เฟยเยี่ย เมืองเล็ก ๆ อันแสนสงบ ที่อยู่ในภูมิภาคขนาดเล็กที่มีเขตชายฝั่งยาวตลอดทั้งเมือง ชาวบ้านส่วนใหญ่จึงดำเนินชีวิตด้วยการยึดอาชีพชาวประมง ซึ่งเมืองเฟยเยี่ยนั้นจัดว่ามีทัศนียภาพที่สวยงาม นับเป็นหนึ่งในสิบสวรรค์ของบรรดาคนในเมืองหลวง นอกจากนี้ยังมีพื้นที่ป่าชายเลนและดินโคลนที่กว้างใหญ่ไพศาลที่สุดในประเทศ ทั้งยังติดเขตชายฝั่งยาวกว่าหลายพันลี้อีกด้วย
ขณะนี้เขตฝั่งทะเลก็ได้มีเรือสำเภาลำเล็ก ๆ กำลังแล่นฝ่าคลื่นลมปราณพิโรธมาอย่างทุลักทุเล เนื่องจากช่วงนี้เป็นช่วงที่มีลมมรสุม ส่งผลให้คลื่นลมแรง เรือสำเภาลำเล็กในตอนนี้กำลังโครงเครงไปมา เพราะผู้บังคับเรือเริ่มจะต้านลมมรสุมเอาไว้ไม่อยู่ จึงทำให้เกิดเรื่องที่ไม่คาดคิดขึ้น
ซ่าส์! โครม!
รุ่งสางของวันต่อมา ในเมืองของเหล่าชาวประมงอันแสนสงบที่มีนามว่าเฟยเยี่ยแห่งนี้ เพียงแค่ช่วงยามเหม่าเท่านั้น แทบจะทุกชีวิตในเมืองก็เริ่มลืมตาตื่นตามวิถีชีวิตชาวชนบท อาทิตย์ยามเช้าลอยสูงขึ้น ทอแสงอ่อน ๆ จับเสี้ยวหน้างามพิลาศล้ำ ดวงหน้าเกลี้ยงเกลากระจ่างหมดจด ริมฝีปากบางแต้มด้วยชาดสีแดงขับผิวผุดผาดในชุดสตรีชาวบ้านธรรมดา แต่กลับดูงดงาม เปรียบได้ว่าเป็นโฉมสะคราญหยาดฟ้ามาสู่ดินผู้หนึ่งก็ว่าได้
ซึ่งบุปผางามผู้นี้มีนามว่า หลินอี้เฟย กำลังช่วยผู้เป็นบิดาของตนออกหาปลาตั้งแต่ตะวันยังไม่โผล่พ้นขอบฟ้า อี้เฟยเป็นสตรีที่มีนิสัยอ่อนโยนและอ่อนหวาน แต่ในขณะเดียวกันก็มีจิตใจที่เด็ดเดี่ยวและแข็งแกร่งอยู่ไม่น้อย
และในขณะที่อี้เฟยกับบิดากำลังหาปลาไปขายที่ตลาดเช้าเฉกเช่นทุกวันนั้น อยู่ดี ๆ ดวงตาสวยก็ไปสะดุดที่ริมชายฝั่ง ซึ่งตรงนั้นเหมือนมีบางสิ่งบางอย่างที่รูปร่างคล้ายกับมนุษย์ลอยอยู่เหนือน้ำ นางจึงรีบหันไปบอกผู้เป็นบิดาด้วยท่าทางตระหนกตกใจ
“ท่านพ่อ ๆ นั่นคนใช่หรือไม่เจ้าคะ”
“เพ้อเจ้อแล้ว ในน้ำจะมีคนได้อย่างไรกัน”
“แต่ตรงนั้นที่ลอยอยู่มันเหมือนคนมากเลยนะเจ้าคะ”
เมื่อบุตรสาวรบเร้าหนักเข้า บิดาก็อดที่จะทอดสายตาไปยังที่บุตรสาวชี้บอกไม่ได้ และเมื่อเพ่งมองดูดี ๆ ก็เริ่มที่จะคิดเหมือนกับบุตรสาวแล้วว่าตรงนั้นมีคนลอยติดโพงพางที่ใช้ดักปลาของชาวบ้านอยู่ แต่เพื่อความแน่ใจจึงพายเรือเข้าไปดูใกล้ ๆ
และเมื่อพายเรือมาถึงก็เห็นว่าเบื้องหน้าเป็นคนจริง ๆ สองพ่อลูกทำหน้าตาตื่นตกใจ พูดด้วยน้ำเสียงลนลานพร้อม ๆ กัน
“คนจริง ๆ ด้วย เขายังมีชีวิตอยู่ไหมนั่น”
มือหนารีบจ้ำไม้พายพาเรือให้ไปถึงชายฝั่งโดยเร็ว ก่อนที่ร่างระหงจะรีบลงจากเรือเพื่อช่วยดึงคนที่ลอยมาติดโพงพางขึ้นมาบนบก และเมื่อดึงขึ้นมาได้ อี้เฟยก็พยายามจับชีพจรเพื่อตรวจสอบดูว่าบุรุษผู้นี้ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ปรากฏว่าชีพจรยังเต้นอยู่แต่เต้นอ่อนแรงมาก
“ชีพจรยังเต้นอยู่เจ้าค่ะ แต่ว่าเต้นอ่อนมาก ลูกคิดว่าเราควรพาเขากลับไปรักษาที่เรือนของเราก่อน”
ผู้เป็นพ่อพยักหน้าอย่างเห็นด้วย ก่อนจะเป็นฝ่ายอุ้มชายผู้ที่กำลังหมดสติขึ้นมาบนเรือและพากลับไปรักษาตัวที่เรือนของตน
จิ๊บ! จิ๊บ!
เสียงนกร้องที่ระบุสายพันธุ์ไม่ได้ บินมาเกาะที่ขอบหน้าต่างของเรือนแพหลังกะทัดรัด แสงแดดก็สาดส่องลอดผ่านช่องว่างของไม้ยืนต้นเตี้ย ๆ ที่ใบลีบผอมเข้ามากระทบเปลือกตาบางของคนที่กำลังหลับฝันให้ตื่นขึ้น
“ท่านอ๋อง จับมือของกระหม่อมเอาไว้ขอรับ ท่านอ๋อง!”
“ช่วยด้วย!”
คนที่พึ่งฟื้นคืนสติตะโกนลั่นเรือนหลังจากนอนหลับไปหนึ่งวันเต็ม ๆ จนผู้ที่กำลังต้มยาอยู่ข้างนอกต้องรีบวางมือแล้ววิ่งหน้าตาตื่นมาด้วยความตกใจเมื่อได้ยินเสียงร้อง
อี้เฟยที่วิ่งตาตื่นมาดูก็เห็นว่าบุรุษผู้นั้นที่ตนเองกับบิดาช่วยเหลือขึ้นมาจากน้ำกำลังจะพยายามดันตัวเองให้ลุกขึ้น แต่ทว่าใบหน้ายังคงซีดเซียว ดวงตาปรือ และยังมีแรงไม่มาก อี้เฟยจึงรีบเข้าไปช่วยพยุงตัวให้ลุกขึ้นนั่งได้
“ไหวไหม เดี๋ยวข้าช่วย”
“เจ้าเป็นใคร” น้ำเสียงแหบพร่าเอ่ยถาม ใบหน้าซีดขาวแสดงออกถึงความมึนงงเมื่อเห็นสตรีที่ไม่คุ้นตา
“ข้าชื่อว่าอี้เฟย เป็นบุตรสาวของชาวประมง ที่อาศัยอยู่ในเมืองเฟยเยี่ย ข้ากับบิดาเห็นว่าเจ้าลอยน้ำมาติดอยู่ที่โพงพางก็เลยช่วยเอาไว้ จริงสิ ทำไมเจ้าถึงตกน้ำได้ล่ะ”
“เรือของข้าล่ม นอกจากข้าแล้ว เจ้าช่วยใครได้อีกหรือไม่”
อี้เฟยส่ายหน้า ทำให้อีกฝ่ายหน้าเศร้าไปทันที ความรู้สึกไม่ดีจึงเริ่มลอยเข้ามาทำให้บรรยากาศหม่นหมอง อี้เฟยจึงพยายามเปลี่ยนบรรยากาศโดยการเอ่ยถามไถ่อีกฝ่ายเพิ่มเติม เพื่อให้เขาหลงลืมความทุกข์ไปให้ได้ชั่วขณะ
“แล้วเจ้าชื่อว่าอะไรอย่างนั้นเหรอ”
“ข้าชื่อว่าเกอหลง”
“อืม…เกอหลง แล้วเจ้ามาจากที่ใด”
“ข้ามาจากเมืองหลวง ล่องเรือออกท่องเที่ยว แต่เมื่อมาถึงเมืองเฟยเยี่ยก็ประสบกับมรสุมลูกใหญ่จึงทำให้เรือล่ม”
“ถ้าเป็นอย่างนั้นเจ้าก็อยู่ที่นี่ต่อเพื่อรักษาตัวให้หายดีก่อน ถ้าหายดีแล้ว ข้าจะให้บิดาพาเจ้าไปส่งที่เมืองหลวงดีหรือไม่”
“อืม…ข้าขอบคุณเจ้ากับบิดาที่ช่วยชีวิตข้า”
“เรื่องเล็กน้อย อย่าคิดมากเลย ถ้าอย่างนั้นข้าออกไปต้มยาให้เจ้าต่อก่อนก็แล้วกัน ส่วนเจ้าก็นอนพักผ่อนต่อเถอะ ใบหน้าของเจ้าดูยังไม่ค่อยสู้ดีเท่าไร”
หลายวันต่อมาอาการของเกอหลงดีขึ้นเรื่อย ๆ และนอกจากนี้ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับอี้เฟยก็พัฒนาขึ้นไปด้วย เนื่องจากทั้งสองอยู่ด้วยกันแทบจะตลอดทั้งเวลา จะแยกจากกันก็เฉพาะตอนนอนเท่านั้น และวันนี้ก็เป็นอีกวันที่เกอหลงตื่นแต่เช้าเพื่ออาสาออกหาปลากับอี้เฟยแทนบิดาของนาง
เมื่อเกอหลงกับอี้เฟยขึ้นมาบนเรือหาปลาแล้ว อี้เฟยก็หันไปเอ่ยถามบุรุษข้างหลังตนที่กำลังจับไม้พายจุ่มน้ำเตรียมออกเดินทาง
“เจ้าจับปลาเป็นด้วยเหรอ”
“เป็นสิ ตอนที่อยู่เมืองหลวงข้าชอบชวนเหล่าสหายออกตกปลาด้วยกันอยู่บ่อย ๆ ข้าชอบหาปลาเป็นอย่างมาก”
“ว่าแต่ตอนที่อยู่เมืองหลวงเจ้าทำงานทำการอันใดอย่างนั้นเหรอ ทำไมดูเจ้ามีเวลาเที่ยวเล่นมากนัก”
“อะ เอ่อ…ข้าทำการค้าเล็ก ๆ ที่ได้รับมรดกตกทอดมาจากตระกูลน่ะ เป็นกิจการที่เล็กมาก ๆ”
เกอหลงพยายามเน้นคำว่าเล็กจนทำให้อี้เฟยรู้สึกตะหงิดใจ แต่ก็มิได้ถึงกับต้องเค้นเอาความจริงจากอีกฝ่ายให้ได้
“อย่างนั้นเองเหรอ ข้าว่าเจ้าดูไม่เหมือนสามัญชนคนธรรมทั่วไปเลยนะ”
อี้เฟยพูดพร้อมกับจับจ้องไปที่ใบหน้าของเกอหลงจนอีกฝ่ายเลิ่กลั่ก ทำตัวไม่ถูก มีท่าทีประหม่าอย่างเห็นได้ชัด จนกระทั่งอี้เฟยเอ่ยออกมาอีกประโยค
“ที่แท้เจ้าก็คือเถ้าแก่นี่เอง”
สิ้นสุดคำพูดของอี้เฟย นางก็หันหน้ากลับไป เกอหลงจึงลอบพ่นลมหายใจพรืดราวกับได้หลุดพ้นกับอะไรบางอย่าง ก่อนจะกล่าวตอบกลับไปอีกเพื่อความแนบเนียน
“เจ้าก็กล่าวเกินไป เป็นเพียงแค่การค้าเล็ก ๆ เท่านั้นเจ้าอย่าใส่ใจนักเลย เรามาหาปลากันเถอะ”
เกอหลงพยายามที่จะปกปิดตัวเอง เพราะความจริงแล้วนั้นเขาเป็นองค์รัชทายาทเจ้าสำราญที่ออกท่องเที่ยวก่อนที่จะต้องขึ้นเป็นฮ่องเต้ แต่ดันเกิดเหตุการณ์เรือล่มขึ้นมาเสียก่อน และที่เกอหลงไม่พูดความจริงนั้น ก็เพราะว่าเขาเริ่มจะรู้สึกดีกับบุตรสาวชาวประมงธรรมดาคนนี้เข้าให้เสียแล้ว และก็กลัวว่าถ้าหากนางรู้ว่าเขาเป็นใคร นางจะไม่ให้ความสนิทสนมเช่นนี้อีกต่อไป
“อืม เจ้าพายเรือไปตรงนั้นให้ข้าที”
“ได้เลย”
อี้เฟยพูดพร้อมกับชี้บอกทิศทาง และเมื่อล่องเรือออกมาจากชายฝั่งและถึงจุดที่จะหาปลาแล้ว อี้เฟยก็ลุกขึ้นไปยืนตรงบริเวณหัวเรือ หยิบไม้ไผ่ที่วางอยู่มาปักไปที่เลนใต้น้ำส่วนอีกมือนั้นก็ยกสุ่มจับปลามาปักลงไปในน้ำเช่นกัน แต่จังหวะที่จะดึงสุ่มขึ้นนั้น ด้วยความที่ตรงไม้ไผ่ปักมันเป็นดินที่ค่อนข้างอ่อนเกินไปทำให้อี้เฟยเสียหลักเซจะล้มพร้อมกับร้องเสียงหลงออกมา
“อ๊ะ! ว๊าย!”
แต่โชคดีที่เกอหลงพุ่งเข้าไปรับตัวของอี้เฟยไว้ได้ทัน ตอนนี้ทั้งสองคนอยู่ในท่วงท่าที่ใบหน้าใกล้กันมาก สองคนสบสายตากัน แต่ดูเหมือนว่าใบหน้าสากจะไม่หยุดนิ่ง ค่อย ๆ เคลื่อนเข้ามาใกล้ใบหน้าเนียนสวยเรื่อย ๆ จนกระทั่งอีกฝ่ายไหวตัวทันจึงรีบหันหลบและดันร่างหนาให้ออกไปจากการเกาะกุมเมื่อตั้งหลักได้แล้ว
ตอนนี้กลับกลายเป็นว่าทั้งคู่เอาแต่เงียบ เพราะทำตัวไม่ถูก ผิวเนียนนุ่มของอี้เฟยเจื่อสีแดงจาง ๆ ตรงข้างแก้ม ส่วนเกอหลงก็ยกมือลูบต้นคอ ริมฝีปากยกยิ้มอย่างเขิน ๆ เหตุการณ์ครั้งนี้เหมือนย้ำเตือนให้เกอหลงรู้ใจของตัวเองมากขึ้น แต่เพื่อกู้สถานการณ์ให้กลับมาเป็นปกติ เกอหลงต้องแสร้งทำเป็นว่าตัวไม่ได้รู้สึกอะไร
“ระวังหน่อยสิ”
“อะ อืม”
หลังจากที่เกอหลงกับอี้เฟยช่วยกันหาปลามาได้จำนวนหนึ่งแล้ว ก็พากันเดินไปขายที่ตลาด และเมื่อขายหมดเรียบร้อยแล้วก็เดินทางกลับ ระหว่างทางต้องเดินลัดเลาะภูเขาลูกหนึ่งเป็นปกติ แต่วันนี้ไม่เหมือนกับทุกวัน เพราะอี้เฟยมีอาการเจ็บที่ข้อเท้าตั้งแต่ตอนนี้จะหล่นเรือ คาดว่าตอนนั้นข้อเท้าน่าจะพลิก เดินไปอยู่ดี ๆ อี้เฟยก็หยุดและทำหน้านิ่วด้วยความเจ็บปวด
ส่วนเกอหลงที่เดินนำไปไม่ไกลเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้เดินตามมาจึงหยุดแล้วหันหลังกลับไปมองทันเห็นตอนที่อี้เฟยมีสีหน้าเหยเกพอดีจึงเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
“นั่นเจ้าเป็นอะไรไป”
“ไม่เป็นไร ๆ รีบไปกันเถอะ ข้าไหวแค่เจ็บข้อเท้านิดหน่อย”
“มาให้ข้าดูหน่อย”
“ไม่ต้อง”
“อย่าดื้อน่า”
คำว่าอย่าดื้อจากปากของเกอหลงทำให้อี้เฟยชะงักและยอมให้อีกฝ่ายก้มลงดูข้อเท้าของตนเองแต่โดยดี โดยที่นางก็ไม่รู้เหตุผลเหมือนกันว่าทำไม
“อะ โอ๊ย”
“ข้อเท้าพลิกอย่างนั้นเหรอ แล้วทำไมไม่รีบบอก ข้าจะได้ไม่พาเจ้าเดินไกลเช่นนี้”
“ข้าไม่ได้เป็นอะไรมาก ไปกันเถอะ ถึงเรือนแล้วข้าจะเอายามาทา ไม่นานก็คงหายดีแล้วล่ะ”
“แล้วแบบนี้จะเดินต่อไปได้อย่างไร ลุกขึ้น เดี๋ยวข้าจะแบกเจ้าเอง”
“มะ ไม่ต้อง”
“ขึ้นมาเถอะน่า”
เกอหลงไม่สนคำคัดค้านของอี้เฟย เขายื่นมือไปให้อีกฝ่ายจับแล้วประคองตัวเองขึ้นมา ก่อนที่จะย่อตัวตั้งท่าให้คนเจ็บขาขึ้นหลังตนมา และหนทางที่เหลือต่อจากนี้เกอหลงก็เป็นฝ่ายนำพาอี้เฟยไปยังจุดหมาย ดูเหมือนว่าตอนนี้อี้เฟยก็เริ่มที่จะรู้สึกหวั่นไหวไปกับความแสนดีของเกอหลงแล้วเหมือนกัน
เกอหลงแบกอี้เฟยขึ้นหลังมาจนถึงเรือน ก่อนที่จะค่อย ๆ วางร่างบางลงบนแคร่ไม้ไผ่อย่างเบาที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทำให้อี้เฟยแอบรู้สึกประทับใจที่ตัวเองถูกทะนุถนอมจากอีกฝ่ายมากเพียงนี้
“เดี๋ยวข้าจะไปหายามาทาข้อเท้าให้กับเจ้า นั่งรออยู่ตรงนี้ก่อนนะ”
“ไม่ต้อง ๆ เดี๋ยวข้าไปเอามาทาเองก็ได้ ไม่ต้องลำบากเจ้าหรอก”
อี้เฟยรีบโบกมือปฏิเสธและตั้งท่าที่จะลุกขึ้นยืน แต่ก็ถูกมือหนายื่นมากดหัวไหล่ให้นั่งลงไปอย่างเดิม
“ตอนที่ข้าป่วยก็มีเจ้าที่ช่วยดูแลข้าเป็นอย่างดี แล้วครั้งนี้เจ้าเป็นบ้างทำไมข้าจะดูแลเจ้ากลับคืนไม่ได้ล่ะ”
“เอ่อ...ก็ได้”
อี้เฟยไร้หนทางที่จะปฏิเสธจึงตอบตกลงไป ทั้งที่ในใจก็แอบหวั่น ๆ ว่าบิดาและมารดาของตนจะมาเห็นเข้าแล้วจะเกิดความเข้าใจผิดได้ แต่เรื่องที่อี้เฟยกังวลไปมากกว่านั้นก็คือหัวใจของตัวเอง ที่กำลังรู้สึกหวั่นไหวกับอีกฝ่ายมากขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากตัวเองนั้นมักจะใจอ่อนและหวั่นไหวง่ายกับทุกเรื่อง
“ยามาแล้ว”
เสียงเข้มแต่แฝงไปด้วยความอ่อนโยนของเกอหลงนั้น ทำให้อี้เฟยที่กำลังหมกหมุ่นอยู่กับความคิดและความรู้สึกบางอย่างต้องหยุดลง
“นะ นั่นเจ้าจะทำอะไรน่ะ”
อี้เฟยถามออกไปด้วยความตกใจเล็กน้อยในตอนที่เกอหลงนั่งยองลงแล้วจับเท้าของนางยกขึ้นไปวางบนหน้าขาของเขาอย่างไม่มีท่าทีรังเกียจเลยแม้แต่น้อย ทั้งยังตอบกลับคนขี้เกรงใจมาอย่างหน้าตาเฉย
“ก็จะทายาให้เจ้าไง”
“ไม่ต้อง เดี๋ยวข้าทาเอง”
“เจ้านี่จะดื้อกับข้าไปถึงไหนกัน ข้าก็บอกแล้วไงว่าข้าอยากตอบแทน”
เกอหลงไม่สนใจคำปฏิเสธน้ำใจตนของอี้เฟย เขาจัดการละเลงยาสมุนไพรที่มีติดเรือนเอาไว้อยู่แล้วลงบนข้อเท้าของอี้เฟยก่อนจะใช้ปลายนิ้วของตัวเองนวดคลึงบริเวณที่ทายาไปแล้วนั้นเบา ๆ เพื่อให้ยาซึมเข้าผิวหนังจะได้ช่วยบรรเทาอาการปวดได้ดีขึ้น
“รู้สึกดีขึ้นบ้างไหม"
“อ่า ขอบใจเจ้ามาก”
“สำหรับเจ้าข้ายินดีเสมอ จะให้ข้าตอบแทนเช่นไรขอเพียงแค่เจ้าเอ่ยปากเท่านั้น จริงสิ เจ้านั่งพักอยู่ตรงนี้ก่อนนะ ข้าจะไปตักน้ำแกงที่แม่ของเจ้าเคี่ยวเอาไว้มาให้ บางทีการได้ลิ้มรสของอร่อยอาจจะทำให้รู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น”
พูดจบเกอหลงก็ลุกขึ้นเดินไปทันที ปล่อยให้อี้เฟยกลับมาอยู่กับความคิดของตัวเองอีกครั้ง ในอกของนางตอนนี้เกิดแรงดันโลหิตที่ผิดแปลกเล็กน้อยวาบผ่านไปวาบผ่านมาอยู่หลายครั้ง ความอ่อนโยนและใส่ใจของเกอหลงยังคงติดตรึงอยู่ในใจ
เพียงไม่นานเกอหลงก็เดินกลับมาพร้อมกับถ้วยน้ำแกงในมือที่โชยกลิ่นหอมมากแต่ไกล
“ข้าคิดว่าน้ำแกงที่มารดาของเจ้าเคี่ยวทิ้งไว้นี้ได้ที่แล้ว ลองชิมดูนะ”
“อืม”
อี้เฟยตอบรับในลำคอพร้อมกับยื่นมือไปรับถ้วยน้ำแกงจากเกอหลง แต่เขากลับเบี่ยงหลบแล้วหยิบช้อนตักเห็ดหูหนูขาว เก๋ากี้ และพุทราจีนในน้ำแกงขึ้นมาเป่าให้หายร้อนก่อนจะยื่นต่อไปที่ปากของอี้เฟยให้นางอ้าปากแล้วกินเข้าไป
“เรียบร้อยแล้วลองชิมดู”
“อะ อืม”
อี้เฟยรู้ดีว่าปฏิเสธไปก็ไม่ได้ผลครั้งนี้จึงยอมทำตามอย่างว่าง่าย
“หอมและหวานหรือไม่”
สีหน้าของอี้เฟยบ่งบอกถึงความพึงพอใจในรสชาติของน้ำแกงถ้วยนี้เป็นอย่างมาก และอยากให้อีกฝ่ายได้ลิ้มลองด้วยเช่นกัน
“อื้อ เจ้าก็ลองบ้างสิ”
“ข้าก็ตั้งใจว่าจะชิมอยู่เหมือนกัน”
เมื่อพูดจบเกอหลงก็จงใจประสานสายตากับอี้เฟย ก่อนจะค่อย ๆ เคลื่อนใบหน้าเข้าไปหาอีกฝ่ายเรื่อย ๆ หมายที่จะทำตามหัวใจและเปิดเผยความรู้สึกของตัวเองให้คนตรงหน้าได้รับรู้ แต่ก็ถูกมือบางปิดปากแล้วดันหน้าให้ออกห่างไป โดยหารู้ไม่ว่าการกระทำของทั้งคู่นั้นอยู่ในสายตาของบิดาและมารดาของอี้เฟยทั้งหมด
“อี้เฟยมาคุยกับพ่อหน่อย”
เสียงเข้มของผู้เป็นบิดาเอ่ยขึ้นทำให้ทั้งเกอหลงและอี้เฟยรีบผละออกจากกันโดยเร็วด้วยความตกใจ โดยเฉพาะอี้เฟยที่ตื่นตระหนกเกินไปมาก รีบเดินตามบิดาไปตามคำสั่ง
“ทะ ท่านพ่อคือข้า…”
“เป็นข้าที่ไม่ดีเอง ข้าจงใจจะล่วงเกินอี้เฟย”
ระหว่างที่อี้เฟยกำลังอึกอักที่จะอธิบายกับบิดาของตนอยู่นั้น ก็มีเสียงหนึ่งดังมาจากข้างหลัง ซึ่งเจ้าของเสียงก็คือเกอหลงที่แอบเดินตามมานั่นเอง เพราะเขานั้นเป็นห่วงกลัวว่าอี้เฟยจะถูกบิดาของนางตำหนิ ทั้งที่คนผิดเป็นตัวของเขาเอง
“เพราะเหตุใดเจ้าถึงทำเช่นนั้น ข้ากับอี้เฟยอุตส่าห์ช่วยเหลือเจ้า”
“เป็นเพราะข้า…หลงรักอี้เฟย”
“เจ้าว่าอย่างไรนะ!”
“ข้าหลงรักอี้เฟยขอรับท่านลุง หลงรักมาตลอด หลงรักตั้งแต่วันแรกที่ฟื้นคืนสติขึ้นมา”
คำพูดของเกอหลงไม่ได้ทำให้บิดาของอี้เฟยเพียงผู้เดียวที่ตกตะลึง แต่ก็ทำให้อี้เฟยนั้นแทบหยุดหายใจไปเลยเช่นกัน นางไม่คิดไม่ฝันว่าเกอหลงจะชอบพอในตัวของนางมากถึงขั้นกล้าที่จะสารภาพรักต่อหน้าบิดาของนางเช่นนี้เลย
“ข้าไม่ได้กีดกั้นถ้าสองคนจะรักกัน แต่ถ้าหากว่าเจ้าชอบอี้เฟยจริง ๆ เจ้าต้องรับปากข้าหนึ่งเรื่อง”
บิดาของอี้เฟยไม่ได้ถามบุตรสาวของตัวเองว่ารู้สึกเช่นไรกับเกอหลงสักคำ เนื่องจากคนเป็นพ่อรู้ดีว่าลูกของตนนั้นต้องมีใจให้กับเกอหลงเช่นกันไม่มากก็น้อย แต่ถึงจะรู้สึกจริง ๆ ก็ไม่เป็นไร เพราะตอนนี้อี้เฟยก็ถึงเวลาที่จะต้องออกเย้าออกเรือนได้แล้ว
“ตราบใดที่ไม่หักหลังต่อความซื่อสัตย์ ต่อให้ต้องบุกน้ำลุยไฟข้าก็จะทำเพื่อท่านลุงให้ได้”
“ข้าไม่ได้ต้องการอะไรมากมายถึงเพียงนั้น ข้าต้องการแค่เพียงให้เจ้าตบแต่งกับอี้เฟยให้ถูกต้องตามประเพณี ไม่ใช่บอกว่ารักว่าชอบบุตรสาวของข้า แต่พอเอาเข้าจริงก็ทิ้งขว้างกลับเมืองหลวงไป”
บิดาพูดแทนใจของอี้เฟยแทบทั้งหมด อี้เฟยเองก็ต้องการความมั่นใจในเรื่องนี้เช่นกัน ที่ตัวของนางยังไม่กล้าลงใจเอาไปเล่นนั้นก็เพราะกลัวว่าเมื่อเกอหลงได้สิ่งที่ต้องการจากตัวนางไปทั้งหมดแล้ว เขาจะทิ้งนางไว้ที่นี่และตัวเขาก็จะกลับเมืองหลวงไป
ซึ่งไม่แปลกที่อี้เฟยจะหวั่นใจกับเรื่องนี้มาก เพราะนางยังไม่เคยมีความรักมาก่อนเลยสักครั้งตั้งแต่เติบโตเป็นสาวมา และคิดว่าตัวเองนั้นอ่อนหัดเรื่องความรักเป็นอย่างมาก มีโอกาสหลายส่วนที่จะถูกบุรุษเมืองหลวงหลอกเอาได้
“ท่านลุงไม่ต้องกังวล ข้าจะมิมีวันทำเช่นนั้นเป็นอันขาด เหตุผลเดียวที่ข้าจะกลับไปที่เมืองหลวงก็คือไปจัดขบวนขันหมากยิ่งใหญ่ให้สมเกียรติของอี้เฟยเพื่อมาสู่ขอนางเป็นภรรยาแล้วไปใช้ชีวิตร่วมทุกข์ร่วมสุขกันไปตราบนิจนิรันทร์ ข้าสัญญา”
“ถ้าเจ้าให้คำมั่นเช่นนี้ข้าก็หมดห่วง และหวังว่าเจ้าจะทำตามคำสัญญาที่ให้ไว้กับข้าโดยเร็ว”
“ขอรับท่านลุง ข้ารับปากแล้วต้องทำให้ได้”
บิดาของอี้เฟยพยักหน้ารับก่อนจะเดินออกไปจากตรงนี้ ปล่อยให้สองหนุ่มสาวได้พูดคุยกันต่อไป และเมื่อบิดาเดินลับสายตาไปแล้ว เกอหลงก็เป็นฝ่ายก้าวเดินเข้าไปหาอี้เฟยเพื่อเริ่มพูดคุย
“ข้าขอโทษที่โผงพางออกไปอย่างนั้น โดยที่ไม่ได้บอกกับเจ้าก่อน แต่ก็เพราะข้าเชื่อว่าการกระทำของข้านั้นจะทำให้เจ้ารับรู้ได้ว่ารู้สึกเช่นไรกับเจ้า”
“…ไม่เป็นไร แต่เจ้าจะไม่ทิ้งข้าไปจริง ๆ ใช่หรือไม่”
“ข้าสัญญา”
เกอหลงให้คำมั่นสัญญาอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นเช่นเคยพร้อมกับคว้าสองมือเล็กของอี้เฟยมากอบกุมเอาไว้ ดวงตาทั้งสองคู่จับจ้องกันและกันและกระชับมือที่กุมเอาไว้ให้แนบแน่นมากขึ้น ตอนนี้เกอหลงเชื่อมั่นอย่างสุดหัวใจว่าตนเองสามารถทำให้ภาพจินตนาการในหัวนี้เป็นจริงได้
“อืม…ข้าจะเชื่อเจ้า”
ท้องฟ้าในคืนนี้มืดหม่นกว่าปกติ คงเป็นเพราะคืนจันทร์แรมเลยมีแค่ดวงดาวให้แสงสว่างเท่านั้น แต่สิ่งนี้ก็เป็นผลดีเพราะทำให้อี้เฟยได้เห็นหิ่งห้อยมากมายที่กำลังส่องแสงกระพริบสวยงามบินอยู่รอบ ๆ ตัวของตนและเกอหลง
ซึ่งตอนนี้เกอหลงกับอี้เฟยนั่งห้อยขาอยู่ที่ปลายสะพานไม้เพื่อดื่มด่ำกับบรรยากาศยามสนธยาร่วมกัน
“ตอนเป็นเด็กข้าชอบหิ่งห้อยยิ่งนัก”
อี้เฟยพูดขึ้นด้วยรอยยิ้มพร้อมกับยื่นมือไปสัมผัสกับตัวของหิ่งห้อย แต่ทว่าจับมันมาครอบครองเอาไว้ในอุ้งมือไม่ได้ สายตาของเกอหลงที่มีอี้เฟยอยู่ข้างในเสมอนั้นก็รู้ว่าอีกฝ่ายต้องการอะไร
“ไม่ว่าเจ้าจะชอบอะไร ข้าก็จะหามาให้เจ้า”
เกอหลงพูดพร้อมกับจับหิ่งห้อยที่บินอยู่ข้างหน้ามาใส่มือให้กับอี้เฟย ซึ่งสิ่งนี้เรียกรอยยิ้มและกระตุ้นหัวใจของนางให้เต้นแรงได้เป็นอย่างดี ก่อนที่อี้เฟยจะปิดบังความเขินอายด้วยการก้มหน้าลงมองหิ่งห้อยในมือ แต่อย่างไรรอยยิ้มที่เปื้อนดวงหน้างามอยู่ก็มิอาจเลื่อนลางหายไปได้ เพราะหัวใจกำลังกระชุ่มกระชวยมาก
ถึงแม้ว่าตอนนี้อี้เฟยจะมีความสุขมากเพียงใดและเกอหลงจะให้คำมั่นสัญญาชัดเจนแค่ไหน แต่ในใจของนางก็ยังคงหวั่นใจเรื่องนั้นอยู่ ไม่สามารถลบล้างออกไปจากหัวใจและความคิด จึงอดที่จะพูดเชิงตัดพ้อไม่ได้
“เจ้าหยอดคำหวานใส่ข้าเช่นนี้ ได้โปรดเหลือพื้นที่ไว้ให้ข้าเผื่อใจบ้าง”
“คืนนี้มีความสุขมากขนาดนี้ก็อย่าได้พูดถึงเรื่องที่ชวนให้ไม่เป็นสุขใจอีกเลย ข้าสัญญาแล้วว่าจะไม่ทอดทิ้งก็คือไม่ทอดทิ้ง ได้โปรดเชื่อใจข้าจริง ๆ ได้หรือไม่”
ช่วงที่อี้เฟยหยักหน้ารับตัวของนางก็ลอยเข้าไปอยู่อ้อมกอดอุ่นโดยไม่ทันได้ตั้งตัว เอวถูกรัดแน่นจนไม่อาจดิ้นหนี
“ข้ารักเจ้า”
คำบอกรักจากริมฝีปากหนาที่เอ่ยกระซิบข้างใบหูเล็กด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่แฝงไปด้วยความจริงใจ จนทำให้คนที่ถูกบอกรักสองแก้มแดงเห่อร้อน ดวงหน้าพลันร้อนฉ่าขึ้นมาในทันที
ทั้งสองหันใบหน้าเข้าหากัน ดวงตาคมเป็นฝ่ายจ้องมองที่ริมฝีปากบางเป็นกระจับสวยงาม ริมฝีปากเยิ้มฉ่ำที่กำลังแย้มน้อย ๆ เป็นสิ่งที่กระตุ้นอารมณ์ปรารถนาได้เป็นอย่างดี ก่อนที่บุรุษหนุ่มจะอดใจไม่ไหวเลื่อนเข้าไปใกล้บุปผางามเรื่อย ๆ รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่ริมฝีปากของทั้งคู่สัมผัสกันแล้ว ซึ่งเป็นการสัมผัสที่แผ่วเบาราวกับขนนกจนมิอาจถอดถอนออกจากกันได้
อวัยวะรับรสที่อ่อนนุ่มเกี่ยวกระหวัดกัน ต่างคนต่างดูดริมฝีปากของอีกฝ่ายทั้งยังขยับเปลี่ยนมุมให้ลึกล้ำขึ้น จูบที่เริ่มต้นช้า ๆ ปลุกเร้าความต้องการด้วยลิ้นที่แทรกเข้ามา ไม่ใช่จูบที่เร่าร้อนแต่เป็นจูบที่ล้ำลึก แผ่วเบา และนุ่มนวล ทำให้รู้สึกผ่อนคลายกับทุกจุดที่ปลายลิ้นสัมผัส และยังทำให้ทั้งสองแยกออกจากกันไม่ได้จริง ๆ จนกระทั่งเลยเถิดไปไกลแสนไกลตลอดทั้งค่ำคืน
🎶ความเหงาจบลง ณ ยามนี้ แสงเงาบนผิวน้ำจากแสงเงาเดี่ยวกลายเป็นแสงเงาคู่ หิ่งห้อยส่องแสงบินระยิบระยับไปมารอบ ๆ ตัวของสองเรา ราตรีนี้หวังว่าจะเป็นช่วงยามแห่งความสุข ขอให้ความสุขเช่นนี้ยาวนานเสียหน่อยได้หรือไม่ ยาวนานออกไปเสียหน่อยได้หรือไม่ 🎶
ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าค่อย ๆ จมหายเข้าไปในผืนน้ำที่กำลังทอประกายระยิบระยับจากแสงอาทิตย์ ฟองคลื่นสีขาวพรายกระทบเข้าหาชายฝั่งก่อนถอยร่นหายกลับไป กระแสน้ำจากกลางอ่าวกลายเป็นระลอกคลื่นหมุนเข้าพัดพาเข้าสู่ชายฝั่ง เสียงของนกยูนนานกำลังพากันบินกลับรัง ผสมผสานกับเสียงซัดซาดของคลื่นน้ำช่วยทำให้จิตใจค่อย ๆ สงบลง
ช่วงระยะเวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านมา เกอหลงกับอี้เฟยพัฒนาความสัมพันธ์ไปได้ไกลมากขึ้น เรียนรู้ซึ่งกันและกันจนอี้เฟยเชื่อใจและเชื่อมั่นในตัวของเกอหลงได้อย่างเต็มหัวใจ และทั้งสองก็มักจะพากันมาดูพระอาทิตย์ตกดินทุกเย็นที่เรือนแพหลังเล็กที่อยู่ห่างจากเรือนหลังใหญ่ที่บิดามารดาอาศัยอยู่ไปไกลพอสมควร
และเมื่อทั้งคู่กำลังนั่งชมตะวันตกดินเคียงข้างกันอยู่นั้น คลื่นยามเย็นขึ้นสูงจนเห็นว่ากลางอ่าวมีเรือสำเภาลำหนึ่งกำลังแล่นเข้ามาทางนี้ กระแสน้ำจากกลางอ่าวกลายเป็นระลอกคลื่นหมุนเข้าพัดพาเข้าสู่ชายฝั่งเรื่อย ๆ เรือสำเภาลำนั้นก็เช่นกัน
“นั่นเรือสำเภาของผู้ใดกัน หรือว่าจะเป็น…”
อี้เฟยเอ่ยขึ้นพร้อมกับทอดสายตามองไปยังกลางน้ำ และคิดว่าชาวบ้านระแวกนี้ไม่มีผู้ใดมีเรือสำเภาเช่นนี้เป็นแน่ ซึ่งส่วนใหญ่เรือสำเภามักจะมาจากเมืองหลวง และถ้าหากเรือลำนั้นแล่นมาทางนี้จริงอาจจะเกี่ยวข้องกับเกอหลงที่มาจากเมืองหลวงก็เป็นได้ และดูเหมือนว่าสัญชาตญาณของอี้เฟยจะมีโอกาสเป็นไปได้สูงมาก
ส่วนเกอหลงที่เพ่งสายตามองไปที่เรือสำเภาอย่างพิจารณาอยู่สักพักก็รู้ได้ทันทีว่าเรือสำเภานั้นมาจากที่ใด หัวใจของเขาก็เริ่มหวั่น หันมองสตรีที่นั่งอยู่ข้างกายด้วยสายตาละห้อย
เครื่องยนต์เรือเบาเสียงลงเมื่อเรือมาลอยหยุดอยู่หน้าชายฝั่ง ซึ่งอยู่ติดกับเรือนแพของเกอหลงและอี้เฟยมาก เมื่อเสียงของเครื่องยนต์หยุดลงก็มีชายรูปร่างกำยำลงมาจากเรือหนึ่งคน ส่วนบนเรือก็ยังมีบุรุษท่าทางแข็งแรงมาก คล้ายกับถูกฝึกฝนมาเป็นอย่างดีอีกหลายคนอยู่บนนั้น
“ข้าจะไปดูเอง”
เกอหลงบอกกับอี้เฟยก่อนจะลุกขึ้นเดินไปที่เรือสำเภาที่พึ่งจอดนิ่งสนิทได้ไม่นาน โดยถือตะเกียงไฟติดมือไปด้วย
“อะ องค์ชาย ในที่สุดข้าก็หาองค์ชายพบจนได้ ”
น้ำเสียงและท่าทางที่บ่งบอกว่าเต็มไปด้วยความปิติยินดีอย่างที่สุดเมื่อได้พบกับบุคคลที่ตนกับพวกออกตามหามานานเป็นเดือนแล้ว แต่ทว่าอีกฝ่ายกลับไม่แสดงออกถึงความดีใจเลยแม้แต่นิด
“ตามข้ามา”
เกอหลงพูดเพียงสั้น ๆ พร้อมกับเดินนำไป ทำให้บุรุษที่ออกตาหานั้นชะงักไปเล็กน้อย แต่ก็ยอมเดินตามไปโดยเร็ว
“ท่านอ๋องปลอดภัย ข้าน้อยดีใจมากเลยขอรับ เมื่อทางไท่เฟยทราบข่าวว่าท่านอ๋องเกิดเหตุเรือล่มก็รีบทูลขอให้ฮ่องเต้และไทเฮาจัดคนตามหาท่านอ๋องทั่วทั้งตลอดเส้นทางเดินเรือเลยขอรับ”
“ข้ารู้อยู่ว่าอย่างไรท่านแม่ทั้งสองและท่านพี่ก็ต้องออกตามหาข้าเป็นแน่ อยู่ที่นี่ห้ามเรียกข้าว่าท่านอ๋องหรือองค์ชายเป็นอันขาด เรียกข้าว่านายท่านก็พอ”
“อะ เอ่อ ทำไมเหรอขอรับ”
“ทำตามที่ข้าบอก”
“ขอรับ”
เจ้าของสันกรามคมชัด ดวงตาทั้งสองข้างหยักโค้งเล็กน้อยสง่างามทรงภูมิเมื่ออยู่กับคนของวังหลวง ซึ่งแตกต่างจากตอนที่อยู่กับสตรีผู้เป็นที่รักอย่างมาก
“ท่านอ๋อง เอ่อ นายท่านอยู่ที่นี่คงจะลำบากมากเลยใช่หรือไม่ขอรับ ดูใบหน้าและร่างกายของนายท่านหมองคล้ำและซูบผอมลงไปมาก ข้าน้อยคิดว่านายท่านควรเดินทางกลับเมืองหลวงคืนนี้เลยดีหรือไม่ขอรับ”
“ข้าไม่ได้ลำบากอะไร แต่ที่ใบหน้าของข้าหมองคล้ำและร่างกายซูบผอมลงไปนั้น ก็เพราะว่าข้าพึ่งหายป่วยและต้องตอบแทนผู้มีบุญคุณที่ช่วยเหลือชีวิตของข้าเอาไว้ ถ้าไม่มีพวกเขาข้าก็คงไม่มีชีวิตมายืนพูดกับเจ้าได้อย่างนี้”
“ข้าน้อยเข้าใจแล้วขอรับ”
“ข้าตัดสินใจแล้วว่าจะกลับเมืองหลวงกับเจ้า แต่เมื่อไรนั้นข้าจะบอกอีกที แล้วอย่าลืมล่ะว่าห้ามเรียกข้าว่าองค์ชายหรือท่านอ๋องอย่างเด็ดขาด”
“ขอรับนายท่าน”
“อืม”
เกอหลงเดินกลับมาหาอี้เฟยที่ยังคงคอยอยู่ที่เดิม อี้เฟยไม่ถามอะไรแต่เกอหลงเห็นสีหน้าของนางก็รู้ได้ทันทีว่าอี้เฟยนั้นรอฟังคำอธิบายจากตนอยู่
“เอ่อ...บุรุษผู้นั้นเป็นคนรับใช้ของข้า เมื่อทราบข่าวว่าข้าเกิดเหตุเรือล่มก็เลยรีบออกตามหา ยามนี้ข้าจำเป็นต้องกลับเมืองหลวง เพื่อไปให้ญาติพี่น้องของข้าเห็นว่าข้านั้นยังปลอดภัยดีได้ ข้าสัญญาว่าจะไปไม่นาน ข้าจะรีบกลับมาพร้อมกับมาสู่ขอเจ้าเป็นภรรยาให้ถูกต้องตามประเพณี”
เเกอหลงพูดพร้อมกับเอื้อมมือไปคว้าสองมือนุ่มของอี้เฟยมากอบกุมเอาไว้ให้คำมั่นสัญญาที่แน่วแน่อีกครั้ง
ส่วนอี้เฟยนั้นก็เข้าใจเหตุผลที่เกอหลงต้องกลับเมืองหลวง และที่สำคัญตอนนี้อี้เฟยเชื่อมั่นในตัวของเกอหลงเป็นอย่างมาก และมั่นใจในความรักที่มีให้กันและกัน อี้เฟยจึงยอมให้เกอหลงได้กลับไป และตัวเองก็รอคอยด้วยความมั่นคงอยู่ที่นี่ เชื่อว่าไม่นานเกอหลงก็จะกลับมาตามคำสัญญา
“ข้าเข้าใจ เจ้าเดินทางคืนนี้เลยสิ เพราะที่นี่คงไม่สะดวกที่จะให้ที่พักพิงกับบุรุษพวกนั้นได้ทั้งหมด และอีกอย่างข้าอยากให้เจ้ารีบไปแล้วก็รีบกลับมาหาข้า”
“อืม…อี้เฟยข้ารักเจ้า รักเจ้าสุดหัวใจ”
“ข้าก็รักเจ้าเช่นกัน”
🎶เพียงนางระลึกถึง น้ำตาที่กลั้นเอาไว้ก็ไหลริน พึ่งรู้ว่าแยกจากกันมิได้ ความคิดถึงไม่ได้กระจายหายไปกับลมหายใจที่ทอดถอนทิ้ง รักที่แลกไปไหลทิ้งดั่งสายน้ำ วันเก่าผ่านไปเรื่อย ๆ หลั่งน้ำตาออกมาเป็นสายเลือดเจ้าก็ไม่กลับมา ใจของข้าพบเจอกับความเจ็บปวดหลือคณานับ สุดแสนคำนึงถึงจำเป็นต้องตัดความสัมพันธ์ไป ยากจะลืมคนที่จากลา 🎶
สามเดือนผ่านไป เกอหลงก็ยังไม่กลับมา แต่อี้เฟยก็ยังคงรอคอยที่ริมสะพานที่ทั้งสองต้องมานั่งดูตะวันตกดินทุกวันตอนที่อยู่ด้วยกัน ไม่ขาดเลยแม้แต่วันเดียว
และวันนี้ก็เป็นอีกวันที่อี้เฟยออกมารอเกอหลง แต่ทว่าสายน้ำก็ยังคงนิ่งสนิทไม่มีวี่แววของคนที่รอจะกลับมา อี้เฟยจึงเดินคอตกกลับเรือนไป
เมื่อเดินกลับมาถึงเรือนแล้ว กลิ่นอาหารที่มารดาของอี้เฟยกำลังทำก็ได้โชยมาตามสายลม ปกติอาหารที่มารดาทำนั้นจะมีกลิ่นที่หอมชวนลิ้มรสเป็นอย่างมาก แต่ทำไมวันนี้อี้เฟยถึงรู้สึกว่ากลิ่นมันแปลก ๆ จนจวนจะทำให้รู้สึกอยากอาเจียน อี้เฟยต้องยกมือขึ้นมาปิดจมูกเอาไว้ แต่ก็ยังคงรู้สึกพะอืดพะอมจนทนไม่ไหวต้องแอบวิ่งไปอ้วก
เมื่ออาเจียนสิ่งที่ตีขึ้นมาในลำคอจากกระเพาะออกจนหมด อี้เฟยก็เริ่มมีความคิดที่ชวนให้กังวลใจขึ้นมา เพราะช่วงเวลาที่ตนกับเกอหลงอยู่ด้วยกันนั้น ความรักที่มีให้กันและกันอย่างมากล้นได้นำพาให้คนทั้งสองเกินเลยกันไปไกลหลายต่อหลายครั้ง
อี้เฟยได้เก็บงำความสงสัยเอาไว้ตลอดทั้งคืน รอจนตะวันโผล่พ้นขอบฟ้าในเช้าวันใหม่นางก็รีบไปที่ตลาดทันที เพื่อให้หมอยาที่ตลาดตรวจชีพจรให้ว่านางนั้นได้ตั้งครรภ์อย่างที่เป็นกังวลหรือไม่ และผลที่ออกมาก็คือ….
“ตอนนี้เจ้ากำลังตั้งครรภ์ แต่อายุครรภ์ยังน้อย เจ้าจึงต้องรักษาสุขภาพให้มาก แต่ข้าก็จะเจียดยาบำรุงครรภ์ไปให้ต้มกินด้วย”
“เจ้าค่ะ”
อี้เฟยเดินคอตกออกมาจากโรงหมอเพื่อกลับไปยังเรือนของตน ตลอดเส้นทางอี้เฟยเอาแต่คิดว่าจะทำเช่นไรต่อไป ความรู้สึกตอนนี้มันผสมปนเปกันไปหมด ทั้งดีใจทั้งเสียใจและก็กลัวว่าบิดากับมารดาของตนจะไม่ยอมรับ และก็อดที่จะคิดถึงพ่อของลูกในท้องไม่ได้
เมื่อคิดถึงคนใจร้ายหยดน้ำอุ่น ๆ ก็เอ่อล้นในดวงตา ก่อนที่หยดน้ำนั้นจะกลิ้งลงอาบข้างแก้มเนียน เมื่อห้ามน้ำตาเอาไว้ไม่ได้อี้เฟยก็ค่อย ๆ ทรุดตัวลงปล่อยโฮออกมาอย่างสุดจะอัดอั้น
“ฮึก…ฮือ…ไหนบอกว่าจะรักษาสัญญา ทำไมเจ้าถึงใจร้ายกับข้าถึงเพียงนี้ ฮือ…”
อี้เฟยเดินกลับมาถึงเรือนก็เห็นว่าบิดากับมารดากำลังช่วยกันเผาฟืนอยู่ นางจึงตัดสินใจใช้โอกาสนี้ที่จะบอกเรื่องที่ตนเองตั้งครรภ์ ซึ่งอี้เฟยคิดมาอย่างถี่ถ้วนดีแล้วว่าอย่างไรก็ต้องบอก และที่สำคัญต้องยอมรับผลที่จะออกมาให้ได้
“ท่านพ่อ ท่านแม่ลูกมีเรื่องสำคัญจะบอกเจ้าค่ะ”
สิ้นเสียงของอี้เฟย ทั้งบิดาและมารดาก็ได้หยุดมือกับสิ่งที่กำลังทำอยู่เพื่อตั้งหน้าตั้งตารอฟังสิ่งที่บุตรสาวกำลังจะพูด
“คือว่าข้า…ตั้งครรภ์เจ้าค่ะ”
เคร้ง!
สิ่งที่อี้เฟยพูดออกมานั้นทำให้มารดาตกใจจนสิ่งที่อยู่ในมือตกหล่นลงพื้น ก่อนที่มารดาจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก
“วะ ว่าไงนะ!”
“ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้าขอโทษ ข้าต้องสารภาพความจริงที่หนักใจนี้ให้ท่านทั้งสองได้รับรู้ ข้าท้องแล้ว ข้าท้องกับเกอหลง”
ทันทีที่บิดาได้ฟังสิ่งที่บุตรสาวของตนพูดออกมาอย่างแจ่มแจ้งแล้วอารมณ์โทสะก็เกิดขึ้นมาในทันที ก่อนจะเอ่ยถามออกไปด้วยน้ำเสียงเดือดดาล
“นี่เจ้ารู้ไหมว่าตัวเองทำอะไรลงไป!”
“ฮึก…ข้ารู้ ข้ารู้ดีว่าสิ่งที่ข้าทำนั้นมันเป็นสิ่งที่ผิดและขัดกับประเพณี ความผิดนี้เกิดขึ้นจากความอ่อนแอของข้าเอง ข้าขอโทษที่ทำให้ท่านต้องผิดหวังและเสียใจ ข้าโทษ ฮือ…”
“ไม่ต้องมาบีบน้ำตา! เจ้าทำให้หัวใจของพ่อและแม่แหลกสลาย สกุลของเราขาดเกียรติ สร้างความอับอายให้กับบรรพบุรุษ ข้าไม่สามารถยอมรับสิ่งนี้ได้ ข้าว่าเจ้าควรไปทบทวนความผิดของตัวเองที่อื่นที่ไม่ใช่ที่นี่ ท้องโตขึ้นทุกวันอยู่ที่นี่ต่อไปก็จะยิ่งสร้างความอับอายไปมากกว่าเดิม”
พูดจบบิดาของอี้เฟยก็เดินออกไปจากตรงนี้อย่างรวดเร็ว ไม่สนใจเสียงเรียกและเสียงร่ำไห้ของบุตรสาวเพียงคนเดียวเลยแม้แต่นิด
“ท่านพ่อ ๆ ฮือ…”
“ข้าเองก็ผิดหวังในตัวเจ้าเช่นกัน”
มารดาของอี้เฟยเอ่ยขึ้นมาก่อนจะเดินตามสามีออกไปด้วยรู้สึกที่เสียใจไม่ใช่น้อย
“ท่านพ่อท่านแม่ ฮือ…ทำไมพวกท่านจึงไม่เห็นใจในความทุกข์ของข้าบ้าง ข้ากำลังจะเป็นแม่แล้ว ข้าไม่เหลือใคร ข้าเพียงต้องการให้พวกท่านเห็นใจและเข้าใจข้าบ้าง ฮือ…”
อี้เฟยพร่ำพรรณนากับตัวเองพร้อมกับปล่อยโฮออกมาอย่างมากมาย อี้เฟยรู้สึกว่าตอนนี้ตัวเองไม่เหลือใครแล้ว เหลือเพียงลูกในท้องเท่านั้น และนางก็จะไม่ยอมให้ลูกคนนี้ทิ้งนางไปอีกคนอย่างเด็ดขาด
แม่จะรักษาเจ้าไว้ให้อยู่กับแม่ให้ได้ ลูกของแม่
เมื่อถูกบิดาและมารดาแท้ ๆ ของตัวเองตัดขาดขับไล่ออกจากเรือน อี้เฟยจึงหอบท้องไปอยู่ที่เรือนแพหลังเล็กที่มีความทรงจำดี ๆ ระหว่างนางกับเกอหลงมากมาย โดยจะหาปลาไปขายที่ตลาดเพื่อเลี้ยงชีพตัวเองต่อไป