ตอน 1

ตอนที่ 1

สำหรับเขมกรแล้ว ขอเพียงแค่ในทุกวันครอบครัวได้กินดีอยู่ดี พ่อกับแม่ทำงานได้เงินทองมาก็เพียงพอกับการใช้จ่ายและใช้หนี้ แต่มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ถึงจะทำงานจนเหนื่อยสายตัวแทบขาด แต่ก็ยังต้องอดมื้อกินมื้อ ทำงานหนักแต่กลับได้เงินมาประทังชีวิตเพียงแค่เล็กน้อย ไหนจะหนี้สินที่ยังต้องชดใช้ให้เขาอีกล่ะ ดอกทบต้น ต้นทบดอก เพิ่มพูนอยู่ทุกวัน ได้มาเท่าไหร่ก็มิพอจ่ายดอกเบี้ย บางครั้งถูกทวงถามพร้อมกับข่มขู่ให้อยู่อย่างอกสั่นขวัญผวา

มันคงจะดีมิน้อย ถ้าทำงานแล้วผลตอบแทนที่ได้มาเพียงพอสำหรับการใช้หนี้และใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ไม่จำเป็นต้องร่ำรวย แต่ขอให้พอมีพอกินและอิ่มท้อง อีกทั้งยังนอนหลับโดยไม่สะดุ้งตื่นเพราะเสียงทุบประตูจากเจ้าหนี้

มันคงจะดีไม่น้อยหากสิ่งที่ปรารถนานี้จะเป็นจริงได้!

แต่สิ่งที่คิดดูเหมือนจะเป็นความหวังที่เลือนรางและห่างไกลจนสุดมือคว้า จนวันหนึ่งได้ยินคนกล่าวถึงเรื่องของ “เรือนกวางซิน” ว่าช่วยให้สิ่งที่คิดเป็นความจริงได้ แต่ก็ไม่เคยมีใครได้เห็นได้รับรู้ว่ามันเป็นเรื่องจริง หรือเป็นเพียงแค่เรื่องที่เขาเล่าต่อกันมา จากความหวังกลับกลายเป็นความผิดหวัง แต่กับบางเรื่อง...มันก็มีไม่มีทั้งเหตุและผล

เชื่อหรือไม่เชื่อ สำหรับเขมกรแล้วมันไม่มีความหมายใด ๆ เลย สำหรับเขาแล้ว เพื่อครอบครัว เพื่อคนที่รัก แม้จะต้องสละชีวิต เขาก็ยอม ไม่ว่าจะต้องแลกกับสิ่งใดก็ตาม ขอเพียงแค่ครอบครัวอยู่ดีมีสุข หมดหนี้หมดสิน มีเส้นทางทำมาหากิน...ไม่ต้องเดือดร้อนอีก ถ้าหากว่า “เรือนกวางซิน” ช่วยทำให้ความต้องการเป็นจริงได้ เขาก็พร้อมที่จะทำ!

แต่ผู้ที่จะขึ้นเรือนกวางซินได้จะต้องมีโชคชะตาต้องกัน ความปรารถนาก็จะต้องมุ่งมั่นอย่างแรงกล้า จะสมหวังในสิ่งที่ปรารถนาหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับตัวคุณ...กล้าจะแลกเปลี่ยนไหม!

แต่การจะแลกเปลี่ยนก็ยังมีสิ่งสำคัญอีกอย่างที่จะต้องรับรู้ไว้

เรื่องที่ทำจะต้องมิทำร้ายทำอันตรายผู้อื่น เมื่อตกลงทำสัญญาแล้ว จะเปลี่ยนแปลงสัญญานั้นมิได้ อีกทั้งย้อนกลับไม่ได้และจะไม่สามารถยกเลิกกลางคัน!

ถามว่า เขมกรคิดอะไรหรือเปล่า...

ไม่เลย...ก็แค่แลกเปลี่ยน จะต้องไปคิดอะไรให้มันมากมายล่ะ

จะดีหรือไม่ดี ก็เป็นเขาผู้นี้เป็นคนเลือกเอง จะเกิดอะไรขึ้น ก็แค่...พุ่งชนไป ก็โอกาสของเขามีเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้นนี่นา!

“คุณชายขอรับ”

ผู้ถูกเรียกหันไปตามเสียงร้องเรียก ก่อนจะหันกลับมามองสระบัวที่ตอนนี้มีดอกบัวชู่ช่ออยู่มากมาย

“ทำเมี่ยงกลีบบัวกินน่าจะดี”

ว่าแต่การทำเมี่ยงกลีบบัวต้องใช้อะไรบ้างนะ คิดแล้วก็เสียดาย มาอยู่ที่นี่ไม่มีโทรศัพท์มือถือที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตได้ ไม่อย่างนั้นเขาจะรีบหาข้อมูลวิธีการทำเมี่ยงกลีบบัวโดยเร็วเชียวล่ะ

อ๋อ...เขามิใช่คนยุคนี้หรอกนะ เขามาจากยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยี การสื่อสารต่าง ๆ พัฒนาก้าวหน้าไปไกลมาก แต่เพราะการตัดสินใจบางอย่างทำให้เขาย้อนเวลาหรือคงจะเป็นทะลุมิติมาอยู่ที่แห่งนี้ ที่...ตื่นมาอีกทีก็อยู่ในร่างใครก็ไม่รู้ พร้อมกับความทรงจำที่มันครึ่ง ๆ กลาง ๆ ของเจ้าของร่างเดิมที่เป็นคุณชายขี้โรค เลยทำให้ฉุนเฉียวง่าย ค่อนข้างจะเฮี้ยว ดื้อและเกเรมิน้อยเลย หากคนในบ้านก็ยังรักและให้อภัยตลอด เหตุที่ทำให้เขาเลือกทำเช่นนี้ ก็คงจะต้องย้อนเล่าไปว่า...

ที่ยุคโน้นเขามีชื่อว่าเขมกร ครอบครัวของเขามีอยู่ด้วยกันห้าคน แม่เป็นแม่ค้าขายข้าวแกง พ่อเป็นกรรมกร รับจ้างทำงานทุกอย่างไม่เลือก ส่วนเขากับน้องสาวยังอยู่ในวัยเรียนจึงไม่ได้ช่วยเหลืออะไรครอบครัวมากนัก ฐานะของเราก็คือ พอมีพอกินพอใช้แต่ไม่ได้เหลือเก็บ แต่เราก็มีความสุขกันนะ ทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี แต่เมื่อแม่มีน้องอีกคน ปัญหาหนักก็เริ่มต้นขึ้น...

ด้วยวัยสามสิบแปดกับร่างกายที่กรำงานหนักมามาก เมื่อมีน้องในตอนนี้ ร่างกายก็เลยรับภาระมาก แต่เราก็ยังสู้กันไหว แต่สองเดือนก่อนที่น้องจะเกิด แม่ประสบอุบัติเหตุจนทำให้น้องเกิดออกมาก่อนกำหนด ทำให้น้องสุขภาพไม่ดี เขาไม่รู้ว่าน้องเป็นโรคอะไร แต่มักจะเห็นใบหน้าของแม่เต็มไปด้วยความกลัดกลุ้ม มีอยู่ครั้งหนึ่งเขาได้ยินแม่คุยกับพ่อว่า ถ้าจะให้น้องหายหรือดีขึ้น จะต้องใช้เงินในการรักษาจำนวนมาก

เมื่อมีเขาแล้วจะให้เลี้ยงอย่างปล่อยปละละเลยหรือ เพราะทำไม่ได้ พ่อเลยทุ่มทำงานหนักเพื่อหวังจะได้เงินมารักษาน้อง แม่ก็พยายามช่วยเต็มที่ แต่สุขภาพกลับอ่อนแอลง จนหลัง ๆ ทำงานไม่ได้ เขากับน้องที่เป็นเพียงแค่เด็กมัธยมต้น ที่หลังจากเลิกเรียนหรือเมื่อมีเวลาว่างก็ไปช่วยล้างจานที่ร้านก๋วยเตี๋ยว แต่ขยันแค่ไหนก็ช่วยอะไรได้ไม่มาก เขาไม่เคยรู้ว่าพ่อไปกู้หนี้ยืมสินมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ได้รู้ก็เมื่อเจ้าหนี้ตามทวงถึงบ้าน ถึงบ้านกับที่ดินจะถูกยึด แต่หนี้ที่มีก็ยังไม่ลดลง มีแต่เพิ่มมากขึ้น เรื่องมันก็เลวร้ายมากขึ้นเมื่อเจ้าหนี้บีบบังคับให้เขากับน้องทำงาน...สกปรก!

ถ้าไม่ทำ...เจ้าหนี้ก็ขู่จะทำอันตรายเรายกบ้าน คิดหนีแต่คนพวกนั้นก็คอยดูอยู่ ขนาดเดินไปและกลับจากโรงเรียนก็ยังมีคนตาม พ่อกับแม่สอนให้ผมกับน้องทำความดี ที่เมื่อเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น ผมอยากให้ความดีที่ทำมาช่วยให้อะไร ๆ มันดีขึ้นสักหน่อย แล้วเขาก็ได้ยินเรื่องของ “เรือนกวางซิน” ถ้าเจอและชะตาต้องกัน สิ่งที่ขอไม่ทำร้ายคนอื่น ถ้าขอแล้ว...จะหยุดกลางคันไม่ได้ ทุกอย่างก็จะเป็นอย่างที่ต้องการ!

มันจะเป็นไปได้เหรอ...ไม่หรอกน่า เชื่อเถอะว่า ของฟรี ไม่มีในโลก ถ้าจะได้ในสิ่งที่ต้องการ ยังไงก็ต้องมีสิ่งแลกเปลี่ยน ที่ยิ่งความต้องการมากและสูงเท่าไหร่ สิ่งที่นำมาแลกเปลี่ยนจะต้องสูงและมีค่ามากเท่ากัน หรืออาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ

แต่ถึงจะคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้ แต่ใจเขาก็ยังไม่ปล่อยวาง เสี้ยวหนึ่งของความคิดมันค้านเอาไว้ ในเมื่อบอกว่าเป็นไปไม่ได้ แล้วทำไมถึงไม่ลองค้นหาดูล่ะ ให้มันแน่ใจว่า...ไม่ได้จริง ๆ เพราะถ้ามันเป็นไปได้ อะไร ๆ ที่มันย่ำแย่อยู่ตอนนี้ดีขึ้นมาบ้าง...แม้จะแค่เล็กน้อยก็ตามที

ในเมื่อไม่คิดจะยอมแพ้ เขมกรก็เริ่มค้นหาเรื่องของ “เรือนกวางซิน” แต่ก็ไม่ได้พบอะไรทั้งสิ้น แต่พอคิดวที่หาไม่เจอ ก็เพราะมันไม่ใช่เรื่องจริง หูก็ดันได้ยินเรื่องของ “เรือนกวางซิน” ขึ้นมาอีก

“มันคงไม่มีจริงหรอกน่า ถ้ามีจริงก็ต้องมีข้อมูลบ้างสิ แต่นี่อะไร ค้นหาอะไรไม่เจอสักอย่าง ใครกันที่สร้างเรื่องโกหกแบบนี้...มันน่าโมโหนัก อย่าให้เจอตัวนะ จะต่อยแรง ๆ สักที เอาน่า...ต้องไม่ท้อ มันต้องมีทางออกสำหรับเรื่องนี้สิน่า” เขมกรบ่นงึมงำ พลางคิดหาทางออกกับเรื่องที่เกิดขึ้น แต่ก็เชื่อว่าถ้าไอ้เจ้าเรือนกวางซินมีจริง เขาก็จะต้องได้พบแน่นอน

“นั่นมัน...มีจริง ๆ เหรอเนี่ย” ตอนแรกเขมกรก็ไม่เชื่อ ด้วยสิ่งที่เห็นตรงหน้าคือเรือลำหนึ่ง ลักษณะมันเหมือนกับเรือที่เคยเห็นในหนังจีนโบราณที่มีขนาดบรรจุคนได้ประมาณแปดถึงสิบคนลอยลำอยู่ มีอักษรที่มิคุ้นตาที่ความรู้สึกเขาบอกว่ามันใช่...มันคือ “เรือนกวางซิน” ที่เขาคิดว่ามันจะเป็นบ้านแต่ความจริงมันคือเรือลำหนึ่ง

แต่ถึงจะรู้ด้วยความรู้สึกว่าใช่...แต่ด้วยตอนนี้มันก็ค่ำแล้ว ถ้าหากเขากลับบ้านช้าไปกว่านี้ พ่อกับแม่คงจะต้องเป็นห่วงมาก แต่ในหัวเขมกรกลับมีเสียงดังกลับมาว่า...

‘ในเมื่อเจอแล้ว ไม่คิดจะไปดูหน่อยเหรอ นั่นคือเรือที่ทำให้คนทุกคนได้ในสิ่งที่คิดนะ’

ตอน 2

ตอนที่ 2

เขมกรสองจิตสองใจ สองมือจับแฮนด์รถจักรยาน เท้าก็อยู่ที่บันไดของรถ แต่ขากลับไม่ยอมปั่นไปอย่างที่ควรจะเป็น เพราะสายตาได้แต่จ้องมองไปยังเรือนามว่า “เรือนกวางซิน” ด้วยความหวังที่มันล้นออกมา

‘ถ้ามันแก้ปัญหาทุกอย่างที่เป็นอยู่ได้ล่ะ...ไม่ลองเหรอ’

“ที่บอกว่าจะทำให้ทุกอย่างเป็นจริงได้ เป็นไปไม่ได้หรอกน่า มันเหลือเชื่อเกินไป”

แต่แม้ปากจะพูดไปแบบนั้น หากมือและขากลับไม่ทำตาม เรียกได้ว่าทุกอย่างมันหลุดการควบคุมไปหมดแล้ว จักรยานคันเก่าถูกทิ้งอยู่ตรงนั้น เพราะขาของเขามันเลือกที่จะก้าวเดินขึ้นไปยัง “เรือนกวางซิน” อย่างเชื่องช้า หากทุกก้าวที่เดินกลับมั่นคงและหนักแน่น พร้อมกับเสียงที่ดังก้องอยู่ในหัว...ต้องได้ ต้องช่วยได้!

“ขอโทษครับ มีใครอยู่ไหมครับ” เขมกรหยุดยืนอยู่ตรงที่ทางขึ้นเรือ พร้อมกับชะโงกหน้ามองไปทั่วบริเวณ แต่ก็ไม่เห็นว่าจะมีใครสักคน อย่างนี้ก็ขึ้นเรือไม่ได้สิ เขาลองตะโกนเรียงไปอีกครั้งและยืนรออยู่ครู่ใหญ่ แต่ก็ไม่มีเสียงใด ๆ ตอบกลับมา

“เป็นอย่างที่คิดไว้จริง ๆ นั่นแหละ ถ้ามีคนอยู่ก็ต้องมาเปิดประตูต้อนรับแล้วสิ” เขมกรบ่นด้วยความหงุดหงิดเมื่อคิดว่าถูกหลอกแน่แล้ว คิดว่าควรกลับบ้านดีกว่า ป่านนี้พ่อกับแม่และน้องคงจะเป็นห่วงมากแล้ว แต่พอหันหลังจะกลับบ้านกลับมีสะพานเคลื่อนลงมาหา

ใจหนึ่งก็...บอกว่ากลับบ้านเถอะ แต่อีกใจกลับบอกว่า ไหน ๆ ก็มาแล้ว เอาให้มันรู้กันไปเลย จะออกหัวหรือก้อย ต่อไปจะได้ไม่ต้องคิดมากเรื่องนี้อีก เขมกรก็เลยเลือกที่จะก้าวเดินขึ้นสะพานไป

“อา...ครั้งนี้เป็นหนุ่มน้อยหรือนี่...ปรารถนาสิ่งใดนะ”

เขมกรกำลังจะเอ่ยปากบอกในสิ่งที่ต้องการ แต่กลับเปิดปากไม่ได้ มิหนำซ้ำร่างกายก็ยังแข็งทื่อ ขยับเคลื่อนไม่ได้ด้วย จนเขาเริ่มกลัว

“หนุ่มน้อยปรารถนาสิ่งใดกันน่ะ”

เสียงนั้นยังคงดังผ่านความมืดมิดมาอีกครั้ง เขมกรพยายามเพ่งมองว่าเสียงที่ได้ยินดังมาจากทิศทางใด แต่ก็ไม่เห็นอะไร ความเงียบก็ครอบคลุมไปพักใหญ่ ก่อนจุดที่เขายืนจะสว่างจ้าจนแสบตา

“สิ่งที่ปรารถนา...อยากช่วยเหลือครอบครัวสินะ ความต้องการที่น้อยนิดแต่ยิ่งใหญ่ ช่างเป็นเด็กที่กล้าหาญและกตัญญูยิ่งนัก...น่าสนใจ ๆ ”

เขมกรได้แต่ตกใจจนพูดอะไรไม่ออก ในหัวเต็มไปด้วยความสงสัย ทำไมความต้องการที่มันซุกซ่อนอยู่ในส่วนลึก ที่ยังไม่ทันจะได้เปิดปากพูดด้วยซ้ำ กลับถูกใครก็ไม่รู้ที่ไม่เคยรู้จักและไม่เคยเห็นหน้าด้วยรู้

“รู้ใช่หรือไม่ ของฟรีไม่มีในโลก”

เขมกรพยักหน้ารับ รู้ดีแก่ใจเชียวล่ะ ที่ป่าวประกาศว่าให้ฟรี ๆ นะ ไม่มีจริงหรอก เวลาถูกเรียกเก็บคืน...แทบกระอักออกมาเลือด

“ในเมื่อรู้แล้ว ถ้าเช่นนั้นเจ้ายินยอมที่จะแลกเปลี่ยนไหมล่ะ”

เขมกรขบเม้มปากเข้าหากัน การแลกเปลี่ยนที่ว่า เขาจะทำมันได้หรือเปล่าและมันจะหนักเกินไปสำหรับเด็กอย่างเขาหรือไม่ แล้วผลที่ได้มามันจะคุ้มค่ากันหรือเปล่า

“มิต้องกังวล สิ่งที่ใช้แลกเปลี่ยนมิเกินความสามารถของคนที่ทำการแปลกเปลี่ยน”

“ท่านเป็นใครกันแน่” เขายังไม่ทันจะได้พูดอะไรเลย คนผู้นี้ที่ยังไม่เปิดเผยตัวตนก็ล่วงรู้ความคิดที่อยู่ในหัวแล้ว

“ข้าจะเป็นใคร เจ้ามิต้องใส่ใจหรอก รู้เพียงแค่ว่า สิ่งที่เจ้าต้องการข้าสามารถช่วยได้...ต้องการหรือไม่ล่ะ”

เขมกรจำต้องคิดทบทวนให้ดี เขาจะเชื่อในคำพูดของใครก็ไม่รู้ได้เหรอ

“ข้ามีเวลาให้เจ้าตัดสินใจมินานหรอกนะ มีผู้คนอีกมากมายที่ต้องการโอกาสที่เจ้าได้รับในครั้งนี้”

“ผม...”

“ว่าอย่างไร จะรับโอกาสที่ข้าให้เจ้าหรือไม่”

“ผม...” ในหัวเขาจะว่าว่างเปล่าก็ไม่เชิง ด้วยสิ่งที่คิดอยู่มันไหลไป...ไม่มีหยุดนิ่ง แต่จับสิ่งใดไม่ได้เลย คงได้แต่ยืนนิ่งงันอยู่อย่างนั้น ในความคิดเวลามันคงจะผ่านไปนานมาก หากความจริงแล้วแค่เวลาผ่านไปเพียงแค่ข้าหายใจเข้าและออกเท่านั้น เมื่อความคิดมันตกตะกอน เขมกรก็คิดได้ว่า...

ในเมื่อมีโอกาสแล้ว ทำไมเขาถึงไม่ยอมเสี่ยงล่ะ เขาก็ไม่มีอะไรที่จะต้องเสียแล้วนี่น่า

ไม่ว่าการแลกเปลี่ยนในครั้งนี้จะทำให้เขาต้องพบเจอกับเรื่องราวและสิ่งที่ไม่ดียังไง แต่ถ้าแก้ปัญหาเลวร้ายที่ครอบครัวประสบอยู่ ได้ทำให้ครอบครัวมีความสุข สิ่งที่ปรารถนาจริง...มันก็คุ้มค่าที่จะเสี่ยงไม่ใช่หรือไง

“ถ้าผมต้องการให้สิ่งที่คิดไว้เป็นความจริง ผมต้องแลกเปลี่ยนกับอะไรบ้างครับ”

“เจ้านี่...ฉลาดและตัดสินใจได้อย่างฉับไวเสียจริง หากข้าจะต้องบอกกับเจ้าก่อน เมื่อเจ้าตัดสินใจทำสัญญาแลกเปลี่ยนกับข้าแล้ว ข้าจะทำให้ความต้องการของเจ้าเป็นจริงภายในสามวันเจ็ดวัน แต่สิ่งที่เจ้าต้องการจะต้องไม่ไปทำร้าย ทำอันตรายผู้ใดจนถึงแก่ชีวิต”

เขมกรพยักหน้ารับ เรื่องนี้ไม่อยู่หัวเขาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ถึงแม้ว่าคนผู้นั้นจะเลวร้ายแค่ไหน แต่มันก็คือหนึ่งชีวิตที่คนผู้นั้นเลือกเส้นทางเดินของเอง คนที่ทำไม่ดีต่อให้มีอำนาจมากมายเพียงใด แต่สุดท้ายแล้วก็หนีผลกรรมจากการกระทำของตนเองไม่พ้น เพียงแต่ผลของกรรมที่จะได้รับนั้นจะมาถึงเร็วหรือช้าเท่านั้นเอง

“เมื่อเริ่มต้นแลกเปลี่ยนแล้ว เจ้ามิอาจกลับคืนคำ มิอาจที่จะยกเลิกมันได้ ทุกอย่างจะเป็นไปตามคำสัญญา!”

ก็ไม่รู้ว่าจะต้องแลกเปลี่ยนกับอะไร ร้ายแรงแค่ไหน มันก็ทำให้วิตกกังวลอยู่เหมือนกัน แต่เพื่อครอบครัว เพื่อคนที่เขารัก...เขมกรก็เลือกที่จะพยักหน้ารับ

“ครับ ผมเข้าใจแล้ว ถ้าท่านทำให้สิ่งที่ผมต้องการเป็นจริงได้ ไม่ว่าจะต้องแลกกับอะไร ผมก็ยอมทั้งนั้น”

“ข้าอยากได้ยินจากปากเจ้า ปรารถนาให้ข้าสิ่งใดให้”

“ถ้าผมจะขอ...คนพวกนั้นทำร้ายคนอื่นด้วยวิธีการต่าง ๆ มาตลอด ถ้าเป็นไปได้ ในเมื่อคุณบอกว่าเอาชีวิตเขาไม่ได้ ก็ขอให้เขาได้รับกรรมจากสิ่งที่กระทำเร็วหน่อย อย่าง...ถูกตำรวจจับและหมดสิทธิ์จะออกมาสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นอีก จะได้ไหมครับ”

ถ้าหากไม่ทำให้คนพวกนั้นถูกจับ หลังจากนี้ก็ยังจะต้องมีอีกหลายครอบครัวที่จะต้องได้รับผลกระทบจากการกระทำของพวกเขา ถึงเขาจะเข้าใจว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันมักจะมีตัวตายตัวแทนเสมอ หมดจากคนกลุ่มนี้ไป ก็ยังมีคนกลุ่มอื่นหวังได้เงินอย่างง่าย ๆ เข้ามาแทน...สิ่งที่ทำก็เพียงแค่ตัดไฟเพียงแค่ต้นลม ไม่ให้ลุกลามไปได้ไกลเท่านั้น แต่มันก็ดีกว่าไม่ได้ทำอะไรเลยไม่ใช่หรือยังไง

“ก็ได้อยู่นะ ต้องขึ้นอยู่กับความปรารถนาของเจ้าหนักแน่นเพียงใด ถ้ามิมากจนเกินไปกว่านี้ ข้าก็พอจะทำให้ได้”

“สิ่งที่ผมปรารถนา...ขอเพียงแค่ให้ครอบครัวอยู่กันอย่างมีความสุข ทุกคนมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง พ่อกับแม่มีงานที่มั่นคงทำ ไม่ต้องร่ำรวยแต่ขอให้มีเงินมีทองพอกินพอใช้ ไม่เป็นหนี้เป็นสินใคร มีเงินเก็บไว้ใช้ยามมีเหตุฉุกเฉินและให้น้องทั้งสองคนเรียนจบอย่างที่คาดหวังนะครับ”

“เจ้าช่างเป็นเด็กที่ดีจริง ๆ เจ้ารู้หรือไม่...สิ่งที่เจ้าปรารถนาจะต้องแลกกับการที่มิมีเจ้าอยู่ในชีวิตของพวกเขา...มิเคยพบพานและรู้จัก ไร้ตัวตน ไร้ความทรงจำโดยสิ้นเชิง”

เสียงที่ดังมาทำให้เขมกรถึงกับตกตะลึง ก่อนความเจ็บปวดจะถาโถมเข้าหา น้ำตามันไหลออกมาอย่างไม่ทันจะรู้ตัว แต่ถึงจะรู้อย่างนี้แล้ว เขาก็ยอม...ยอมที่จะเจ็บปวดเพียงลำพัง เพื่อให้ครอบครัวอยู่ดีมีสุข

เขมกรได้แต่ยิ้มด้วยความเศร้าหมอง

ตอน 3

ตอนที่ 3

“ครับ...ผมรับได้”

พ่อกับแม่ให้ชีวิต เลี้ยงดูเขาอย่างดีที่สุดเท่าที่จะได้ ตอนนี้ถึงเวลาที่เขาจะต้องแสดงความกตัญญูและตอบแทนพระคุณแล้ว อีกทั้งสิ่งที่ทำก็ไม่ได้เกิดความสามารถด้วย

“ผมยินดีแลกเปลี่ยนกับคุณครับ”

“เจ้าช่างเป็นบุตรที่กตัญญูจริง ๆ เป็นโชคดีของข้าที่เลือกคนมิผิด”

เสียงที่ได้ยิน...เหมือนจะมีแววสำเริงสำราญใจมิน้อย ในขณะที่เขมกร...ได้แต่เฝ้ารอคอยด้วยใจที่เต้นไม่เป็นจังหวะ สิ่งที่ต้องการจะเป็นจริงได้หรือไม่...

“เจ้ายังมีความปรารถนาอีกหรือไม่”

“ถ้าเป็นไปได้...ผมแค่อยากรู้ว่าจะมีเวลาเหลืออยู่กับครอบครัวอีกนานเท่าไหร่ เท่านั้นเองครับ” ถ้าจะต้องแลกเปลี่ยน...ถ้าจะฟังแล้วตีความไปไม่ผิด สิ่งที่ต้องแลกเปลี่ยนคือ...ชีวิตของเขาที่จะต้องจากไป

ถึงจะรู้อย่างนี้ เขมกรก็ไม่คิดจะเปลี่ยนใจ แต่เพียงแค่อยากมีเวลาอยู่กับครอบครัวอีกสักหน่อย...จะแค่หนึ่งวัน หรือจะหนึ่งชั่วโมง ถ้าไม่ได้ ก็ขอ...หนึ่งวินาที เขาก็เอา

ขอเพียงเท่านี้...จริง ๆ

“เหมือนเจ้าจะเป็นคนมักน้อย แต่ในความเป็นจริงแล้วสิ่งที่เจ้าปรารถนานั้นถือว่ายิ่งใหญ่อยู่นะ”

“ไม่ได้หรือครับ” นี่เขาจะต้องจากพ่อกับแม่และน้อง ๆ ไปโดยไม่ทันจะได้สั่งเสียล่ำลาหรือไงกัน

“เห็นแก่เจ้าที่เป็นบุตรกตัญญู ถือว่าข้าให้เจ้าสมหวังก็แล้วกัน สามวันจากนี้ข้าขอให้เจ้าใช้ชีวิตกับครอบครัวอย่างมีความสุข”

แล้วทุกอย่างก็มืดสนิท เขมกรยังคงยืนอยู่ที่เดิม...ใต้ต้นไม้ใหญ่ริมแม่น้ำที่ด้านหน้าไม่ได้มีอะไรเลยสักนิด จนคิดว่าไปเมื่อครู่คงเป็นความคิดความคาดหวังของตนเอง แต่เมื่อกลับไปถึงบ้านก็เห็นความเปลี่ยนแปลง...

บ้านยังคงเหมือนเดิม แต่แม่ไม่ได้ล้มป่วย ไอจนหน้าดำหน้าแดงและร่างกายก็ไม่ได้ผอมบางมีแต่หนังหุ้มกระดูก ใบหน้าก็อิ่มเอิบอย่างคนที่มีสุขภาพดีและมีความสุข น้องคนเล็กที่ผอมแห้ง ตัวขาวจนซีด แทบไม่มีเลือดฝาดให้เห็นก็เป็นเด็กที่น่ารักน่าชัง ยิ้มแย้มง่าย อ้วนท้วนอย่างคนที่มีสุขภาพดี ทำให้ทุกคนหลงรักได้ทุกวัน

เมื่อหันไปมองพ่อที่ปกติแล้วมักจะมีอาการเหนื่อยล้าและเคร่งเครียด นั่งกลุ้มใจด้วยไม่รู้ว่าจะหาเงินจากที่ไหนมาคืนเจ้าหนี้ที่ส่งคนมาคอยเมียงมองและข่มขู่ บางครั้งก็พูดทำนองว่า

“ก็แค่ทำงานเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้เสี่ยไปเท่านั้น เรื่องเงินที่ยืมมาก็หมดกัน แล้วยังจะมีเงินไว้ใช่จ่าย รักษาเมีย รักษาลูก จะทำอะไรก็ทำได้ง่ายไม่ต้องคิดอะไรมาก งานสบาย เงินก็หาได้ง่าย ทำไมพวกมึงถึงได้โง่กันขนาดนี้วะ”

ที่เมื่อพ่อได้ยิน...ก็จะโกรธจนหัวฟัดหัวเหวี่ยง คงอยากต่อยตีกับคนพวกนั้น แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะนอกจากจะไม่มีฝีมือแล้ว ยังจะห่วงใยพวกเราแม่ลูก อีกทั้งคนพวกนั้นก็มีปืนด้วย!

เขมกรได้แต่อึ้ง...ทุกอย่างเป็นไปอย่างที่เขาคาดหวังเอาไว้ภายในเวลาอันรวดเร็ว มันดีกว่าที่คิดไว้ด้วยซ้ำ ไม่คาดคิดด้วยซ้ำว่างานที่มั่นคง ที่แม้จะเหนื่อยกายแต่ไม่เหนื่อยใจคือการทำอาหารของแม่ที่มีคนมาถามไถ่และขอร้องให้ทำให้อยู่เรื่อย ๆ ด้วย ทำให้พ่อกับแม่วางอนาคตไว้ว่า...จะหาทำเลดี ๆ เปิดร้านอาหาร ตอนเช้าก็ขายข้าวราดแกงและแกงถุง ตอนเที่ยงก็ขายอาหารตามสั่ง ถ้ามีพ่อเป็นผู้ช่วย ทุกอย่างก็จะเป็นไปได้ด้วยดี

เมื่อเห็นว่าตอนนี้พ่อกับแม่มีงานทำที่ดีแล้ว ทุกคนในครอบครัวก็มีแต่รอยยิ้มและความสุขที่ฉายชัดอยู่บนใบหน้าและดวงตา เขมกรก็โล่งใจไปได้มาก สิ่งที่เขาแลกเปลี่ยนไปไม่เสียเปล่าแล้ว แต่ก็ยังมีอีกเรื่องจะต้องเฝ้าดูว่าจะเป็นจริงหรือไม่ แล้วเวลาผ่านไปไม่ถึงวันด้วยซ้ำ เรื่องที่รอคอยอยู่ก็มาถึง...

เสี่ยเจ้าหนี้เงินกู้หน้าเลือดและทำเรื่องผิดกฎหมายอีกหลายอย่างก็จมมุมตำรวจถูกจับพร้อมกับหลักฐานการกระทำความผิดที่ไม่รู้ว่ามาจากไหนมากมายเสียจนคิดว่าถ้าเสี่ยตัวร้ายไม่ถูกตัดสินประหารชีวิตก็คงจะติดคุกตลอดชีวิต ไม่ได้ออกมาทำร้ายคนอื่นได้อีกแน่

“ขอบคุณครับ” จากที่ได้ประสบพบมา เขมกรเชื่อว่าคำพูดนี้จะลอยไปกับลม ไปถึงคนผู้นั้นแน่นอน

เมื่อทุกอย่างเป็นไปอย่างที่ต้องการ ก็ดูเหมือนว่าเขมกรเริ่มจะไร้ตัวตนสำหรับทุกคน ที่โรงเรียน เพื่อนร่วมห้องมองผมเหมือนกับคนแปลกหน้า ประมาณว่าเด็กคนนี้เป็นใคร เรียนอยู่ห้องพวกเราด้วยเหรอ เมื่อกลับบ้าน...เขาก็ได้รู้ว่า ตนเองได้เสียชีวิตไปนานแล้ว

แม้จะทำใจรับรู้ไว้แล้ว หากเมื่อรู้ความจริงเช่นนี้ เขมกรก็เข่าอ่อนและทรุดลงนั่งอยู่หน้าบ้านไปเหมือนกัน จากนั้นสติที่รับรู้ของเขาก็ขาดหายไป เมื่อฟื้นมาอีกครั้ง เขาก็ได้กลายมาเป็นคุณชายรองของตระกูลเกา มีนามว่า ‘เกาหยุนเหลียง’

“มีอันใด”

มันยากมากเลยกับการรับมือการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ หากเมื่อตกลงใจไปแล้ว เขาจะทำสิ่งใดได้เล่า นอกจากจะต้องทำใจยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นและทำมันให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่การรับมือและอยู่กับสภาพใหม่นี้มันก็ยุ่งยากและลำบากไม่น้อยเลย กล่าวอันใดผิดไปสักหน่อย ก็ถูกมองราวกับเป็นตัวประหลาด เป็นคนสติไม่ดี มีเสียงนินทาว่าอาจจะถูกผีเข้าไปอีก

“นายท่านเรียกหาคุณชายขอรับ”

“ท่านพ่อเหรอ” เขมกรถามกลับพลางเลิกคิ้วขึ้นด้วยความแปลกใจ สำหรับท่านพ่อแล้ว เจ้าเกาหยุนเหลียงเป็นลูกที่ไม่เอาไหน ไม่ได้ความ ไม่ได้เรื่อง ดีแต่สร้างปัญหา เป็นลูกที่มิได้ดั่งใจ

มีลูกนิสัยมิดีอย่างเกาหยุนเหลียง คนเป็นบิดามารดาจะมิปวดหัวจนอยากจะตายวันละหลายรอบก็มิแปลกแล้วล่ะ

“เจ้าพอรู้ไหม ท่านพ่อมีธุระอันใดกับข้า”

เขมกรถึงกับแอบถอนหายใจ เพียงแค่เอ่ยปากออกไปก็ได้เห็นใบหน้าและสายตาเอือมระอาของผู้ที่ถูกถาม เป็นเช่นนี้แล้วเชื่อได้เลยว่า...มีเรื่องแน่นอน

ไอ้เจ้าบ้าเกาหยุนเหลียง...จะขยันสร้างเรื่องไปถึงไหน!

เขมกรมีความรู้สึกอยากจะนอนหลับแล้วควานหาวิญญาณไอ้เจ้าบ้าเกาหยุนเหลียงให้เจอ จะได้ตบศีรษะหนัก ๆ สักสามสี่ครั้งระบายความหงุดหงิดที่เกิดขึ้น

ไอ้เจ้าบ้าเกาหยุนเหลียง ขยันสร้างเรื่องไปถึงไหนฮึ! นี่ถ้าหากมิได้เป็นบุตรชายของฮูหยินใหญ่ละก็...ป่านนี้ท่านพ่อคงจะรีบหาทางขับไล่ให้ออกไปจากบ้านเสียแล้วล่ะ

“คือ...”

คิ้วหนากระตุกเมื่อคนที่ถูกถามมิกล้าตอบ ยิ่งเมื่อเหลียวมองมาแล้วเห็นใบหน้าที่กลืนมิเข้าคายมิออกของบ่าวรับใช้ที่ถูกสั่งให้มาตาม เขมกรก็โกรธขึ้นมา คราวนี้ไอ้เจ้าบ้าเกาหยุนเหลียง ไปสร้างเรื่องวุ่นวายอะไรไว้อีกล่ะ!

“มิเป็นไร เดี๋ยวข้าไปหาท่านพ่อก็ได้รู้แล้วล่ะ”

อย่างไรเรื่องมันก็เกิดขึ้นมาแล้ว ย้อนกลับไปแก้ไขก็มิได้ รู้ในยามนี้แล้วได้อะไรล่ะ มีแต่ความมิสบายใจเสียเปล่า ๆ แต่ถึงจะคิดเช่นนี้แล้ว เขมกรก็ยังไม่สบายใจอยู่ดีนั่นแหละ

เกาฮูหยินรักใคร่เป็นห่วงเป็นใยบุตรชายดั่งแก้วตาดวงใจ หากตอนนี้ผู้ที่อยู่ภายในกายนี้กลับมิใช่บุตรชายของนางแล้ว ตัวเขาผู้ทำการแลกเปลี่ยน คิดว่าสิ่งหนึ่งที่น่าจะต้องทำก็คือ การแก้ไขชื่อเสียและเรื่องราวมิดีทั้งหลายที่เกาหยุนเหลียงเคยกระทำเอาไว้ อีกทั้งยังจะต้องตอบแทนคุณมารดาของเจ้าของร่างและ...เจ้าของร่างนี้ที่ให้เขามาอยู่อาศัย

“คุณชาย...”

“มีอันใดอีกเหรอ” หรือว่าเรื่องที่ถูกเรียกไปมันจะเร่งด่วนและใหญ่จนรอมิได้ เขมกรขมวดคิ้วเข้าหากัน

“ผู้ที่มา...คุณชายซ่งหยวนเจ๋อขอรับ”

ซ่งหยวนเจ๋อ?

ซ่งหยวนเจ๋อ...เป็นผู้ใดกัน?

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED