ตอนที่ 1.
ประตูของบ้านตระกูลหลี่เปิดออกกว้างพร้อมๆ กับรถสปอร์ตแบบเปิดประทุนสีแดงสดก็พุ่งทยานเข้าไปด้านในกำแพงซึ่งติดตั้งระบบป้องกันภัยชั้นสูงด้วยเทคโนโลยีอันทันสมัย มีกล้องจับภาพความเคลื่อนไหวทั้งภายนอกและภายในทางเข้า ส่งตรงไปยังห้องของแผนกรักษาความปลอดภัย บนกำแพงสูงสร้างป้อมอยู่ทั้งสองมุมของประตูทางเข้าออก บอดี้การ์ดร่างใหญ่ทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยคอยจับตามองผู้มาเยือนไม่ให้มีอันตรายใดใดกับผู้เป็นนาย การคุ้มกันหนาแน่นเช่นนี้สมกับเป็นที่พำนักของผู้มีอิทธิพลระดับสูงแห่งเกาะฮ่องกง
รถยังแล่นไปตามทางมุ่งตรงไปยังตึกใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า คนขับเป็นหญิงสาวร่างเพรียวระหงสวมชุดเดรสสั้นสีดำรัดรูปร่างสมส่วนของตัวเอง ผมยาวสลวยสีน้ำตาลดัดเป็นลอนอ่อนๆ ถูกสายลมพัดสยาย ใบหน้ารูปไข่งดงามถูกแว่นกันแดดสีดำปกปิดไว้แต่ไม่ทำให้ความสวยถูกเก็บซ่อน จมูกโด่งเล็กเชิดรั้นของเจ้าตัว ทำหน้าที่รองรับแว่นตาอันใหญ่ ริมฝีปากบางแต้มลิปสติกสีแดงเลือดนกขยับแย้มกว้างมองเห็นไรฟันสีขาวราวกับมุกเม็ดงามเรียงเป็นระเบียบ เมื่อเจ้าตัวเห็นตัวอาคารหลังใหญ่ของคฤหาสน์หรู ความเร็วของรถชะลอลงและหยุดนิ่งเมื่อมาถึงตรงลานด้านหน้าประตูคฤหาสน์ เหล่าคนรับใช้พากันมายืนรอรับตั้งแต่ได้รับรายงานจากยามหน้าประตู
ร่างเพรียวบางก้าวลงจากรถคันหรู มือสวยจับแว่นตาคาดไว้บนศีรษะ เผยให้เห็นดวงตายาวเรียวแต่งแต้มด้วยอายไลน์เนอร์สีดำสวยเฉี่ยว ประกอบกับอาภรณ์บนร่างงามที่ช่วยเสริมบุคลิกให้กลายเป็นสาวมาดมั่นจนเหล่าบรรดาสาวรับใช้พากันมองด้วยแววตาชื่นชม เธอคือ เหม่ยเฟิ่งหรือคุณหนูเจสสิก้า หลานสาวคนสวยของหลี่ไท่หยางเจ้าของคฤหาสน์หลังนี้ เป็นหลานสาวสุดที่รักเพียงคนเดียวของตระกูลที่มีทายาทเป็นผู้ชายทั้งหมด มารดาของหญิงสาวเป็นน้องสาวต่างมารดาของหลี่ไท่หยางนามว่า หลี่อี้เจินหรือเจนนี่ ซึ่งเกิดจากภรรยาคนที่สองของอดีตประมุขตระกูลหลี่นามหลี่เจิ้ง ผู้ซึ่งเป็นผู้มีอิทธิพลของฮ่องกงมีธุรกิจท่าเรือขนส่งขนาดใหญ่ และยังเป็นหัวหน้าแก๊งหงส์ไฟ หนึ่งในแก๊งใหญ่ของฮ่องกง
“คุณหนูเหม่ยเฟิ่ง ทำไมขับรถมาเองคะ ไม่รอให้คุณเทียนไปรับที่สนามบินล่ะคะ” นางอาหนิวแม่บ้านใหญ่ของตระกูลหลี่ รีบเข้ามาจับแขนคุณหนูตัวน้อยของนางอย่างรักใคร่
นางมีโอกาสได้ดูแลเจนนี่มารดาของเหม่ยเฟิ่งเมื่อครั้งเยาว์วัย และได้ดูแลคุณหนูเหม่ยเฟิ่งในฐานะพี่เลี้ยงอีกด้วย จึงทั้งรักทั้งผูกพันกับคุณหนูของตนอย่างยิ่ง
“ป้าหนิว สนามบินกับบ้านหลี่ใกล้แค่นี้เอง เจสขับรถมาได้ไม่เห็นเป็นไรเลย”
เหม่ยเฟิ่งยิ้มกว้าง ขณะกดจมูกหอมแก้มเหี่ยวของอดีตพี่เลี้ยงอย่างออดอ้อน พลางโอบไหล่ของหญิงชราพาเดินเข้าไปในบ้าน ปล่อยหน้าที่ขนสัมภาระให้เป็นของคนรับใช้สาวๆ
คฤหาสน์ตระกูลหลี่ใหญ่โตหรูหรากว่าเดิมมาก เมื่อหลี่เทียนทายาทคนเดียวของหลี่ไท่หยางผู้เป็นลุง สั่งให้คนตกแต่งเสียใหม่ให้ทันสมัย เฟอร์นิเจอร์เก่าๆ ถูกรื้อออกและนำเฟอร์นิเจอร์ที่ดูหรูกว่าราคาแพงกว่ามาตกแต่งทดแทน แต่ยังคงความงดงามของคฤหาสน์ไม่ให้สูญเสียอัตลักษณ์ของตนไป
“คุณยายอยู่หรือเปล่าจ้ะ เจสไม่ได้โทรมาก่อน กะจะเซอร์ไพรซ์คุณยายเสียหน่อย” เหม่ยเฟิ่งเอ่ยถามพี่เลี้ยง เมื่อเข้ามานั่งในห้องนั่งเล่นแล้ว
นางอาหนิวโบกมือให้สาวใช้อีกคน นำน้ำมะเขือเทศสดของโปรดมาเสิร์ฟคุณหนูของตน ก่อนจะเอ่ยว่า
“คุณหลินหลินอยู่ในสวนค่ะ กำลัง...” หญิงชราพูดไม่ทันจบประโยชน์ร่างเล็กปราดเปรียว ก็ลุกขึ้นเดินออกไปยังทางเข้าสวนหลังบ้านทันที
“เห้อ... คุณหนูไม่ฟังป้าหนิวพูดให้จบก่อน”
หญิงชราส่ายหน้าไปมา หมดปัญญาจะวิ่งตามด้วยสังขารที่เสื่อมโทรมไปตามวัย ได้แต่ปล่อยให้คุณหนูของตนไปตามหาคุณยายสุดที่รักตามใจปรารถนาของเจ้าตัว
สวนหลังบ้านตระกูลหลี่ร่มรื่นด้วยพันธุ์ไม้นานา อีกทั้งต้นไม้ยืนต้นสูงใหญ่อายุหลายสิบปีถูกปลูกเรียงรายปกคลุมพื้นที่โดยรอบ ทำให้บรรยากาศในช่วงบ่ายไม่ร้อนจัดจนเกินไป สายลมพัดเอื่อยมานำพากลิ่นหอมจรุงของดอกไม้ที่ปลูกไว้กรุ่นกำจายตามสายลม ศาลาไม้สีขาวกลางสวนสร้างไว้สำหรับนั่งเอนกายพักผ่อน และเป็นที่จิบน้ำชายามบ่ายของคนอาศัย ร่างเล็กๆ ของหญิงสูงวัยกำลังนั่งพูดคุยกับชายร่างใหญ่วัยเดียวกันอย่างออกรส ทำให้ร่างเล็กๆ ที่วิ่งมา ต้องชะลอฝีเท้าเปลี่ยนมาเดินให้เรียบร้อยขึ้น เกรงจะถูกผู้เป็นยายตำหนิกิริยาไม่เรียบร้อยสมเป็นกุลสตรีของตน เหม่ยเฟิ่งค่อยๆ เดินเข้ามาหาผู้เป็นยายช้าๆ พอมาถึงระยะที่ได้ยินเสียงสนทนาก็หยุดนิ่งฟังอย่างสนใจ เมื่อได้ยินภาษาอิตาเลี่ยนจากคู่สนทนาของคุณยาย หญิงสาวเปลี่ยนใจเดินเลี่ยงไปยังพุ่มไม้บังตาที่อยู่ไม่ไกล
“ลิลลี่ คุณคิดว่ายังไง ถ้าผมจะขอทาบทามหลานสาวของคุณให้ลูกชายของผม”
ริคคาโด้ มาร์คเคซิโอ้ ชายชราวัยเจ็ดสิบห้า เอ่ยถามอดีตหญิงสาวที่ตัวเองเคยหลงรักด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มหู ดวงตาสีมรกตจ้องมองใบหน้างดงามตามวัยของเธอด้วยแววตาอ่อนโยน ไม่ต่างจากเมื่อหลายสิบปีก่อน
หลินหลินซึ่งบัดนี้อายุล่วงเลยวัยสาวมาหลายสิบปี แต่ยังคงรักษาความงามตามวัยของตนไว้ในสายตาของคนมอง เธอสบตาของอดีตเพื่อนชายพร้อมระบายยิ้มบางๆ เมื่อยี่สิบห้าปีก่อน ริคคาโด้เคยเอ่ยถามแบบนี้ตอนที่เห็นหลานสาวของเธอขณะไปเยี่ยมที่โรงพยาบาล เธอไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธอะไรให้อีกฝ่ายเสียความรู้สึก ด้วยรู้ว่าริคคาโด้ยังคงหวังจะให้เลือดเนื้อเชื้อไขของเขากับเธอได้ผูกพันกัน ชดเชยความผิดหวังในอดีตของตน แต่เธอไม่ได้เป็นพวกหัวโบราณที่จะจับหลานสาวกับลูกชายของอีกฝ่ายคลุมถุงชนกัน
“ปล่อยให้พรหมลิขิตทำหน้าที่นี้ ไม่ดีกว่าหรือคะริคกี้” เธอแตะหลังมือหนาของอีกฝ่าย ยิ้มให้กำลังใจ
แววตาสีมรกตหม่นแสงลงเล็กน้อย เมื่อได้ยินคำพูดนั้น “ลิลลี่ผมคงรอไม่ไหว ผมกำลังจะตาย...” เขาบอกเธอด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า
เขาขยับมือกุมมือนุ่มของเธอไว้มั่น ทอดสายตาอ้อนวอนอดีตหญิงผู้กำหัวใจของตนอย่างขอความเห็นใจ ก่อนจะจะรู้ตัวว่าเผลอตัวกุมมือเธอนานเกินไป ริคคาโด้ถอนหายใจแรง ก่อนจะปล่อยมือเธอออกอย่างสุภาพ แม้หลินหลินกับเขาจะย่างเข้าวัยชรา แต่เขากับเธอไม่ได้เป็นคนในครอบครัวการจับมือถือแขนจึงไม่สมควร เขามองหญิงชราตรงหน้าอย่างอาทร แม้วัยจะร่วงโรยไปตามกาลเวลา เธอคือหญิงเดียวที่ครอบครองหัวใจของเขาเสมอมา เมื่อสี่สิบปีก่อนตอนได้รู้ว่าสามีของเธอเสียชีวิตไป เขามีความหวังว่าเธอจะหันมามองเขาเปิดโอกาสให้เขาได้ดูแลเธอ แต่หลินหลินก็ไม่เคยก้าวข้ามความเป็นเพื่อนมาคิดอะไรกับเขาได้มากกว่านั้น เธอรักสามีของเธอและยินดีครองตัวเป็นโสดดูแลลูกสาวตัวน้อย ภายใต้ร่มเงาของลูกเลี้ยงในบ้านตระกูลหลี่แห่งนี้
ในขณะที่อีกห้าปีต่อมา เขาถูกบิดาบังคับให้แต่งงานกับลูกสาวของนักธุรกิจคนหนึ่ง เพื่อมีทายาทสืบทอดตระกูล มาร์คเคซิโอ้ของตน ไม่ให้กุดด้วนลงไปในรุ่นของเขา ริคคาโด้ในวัยสี่สิบจำใจต้องแต่งงานและสร้างทายาทเป็นลูกชายคนหนึ่งสมใจผู้เป็นพ่อ ชีวิตแต่งงานของเขาสิ้นสุดลงในไม่ถึงห้าปี เมื่อภรรยาถูกมาเฟียแก๊งตรงข้ามลอบทำร้ายจนเสียชีวิต ทิ้งลูกน้อยให้เขาดูแล ผ่านมาสามสิบห้าปี เบนนีโต้ มาร์คเคซิโอ้ โตเป็นหนุ่มรับช่วงธุรกิจและเป็นทายาทสืบทอดอำนาจของแก๊งมาเฟียต่อจากเขา เบนนีโต้ไม่มีวี่แววว่าจะสนใจหญิงสาวคนไหน เหมือนกำลังรอให้หญิงสาวที่ผู้เป็นพ่อหมายตาเติบโตมาเป็นเจ้าสาว ริคคาโด้คงจะปล่อยให้พรหมลิขิตทำหน้าที่ของมัน หากร่างกายของเขากลับไม่อาจรอไหว เมื่อหมอตรวจพบว่าเขาเป็นโรคหัวใจ และอาจมีสิทธิ์หัวใจวายตายได้ทุกเมื่อ อายุของเขามากเกินกว่าจะเสี่ยงรับการผ่าตัดซึ่งไม่แน่ใจว่าจะปลอดภัยพอหรือเปล่า ริคคาโด้จึงดั้นด้นมาหาหลินหลินถึงฮ่องกง เพื่อทำตามความปรารถนาของตนเป็นครั้งสุดท้าย
ตอนที่ 2
“ริคกี้...”
หลินหลินตกใจไม่น้อยเมื่อได้ยินเพื่อนชายบอกเช่นนั้น เธอมองสบสายตาอ้อนวอนของเขาอย่างเห็นใจ ในชีวิตนี้คงมีผู้ชายเพียงสองคนที่รักเธอสุดหัวใจเช่นนี้ คนหนึ่งคือหลี่เจิ้งสามีผู้จากไป อีกคนคือ ริคคาโด้คนนี้ น่าเสียดายหัวใจของเธอมอบให้หลี่เจิ้งผู้เป็นสามีไปหมดแล้ว และไม่อาจมอบใจของตนให้ริคคาโด้ได้ หลายสิบปีผ่านไปริคคาโด้ยังคงเป็นเพื่อนผู้แสนดี คอยห่วงใยไต่ถามทุกข์สุขของเธออย่างสม่ำเสมอ ยามนี้เพื่อนผู้แสนดีกำลังถูกโรคร้ายคุกคาม เธอจึงรู้สึกใจหายไม่น้อย
“ได้โปรดนะลิลลี่ ได้โปรดทำตามคำขอร้องของคนใกล้ตายอย่างผมสักครั้ง ได้โปรดทำตามความปรารถนาสุดท้ายของเพื่อนคนนี้ได้ไหมครับ” เป็นคำขอร้องที่เจ้าตัวพยายามบีบบังคับทางอ้อม จนคนฟังรู้สึกหนักใจ
“ริคกี้คะ ฉันอยากรับปากคุณนะคะ แต่หนูเจสหลานสาวของฉัน แกไม่ใช่คนที่จะยอมให้ใครบังคับใจได้ง่ายๆ”
หลินหลินกุมมือเพื่อนชายบีบเบาๆ ให้กำลังใจ เมื่อเห็นอีกฝ่ายสีหน้าหม่เศร้าจนเห็นได้ชัด แม้ภายนอกริคคาโด้ดูแข็งแรงกระฉับกระเฉง กว่าคนในวัยเดียวกัน แต่โรคร้ายภายในทำให้เขาดูอ่อนแอลงอย่างไม่น่าเชื่อ
“ขอให้หนูเจสสิก้า ได้พบกับเบนก่อนได้ไหม ผมเชื่อว่าสองคนนั้นเขาเกิดมาเพื่อกันและกัน ตอนนี้ลูกชายผมกำลังคุยงานอยู่ที่โรงแรมฟีนิกซ์ ผมจะพาเขามารู้จักกับหลานสาวของคุณ”
ความเชื่อของคนใกล้ตาย ทำให้คนแอบฟังทำหน้ามุ่ย ร่างบางเบือนสายตาจากคนแก่สองคนในศาลาแล้วถอนหายใจแรงๆ
“คุณตานี่ดื้อจังแฮะ อยากได้เราไปเป็นสะใภ้โดยไม่ถามสักคำว่าเรายอมหรือเปล่า อยากเห็นหน้าลูกชายของแกนักว่าจะหน้ายังไง พ่ออายุปูนนี้ลูกคงแก่หงำเหงือก”
ริมฝีปากสีแดงสดเบะนิดๆ เมื่อเจ้าตัวเผลอจินตนาการถึงลูกชายของคุณตาเพื่อนของคุณยาย ว่าที่คู่หมายตา ด้วยเข้าใจว่าอีกฝ่ายคงมีวัยใกล้เคียงกับบิดามารดาของตน เสียงสนทนาดังแว่วมา ทำให้เหม่ยเฟิ่งหันไปสนใจฟังต่อ
“ตอนนี้หนูเจสอยู่ที่ญี่ปุ่นค่ะ แกโทรมาว่าจะมาเยี่ยมฉันในอาทิตย์นี้ แต่ไม่รู้วันไหน ยังไงก็รอให้แกมาก่อนนะคะ ฉันจะแนะนำให้คุณรู้จักแกค่ะ” หลินหลินบอกริคคาโด้ ด้วยสีหน้าหนักใจ
“ไม่เป็นไร ผมจะอยู่รอ ตาเบนแกมาติดต่องานกับลูกค้าที่มาเก๊าคงอยู่อีกหลายวัน” ริคคาโด้ ยิ้มออกเมื่อได้ยินคำตอบรับแกมเกรงใจจากเพื่อน
เหม่ยเฟิ่งเบือนหน้าหนีจากสองตายาย ดวงตาคู่สวยฉายแววบางอย่างเมื่อเจ้าตัวเกิดความคิดอยากไปยลโฉมลูกชายคุณตาริคกี้ขึ้นมา หญิงสาวจึงไม่ปล่อยให้ความคิดของตัวเองต้องเป็นหมัน
“อีตาเบนนีโต้ ฉันจะขอดูหน้าของนายหน่อยเหอะ” เหม่ยเฟิ่งย่นจมูก ขณะเอ่ยชื่อคู่หมายที่ไม่เคยเห็นหน้าอย่างรังเกียจ
ร่างเพรียวบางเคลื่อนตัวกลับเข้าไปในตึก ก่อนจะซอยเท้าวิ่งออกมายังรถที่จอดอยู่ด้านหน้าตึกแล้วขับออกไปทันที ท่ามกลางสายตาแตกตื่นแกมมึนงงของบรรดาคนรับใช้ เป้าหมายของรถคันหรูคือโรงแรมฟีนิกซ์ โรงแรมในเครือของตระกูลหลี่ ซึ่งตั้งอยู่ในย่าน จิมซาจุ่ย...
ช่วงเวลาเดียวกัน ณ ประเทศญี่ปุ่น
ร่างของชายหนุ่มรูปร่างสูงสง่าในชุดสูทแบรนด์ดัง กำลังเดินออกมาจากลิฟต์ของโรงแรมหรูพร้อมบอดี้การ์ดคู่ใจสองคน ขณะกำลังก้าวเข้าไปนั่งในรถส่วนตัวที่มาจอดรอรับตรงทางเข้าด้านหน้าล็อบบี โทรศัพท์มือถือซึ่งถูกตั้งระบบสั่นก็ส่งสัญญาณดังครืดๆ ทำให้คิ้วดกหนายกขึ้นเล็กน้อยมือเรียวยาวหยิบโทรศัพท์มาดู ก่อนจะนิ่วหน้าเล็กน้อยเมื่อเห็นหมายเลขปลายสาย เขารีบกดรับทันที
“มีอะไรครับคุณแม่” เสียงทุ้มเอ่ยถามคนปลายสายด้วยน้ำเสียงสุภาพ ดวงตายาวเรียวกระตุกวาบเมื่อได้ยินคำพูดของคู่สนทนา
“เรียวสุเกะ เมื่อครู่พ่อของลูกโดนลอบยิง แต่ไม่ต้องห่วงนะตอนนี้ปลอดภัยแล้ว กระสุนไม่ถูกจุดสำคัญ” เจนนิเฟอร์ ลี บอกข่าวร้ายพร้อมปลอบลูกชายให้คลายกังวล
เรียวสุเกะนิ่งเงียบตกใจกับข่าวร้าย ก่อนจะพ่นลมออกทางปากเมื่อได้ยินว่าบิดาของตนปลอดภัย นับตั้งแต่จำความได้ชีวิตของเขาก็อยู่ในแวดวงของผู้มีอิทธิพลที่เรียกว่ามาเฟียและยากูซ่ามาโดยตลอด เจนนิเฟอร์ ลี มารดาของเขาเป็นน้องสาวคนเดียวของหลี่ไท่หยาง หรือ โจนาธาน ลี หัวหน้าแก๊งหงส์ไฟมาเฟียผู้ทรงอิทธิพลของเกาะฮ่องกง ในขณะที่ ทาคาฮาชิ ริวอิจิ บิดาของเขา เป็นทายาทของแก๊งมิสึโยชิแก๊งยากูซ่าอันดับสองของญี่ปุ่น ทั้งสองแต่งงานกันและมีทายาทเป็นฝาแฝดชายหญิง คือตัวเขาและเหม่ยเฟิ่ง หรือเจสสิก้าน้องสาวที่เพิ่งเดินทางไปเยี่ยมผู้เป็นยายที่ฮ่องกง
การปะทะกับศัตรูต่างแก๊งเป็นเรื่องปกติ เมื่อแก๊งยากูซ่านอกรีดที่เพิ่งรวมตัวกันต่างต้องการขยายอิทธิพลแข่งกับบรรดาแก๊งใหญ่ทั้งสามแก๊ง ที่เริ่มผ่อนปรนท่าทีของตนลงไม่ให้สังคมเกิดความรังเกียจ โดยการทำธุรกิจสร้างรายได้แทนการทำผิดกฏหมายเหมือนเมื่อหลายสิบปีก่อน แต่ยังคงมีบางส่วนรับหน้าที่ดูแลคุ้มครองร้านค้าและกิจการในเขตของตนเองอยู่ เพื่อป้องกันไม่ให้เขตอิทธิพลของตนถูกแก๊งอื่นรบกวน รวมถึงสร้างฐานอำนาจทางเศรษฐกิจและการค้า รวมถึงส่งเงินอุดหนุนพรรคการเมืองอย่างลับๆ เพื่อเป็นฐานอิทธิพลของตัวเอง
แม้จะมีการขัดแย้งและบาดหมางกันอยู่บ่อยครั้ง แต่ไม่มีครั้งไหนเหมือนครั้งนี้เมื่อฝ่ายตรงข้ามส่งคนมาลอบทำร้ายริวอิจิหัวหน้าแก๊ง ซึ่งกำลังจะสละตำแหน่งให้เรียวสุเกะผู้เป็นลูกชาย หลังจากรับหน้าที่เป็นหัวหน้าแก๊งมาหลายปี เทียบเท่าอายุของลูกชายและลูกสาวฝาแฝด ริวอิจิไม่ได้ต้องการเป็นยากูซ่าแต่ถูกบิดาขอร้องแกมบังคับให้รับตำแหน่งนี้แทน เขายอมทำตามความต้องการของบิดาผู้เป็นอดีตหัวหน้าแก๊ง จนกระทั่งเรียวสุเกะลูกชายยินดีสืบทอดตำแหน่งนี้แทนอย่างเต็มใจในฐานะทายาทรุ่นล่าสุดริวอิจิจึงยอมวางมือ แต่เกิดเหตุร้ายขึ้นเสียก่อน
“ฝีมือใครครับ” เรียวสุเกะเอ่ยถาม ใบหน้าที่เรียกว่าหวานเกินชายเครียดเคร่งขึ้นมา
“แม่ว่า ลูกมาคุยกับอาเบะเถอะ เรื่องนี้อาเบะเขารู้ดีที่สุด” มารดาไม่ยอมตอบคำถามนี้ แต่ให้ลูกชายมาคุยกับคนสนิทของบิดาแทน
คำพูดของมารดาทำให้คนเป็นลูก รู้ว่าคนสนิทของบิดารู้ตัวคนร้ายแล้ว และคงรอให้เขาไปจัดการด้วยตัวเอง ชายหนุ่มจึงพูดคุยกับมารดาอีกสองสามคำก่อนวางสาย แล้วสั่งให้คนขับรถเปลี่ยนทิศทางมุ่งตรงไปยังโรงพยาบาลที่บิดารักษาตัวอยู่
เหม่ยเฟิ่งขับรถมาจอดบริเวณชั้นใต้ดินของโรงแรมฟีนิกซ์ หญิงสาวอาศัยความเป็นหลานสาวของผู้บริหารบังคับให้ ผู้จัดการโรงแรมนำกุญแจสำรองห้องพักของสองพ่อลูก ตระกูลมาร์คเคซิโอ้มาให้ เจ้าตัวแอบปลอมตัวเป็นพนักงานของโรงแรมเพื่อเข้าไปสำรวจห้องพักของเบนนีโต้ ขณะที่เจ้าของห้องยังไม่กลับมายังห้องพัก
เหม่ยเฟิ่ง แอบเปิดดูตู้เสื้อผ้า และสำรวจข้าวของใช้ส่วนตัวของเบนนีโต้ เสื้อผ้าและของใช้มักบ่งบอกนิสัย รสนิยมของเจ้าของ จากการดูเสื้อผ้าข้าวของของชายหนุ่ม ทำให้เหม่ยเฟิ่งรู้ว่าอีกฝ่ายเนี๊ยบแค่ไหน หากไม่มีแม่บ้านมาช่วยดูแลให้ ผู้ชายส่วนมากจะไม่สนใจเก็บเสื้อผ้าจัดข้าวของให้เป็นระเบียบ หญิงสาวสอบถามพนักงานที่ดูแลพบว่าเบนนีโต้ไม่ชอบให้ใครมาวุ่นวายกับตนเอง เขาไม่รับบัตเล่อร์ที่ทางโรงแรมจัดไว้บริการลูกค้าระดับวีไอพีมาดูแล ไม่ยอมแม้แต่ให้ใครเข้ามาจัดข้าวของส่วนตัว นอกจากยอมให้แม่บ้านมาทำความสะอาดตอนที่เขาไม่อยู่เท่านั้น
“อีตาเนี่ย ท่าทางจะสำอางไม่เบา เสื้อผ้าข้าวของเป็นระเบียบกริ๊บ อายุก็มากแล้วยังไม่ยอมแต่งงาน สงสัยจะเป็นชายเหนือชาย ไม่สนผู้หญิงล่ะมั้งเนี่ย”
มือเรียวกรีดไปบนเสื้อที่เรียงเป็นระเบียบอย่างหมั่นไส้ พลางเบะปากแอบนินทาว่าที่คู่หมายของตนไปด้วย
ตอนที่ 3.
หญิงสาวนึกภาวนาให้เขาเป็นเกย์ไปเสีย เธอจะได้หาเรื่องปฏิเสธคนแก่ใกล้ตายอย่างสมเหตุสมผล โดยไม่ทำให้อีกฝ่ายต้องว่าเอาได้ว่าไม่ยอมเห็นใจ ร่างบางเคลื่อนกายไปหยุดหน้าเคาน์เตอร์สำหรับวางของใช้ส่วนตัว กระจกยาวบานใหญ่สะท้อนเงาร่างสมส่วนในชุดพนักงานของโรงแรมฟีนิกซ์ เจ้าตัวไม่สนใจมองเพราะเห็นหน้าตาตัวเองอยู่ทุกวัน สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือบรรดาผลิตภัณฑ์บำรุงผิวสำหรับผู้ชายที่วางเรียงรายอยู่ตรงหน้าต่างหาก เหม่ยเฟิ่งหยิบครีมบำรุงใต้ตามาเปิดดมย่นจมูกเล็กน้อยกับกลิ่นหอมเอียนของมัน บนเคาน์เตอร์ยังมีครีมทาหน้าทั้งแบบกลางวันและกลางคืน โทนเนอร์ ครีมโกนหนวด ออดิโคโลญและน้ำหอมหลายกลิ่น เธอเป็นผู้หญิงยังมีของพวกนี้ไม่มากเท่านายคนนี้เลย แบบนี้เป็นเกย์ชัวร์... เจ้าตัววิเคราะห์ ตามหลักฐานที่เจอ
เหม่ยเฟิ่งถูกเลี้ยงดูมาพร้อมญาติที่เป็นผู้ชาย บวกกับครอบครัวของเธอเป็นมาเฟียทั้งตระกูล หญิงสาวจึงไม่ได้นุ่มนิ่มเรียบร้อยเหมือนผู้หญิงคนอื่น เธอถูกสอนให้ยิงปืนเป็นก่อนจะทันเขียนตัวหนังสือตัวแรกเป็นด้วยซ้ำ หลังเลิกเรียนและวันหยุดก็ไปเรียนวิชาการต่อสู้ร่วมกับพี่น้องผู้ชายที่ตึกแดงในคฤหาสน์ตระกูลหลี่ ซึ่งเป็นที่ใช้สำหรับบัญชาการของแก๊งหงส์ไฟของหลี่ไท่หยางผู้เป็นลุง พอย้ายไปอยู่กับบิดามารดาที่ญี่ปุ่น ก็ไปเรียนรู้วิถียากูซ่าจากทาเคชิผู้เป็นปู่พร้อมพี่ชายฝาแฝดคือเรียวสุเกะ หากไม่มีความสวยและชอบแต่งหน้าทาปาก ใครๆ คงคิดว่าหญิงสาวเป็นลูกชายคนหนึ่งของบ้านทาคาฮาชิไปแล้ว
เหม่ยเฟิ่งละสายตาจากบรรดากระปุกครีมบำรุงมากมายนั้น ไปเดินสำรวจในห้องน้ำที่กว้างพอๆ กับห้องนอน กลางห้องมีอ่างจากุสชี่ใบใหญ่ติดตั้งเพื่อให้บริการแก่ผู้มาพัก ขนาดของมันกว้างจนคนสามคนสามารถลงไปแช่ได้สบายๆ บนเคาน์เตอร์วางของติดผนังด้านหนึ่ง มีขวดบับเบิ้ลบาร์ทและเกลือหอมหลากหลายกลิ่นวางเรียงราย เป็นผลิตภัณฑ์สำหรับอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้มาใช้บริการของโรงแรม มุมหนึ่งตั้งฉากกั้นแบบกระจกฝ้า กั้นเป็นสัดส่วนสำหรับวางเตียงนวดสปา มีน้ำมันหอมระเหยอโรมาเทอราปีวางอยู่ในตู้เล็กติดผนัง เพื่อให้ลูกค้าได้เรียกใช้เทอราปิสมาบริการนวดเพื่อผ่อนคลายถึงในห้องพัก ไม่ต้องเสียเวลาลงไปที่สปาของโรงแรม
ร่างบางเดินสำรวจไปทั่วห้องจนพอใจก่อนจะหมดความสนใจ คิดจะพาตัวเองออกไปจากห้อง ทว่า... ประตูก็เปิดผางออก ร่างสูงใหญ่ผึ่งผายอย่างคนตะวันตกยืนจังก้าอยู่หน้าประตู เหม่ยเฟิ่งหยุดยืนนิ่งก้าวขาไม่ออก ดวงตายาวเรียวเบิกค้างนิ่งงันเหมือนต้องมนตร์สะกดจากความหล่อเหลาบาดจิตของผู้ชายตรงหน้า สายตาของหญิงสาวสำรวจไปทั่วใบหน้าและร่างงามสง่านั้นอย่างอดใจไม่ไหว ใบหน้าคมคายของเขาประดับไปด้วยคิ้วดกหนาสีน้ำตาลเข้มที่กำลังขมวดนิ่ว นัยน์ตาสีเขียวมรกตจ้องมองผู้บุกรุกด้วยสายตาคมกริบราวมีดโกนแต่เป็นมีดโกนอาบน้ำผึ้ง ทำเอาคนถูกจ้องแทบละลายด้วยเสน่ห์ที่ยากจะอธิบาย จมูกโด่งงามและริมฝีปากหยักหนาได้รูป เสริมใบหน้าของเจ้าของให้คมเข้มแฝงไปด้วยเสน่ห์ของผู้ชายอย่างเต็มเปี่ยม ตั้งแต่เกิดมาจนโตเป็นสาวร่วมยี่สิบห้าปี เหม่ยเฟิ่งพบเจอผู้ชายมามากมายแต่ไม่มีผู้ชายคนไหน ทำให้หยุดสายตาของเธอได้เหมือนผู้ชายตรงหน้าคนนี้ ความหล่อของเขาไม่เรียกว่าหล่อธรรมดา แต่หล่อระดับเทพบุตรกรีกก็ไม่ปาน
“เธอเป็นใคร!” เสียงทุ้มถามห้วนๆ ปลุกให้คนได้ยินสะดุ้งหลุดจากภวังค์
“ฉันอ่า... เอ่อ... ฉันเป็น...”
เหม่ยเฟิ่งรีบหาขออ้างให้ตัวเองด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก แต่สมองของเธอมึนงงกับความหล่อที่เข้ามากระแทกสายตา จนทำให้ทำงานช้าลงหาข้ออ้างให้ตัวเองไม่ทัน
“เธอคงเป็นบัตเล่อร์สินะ”
เขากวาดสายตามองชุดพนักงานบนร่างบางสมส่วนของหญิงสาวชาวเอเชียคนนี้ เธอสวมเสื้อสูทสีเทาเข้มผูกหูกระต่ายที่คอเสื้อ สวมกางเกงสแลคสีเดียวกันและรองเท้าหนังสีดำ ซึ่งคนที่สวมชุดแบบนี้มีเพียงบัตเล่อร์ของที่นี่เท่านั้น เบนนีโต้หาคำตอบให้ตัวเองโดนไม่รอฟังคำตอบจากหญิงสาว แววตาคมลดท่าทีหวาดระแวงลงขณะร่างสูงเดินผ่านเข้ามาภายในห้องแล้วนั่งลงบนโซฟานุ่ม เหม่ยเฟิ่งตั้งสติได้รีบพาตัวเองออกไปแต่ขายังไม่ทันจะก้าวแตะพื้นก็ถูกเจ้าของห้องเรียกไว้เสียก่อน
“จะไปไหน ฉันยังไม่ได้สั่งให้เธอไป เป็นบัตเลอร์ภาษาอะไร”
เจ้าของห้องทำสีหน้าระอาใจ กับมาตรฐานที่เจ้าตัวคิดว่าห่วยกว่าที่เคยได้รับมา
“เอ่อ... คุณต้องการให้ฉันทำอะไรคะ” เหม่ยเฟิ่งหมุนกายหันมาเผชิญหน้ากับชายหนุ่ม เธอจำต้องสวมบทบัตเลอร์จำเป็นตามน้ำไปก่อน เกรงจะทำให้ฝ่ายตรงข้ามสงสัยได้
หญิงสาวพยายามนึกถึงหน้าที่ของบัตเลอร์ เท่าที่รู้มาบัตเลอร์คือผู้ดูแลให้ความสะดวกแก่ผู้เป็นเจ้านาย พูดง่ายๆ คือเป็นคนรับใช้ใกล้ชิด แต่ทำหน้าที่ดูแลทุกสิ่งทุกอย่างให้ผู้เป็นนาย โรงแรมหรูหลายแห่งลงทุนฝึกพนักงานของตนให้เป็นบัตเลอร์ไว้คอยดูแลลูกค้าระดับซุปเปอร์วีไอพี เพื่อยกระดับการบริการของตนเองให้ลูกค้าได้รับความสะดวกสบายที่สุด โรงแรมฟีนิกซ์จึงมีบัตเลอร์ไว้คอยบริการในแต่ละห้องโดยเฉพาะ
“ฉันจะอาบน้ำ ช่วยเตรียมน้ำให้ฉันด้วย ฉันชอบกลิ่นกุหลาบขาว” เบนนีโต้บอกเสียงขรึม
“เตรียมน้ำ... ได้ค่ะเดี๋ยวฉันจะจัดการให้” เหม่ยเฟิ่งรีบเข้าไปจัดการตามคำสั่งทันที
เบนนีโต้จ้องมองร่างบางที่รีบเดินแกมวิ่งหายเข้าไปในห้องน้ำอย่างสนใจ เจ้าหล่อนเป็นบัตเล่อร์ที่ไม่สำรวมที่สุดเท่าที่เคยพบมา ชายหนุ่มถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะเดินตามเข้ามาภายในห้อง เขาจัดการถอดชุดที่สวมอยู่ออกทุกชิ้นแล้วเดินตรงเข้าไปยังห้องน้ำ ร่างสูงหยุดยืนกอดอกมองดูท่าทีเก้ๆ กังๆ ของบัตเลอร์สาวที่กำลังวุ่นวายกับการผสมเกลือหอมกับบับเบิ้ลบาร์ทในอ่างแช่ตัว โดยไม่รู้ว่ามีใครกำลังยืนมองอยู่เบื้องหลัง
“ใส่เกลือหอมแล้ว ใส่บับเบิ้ลบาร์ทแล้ว ต่อไปก็กดปุ่มเปิดน้ำ แล้วปุ่มมันอยู่ตรงไหนเนี่ย”
เหม่ยเฟิ่งบ่นพึมพำกับตัวเองขณะสอดส่ายสายตามองหาปุ่มเปิดเครื่องจากุสชี่ ปลายนิ้วเรียวสวยกดตรงปุ่มที่เจอก่อนจะสะดุ้งวาบผงะถอยแทบไม่ทัน เมื่อเสียงน้ำดังก้องขึ้นพร้อมสายน้ำที่พุ่งแรงตีบับเบิ้ลบาร์ทจนเป็นฟองฟอดเต็มอ่าง ร่างบางปะทะกับอกหนาเปลือยเปล่าของคนที่ยืนอยู่ด้านหลังเต็มแรงจนเกือบล้ม ดีที่วงแขนแข็งแรงช่วยพยุงไว้ได้ทัน
“นี่คุณ ฉัน อ่า...”
เหม่ยเฟิ่งกลายเป็นคนติดอ่างพูดไม่พ้นคอ เมื่อหันไปแล้วพบกับร่างบึกบึนอุดมไปด้วยกล้ามเนื้อสวยงามบนร่างเปลือยเปล่าของชายหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงหน้า ดวงตาเบิกกว้างขณะสายตาเจ้ากรรมกรอกขึ้นลงมองดูเรือนกายแข็งแกร่งอย่างตกตะลึง แผงอกหนามีขนอ่อนๆ สีน้ำตาลทองกระจายบางๆ ไม่รกหนาจนดูน่าเกลียด แต่กลับทำให้คนเห็นรู้สึกขนลุกเกรียว สายตาเคลื่อนลงต่ำตามไรขนที่ลามลงมามองเห็นลอนกล้ามเนื้อหกลูกเรียงตัวสวยงามบนหน้าท้องที่เรียกว่าซิกแพก ขนสีน้ำตาลค่อยๆ เข้มขึ้นเมื่อไรขนขึ้นเรียงเส้นเป็นริ้วสวยจากใต้สะดือมาตามหน้าท้องปราศจากไขมัน ปากบางเผยอค้างเมื่อสายตาไปปะทะกับภาพของอาวุธคู่กายชายที่เจ้าตัวไม่เคยเห็นมาก่อน เหม่ยเฟิ่งตัวแข็งทื่อพูดไม่ออกตาเรียวเบิกกว้างกว่าเดิม ยืนนิ่งงันไม่ขยับไหวช็อคกับภาพตรงหน้า
เบนนีโต้มองบัตเลอร์สาวที่ยืนนิ่งราวกับหุ่นปูนปั้นอย่างขบขัน เจ้าหล่อนทำท่าตกใจราวกับไม่เคยเห็นร่างกายของผู้ชายมาก่อน เขาเคยได้ยินว่าชาวเอเชียจะไม่ค่อยเปิดเผยเนื้อตัวให้ใครเห็น โดยเฉพาะเพศตรงข้ามหากไม่ใช่สามีภรรยากัน เขาเคยชินกับการเดินตัวเปล่ามาอาบน้ำแบบนี้ เลยลืมนึกว่าที่นี่ไม่ใช่ห้องพักในคฤหาสน์ส่วนตัวของตนเอง คิ้วดกหนาขมวดเล็กน้อยเมื่อคิดได้ว่า
บัตเลอร์มีหน้าที่ดูแลรับใช้นี่นา... จะมาแตกตื่นอะไรกับการเห็นผู้เป็นนายเปลือยกายด้วยเล่า