"อาหลิง อย่างไรเจ้าก็ต้องแต่งกับเสิ่นหัวหรง" น้ำเสียงร้อนรนแฝงด้วยความปวดใจดังขึ้นจากด้านหลัง ดรุณีน้อยผู้มีนามว่าเยี่ยนหลิงเอียงหน้าหันไปมองด้านหลัง พร้อมกับมุ่นหัวคิ้วเล็กน้อย
ครั้นเห็นสีหน้าของผู้เป็นมารดา นางก็มิได้สนใจและหันหน้ากลับไปหั่นผักบนเขียงไม้ต่อเช่นเดิม ปล่อยให้ท่านแม่มองแผ่นหลังของนางอย่างไม่พอใจ
"ถึงอย่างไรวันหน้าเจ้าก็ต้องแต่งงานกับผู้อื่นอยู่ดี จะแต่งกับผู้ใดก็ต้องแต่งมิใช่หรือ แต่เจ้าลองคิดดูเอาเถิด เสิ่นหัวหรงเป็นถึงบุตรชายของหัวหน้าหมู่บ้านหยู่เปิงแห่งนี้ อีกอย่างเขาก็ถูกใจเจ้ายิ่งนัก แม่ว่าหากเจ้าแต่งออกไปเขาจะต้องดีต่อเจ้าแน่นอน"
ครั้นเห็นว่าบุตรสาวยังไม่ยอมปริปากพูดสิ่งใดออกมา จ้าวเหรินมารดาของเยี่ยนหลิงก็ถอนหายใจพลางเร่งยาแรงไปอีกคำรบ ในใจของผู้เป็นมารดา ย่อมต้องอยากเห็นลูกสาวแต่งงานกับคนที่ดี และนางก็คิดว่าเสิ่นหัวหรงก็เป็นตัวเลือกที่ดี หากพลาดไปแล้วจะมาเสียใจภายหลัง มีสตรีตั้งเท่าไรที่อยากเกี่ยวดองกับสกุลเสิ่น
"คุณชายเสิ่นหัวหรงเป็นถึงบุตรชายของท่านหัวหน้าหมู่บ้าน เจ้าก็รู้ว่าหมู่บ้านเรามิได้ใหญ่โต อำนาจของสกุลเสิ่นยิ่งใหญ่เพียงใดเจ้าไม่รู้หรอกหรือ พวกเราเป็นเพียงตระกูลพ่อค้าเล็ก ๆ เขาก็ยินดีมาสู่ขอเจ้าอย่างถูกต้อง สามหนังสือหกพิธีการ ล้วนไม่ขาด
หากเจ้าไม่ยินดี จะไม่เป็นการหักหน้าสกุลเสิ่นหรอกหรือ อาหลิงการค้าของครอบครัวเราจะราบรื่นหรือไม่ก็อยู่ที่เจ้าแล้ว แม่ขอร้องเจ้าคิดเสียว่าทำเพื่อครอบครัวเถอะนะ" เยี่ยนหลิงยังไม่กล่าววาจาใดเช่นเดิม จ้าวเหรินผู้เป็นมารดาเห็นเช่นนั้นก็ร้อนใจ แต่กระนั้นก็รู้ดีว่าไม่ควรเร่งรัดนางมากไปกว่านี้
"เจ้าลองคิดดูดี ๆ เถิด"
ครั้นเงาร่างของมารดาไกลออกไปแล้ว เยี่ยนหลิงก็วางมีดทำครัวลง นางเดินไปทิ้งตัวนั่งบนเก้าอี้ที่ท่านแม่นั่งเมื่อสักครู่ ก็ใครใช้ให้นางเป็นบุตรสาวของท่านแม่กันเล่า ครอบครัวของเยี่ยนหลิงทำอาชีพค้าขายเล็ก ๆ ในหมู่บ้านหยู่เปิง หมู่บ้านเล็ก ๆ ของเมืองหลิงอี้ นางมีพี่ชายผู้หนึ่งนามว่าเยี่ยนฟง ท่านพี่มีสุขภาพไม่สู้ดีมาตั้งแต่เกิด บัดนี้ก็ได้แต่แบกห่อยานอนอยู่แต่ในห้อง ออกมาโดนแดดโดนลมเพียงนิดก็ไม่ได้
จะว่าไปครอบครัวนางถึงแม้จะไม่ได้ร่ำรวย ทว่าการค้าขายก็นับว่าพอไปได้ แต่เรื่องดี ๆ มักจะอยู่ได้ไม่นาน จนกระทั่งหัวหน้าหมู่บ้านคนก่อนจากไปด้วยวัยชรา บุตรชายของเขานามว่าเสิ่นอันจึงขึ้นมาเป็นหัวหน้าหมู่บ้านแทน เสิ่นอันมีบุตรชายหัวแก้วหัวแหวนหนึ่งคนนั่นก็คือเสิ่นหัวหรง คุณชายเสิ่นพึงใจในตัวเยี่ยนหลิงมากมิใช่แค่ถูกใจวันสองวันนี้
แต่เสิ่นหัวหรงนั้นคอยเฝ้าเกี้ยวนางมาโดยตลอด เมื่อก่อนที่ท่านหัวหน้าผู้เฒ่าเสิ่นยังอยู่ คนพวกนั้นก็ไม่กล้ากำเริบเสิบสานถึงเพียงนี้ ตั้งแต่ผู้เฒ่าเสิ่นจากไป เสิ่นอันขึ้นมาแทนที่ กิจการของสกุลเยี่ยนก็พลันสะดุดลง
"ท่านป้าเยี่ยนกำลังจะทำสิ่งใดอยู่หรือ ให้ลูกเขยช่วยดีหรือไม่ พวกเจ้ายืนซื่อบื้ออยู่ทำไม มาช่วยว่าที่แม่ยายข้าเร็วเข้า" เสียงที่ดังเข้ามาจากทางหน้าบ้านไม่ต้องเห็นหน้า ก็รู้ว่าเป็นผู้ใด
"อาหรงเจ้าจะยกของพวกนี้ได้อย่างไร มา ๆ นั่งลงก่อน อาหลิงเอ๊ยยกน้ำชามาให้อาหรงหน่อยลูก" เยี่ยนหลิงหลับตาลง สูดลมหายใจเข้าลึกจนเจ็บอก นางไม่อยากทำ แต่หากไม่ทำท่านแม่ก็ต้องเรียกนางออกไปอยู่ดี หญิงสาวลุกขึ้นไปที่หน้าเตาไฟ เทใบชาใส่ในกาแล้วจึงยกออกไปด้านนอก
"รบกวนหลิงเอ๋อร์แล้ว"
"หากรู้ว่ารบกวน เหตุใดยังมาเล่า รู้ว่ารบกวนคราวหน้าก็ไม่ต้องมา"
"อาหลิง!"
"ท่านป้าเยี่ยนไม่เป็นอันใดขอรับ หลิงเอ๋อร์ก็แค่เขินอายเท่านั้นเอง ใบชานี่หอมมาก พี่หรงรู้ว่าหลิงเอ๋อร์ชอบดื่มชา วันนี้ข้าจึงนำชาเข็มเงินมาฝาก หลิงเอ๋อร์รับไปสิ" จ้าวเหรินเห็นว่าบุตรสาวไม่ยื่นมือออกไปรับ นางจึงรับเอามาเสียเอง
"โอ๊ย! ลำบากคุณชายเสิ่นแล้ว ชาเข็มเงินมีแต่พวกขุนนางนิยมชงดื่ม เป็นวาสนาของอาหลิงที่คุณชายเอ็นดู"
"ข้าต้มยาให้พี่ชายอยู่บนเตา ขอตัวก่อน" ไม่รอให้ผู้ใดได้เอ่ยรั้ง เยี่ยนหลิงก็สะบัดตัวเดินหนีกลับเข้าไปในห้องครัว เบื่อที่จะฟังท่านแม่กับคุณชายผู้นั้นพูดกันเจ้าคำข้าคำอีก
ความจริงแล้วคุณชายเสิ่นหัวหรงผู้นี้นับว่าเป็นบุรุษที่มีใบหน้าหล่อเหลาอันดับหนึ่งของหมู่บ้านหยู่เปิงเลยทีเดียว แต่แม้จะหน้าตาดีเพียงใด ทว่านิสัยกลับเป็นพวกไม่เอาไหน วัน ๆ ดื่มแต่สุรา เข้าโรงพนันเหมือนเป็นบ้านหลังที่สอง ยังไม่นับก่อนหน้านี้เขาไปฉุดสตรีนางหนึ่งที่มีสามีแล้วมาเป็นอนุของตน อีกทั้งยังทุบตีสามีของสตรีนางนั้นจนตายไปอีกด้วย บุรุษเช่นนี้นางไม่มีทางแต่งไปเป็นภรรยาของเขาแน่นอน
"อาหลิงยกสำรับออกไปเร็วเข้า ท่านพ่อเจ้ากลับมาแล้ว ไม่ต้องมองแล้วคุณชายเสิ่นกลับไปแล้ว แล้วนี่สมุนไพรจากเมืองหลวงคุณชายเสิ่นไปซื้อมาให้พี่ชายของเจ้าประเดี๋ยวก็เอาไปต้มให้อาฟงกินด้วยเล่า ไม่รู้เวรกรรมอันใดของข้า การแต่งงานที่ดีเช่นนี้เจ้ายังไม่ต้องการ เลือกมากมายถึงเพียงนั้นไม่เข้าวังไปเป็นสนมของฮ่องเต้เสียเลยเล่า"
จ้าวเหรินกระแทกฝ่าเท้าหมุนตัวเดินออกไปจากห้องครัว พูดดีก็แล้วข่มขู่ก็แล้ว บุตรสาวหัวแข็งก็ยังเมินเฉย แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตามงานแต่งครั้งนี้ ย่อมต้องฟังคำพูดบิดามารดา คุณชายเสิ่นรับปากแล้วว่า จะหาหมอเทวดามารักษาบุตรชายนาง เพื่อบุตรชายแล้ว หากต้องเสียสละบุตรสาวจะเป็นอันใดไป
"เห็นว่าคุณชายเสิ่นมาหรือ เหตุใดเจ้าไม่อยู่พูดคุยกับคุณชายเสิ่นให้มากเสียหน่อยเล่าอาหลิง ถึงอย่างไรงานมงคลนี้ข้ากับแม่ของเจ้าก็เห็นดีแล้ว ไม่มีบิดามารดาที่ไหนไม่อยากให้ลูกได้ดี เจ้าลองออกไปมองดูบ้าง ว่าเจ้าโชคดีแค่ไหน บ้านสกุลถานก็อยากให้บุตรสาวแต่งเข้าสกุลเสิ่น แต่คุณชายเสิ่นนั้นมีใจให้เจ้า อีกอย่างคุณชายก็ส่งคนออกไปตามหาหมอเทวดาฉีแล้วด้วย ไม่อยากให้พี่ชายเจ้าหายดีหรอกหรือ"
เยี่ยนหลิงมองมารดาคีบปีกไก่ให้บิดา สองผัวเมียช่างมีน้ำใจเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเหลือเกิน
บิดาของนางกลับมาถึงก็เอาแต่พูดเรื่องแต่งงานไม่หยุดไม่หย่อน เยี่ยนหลิงเบื่อเป็นอย่างยิ่งมีวันใดบ้างที่ท่านพ่อกับท่านแม่จะไม่พูดถึง มิใช่ว่านางไม่รักพี่ชาย ทว่าท่านพ่อกับท่านแม่ไม่ถามความต้องการนางสักครึ่งคำก็ตัดสินใจแทนนางแล้ว หรือมีเพียงพี่ชายที่เป็นบุตรของพวกท่าน
เยี่ยนหลิงจึงเดินอ้อมจากบ้านและมุ่งหน้าขึ้นไปบนเขาในทันที เป้าหมายก็คือถ้ำแห่งหนึ่งที่นางชอบขึ้นไปหลบซ่อนหนีจากความวุ่นวายเห็นจะมีเพียงที่แห่งนั้นที่นางสามารถร้องไห้ออกมาได้ เช้านี้อากาศดีเหลือเกิน
ฤดูใบไม้ผลิเช่นนี้ ต้นไม้ใบหญ้าล้วนเขียวชอุ่มชวนมองเป็นอย่างมาก สายลมพัดเอื่อยพอประโลมจิตใจที่หม่นหมองได้ไม่มากก็น้อย เยี่ยนหลิงเดินขึ้นเขามาตามทางเรื่อย ๆ ระหว่างทางไม่ระวังจึงเผลอเตะโดนก้อนหินก้อนหนึ่ง นางซูดปากด้วยความเจ็บปวด อดจะตัดพ้อชะตาบัดซบออกมามิได้
"อันใดกัน แม้แต่สวรรค์ก็ยังกลั่นแกล้งข้ากระนั้นหรือ กระทั่งก้อนหินก็ยังขวางทางข้า สวรรค์ไม่มีตาจริง ๆ" บ่นเสร็จหญิงสาวก็เดินออกมา ทว่าสายตาของนางก็เหมือนจะมองเห็นอะไรบางอย่าง
"เอ๋! นั่นมันคือสิ่งใดกันนะ"
ร่างอรชรขมวดคิ้วขึ้นก้าวขาเลี่ยงออกไปอีกทาง ทว่าเดินไปได้สามก้าวความอยากรู้อยากเห็นก็ทำให้ ปลายเท้าเปลี่ยนทิศทางขยับเดินเข้าไปใกล้ ๆ ครั้นเมื่อเห็นเต็มสองตานางก็ต้องเบิกตาขึ้น
"คนอย่างนั้นหรือ!"
เยี่ยนหลิงมองดูคนตรงหน้า ที่บัดนี้กำลังนอนคว่ำหน้า ข้างกายของเขามีกระบุงใบหนึ่งล้มตะแคงอยู่ ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันแน่น พลางครุ่นคิดในใจว่ากลางป่ากลางเขาเช่นนี้ เหตุใดจึงมีคนมานอนอยู่อย่างนี้เล่า
หรือว่าเขาตายแล้ว!
หัวใจของหญิงสาวเต้นแรงจนได้ยินเสียงออกมานอกอก คนผู้นี้มีที่มาที่ไปเป็นอย่างไรก็ไม่อาจรู้ ทางที่ดีนางอย่าไปยุ่งเกี่ยวจะดีกว่า เพียงแค่เรื่องตนเองนางก็แทบจะเอาตัวไม่รอดแล้ว หญิงสาวหันหลังวิ่งหนีออกไป ทว่าคุณธรรมในใจก็ร้องเตือนว่า เป็นเช่นนี้จะดีจริง ๆ หรือ หากนางยังสามารถช่วยเขาได้เล่า
แต่หากนางช่วยแล้วเขานำความเดือดร้อนมาให้นางและคนในครอบครัวเล่า นางจะรับมืออย่างไร เช่นนั้นแล้วท่านพ่อกับท่านแม่นางคงรีบจับนางแต่งเข้าสกุลเสิ่น โบราณว่าไว้บุตรสาวที่แต่งไปแล้ว ก็เหมือนน้ำที่สาดออกไป ไม่ว่าวันหน้าคนผู้นี้จะมีปัญหาหรือไม่ ท่านพ่อกับท่านแม่ก็คงคิดว่าให้สกุลเสิ่นจัดการเองกระมัง
ในขณะที่คิดไม่ตกร่างอรชรก็แอบไปหลบที่หลังต้นไม้ใหญ่ ศีรษะเล็ก ๆ ชะโงกออกไปมองพลางสำรวจเนื้อตัวเขาไปด้วย อาภรณ์ที่สวมใส่ดูต่างจากพวกนางอยู่บ้าง เนื้อผ้าดูเหมือนจะใส่สบายกว่า นางนั่งตบตีกับความคิดตนเองพักใหญ่ จนกระทั่งได้ยินเสียงดังออกมาจากชายผู้นั้น
ชายหนุ่มส่งเสียงครางต่ำออกมาน้ำเสียงเหมือนจะเจ็บปวดอยู่มาก เขายันแขนขึ้นแต่แล้วก็ล้มลงไปอีกครั้ง จึงทำได้เพียงพลิกกายกลับมานอนหงาย ดวงตาคมปรือขึ้นแต่แล้วก็ปิดลงไปอีกครั้ง
ชายหนุ่มนอนนิ่งอยู่กับที่ ในหัวกลับกำลังขบคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้น ใช่แล้วก่อนหน้านี้เขาขึ้นเขามาเก็บสมุนไพรเพื่อนำไปปรุงเป็นยาแต่ในขณะที่กำลังก้มหน้าศีรษะก็ปวดร้าวขึ้นมา จึงทำให้ดวงตาพร่ามัวและพลัดตกลงมาจากเขา ไม่รู้ว่าเขานอนเจ็บอยู่ตรงนี้นานเพียงใดแล้ว ในท้องก็เริ่มรู้สึกหิวอยู่บ้าง ทั้งร่างกายก็เจ็บปวดจนแทบจะขยับไม่ได้ แต่เหนืออื่นใดคือเขากระหายน้ำจนคอแห้งผาก
************************
สตรีที่แอบอยู่หลังต้นไม้ กำลังมองไปที่บุรุษแปลกหน้าผู้นั้นอย่างไม่วางตา หากจะบอกว่าเสิ่นหัวหรงหล่อเหลาแล้วละก็ บุรุษผู้นี้กลับมีดวงตาดอกท้อ ใบหน้าราวกับหยกชั้นดี เกินคำว่าหล่อเหลาไปแล้วจริง ๆ ถึงแม้เศษดิน คราบเลือดจะบดบังใบหน้าขาว ๆ นั้นไปบ้าง
แต่กระนั้นนางก็ยังคงคิดว่าเขาเป็นบุรุษรูปงาม แต่ให้ตายเถิดอาหลิง นี่ใช่เวลาที่เจ้าจะมาชมความงามของบุรุษอยู่หรือ มือเล็กยกขึ้นทึ้งเส้นผมตัวเอง แต่แล้วนางก็ได้ยินเสียงแหบพร่าดังมาจากคนผู้นั้น หรือเขาจะรู้ว่านางแอบอยู่ตรงนี้
"นะ...น้ำ ขอน้ำหน่อย!"
เยี่ยนหลิงพยายามเงี่ยหูฟัง ก่อนจะได้ยินว่าเขาต้องการน้ำ นางรู้สึกสองจิตสองใจว่าจะช่วยเขาดีหรือไม่ แต่เมื่อเห็นว่าสภาพเขายามนี้หากไม่ช่วยคงต้องตายอย่างแน่นอนนางจึงสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะตัดสินใจได้
เอาเถิดช่วยก็ช่วย ก็แค่ช่วยคนนี่นา โบราณว่า การช่วยชีวิตคนได้กุศลมากกว่าสร้างเจดีย์เจ็ดชั้นเมื่อคิดได้เช่นนั้น เยี่ยนหลิงจึงเดินออกมาจากหลังต้นไม้ใหญ่ ก่อนจะมาหยุดอยู่ตรงหน้าบุรุษหน้าหยกผู้นั้น นางย่อกายลงนั่งจ้องมองเขาอีกครั้ง
เจ็บขนาดนี้คงไม่มีเรี่ยวแรงลุกมาทำร้ายนางกระมัง แขนเรียวยื่นออกไปช้า ๆ ค่อย ๆ ประคองเขาขึ้นมานั่งพิงต้นไม้ แล้วจึงปลดกระบอกไม้ไผ่ที่นางใส่น้ำเตรียมเอาไว้มาให้ตนเอง นางยกกระบอกจ่อไปที่ริมฝีปากป้อนน้ำให้เขาดื่มช้า ๆ ชายหนุ่มรีบคว้าจับกระบอกไม้ไผ่และดื่มน้ำเข้าไปด้วยความหิวกระหาย
"ค่อย ๆ ดื่มท่านสลบไปไม่รู้นานแค่ไหน ร่างกายยังปรับสภาพไม่ได้ ประเดี๋ยวก็สำลักหรอก"
หญิงสาวเหลือบมองท่าทีของบุรุษตรงหน้าขนาดดื่มน้ำอย่างกระหายเช่นนี้ แต่กลับดูไม่น่าเกลียดเลยสักนิด บุรุษผู้นี้หน้าตาดีอย่างยิ่ง ไม่ใช่บุรุษในหมู่บ้านหยู่เปิงแน่ นางเกิดและเติบโตที่นี่ย่อมคุ้นหน้าคุ้นตาคนในหมู่บ้าน แน่นอนว่าเขาย่อมเป็นคนนอก ทว่าจะเป็นผู้ใดก็สุดจะรู้
แต่หากเป็นคนนอกเมืองหลิงอี้ก็ดีเช่นกัน วันหนึ่งที่เขาหายดีแล้ว นางและเขาก็จะได้ไม่ต้องพบเจอกันอีก ทว่าบุรุษผู้นี้มีใบหน้าหล่อเหลาถึงเพียงนี้ หากได้นั่งมองทุกวันจะดีเพียงใดกันนะ จะว่าไปนางเองก็ชื่นชอบของสวยงามเป็นอย่างมาก
หากเสิ่นหัวหรงผู้นั้นมิได้มีนิสัยเลวทรามมากถึงเพียงนั้น นางก็คงจะพอรับได้ คิดไปแล้วก็จริงอย่างที่มารดานางกล่าว จะแต่งกับผู้ใดก็ต้องปรนนิบัติสามีเหมือนกัน
เยี่ยนหลิงโคลงศีรษะไปมา พยายามไล่ความคิดไร้สาระนี้ออกไปไม่ว่าอย่างไรก็คนแปลกหน้าผู้หนึ่ง นางล้วงมือไปหยิบผ้าเช็ดหน้าจากอกเสื้อของตนเองออกมา ค่อย ๆ เช็ดตามใบหน้าให้เขาอย่างเบามือ
ครั้นเมื่อได้ดื่มน้ำแล้ว ชายหนุ่มก็รู้สึกดีขึ้นมาก เขาค่อย ๆ หันไปมองรอบ ๆ สายตาก็พลันเห็นสตรีผู้หนึ่งกำลังนั่งมองเขาอยู่ ใบหน้าของนางงดงามราวกับเทพธิดาตัวน้อย ๆ ครั้นเห็นดวงตาที่มองเหมือนอยากรู้ระคนสงสัยเขาก็ยกริมฝีปากที่แห้งผากขึ้นเป็นรอยยิ้ม
"แม่นาง ขอบใจเจ้ามาก" เสียงเขาทุ้มฟังดูนุ่มละมุน แต่กระนั้นก็ปิดบังความอ่อนล้ามิได้
"อย่าได้เกรงใจเลยเจ้าค่ะ ความจริงข้าก็มิได้ช่วยอันใดเพียงผ่านทางมา แล้วเห็นท่านนอนหมดสติอยู่จึงเข้ามาดู ว่าแต่ท่านเถอะ เหตุใดจึงมานอนอยู่ที่นี่ได้เล่าเจ้าคะ"
เมื่อได้ยินคำถามของนาง เขาก็ถอนหายใจออกมา สายตาเหม่อมองไปยังยอดเขา โชคดีเท่าใดแล้วที่เขายังมีชีวิตอยู่ เซียวชินหย่วนจมอยู่ในภวังค์ความคิดของตนเองอีกครั้ง เมื่อสามวันก่อนเขาเดินทางขึ้นเขามาเก็บสมุนไพรเพื่อนำไปปรุงเป็นยา เดิมทีเขาหาใช่คนเมืองหลิงอี้ ทว่าเขามาจากเมืองหลวงที่ต้องเดินทางมาไกลถึงเพียงนี้เพราะว่า ตัวยาสำคัญที่ต้องใช้ปรุงยาในครั้งนี้ไม่มี
ครั้นได้ยินว่าภูเขาที่เมืองหลิงอี้นั้นอุดมสมบูรณ์เป็นอย่างมาก มีทั้งผลไม้ป่า ของป่าและสมุนไพรหายากหลายชนิดที่ขึ้นอยู่ตามแนวชายเขา เขาจึงเดินทางมาที่นี่ด้วยตนเอง เพราะการปรุงยาครั้งนี้สำคัญมาก ตัวสมุนไพรก็มีระยะเวลาในการเก็บ หลังจากถอนออกมาจากดินแล้ว ต้องปรุงยาเลยไม่เกินสี่ชั่วยามดังนั้นครั้งนี้เขาจึงต้องมาด้วยตนเอง
ตลอดการเดินทางเขารีบเร่งเป็นอย่างมาก แทบจะอยู่บนหลังม้าตลอดจึงทำให้ขาดการพักผ่อนไปบ้าง ตอนแรกก็คิดว่าจะไหวแต่ผู้ใดจะไปคาดคิดว่าเขาจะประเมินตนเองสูงเกินไป จึงได้พลาดท่าตกเขาลงมาเช่นนี้
เยี่ยนหลิงจ้องมองบุรุษตรงหน้าอย่างไม่ละสายตา ทว่าเห็นเขาเงียบไป นางจึงคิดว่าเขาคงไม่สะดวกจะตอบคำถาม ดังนั้นนางจึงไม่ถามอะไรออกไปอีก
"หากท่านไม่เป็นอันใดแล้ว เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน กระบอกน้ำนั้นท่านเก็บเอาไว้เถิด" เยี่ยนหลิงพูดจบก็ลุกขึ้นเดินออกมา ในเมื่อเขารู้สึกตัวแล้ว ก็ไม่เกี่ยวอันใดกับนางอีก คาดว่าประเดี๋ยวเขาก็คงหาทางกลับไปเองได้
"โอ๊ย!"
แต่แล้วในขณะที่หญิงสาวกำลังเดินออกไป ก็ได้ยินเสียงร้องขึ้นมาหนึ่งคำก่อนจะฝืนกัดฟันไม่ส่งเสียงอีก นางจึงหันกลับมามองด้วยความอยากรู้ ก็เห็นว่าบุรุษผู้นั้นกำลังใช้มือจับที่หัวเข่าของตนพร้อมกับขบกรามแน่นด้วยความเจ็บปวด ร่างเพรียวบางรีบถลากลับมาอย่างไม่ทันยั้งคิด
"ท่าน! เป็นอันใดหรือเจ้าคะ"
เซียวชินหย่วนเงยหน้าขึ้นสบตากับหญิงสาวตรงหน้า เขายกยิ้มบาง ๆ และส่ายหน้า ทว่าเหงื่อที่ไหลออกมาจากหน้าผากและไรผม ก็ทำให้รู้ว่าเขากำลังข่มกลั้นความรู้สึกเอาไว้
"ดูเหมือนว่าขาข้าจะมีปัญหาเสียแล้ว"
เซียวชินหย่วนจ้องมองต้นขาของตนเอง บาดแผลไม่ได้ลึกมาก ทั้งเลือดก็หยุดไหลไปแล้ว แต่กระนั้นแรงกระแทกก็ทำให้กระดูกร้าวเสียแล้ว โชคดีที่แผลไม่ลึกมากและเลือดก็หยุดไหลแล้ว แน่นอนว่าการต่อกระดูกเขาย่อมทำได้ไม่ยาก อย่างไรก็เป็นหมอมานาน แต่ที่ยากนั่นก็คือเขาต้องรีบเดินทางกลับไปเมืองหลวงไปปรุงยาให้แล้วเสร็จ
เยี่ยนหลิงไม่ได้มีความรู้เรื่องหมอ แต่ก็รู้จักสมุนไพรอยู่บ้างเล็กน้อย ถึงอย่างไรพี่ชายนางก็เจ็บป่วยมานาน อาศัยต้มยาให้พี่ชายดื่มก็ทำให้แยกสมุนไพรออกบ้างแล้ว ทว่าดูจากท่าทางของคนตรงหน้าแล้ว นางก็พลันหนักใจแทน
"ท่านมีญาติหรือว่าคนที่ติดตามมาด้วยหรือไม่ ข้าจะไปแจ้งพวกเขาให้มารับท่าน"
เซียวชินหย่วนส่ายหน้าพลางถอนหายใจ คิ้วหนาขมวดขึ้น
"คนติดตามหรือ" ชายหนุ่มหยุดคิดไปครู่หนึ่ง จากนั้นจึงส่ายหน้าช้า ๆ
"เกรงว่าจะมีเพียงข้าผู้เดียวแล้ว"
เยี่ยนหลิงพยักหน้าถึงแม้ว่าจะไม่เข้าใจไอ้คำว่า เกรงว่าจะมีเพียงเขาผู้เดียวหมายความว่าอย่างไร พามาหรือไม่พามาก็ไม่รู้อีกหรือ นางปรายสายตาไปมองที่ขา ก็คิดว่าปล่อยให้เขาอยู่ตรงนี้ไม่ได้แน่ ไม่งั้นหมาป่าได้คาบไปเป็นอาหารคืนนี้แน่นอน
"เช่นนั้นข้าพาท่านไปหาหมอดีหรือไม่ ในหมู่บ้านของข้ามีโรงหมออยู่ ถึงจะแก่ไปบ้างแต่คนในหมู่บ้านก็มักจะไปรักษาที่นั่น"
"ไม่เป็นไรข้าเองก็เป็นหมอ เจ้าหาไม้มาให้ข้าดามขาเอาไว้ก็พอ คือว่า...ข้ายังต้องเก็บสมุนไพรสำคัญต่ออีกหน่อย แม่นางเจ้าพอจะมีที่พักบนเขาให้ข้าพักหรือไม่"
เยี่ยนหลิงไม่เข้าใจคนผู้นี้แม้แต่น้อย ร่างกายตนเองไม่ใช่สำคัญกว่าหรอกหรือ เหตุใดจึงเอาแต่ห่วงเก็บสมุนไพรเช่นนี้อยู่อีก แต่ก็ช่างเถิด...นั่นมันเรื่องของเขามิใช่หรือ
"เช่นนั้นท่านเดินไหวหรือไม่ ข้ามีสถานที่ลับหนึ่งที่ไม่มีผู้ใดรู้จัก ที่นั่นปลอดภัยท่านวางใจได้ ความจริงที่แห่งนั้นข้าไม่เคยให้ผู้ใดเข้าไปมาก่อน บางครั้งข้าเบื่อหน่ายก็มักจะหนีมาหลบที่นี่ ข้าให้ท่านยืมอาศัยชั่วคราวก็แล้วกัน" เยี่ยนหลิงก็ไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใดจะต้องบอกเรื่องเหล่านี้ ทั้งยังยินดีให้เขาเข้าไปพักในสถานที่ลับของนางด้วย แต่กระนั้นเมื่อนางเอ่ยปากออกไปแล้ว ช่างเถิดส่งพระก็ต้องส่งให้ถึงวัด ช่วยคนก็ต้องช่วยให้ถึงที่สุด นางก็เป็นคนเช่นนี้นี่เอง
"เช่นนั้นก็รบกวนแม่นางแล้ว"
************************
เยี่ยนหลิงไม่ได้พูดสิ่งใดอีกนางกล่าวขออภัยเขาหนึ่งคำ แล้วจึงยื่นมือออกไปช่วยประคองเซียวชินหย่วนให้ลุกมา พร้อมกับช่วยพยุงเขาเดินไปตามทางอย่างช้า ๆ เพราะชายหนุ่มบาดเจ็บที่กระดูกขาจึงทำให้ไม่อาจทิ้งน้ำหนักลงขาข้างนั้นได้มากนัก ดังนั้นนางจึงให้เขาทิ้งน้ำหนักมาที่นาง ทั้งคู่เดินไปเงียบ ๆ ตลอดทาง ทว่าหญิงสาวก็อดไม่ได้ที่จะชำเลืองมองใบหน้าหล่อเหลาที่ขบกรามกลั้นความเจ็บปวดเอาไว้ คิ้วของเขาหม่นลงปลายจมูกมีหยาดเหงื่อเกาะอยู่ ครั้นกระทบกับแสงแดดก็ทำให้ดูเป็นประกาย ช่างทำให้คนแอบมองตาพร่ามัวเหลือเกิน
ในขณะที่เยี่ยนหลิงดึงสายตากลับไปมองด้านหน้า นางกลับไม่รู้เลยว่าบุรุษข้าง ๆ ที่เหมือนจะไม่ได้สนใจนางเมื่อสักครู่ ก็เหลือบสายตามามองนางบ้างเช่นกัน ริมฝีปากหยักยกมุมปากขึ้นยิ้มคล้ายมีคล้ายไม่มี ทว่าเมื่อเห็นว่าหญิงสาวเหลือบสายตากลับมาอีกครั้ง เขาก็ดึงสายตาคืนกลับไปเช่นเดิม และพยายามปรับสีหน้าไม่ให้ดูย่ำแย่จนเกินไป
เยี่ยนหลิงอดจะเปรียบเทียบคนผู้นี้กับเสิ่นหัวหรงไอ้คนเสเพลประจำหมู่บ้านไม่ได้ หากเทียบกันแล้วบุรุษคนนี้ต่างหากที่ควรจะเรียกว่าหล่อเหลาราวกับเทพเซียนที่ไม่มีอยู่จริง
ระหว่างทางที่เดินมานั้น คนทั้งคู่ไม่ได้พูดคุยสิ่งใดกันมีเพียงความเงียบ และเสียงเหล่าสัตว์ป่าที่ส่งเสียงบ้างเป็นบางครั้ง แต่แล้วความเงียบที่น่าอึดอัดก็ทำให้เยี่ยนหลิงหาเรื่องชวนคุย ความจริงนางเป็นคนช่างพูด ให้อยู่เงียบ ๆ ก็ดูจะอึดอัดไปบ้าง แน่นอนว่านางไม่ชอบพูดกับบิดามารดาของนาง เพราะทุกคนที่คุยกันก็ไม่พ้นเรื่องแต่งงาน
"ข้ายังไม่ได้ถามเลย ท่านมีชื่อแซ่ว่าอย่างไรหรือเจ้าคะ ข้าคิดว่าท่านมิใช่คนที่นี่แน่ ๆ"
นางถามชื่อแซ่ของเขาออกไปอย่างไม่คิดอันใด ทว่าชายหนุ่มกลับมีท่าทีครุ่นคิดเหมือนกับไม่อยากจะบอกนาง บางทีเขาคงคิดว่าไม่จำเป็นต้องบอก เพราะอย่างไรอีกประเดี๋ยวทั้งคู่ก็ต้องแยกย้ายกันไปคนละทาง หญิงสาวเห็นว่าเขาไม่พูดนางก็ไม่สนใจอีก นางพาเขาเดินไปเงียบ ๆ อีกครั้ง
"เรียกข้าว่าอาหย่วนก็ได้" แต่แล้วในที่สุดเขาก็บอกออกมา เยี่ยนหลิงไม่คิดว่าเขาจะพูด แต่กระนั้นนางก็พยักหน้ารับ
"เช่นนั้นท่านก็เรียกข้าว่าอาหลิงเถิด"
ทั้งคู่เดินกันมาครู่ใหญ่ ในที่สุดก็ถึงหน้าปากถ้ำแห่งหนึ่ง ถ้ำที่เป็นที่ลับของหญิงสาวข้าง ๆ เซียวชินหย่วนมองดูถ้ำนั้นด้วยความพอใจ ถ้ำแห่งนี้ค่อนข้างเงียบสงบและร่มรื่นไม่น้อยเลย แม้ภายในจะไม่ได้กว้างขวางมาก แต่กระนั้นก็ไม่ได้ทำให้อึดอัดแต่อย่างใด
เยี่ยนหลิงประคองเขามานั่งบนก้อนหินก้อนใหญ่ที่นางลงมือกลิ้งเข้ามาข้างในถ้ำด้วยตนเอง ชายหนุ่มค่อย ๆ นั่งลงเอนกายพิงผนังถ้ำ เหยียดขาข้างที่กระดูกร้าวออกไป สายตาก็ยังคงมองภายในและพยักหน้าไม่หยุด
"อาหลิง ถ้ำลับของเจ้าดียิ่งนัก เหตุใดเจ้าจึงหามันเจอ"
เยี่ยนหลิงนั่งลงบนพื้นมิได้นั่งบนก้อนหิน เพราะก้อนหินอันใหญ่นี้มีเพียงอันเดียว นางกลิ้งมันมาทำเก้าอี้เอาไว้ดื่มชา และแน่นอนว่ามีเก้าอี้หินแล้ว ย่อมต้องมีโต๊ะตัวเล็ก ๆ หนึ่งตัว นั่นนางก็ทำเองเช่นกัน นางนั่งลงไม่ไกลจากเซียวชินหย่วนเท่าใดนัก พลางหมุนหัวไหล่ไล่ความเมื่อยล้า
"ก็ไม่มีอะไรเวลาที่ข้าไม่อยากพูดคุยกับผู้อื่น ข้าก็มักจะเข้ามาในป่าแห่งนี้ เดินไปเดินมาก็เจอถ้ำแห่งนี้โดยบังเอิญ แต่ท่านไม่ต้องกังวลไป ที่นี่ปลอดภัยอีกทั้งยังไกลจากผู้คน หากมองผ่าน ๆ ย่อมไม่เห็น ท่านพักที่นี่ได้ตามสบาย หากอยากไปเมื่อใดท่านก็ไปได้ตลอด แต่ท่านแน่ใจหรือว่าจะไม่ให้ข้าพาไปหาหมอ"
ถ้ำลับแห่งนี้มีทางเข้าที่ซับซ้อน ทั้งยังมีโขดหินต้นไม้บดบัง ทำให้ไม่อาจมองเห็นได้ง่าย ๆ เยี่ยนหลิงเหลือบไปมองที่ขายาวของเขาอีกครั้ง เซียวชินหย่วนเห็นดังนั้นก็ยกยิ้มให้พลางส่ายหน้า
"ไม่เป็นไรจริง ๆ เจ้าไม่เชื่อหรือว่าข้าเป็นหมอ" แน่นอนว่าเยี่ยนหลิงไม่ค่อยจะเชื่อสักเท่าใด นางเคยเจอแต่หมอชรา ๆ หมอหนุ่ม ๆ เช่นนี้อาจจะไม่เก่งกาจเท่าใดนัก เซียวชินหย่วนเห็นสายตาเคลือบแคลงเช่นนั้นก็ไม่ได้กล่าวอันใด เพียงแค่ยิ้มอย่างอ่อนใจเท่านั้น
"อาหลิงข้ามีเรื่องอยากรบกวนเจ้า ขาของข้าอาจจะต้องพักก่อนสักสองหรือสามวัน ข้ารบกวนให้เจ้าทำอาหารมาส่งให้ข้าได้หรือไม่ เจ้าไม่ต้องมาทุกวันแค่ทำแป้งจี่มาให้มากหน่อยก็พอ เรื่องเงินเจ้าไม่ต้องห่วงข้าย่อมไม่เอาเปรียบ อีกอย่างเจ้าช่วยตัดไม้ให้ข้าใช้ค้ำเดินได้หรือไม่"
"ได้สิ ไม่มีปัญหา"
เยี่ยนหลิงเห็นว่าสิ่งที่เขาขอก็ไม่ได้มากมายเท่าใด อีกอย่างนางก็ตั้งใจจะทำอาหารขึ้นมาเผื่อเขาอยู่แล้วจึงรับปากได้ไม่ยากนัก เซียวชินหย่วนยิ้มมองนางอย่างอ่อนโยน ถึงอย่างไรนางก็เป็นคนที่ช่วยชีวิตของเขาเอาไว้ หากไม่ได้นางป่านนี้ไม่รู้ว่าเขาจะเป็นเช่นไร บางทีอาจจะยังคงนอนรอความตายอยู่ที่เดิมก็ได้ผู้ใดจะรู้เล่า
ทางด้านเยี่ยนหลิง นางเองก็บอกไม่ได้เช่นกันว่าเพราะเหตุใดจึงถูกชะตากับคนแปลกหน้าผู้นี้อย่างไม่มีเหตุผล อาจเพราะว่าเขาพึ่งพานางแต่กระนั้นการพึ่งพาของเขาก็มักจะถามความรู้สึกนางก่อน ไม่มีผู้ใดเคยถามนางเหมือนเช่นเขามีแต่บอกว่า นางต้องทำเช่นนั้นเช่นนี้
หรือเพราะนางช่วยเหลือเขาเอาไว้ บางทีอาจเป็นเพราะเขาหล่อเหลาถูกใจนาง เขามีหลายอย่างที่นางรู้สึกว่าชอบ นางไม่เคยรู้สึกเช่นนี้กับบุรุษใดในเมืองหลิงอี้เลยแม้แต่คนเดียว แต่กลับพึงใจเล็ก ๆ กับคนแปลกหน้าผู้นี้ จะว่าไปก็ช่างเหลือเชื่อจริง ๆ
เยี่ยนหลิงนั่งพักสักครู่ก็ออกไปตัดไม้มาทำไม้เท้าให้เขา และตัดไม้ไผ่มาเปลี่ยนที่ดามขาให้เขาใหม่ อันเก่านางหาลวก ๆ จึงไม่ดีเท่าใดนัก นางนั่งเหลาไม้จนไม่เหลือเศษเสี้ยนมีเพียงไม้ลื่น ๆ จึงกล้านำมาให้เขาใช้ ครั้นเมื่อจัดการของเหล่านี้เสร็จเวลาผ่านมาจนถึงช่วงบ่ายคล้อยนางก็มอบทั้งหมดให้เขา
"ตอนนี้ข้ามีขนมจู้เปย[ ขนมจู้เปย (zhupei)เป็นขนมแป้งทอด] อยู่สองชิ้น ท่านเก็บเอาไว้กินแก้หิวไปก่อน แล้วนี่กระบุงของท่าน ข้าวิ่งไปเก็บมาให้ ดูเหมือนจะมีสมุนไพรที่ท่านใช้รักษาตัวได้อยู่นะ พรุ่งนี้ข้าจะรีบกลับมา ท่านอยู่ได้ใช่หรือไม่"
"ข้าอยู่ได้ขอบใจเจ้ามากอาหลิง" เยี่ยนหลิงกวาดสายตามองรอบ ๆ อีกครั้ง จากนั้นก็เดินออกไป ทั้งไม่ลืมที่จะดันก้อนหินหน้าถ้ำและดึงเถาวัลย์มาปิดเอาไว้ นางส่งเสียงบอกลาเขาอีกคำ ครั้นได้ยินเขาตอบอืมออกมา จึงได้เดินกลับลงไป
หลังจากที่เยี่ยนหลิงจากไปแล้ว เซียวชินหย่วนก็ถกกางเกงขึ้น เปิดดูขาตนเองที่ได้รับบาดเจ็บ โชคดีที่กระดูกแค่เพียงร้าวเท่านั้น เขาควานหาสมุนไพรในกระบุงนำมาบด ๆ โปะลงที่บาดแผล จากนั้นก็นำแผ่นไม้ขึ้นมาวางประกบ ทว่าเมื่อหยิบแผ่นไม้ที่ทั้งเรียบและลื่น ก็อดจะยกยิ้มออกมาไม่ได้ สตรีผู้นั้นลงแรงไปไม่น้อยจริง ๆ มือหนารีบจัดการบาดแผลตนเอง ทว่าริมฝีปากหยักก็ไม่หยุดยิ้มแม้แต่น้อย
ครั้นเมื่อนั่งเงียบ ๆ ผู้เดียวในถ้ำ เขาก็พลันนึกทบทวนดี ๆ อีกครั้ง ก่อนหน้าที่จะได้รับบาดเจ็บและพลัดตกเขาลงมานั้น เขารู้สึกเหมือนว่าตนเองถูกตีจากทางด้านหลัง จนสลบไปและกลิ้งตกลงมาจากเขา เขารีบยกมือไปลูบที่ท้ายทอยของตนเอง ก็พบว่ามีรอยช้ำจริง ๆ เสียด้วย
จะต้องมีคนคิดลงมือสังหารเขาเป็นแน่ บางทีการหลบอยู่ที่นี่ก่อนชั่วคราว ไม่แน่ว่าจะปลอดภัยกว่าดึงดันที่จะกลับไป หากยังหาต้นตอของการถูกลอบทำร้ายมิได้ เขาไม่อาจประมาทได้แม้แต่น้อย
หลังจากที่เยี่ยนหลิงลงจากเขาแล้ว นางก็รีบตรงไปที่ร้านหมอชราก่อนเป็นอันดับแรกต่อให้กระบุงของเซียวชินหย่วนจะเต็มไปด้วยสมุนไพรก็จริง แต่กระนั้นนางก็อยากจะหาสมุนไพรบำรุงร่างกายให้เขาสักหน่อย ครั้นหาซื้อจนครบก็รีบกลับมาที่บ้านตนเอง เมื่อกลับมาถึงยังไม่ทันได้นั่งพัก
ท่านแม่ก็มาเรียกให้ออกไปพบเสิ่นหัวหรงอีกแล้ว คนเช่นเสิ่นหัวหรงย่อมไม่มามือเปล่า เขายังซื้อของมามากมายเพื่อเอาใจนาง เยี่ยนหลิงถอนหายใจออกมาด้วยความเบื่อหน่าย นางไม่รู้ว่าจะสลัดคนชั่วนั้นให้ออกจากชีวิตตนเองได้อย่างไร นางไม่อยากแต่งกับเขาและไม่มีวันยอมแต่งเป็นอันขาด
แต่เพราะถูกท่านแม่บังคับ เยี่ยนหลิงจึงจำต้องออกมาพบอย่างเสียไม่ได้ เมื่อเสิ่นหัวหรงเห็นเยี่ยนหลิง ก็ตรงเข้ามาหาหมายจะกอดนาง แต่ทว่าหญิงสาวก็รีบเบี่ยงกายหลบ ชายหนุ่มคล้ายมีท่าทีไม่พอใจ แต่ทว่ายังคงเอ่ยกับนางด้วยท่าทางที่เอาใจใส่อย่างอ่อนโยน
"หลิงเอ๋อร์ วันนี้พี่ชายซื้อของมาให้เจ้ามากมายเลย อีกทั้งยังซื้อของกินของใช้มาให้ด้วย เจ้าดูสิ นี่เป็นเสื้อผ้าชุดใหม่ที่กำลังเป็นที่นิยมของเหล่าสตรีในเมืองหลวงเชียวนะ เจ้าชอบหรือไม่"
"ไม่ชอบ"
เยี่ยนหลิงเอ่ยโดยไม่แม้แต่จะคิด เสิ่นหัวหรงพลันหน้าบึ้งตึง เพียงไม่นานก็กลับมายิ้มแย้มเอาใจนางเช่นเดิม ทว่าคนที่ไม่พอใจกลับเป็นบิดามารดาของนาง ที่หันมามองเป็นตาเดียวพร้อมส่งสายตาคาดโทษมาให้ แต่เยี่ยนหลิงกลับไม่ใส่ใจอย่างไรก็ถูกด่าว่าทุกวันอยู่แล้ว จะด่าเพิ่มอีกนิดจะเป็นอันใดไป
ท่านพ่อท่านแม่จะเกรงกลัวคนตระกูลเสิ่นมากเกินไปแล้ว หากว่าเราทำมาหากินที่หลิงอี้ไม่ได้ก็ย้ายเมืองเสีย ดีกว่าต้องมาทนถูกกดขี่เช่นนี้ หรือเพราะจริง ๆ แล้วในความคิดของทั้งคู่ บุตรสาวเช่นนางนั้นไร้ค่า มีไว้เพียงแค่แลกเปลี่ยนกับอำนาจของตระกูลเสิ่นเท่านั้น
ถึงแม้เสิ่นหัวหรงจะยังคงยิ้มแย้ม แต่ภายใต้แขนเสื้อฝ่ามือทั้งสองข้างกลับกำเอาไว้แน่น จดความอัปยศนี้เอาไว้ในใจ หากวันใดนางแต่งเข้ามาแล้วละก็ เขาจะทำให้นางสยบใต้ร่างกายเขาให้ได้
"หลิงเอ๋อร์ เจ้าไม่ต้องเขินอาย ชอบก็บอกว่าชอบ พี่ชายจะนำมาให้เจ้าอีก"
"ก็ข้าบอกว่าไม่ชอบ!"
เยี่ยนหลิงตะเบ็งเสียงใส่ ดวงตาเรียวถลึงมองอย่างเกลียดชัง นางกระแทกฝ่าเท้าเดินจากไปไม่เหลียวไปมองอีก เยี่ยนฮูหยินและสามีปั้นหน้าไม่ถูกรีบเอ่ยขอโทษเสิ่นหัวหรง บอกว่าเพราะนางไม่สบายจึงอารมณ์ไม่คงที่ เสิ่นหัวหรงไม่เอ่ยสิ่งใด เพียงโยนของทั้งหมดลงที่พื้นถลึงตามองสองผัวเมียที่หน้าซีดเผือดมองเขาอยู่
เยี่ยนหลิงนะเยี่ยนหลิง ไม่ยอมดื่มสุราคารวะ ชอบสุราลงทัณฑ์ [ ไม่ยอมดื่มสุราคารวะ ชอบสุราลงทัณฑ์ หมายถึง พูดดีไม่ฟัง ชอบให้ใช้กำลังบังคับ ]เขาชอบนางมากถึงเพียงนี้แต่นางกลับไม่ชายตามองเขา เห็นทีเขาคงจะต้องใช้ไม้แข็งกับนางเสียแล้ว ไม่ว่าอย่างไรเจ้าก็จะต้องตกเป็นภรรยาของข้าอยู่วันยังค่ำ นอกเสียจากเจ้าจะตายเป็นผีข้าจึงจะปล่อยเจ้าไป!
"คุณชายเสิ่นอย่าได้มีโทสะเลย ข้าจะพูดกับนางเอง นางเป็นสตรีหน้าบาง คุณชายอย่าได้ถือสา"
เยี่ยนหลิงได้ยินเสียงบิดามารดากำลังเอาอกเอาใจเสิ่นหัวหรงอยู่ นางก็เบ้ปากขึ้น แต่ก็ดีเช่นกัน นางจะได้ฉวยโอกาสหนีเอาของขึ้นไปให้อาหย่วนอีกสักรอบ หญิงสาวรีบหยิบผ้าห่มในตู้ และเอาชุดของพี่ชายออกมา จากนั้นก็เอาของกินเล่นพร้อมกับสมุนไพรที่ซื้อ อ้อ ใช่ต้องไม่ลืมที่จุดไฟจะได้จุดไฟไล่สัตว์ป่าดุร้าย
************************