหนึ่ง แหกปากตะโกนลั่นอย่างหยามเหยียดว่า
“เจ้าสวะน้อย แม่สุนัขตัวเมียของเจ้าได้สิ้นใจตายไปแล้ว! ควรจะดีใจที่เจ้ายังไม่ตายโหงตายห่าตามมันไป แต่....”
น้ำเสียงอันชั่วร้ายของหญิงแปลกหน้าชะงักหยุดกลางคัน ตามมาด้วยเสียงหัวเราะคิกคักเจือผสมความอาฆาตพยาบาทดั่งพิษร้าย
“แต่ชีวิตหลังจากนี้ของเจ้าต่อให้อยู่ก็เสมือนตายทั้งเป็น! พวกเจ้า! พาตัวเศษสวะน้อยไป!”
“พวกเจ้า! อย่าเข้ามา! อย่าเข้ามานะ! แม่จ๋า…แม่จ๋า! ช่วยข้าด้วย!”
สุ้มเสียงของเด็กน้อยที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะดังกึกก้องขึ้นอีกครา สิ่งนี้เปรียบเสมือนเหล็กแหลมที่พุ่งเสียบทะลุใส่ดวงใจของเหลิงหยุนเจียว
เธอเบิกตาคู่เย็นชาโพล่งขึ้นในทันใด รีบหันศีรษะขวับและใช้แรงเฮือกสุดท้ายพุ่งทะยานเข้าใส่ต้นเสียงอย่างรวดเร็ว
ยังไม่ทันที่ชายฉกรรจ์เหล่านั้นจะแตะสัมผัสร่างกายของเด็กชายตัวน้อยเสียด้วยซ้ำ กรงเล็บเรียวยาวทั้งห้าของเหลิงหยุนเจียวก็พุ่งตะปบเข้าใส่ลำคอของอีกฝ่ายไว้เสร็จสรรพ
แกร๊ก!
เสียงกระดูกคอลั่นหักสนั่นหวั่นไหวโดยพลัน แม้กระทั่งไออากาศมวลความร้อนรอบตัวยังสั่นไหวบิดเบี้ยว
ก่อนที่ผู้คนรอบข้างจะทันตอบสนองอันใด ชายฉกรรจ์ร่างกำยำผู้นั้นก็ล้มลงต่อหน้าต่อตาเหลิงหยุนเจียว ม่านตาดำของเด็กชายตัวน้อยตีบเล็กเท่ารูเข็ม สีหน้าการแสดงออกดูตกใจสุดขีด ไม่สามารถระงับคลื่นอารมณ์ให้สงบได้
“แม่จ๋า!”
เด็กชายตัวน้อยรีบวิ่งมากอดต้นขาของเหลิงหยุนเจียวด้วยความปิติตื้นตัน โดยพร้อมกันนั้นเอง จู่ๆก็มีกระแสความทรงจำแปลกประหลาดมากมายทะลักหลั่งไหลเข้าสู่ห้วงความคิดของเธอราวกับน้ำป่า
ในฐานะสายลับผู้มีนิสัยใจคอเหี้ยมโหดอันดับต้นๆแห่งยุคศตวรรษที่22 เธอได้รับภารกิจสุดท้ายโดยต้องสังหารผู้ทรยศในองค์กร จุดจบในตอนจบคือจำต้องพลีชีพตายไปพร้อมกับพวกมัน และนั่นส่งผลให้เธอทะลุมิติมายังโลกแห่งนี้!
โลกแห่งนี้เรียกว่า ทวีปลมปราณฟ้า ความแข็งแกร่งคือสิ่งสำคัญเหนือสรรพสิ่ง และทุกคนก็ยังสามารถฝึกปรือลมปราณได้อีกด้วย
ทว่าร่างกายที่เธอกำลังครอบครองอยู่นี้ แม้จะเป็นถึงคุณหนูหกแห่งตระกูลเหลิงผู้ยิ่งใหญ่และสูงศักดิ์ในเมืองหลวงเซินจิ้ง แต่พรสวรรค์ที่ได้มากลับเป็นเพียงเศษขยะไร้ประโยชน์ นางไม่สามารถฝึกปรือหรือแม้แต่จับสัมผัสการมีอยู่ของลมปราณได้ด้วยซ้ำ เพราะเหตุนี้เอง นางจึงกลายมาเป็นความอัปยศอดสูของตระกูลเหลิงตั้งแต่ยังเด็ก
เมื่อห้าปีก่อน เจ้าของเดิมถูกผู้ไม่ประสงค์ดีวางแผนชั่วล้อมกรอบจนต้องตั้งครรภ์นอกสมรส เรื่องนี้ส่งผลให้ต่อมา ตระกูลเหลิงต้องกลายมาเป็นตัวตลกประจำเมืองหลวงเซินจิ้งอยู่ระยะใหญ่
ด้วยสาเหตุนี้เอง ประมุขตระกูลจึงส่งนางมาที่ตระกูลเหลิงสายรองในเมืองเฟิงหยวนเสมือนการตัดหางปล่อยวัด
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เจ้าของเดิมกับลูกชายตัวน้อยของนางต่างถูกคนในตระกูลสายรองข่มเหงรังแกสารพัด กล่าวได้ว่าแต่ละวิธีล้วนแล้วแต่โหดเหี้ยมผิดมนุษย์มนา
ในวันนี้ นางถูกกคุณหนูรองล่อลวงให้ไปในป่าทุรกันดาร ก่อนจะโดนรุมทุบตีจนตาย!
ร่างหนึ่งยืนอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล คือสาวน้อยในชุดอาภรณ์สีเขียวกำลังยกสองมือขึ้นกอดอก ส่งเสียงเย็นชาก่นเบาๆปนไม่พอใจอยู่หลายที สีหน้าการแสดงออกเผยถึงแววความอำมหิตดูแคลนสุดหัวใจ
“ไม่ว่าอย่างไร วันนี้เจ้ายังต้องทิ้งชีวิตไว้ที่นี่! พวกเจ้า! จัดการมัน!”
ทันทีที่สาวน้อยยกมือส่งสัญญาณให้ ก็มีชายฉกรรจ์ร่างกำยำอีกสามคนวิ่งตรงเข้ามาล้อมกรอบเหลิงหยุนเจียวเอาไว้อย่างแน่นหนา
เหลิงหยุนเจียวยืนนิ่งยังรู้สึกได้ว่า ขวดน้ำมันตัวน้อยที่เกาะแข้งเกาะขาของนางอยู่กำลังสั่นเทาหวาดกลัวมากเพียงใด เห็นได้ชัดว่า เขาขวัญเสียหนักแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังกอดแน่นไม่มีทีท่าว่าจะปล่อย
แต่เสี้ยวอึดใจต่อมา เธอก็ได้รับรู้จากกระแสความทรงจำแปลกประหลาดที่ไหลบ่าเข้ามา ได้ความว่า ในสายตาเจ้าของเดิม เด็กชายตัวน้อยคนนี้ก็คือจุดด้างพร้อยที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตของเจ้าของร่างเดิม
เพราะแบบนั้น เจ้าของร่างเดิมจึงไม่เคยรักหรือสนใจเด็กคนนี้มาก่อนเลย ในทางตรงข้าม นางกลับโยนความผิดทั้งหมดให้กับเขา ทั้งยังดุด่าทุบตีเพื่อระบายอารมณ์ความโกรธที่ได้รับมาจากภายนอกลงที่เขาอีกด้วย
แต่ถึงแบบนั้น เด็กน้อยคนนี้ก็ยังเลือกที่จะปกป้องเจ้าของเดิมโดยไม่คิดชีวิต
ส่วนสาวน้อยในชุดสีเขียวเบื้องหน้าของนางก็คือ สาวรับใช้คนสนิทของคุณหนูรองแห่งตระกูลเหลิงสายรอง
ในวันธรรมดาทั่วไป ก็เป็นนายบ่าวคู่นี้ที่ชอบรุมกลั่นแกล้งรังแกและสร้างปัญหาให้กับสองแม่ลูกมากที่สุดแล้ว
เธอหรี่สายตาบีบแคบลง กำลังมุ่งสมาธิตั้งท่าเตรียมต่อสู้ ทว่าทันใดนั้น ก็บังเอิญสังเกตเห็นแถบสีดำบนข้อมือของตนเข้าพอดิบพอดี ไม่คิดไม่ฝันมาก่อนเลยว่า ระบบห้องสมุดสีดำที่เป็นไมโครชิพสำหรับสายลับนักฆ่าในชีวิตก่อนหน้าจะทะลุมิติมากับเธอด้วย
ชายฉกรรจ์ทั้งสามเคลื่อนเข้ามาใกล้ขึ้นต่อเนื่อง เหลิงหยุนเจียวชำเลืองมองคนพวกนั้นอย่างแผ่วเบา ทันใดนั้น มุมปากของเธอก็กระตุกยิ้มเผยแววความชั่วร้ายออกมา พร้อมควักเอาวัตถุสีดำด้านกระบอกหนึ่งขึ้นมาจากห้วงระบบ
ตอนที่ 2 ยังมีอีกคนอยู่ตรงนี้
เธอยกมือซ้ายขึ้นปิดหูของเด็กชายตัวน้อยเอาไว้และกดแนบติดต้นขา ขณะเดียวกันก็ยกมือขวาพร้อมปืนพกกระบอกสีดำจ่อไปทางเบื้องหน้า
‘ปัง!’
‘ปัง!’
‘ปัง!’
เสียงดังสนั่นแสบแก้วหูลั่นติดต่อกันสามนัดถ้วน
ชายฉกรรจ์ทั้งสามไม่แม้แต่จะมีปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ พริบตาต่อมา พวกเขาทั้งหมดก็นอนจมกองเลือดอยู่คาพื้น ดวงตาของแต่ละคนเบิกโพลงราวกับระฆังทองแดงใบโต จวบจนวาระสุดท้ายของชีวิต ใบหน้าเหล่านั้นยังคงปั้นแสดงความประหลาดใจแข็งค้าง วี่แววความสยดสยองตรึงจิตเผยสะท้อนผ่านดวงตาของพวกเขา
เสียงปืนกึกก้องประดุจฟ้าร้อง ลูกตะกั่วสีเงินเจาะทะลุร่างเหล่านั้น พรากวิญญาณทั้งสามดับสูญ เด็กชายตัวน้อยหวาดกลัวจนร่างสั่นสะท้าน ถึงกับตัวกระตุกอยู่หลายครายามที่เสียงปืนดังสนั่น
เขาค่อยๆลืมตามองภาพฉากเบื้องหน้าด้วยความงุนงง ชักสีหน้าแปลกประหลาดใจ นี่...นี่เป็นฝีมือของแม่จ๋างั้นรึ?
สาวรับใช้ในชุดสีเขียวนางนั้นนามว่า หลู่อวี๋ นางถึงกับหน้าถอดสีซีดเผือดในทันใด ดวงตาทั้งคู่จับจ้องอยู่ที่วัตถุปริศนาสีดำด้านในมือเหลิงหยุนเจียวเขม็ง นางถึงกับรีบร่นถอยหลังออกมากว่าสิบก้าวติดต่อภายใต้ความตื่นตระหนก
“จะ-เจ้า...นั่นมันยุทธภัณฑ์วิญญาณแขนงใดกัน?”
เหลิงหยุนเจียวหาได้สนใจคำถามไม่ เพียงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยและค่อยๆเล็งปากกระบอกปืนเข้าใส่ทางหลู่อวี๋
คำถามไร้แก่นสารสาระนางย่อมไม่สนใจ ทั้งสีหน้าและสายตาของเหลิงหยุนเจียวที่มีต่อหลู่อวี๋ช่างเย็นยะเยือกราวกับกำลังยืนมองร่างไร้วิญญาณ
“แม้จะย้ายมาอยู่ในตระกูลสายรอง แต่ไม่ว่ากรณีใด ข้าก็ยังเป็นคุณหนูหกแห่งตระกูลเหลิงสายหลัก ผู้ใดกันที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ หากยอมพูดแต่โดยดี ข้าจะไว้ชีวิตเจ้า”
หลู่อวี๋มุ่งมองไปที่ปากกระบอกปืนสีดำด้านเป็นตาเดียว ใบหน้าสีขาวยิ่งทวีความซีดเซียวหนักขึ้นประหนึ่งเห็นภูติผีปีศาจ แข้งขาอ่อนยวบทรุดลงอยู่ในท่าคุกเข่าต่อหน้าเหลิงหยุนเจียว ร่างอรชรของสาวน้อยสั่นเทาเสียขวัญสุดขีด
“จะ-เจ้าค่ะ...เป็น...เป็นฝีมือของคุณหนูรอง คุณหนูรองบังคับให้บ่าวทำเรื่องเหล่านี้! ได้โปรด...ปล่อยบ่าวไปเถิด...”
คุณหนูรองของตระกูลเหลิงสายนี้มีนามว่า เหลิงเจียวเจียว และเนื่องด้วยชื่อเหลิงหยุนเจียวมีคำว่า‘เจียว’อยู่ในชื่อที่อ่านออกเสียงเหมือนกัน จึงทำให้ทุกครั้งที่นางเห็นเหลิงหยุนเจียวจะรู้สึกรังเกียจและขยะแขยงเป็นอย่างยิ่ง
ส่วนรอยแผลเป็นอันน่าสยดสยองสุดแสนนับไม่ถ้วนบนใบหน้าของเหลิงหยุนเจียว ทั้งหมดล้วนต้องขอบคุณเหลิงเจียวเจียวทั้งสิ้น!
ดวงตาทั้งคู่ของเหลิงหยุนเจียวแข็งค้างชั่วขณะ ส่งยิ้มให้หลู่อวี๋หนึ่งคราและกล่าวว่า
“ขอบใจมาก”
สีหน้าแววตาของหลู่อวี๋ดูมีความหวังขึ้นมาอีกครั้ง นางรีบกล่าวตอบทันทีว่า
“ขอบพระคุณคุณหนูหก! ขอบพระคุณคุณหนูหกที่ไว้ชีวิต...”
‘ปัง!’
เหลิงหยุนเจียวหาได้แยแสสนใจ พร้อมเหนี่ยวไกยิงแสกหน้าหลู่อวี๋อย่างเลือดเย็น
ธารเลือดสีแดงสดสาดกระเซ็นไปทั่วบริเวณ กระสุนตะกั่วสีเงินทะลวงผ่านกลางหว่างคิ้วของหลู่อวี๋ ร่างที่ไร้วิญญาณของนางร่วงกระแทกพื้นจมกองเลือด ดวงตาแข็งค้างตายอยู่ทั้งอย่างนั้น
เหลินหยุนเจียวเปิดส่วนเชื่อมผสานระหว่างห้วงมิติของระบบห้องสมุดสีดำขึ้นมา และวางปืนเก็บเข้าชั้นวางดังเดิม
ก่อนที่นางจะสามารถกลับมาฝึกปรือลมปราณได้อีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นปืน อาวุธลอบสังหารอื่นๆ หรือแม้แต่ยาพิษในห้วงมิติของระบบห้องสมุดสีดำ ทุกอย่างล้วนแต่เป็นไพ่ที่ใช้ช่วยชีวิตนาง
นางหยิบผงกร่อนซากศพออกมาจากห้วงมิติและโรยใส่ร่างไร้วิญญาณเหล่านั้นเพื่อทำลายหลักฐานกำจัดทิ้งให้สิ้นซาก จากนั้นเหลิงหยุนเจียวจึงเริ่มตรวจสอบร่างกายของตัวเองว่าเกิดสิ่งผิดปกติใดบ้าง
แต่เดิมในฐานะสายลับนักฆ่า เรื่องยาและยาพิษล้วนแต่เป็นความรู้พื้นฐานสำคัญที่ต้องศึกษาให้เชี่ยวชาญ ผนวกกับองค์ความรู้ของยุคสมัยนี้จากความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมด้วยแล้ว ทำให้เหลิงหยุนเจียวพอจะจับต้นชนปลายอะไรได้บ้าง
มิใช่ว่าร่างกายนี้ไม่สามารถฝึกปรือลมปราณได้ตั้งแต่แรกเกิด แต่นางถูกวางยาพิษจนกลายเป็นโรคเรื้อรัง ส่งผลให้เส้นเอ็นและเส้นลมปราณทั่วกายาถูกสกัดปิดกั้น จุดตันเถียนซึ่งเป็นแหล่งกักเก็บพลังลมปราณสำคัญได้ถูกพิษดังกล่าวกัดกร่อนจนเสียหายหนักจนใช้งานไม่ได้
พินิจจากอาการของพิษ นางน่าจะคนวางยาตั้งแต่ช่วงที่ยังอาศัยอยู่ในตระกูลสายหลัก
เห็นได้ชัดแจ้งว่า คนร้ายที่แท้จริงของเหตุการณ์ดังกล่าวก็คือสมาชิกในตระกูลเหลิงสายหลัก คนเหล่านั้นมีเจตนาต้องการจะทำลายรากฐานการฝึกปรือลมปราณของนางตั้งแต่แรกแล้ว
แล้ววันนี้มันเกิดบ้าอะไรขึ้นกัน? หากมิใช่เพราะคำสั่งของประมุขตระกูลสายหลัก มีหรือที่คนในตระกูลสายรองจะกล้าเอาชีวิตนาง?
เหลิงหยุนเจียวกำหมัดบีบแน่น ปรากฏประกายแสงสีเย็นสว่างวาบฉายผ่านดวงตา
การที่เจ้าของเดิมไม่กล้าขัดขืนใดๆ มิได้หมายความว่า นางจะอนุญาตให้คนอื่นรังแกข่มเหงได้
“กึกกัก...กึกกึก...”
ได้ยินเสียงสั่นกระเพื่อมผิดปกติดังมาจากด้านมุมหนึ่ง เหลิงหยุนเจียวหันศีรษะขวับโดยไว มุ่งสายตามองเข้าไปในพุ่มไม้สูง แลเห็นแผ่นหลังของเด็กชายตัวน้อยที่กำลังตะกุยสิ่งกีดขวางเดินเข้าไปภายในนั้น
เหลิงหยุนเจียวปริปากกำลังจะพูดอะไรออกมาสักคำ แต่ชั่วอึดใจขณะกลับชะงักหยุดกะทันหัน พร้อมตระหนักได้ว่า เด็กชายตัวน้อยผู้นี้ไม่มีชื่อเรียก ในเมื่อเป็นเช่นนี้นางจำต้องเปลี่ยนไปเรียกเขาด้วยสรรพนามอื่นแทน
“เจ้าหนู วิ่งไปทำไมตรงนั้น มันอันตราย”
เมื่อเหลิงหยุนเจียวลองเดินตามเด็กชายตัวน้อยเข้าไป ก็ค้นพบร่างของบุรุษผู้หนึ่งที่อาบย้อมไปด้วยเลือดแดงฉานนอนไม่ได้สติอยู่แทบเท้า
“แม่จ๋า...”
เด็กชายตัวน้อยเอ่ยปากพึมพำอย่างประหม่า และทันใดนั้นก็พลันตระหนักได้ถึงบางอย่าง จึงรีบเปลี่ยนสรรพนามคำเรียกพลัน
“คุณหนูหกขอรับ ยังมีคนอยู่ตรงนี้...”
เขายืนอยู่แบบนั้นด้วยท่าทางที่ดูงุ่มง่ามทำอะไรไม่ถูก ฝ่ามือเล็กจิ๋วทั้งสองข้างถูกยกขึ้นถูไถไปมาด้วยความประหม่า
เจ้าของร่างเดิมไม่เคยยอมให้ลูกชายคนนี้เรียกตัวเองว่า‘แม่’เลยสักครั้ง แต่สั่งให้เรียกขานว่า‘คุณหนูหก’แทน
แต่เมื่อครู่ภายใต้สถานการณ์ฉุกละหุกเป็นตาย เขาจึงเผลอเรียกว่าแม่จ๋าออกไปโดยไม่ทันรู้ตัว
ตอนที่ 3 ข้าช่วยเจ้า ชีวิตของเจ้าเป็นหนี้บุญคุณของข้า
เหลิงหยุนเจียวโค้งตัวลงหา เหยียดเรียวนิ้วยาวสวยขึ้นแตะสัมผัสกลางหน้าผากของเด็กชายตัวน้อยอย่างแผ่วเบา อีกฝ่ายรีบก้มศีรษะหลบหน้าหลบตาโดยไวเจือแววหวาดกลัว เนื้อตัวสั่นสะท้านถึงแก่นใน
“เรียกข้าว่าแม่จ๋าเถิด”
เหลิงหยุนเจียวเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเฉยเมย ขณะเดียวกันก็มุ่งมองไปยังทิศทางที่บุรุษผู้นั้นนอนหมดสติอยู่บนพื้น
พินิจตัดสินจากชุดอาภรณ์แต่งกายของเขาดูแล้ว ภูมิหลังของชายผู้นี้มิควรจะเรียบง่ายธรรมดา
มีรอยแดงคล้ายปานแสนน่าเกลียดเห่อขึ้นเกือบทั่วใบหน้าของเขา ผู้ใดได้พบเห็นคงต้องขนลุกขนชันเป็นแน่
กระทั่งเหลิงหยุนเจียวเองยังถึงกับขมวดคิ้วขดเล็กน้อย ลอบถอนหายใจอย่างลับๆอุทานขึ้นว่า
“อัปลักษณ์ยิ่งนัก”
ถึงกระนั้นก็หาได้รู้สึกรังเกียจไม่ แต่สะท้อนใจสงสารเสียมากกว่า นางจึงยกสองนิ้วทาบวางบริเวณต้นคอเพื่อจับหาชีพจร
จังหวะชีพจรของชายผู้นี้สับสนปั่นป่วนยิ่งยวด ตรวจพบได้ว่ามีพิษชนิดร้ายแรงเจือปนอยู่ในร่างกายจำนวนมาก พวกมันสั่งสมจนเรื้อรังอยู่ภายในเสมือนระเบิดเวลาคร่าชีวา
วิเคราะห์จาสภาพการณ์ของเขาแล้ว เหตุที่ทำให้เขาหมดสติก็น่าจะเป็นเพราะพิษดังกล่าว
สักครู่ต่อมา ปลายนิ้วของเหลิงหยุนเจียวกระตุกวูบโดยพลัน เหตุเป็นเพราะอาการบาดเจ็บสาหัสเหล่านี้ ส่งผลให้รากฐานการฝึกปรือลมปราณของเขาดิ่งลงจนเกือบถึงจุดต่ำสุด
แม้ในยามนี้เหลิงหยุนเจียวจะไม่สามารถมองผ่านสัมผัสถึงระดับพลังลมปราณของเขาได้ แต่สิ่งหนึ่งที่นางมั่นใจได้ก็คือ รากฐานพลังลมปราณดั้งเดิมของชายผู้นี้หาได้ต่ำตมไม่
ณ ทวีปลมปราณฟ้าแห่งนี้ มีระดับชั้นลมปราณทั้งหมดอยู่ห้าขอบเขต ตั้งแต่ต่ำไปจนสูงสุด ได้แก่ ขอบเขตปราณจิต, ขอบเขตปราณถ่องแท้, ขอบเขตปราณปฐพี, ขอบเขตปราณฟ้าดิน และขอบเขตปราณเทวะ แต่ละขอบเขตใหญ่จะแบ่งได้เป็นสี่ช่วงขั้นย่อยคือ ขั้นต้น, ขั้นกลาง, ขั้นสูงและขั้นสุด
เมืองเฟิงหยวนเป็นเพียงเมืองชนบทเล็กๆแห่งหนึ่งเท่านั้น จึงมีระดับชั้นลมปราณสูงสุดอยู่แค่ขอบเขตปราณถ่องแท้ขั้นสุด และยังมีอยู่แค่ไม่กี่คน ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือประมุขตระกูลเหลิงสายย่อย
ส่วนนางไม่มีรากฐานฝึกปรือลมปราณใดๆ จึงจำต้องทนทุกข์ทรมานถูกขับไล่ให้มาอยู่ในตระกูลสายรองเฉกเช่นนี้
กล่าวคือ หากนางรับชายผู้นี้มาเป็นผู้ใต้บัญชาของตน ย่อมเท่ากับว่าจะมีกำลังต่อสู้มากขึ้น และยังเป็นอีกหนึ่งไพ่เด็ดสำคัญ อย่างน้อยที่สุด ภายใต้สถานการณ์อันตราย นางกับลูกชายก็มีตัวตายตัวแทน
จากที่วินิจฉัยร่างกายดูแล้ว ชายผู้นี้มีพื้นฐานการฝึกปรือลมปราณที่ดีเยี่ยม แม้นางจะยังไม่ทราบถึงภูมิหลังความเป็นมาของเขาก็จริงอยู่ แต่ยามนี้ก็ไม่มีทางเลือกอื่นเช่นกัน นอกจากพึ่งพาให้อีกฝ่ายเป็นโล่ปกป้อง
เด็กชายตัวน้อยแอบสังเกตการณ์อยู่ท้ายหลัง โดยเสาะพบได้ว่า สีหน้าของแม่จ๋าแลดูหม่นมืดขึ้นเรื่อยๆ ร่างของเด็กน้อยเริ่มสั่นเทาอย่างมิอาจควบคุม สีหน้าฉายแววหวาดกลัวขึ้นมา
จบแล้ว มันจบสิ้นแล้ว ข้าโดนแม่จ๋าดุแน่ๆ!
ขนาดตอนนี้พวกเรายังปกป้องตัวเองกันไม่ได้ แล้วข้าก็ยังเซ่อซ่า พาแม่มาเจอสัตว์ประหลาดชุ่มเลือดผู้นี้อีก นี่ไม่ต่างอะไรกับหาภาระให้เพิ่มหรอกรึ?
เด็กชายตัวน้อยรู้สึกประหม่าจนบีบกำข้อมือตัวเองแน่น แต่ทันใดนั้น ก็พลันสังเกตเห็นเหลิงหยุนเจียวหยิบชุดเข็มและผ้าแพรขาวสะอาดม้วนหนึ่งออกมาจากห้วงอากาศ จากนั้นนางก็เริ่มบรรจงเย็บมันบนร่างกายของลุงอัปลักษณ์
เข็มยาวสีใสเล่มนั้นปักทะลุเข้าเนื้อหนังบนร่างของลุงอัปลักษณ์โดยตรง ประหนึ่งว่าแม่จ๋ากำลังต้องการจะฆ่าใครสักคนให้ตาย
เด็กชายตัวน้อยสั่นระริก เอ่ยเสียงแผ่วอย่างหวาดกลัวขึ้นว่า
“แม่จ๋า ลุงเขาจะตายหรือไม่? อย่าฆ่า..”
“อ้า...”
ทันใดนั้นก็มีเสียงร้องครวญอย่างเจ็บปวดแผดดังจากปากของชายผู้นั้น เด็กตัวน้อยชะงักค้างพลันและรีบยกมือปิดปากโดยไว
กลัวเหลือเกินว่า หากข้าพูดอะไรไม่เข้าหูอีกสักคำสองคำ แม่จ๋าจะใช้เข็มกับด้ายในมือเย็บปากของเขาแทน
ขนตางอนสวยของชายผู้นั้นสั่นไสวเล็กน้อย เขาค่อยๆลืมตาได้สติตื่นขึ้น ระหว่างนั้นก็เห็นเหลิงหยุนเจียวเย็บแผลบนร่างกายเสร็จสิ้นพอดี
“ตื่นแล้วรึ? รู้สึกเป็นเยี่ยงไรบ้าง?”
โม่เฉินหยวนยกเปลือกตาเปิดขึ้นอย่างแช่มช้า เผยให้เห็นนัยน์ตาคู่สีทองอำพันเจิดจรัสเป็นประกาย รูม่านตากลมลึกล้ำดุจบ่อน้ำเย็นบรรพกาลหมื่นปีที่เหือดแห้ง ยามได้เผชิญหน้าจับจ้อง ชวนรู้สึกกดดันอย่างอธิบายไม่ถูก
ภาพฉากเบื้องหน้าของเขาเริ่มชัดแจ้งถนัดสายตาขึ้นเรื่อยๆ และคล้อยหลังที่ได้ยลโฉมของหญิงสาวตรงหน้า ท้องไส้ของโม่เฉินหยวนก็รู้สึกปั่นป่วนขึ้นโดยพลัน ภายในใจอดนึกสบประมาทคำโตมิได้ ‘สตรีใดกันอัปลักษณ์ถึงเพียงนี้?’
แลเห็นนัยน์ตาคู่นั้นของเขา เหลิงหยุนเจียวก็อดรู้สึกทึ่งมิได้ในเสี้ยวอึดใจแรก ก่อนที่ต่อมาจะค่อยฟื้นตัวได้สติ
ชายผู้นั้นนั่งเงียบอยู่เสียนานไม่พูดไม่จา เหลิงหยุนเจียวจึงเป็นฝ่ายประเดิม เอ่ยปากจี้ตรงประเด็นไปตามตรงว่า
“ข้าช่วยเหลือท่าน ดังนั้นแล้วชีวิตของท่านย่อมเป็นหนี้บุญคุณข้า”
โม่เฉินหยวนถึงกับพูดไม่ออก “...”
เหลิงหยุนเจียวสะบัดผมเผ้าที่ปกหน้าผากของนางเล็กน้อย และกล่าวต่ออย่างสบายอารมณ์ว่า
“แต่ข้าเองก็มีลูกมีเต้าแล้ว มิได้จะบังคับให้ต้องแต่งงานสร้างครอบครัวไปตลอดชีวิตหรอก เพียงช่วยข้าเฉพาะช่วงยามนี้”
สิ่งที่นางกำลังหมายถึงก็คือ วานให้อีกฝ่ายรับหน้าที่เป็นองค์รักษ์ของแม่ลูกคู่นี้ไปสักระยะก่อน
“แน่นอนว่า ข้าเองย่อมมีรางวัลตอบแทน หลังจากนี้ข้าจะช่วยขับพิษในกายของท่านออกมา”
โม่เฉินหยวนชำเลืองมองไปทางเด็กชายตัวน้อยที่พยายามซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังของผู้เป็นแม่
และทันทีที่ได้เห็นนัยน์ตาน้อยๆสีอำพันสว่างไสวของเด็กชาย โม่เฉินหยวนก็ถึงกับเผยแววความประหลาดใจออกมา