เสียงเบรกของรถยนต์ดังลั่นก่อนที่จะตามมาด้วยเสียงกระแทกดังโครมแล้วความโกลาหลก็เกิดขึ้นบริเวณหน้าโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง
คนขับรถรีบวิ่งลงมาดูคนเจ็บจากนั้นเขาก็ตะโกนให้คนที่อยู่ใกล้ๆ วิ่งไปตามพนักงานรับส่งผู้ป่วยที่หน้าโรงพยาบาล
ไม่นานนักพนักงานแปลก็เข็นรถมาพร้อมกับพยาบาลที่แผนกห้องฉุกเฉินเพื่อมารับผู้ป่วยที่นอนหมดสติอยู่ บริเวณข้างๆ กันมีรถจักรยานยนต์คันหนึ่งล้มอยู่ ชายหนุ่มเจ้าของรถยนต์จับมันขึ้นมาจอดข้างทาง แล้วรีบหยิบกระเป๋าถือที่หล่นอยู่ก่อนจะวิ่งตามเข้าไปในโรงพยาบาล
“เกิดอะไรขึ้นคะคุณหมอ” พยาบาลอีกคนรีบวิ่งออกมารับรถเข็นคนเจ็บ
“ผมขับรถชนผู้หญิงคนเมื่อกี้ ฝากด้วยนะครับ”
เขารีบบอกกับพยาบาลจากนั้นคุณหมอประจำห้องฉุกเฉินก็รีบเข้าไปดูคนเจ็บส่วนตัวเขาไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องก็เลยนั่งรออยู่ด้านหน้าห้องฉุกเฉิน
ผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมงคุณหมอภายในห้องฉุกเฉินก็ออกมาแจ้งข่าว
“ใครเป็นญาติคนไข้ครับ” คุณหมอประจำห้องฉุกเฉินถาม
“ผมยังไม่ได้ติดต่อญาติเธอเลย”
“หมอซันรู้จักเธอเหรอครับ”
“เปล่าครับแต่ผมเป็นคนขับรถชนเธอครับ”
“ใครก็ช่วยติดต่อญาติเธอด้วยนะ”
“เธอไม่มีญาติที่ไหนหรอกค่ะ” พยาบาลคนหนึ่งพูดขึ้น
“อ้าว...แล้วรู้ได้ไง” คุณหมอประจำห้องฉุกเฉินถาม
“ก็คนที่นอนอยู่นั่นคือน้องอัญที่อยู่แผนกผู้ป่วยนอกไงคะ”
“นั่นอัญเหรอผมไม่ทันได้สังเกตเลย” หมอเอกอาทิตย์มัวแต่ตกใจจนไม่ทันสังเกตว่าเธอคือเพื่อนร่วมงานของตนเอง
“ทีนี้จะเอายังไงกันดีล่ะหมอซัน”
“ผมรับเป็นเจ้าของไข้เองก็ได้ครับคุณหมอ คนไข้เป็นยังไงบ้างครับ”
“ศีรษะเธอน่าจะกระแทกอะไรสักอย่างผมว่าจะพาเธอไปทำซีทีสแกนเพื่อดูว่าไม่มีเลือดออกตรงไหนบ้าง ส่วนบริเวณข้อเท้าข้างซ้ายน่าจะมีกระดูกร้าวพรุ่งนี้จะตามหมอกระดูกมาดูอีกที ว่าแต่หมอเถอะบาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า”
“ไม่หรอกครับไม่ได้ผมไม่ได้ชนแรงขนาดนั้น”
เมื่อจัดการเรื่องคนไข้เสร็จแล้วตำรวจสองคนก็เดินเข้ามาในห้องฉุกเฉินพอดี
“ไม่ทราบว่าใครเป็นเจ้าของรถคันที่เกิดอุบัติเหตุครับผม”
“ผมเองครับ”
“เราคงต้องขอตรวจปริมาณแอลกอฮอล์และเชิญคุณไปให้ปากคำที่โรงพัก”
“ไม่มีปัญหาครับคุณตำรวจ”
“หมอไม่ได้เมาใช่ไหมคะ” พยาบาลคนหนึ่งมองหน้าหมอเอกอาทิตย์สลับกับหน้าตำรวจแล้วถามขึ้น
“ไม่หรอกครับพี่ ผมฝากจัดการเรื่องคนไข้ด้วยนะมีอะไรติดต่อผมได้เลยได้นะครับ” เขาบอกพี่พยาบาลที่คุ้นหน้ากันดี
“ค่ะคุณหมอ ถ้ามีอะไรเปลี่ยนแปลงพี่จะรีบโทรติดต่อคุณหมอนะคะ”
หมอเอกอาทิตย์หมอหนุ่มประจำแผนกมะเร็งของโรงพยาบาลเดินตามนายตำรวจสองท่านออกมาขึ้นรถไปยังสถานีตำรวจที่อยู่ใกล้ที่สุด
เขาให้ปากคำและวัดปริมาณแอลกอฮอล์เสร็จแล้วก็กลับมาที่โรงพยาบาลอีกครั้งซึ่งตอนนี้อัญชิสาพยาบาลแผนกผู้ป่วยนอกกำลังถูกพาไปที่ห้องพักฟื้นแล้ว
“อาการตอนนี้ไม่น่าเป็นห่วงครับ เราเอกซเรย์และซีทีสมองดูแล้วไม่มีเลือดออกตรงไหนเลย คาดว่าน่าจะแค่กระทบกระเทือน แต่ระหว่างนี้ต้องคอยสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด ผมตามหมอศัลยกรรมสมองแล้วเดี๋ยวท่านจะตามไปดูบนวอร์ดครับ”
“ขอบคุณนะครับคุณหมอ” เอกอาทิตย์กล่าวขอบคุณหมอประจำห้องฉุกเฉินจากนั้นเขาก็เดินตามรถเข็นผู้ป่วยไปยังห้องพัก
“คืนนี้ใครจะเป็นคนเฝ้าน้องพยาบาลคนนี้คะ” พยาบาลแผนกผู้ป่วยในหันมาถามทางคุณหมอหนุ่มที่เดิมตามมา
“เธอไม่มีญาติที่ไหนเลยใช่ไหมครับ” เขาถามพยาบาลแผนกฉุกเฉินที่ตามมาส่งคนไข้
“เท่าที่รู้อัญเพิ่งเสียยายไปเมื่อหลายเดือนก่อนค่ะ เธอพักอยู่หอพักที่โรงพยาบาลแล้ว ตอนนี้ก็คงมีแค่เพื่อนในแผนกเท่านั้นหมอซันจะให้พี่ตามให้ไหมคะ”
“ผมว่าจ้างพยาบาลพิเศษเฝ้าดีไหมครับ ค่าใช้จ่ายผมจัดการเอง”
“แต่พยาบาลพิเศษตอนนี้ไม่มีใครว่างเลยค่ะ”
“คืนนี้ผมเฝ้าก่อนก็ได้แต่พรุ่งนี้คุณช่วยหาพยาบาลให้ผมหน่อยก็แล้วกันนะ”
“ได้ค่ะคุณหมอพรุ่งนี้เวรเช้าจะรีบจัดการให้ ถ้าคุณหมอขาดเหลืออะไรก็เรียกพวกเราได้ตลอดเวลาเลยนะคะ”
“ขอบคุณครับ”
แม้จะทำงานที่โรงพยาบาลมานานแต่นี่ก็เป็นครั้งแรกที่เอกอาทิตย์ต้องมาทำหน้าที่เป็นญาติผู้ป่วย เขายืนคนที่นอนหมดสติรู้สึกเป็นห่วง เมื่อสักครู่เขายอมรับว่าตัวเองเป็นคนผิดที่รีบขับรถออกจากโรงพยาบาลโดยไม่ทันสังเกตว่ามีรถจักรยานยนต์สวนเข้ามา ถึงแม้เขาจะไม่ชนเธออย่างจังแต่มันก็ทำให้หญิงสาวเสียหลักจนล้มหัวไปกระแทกกับพื้นและข้อเท้าของเธอยังมีกระดูกร้าวอีกด้วย เอกอาทิตย์ภาวนาว่าพรุ่งนี้คุณหมอกระดูกมาตรวจแล้วอาการของเธอจะไม่เป็นอะไรมาก แต่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเขาก็ต้องเป็นคนรับผิดชอบเองทั้งหมด เนื่องจากตัวเองเป็นต้นเหตุและประมาทมากเกินไปเพราะไม่คิดว่าจะมีคนเข้ามาในโรงพยาบาลเวลานี้
เอกอาทิตย์นอนเฝ้าอัญชิสาจนเช้าแต่หญิงสาวก็ยังไม่ตื่นเขาจึงบอกพยาบาลที่หน้าเคาน์เตอร์ให้จัดการเรื่องพยาบาลพิเศษอีกครั้ง ก่อนจะรีบกลับไปอาบน้ำแต่งตัวที่บ้านและกลับมาราวน์จนเสร็จก็มาตรวจผู้ป่วยที่แผนกผู้ป่วยนอก
“หมอซันคะ” ศิราณีหัวหน้าพยาบาลแผนกผู้ป่วยนอกเคาะประตูที่เปิดทิ้งไว้ก่อนจะเดินเข้ามาหลังจากที่ผู้ป่วยคนล่าสุดเดินออกไปแล้ว
“มีอะไรครับพี่ณี”
“แผนกผู้ป่วยในโทรมาแจ้งว่าตอนนี้อัญฟื้นแล้ว”
“จริงเหรอครับ แต่ทำไมหน้าของพี่ณีดูไม่ดีเท่าไหร่เลย”
“ก็เขาบอกว่าอัญจำอะไรไม่ได้เลยน่ะสิคะหมอซัน พี่ก็เลยจะมาชวนหมอซันขึ้นไปดูหน่อย”
“อะไรนะครับพี่ณี” คุณหมอหนุ่มตกใจมากเพราะไม่คิดว่าอาการของเธอจะหนักถึงเพียงนี้
เมื่อเช้าเขาได้รับแจ้งจากหมอแผนกออร์โธปิดิกส์ว่ากระดูกข้อเท้าด้านซ้ายของเธอมีรอยร้าวและจำเป็นที่จะต้องใส่เฝือกซึ่งเขาก็รับทราบ แต่ไม่คิดว่าอาการทางสมองของเธอจะแย่กว่าที่คิดไว้
หมอเอกอาทิตย์ดูผลซีทีสแกนแล้วก็ไม่เห็นว่าจะมีเลือดออกหรือเลือดคั่งตรงจุดไหน ทำให้ชายหนุ่มค่อนข้างเบาใจมาก แต่เมื่อได้ยินว่าเธอจำอะไรไม่ได้ก็เลยตกใจและกังวลเนื่องจากตนเองเป็นต้นเหตุทำให้หญิงสาวต้องประสบชะตากรรมเช่นนี้
“ตอนนี้อัญจำอะไรไม่ได้เลยค่ะหมอซัน จำคนรอบข้างไม่ได้จำไม่ได้ว่าตัวเองเป็นใคร”
“ผมว่าเรารีบไปกันดีกว่านะครับพี่ณี”
สีหน้าของเอกอาทิตย์เครียดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เขารู้ว่าตัวเองเป็นสาเหตุเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดและยินดีจะรับผิดชอบทุกอย่างแต่ยังนึกไม่ออกว่าจะรับผิดชอบยังไง
“พี่ณีครับผมรู้มาว่าอัญไม่มีญาติที่ไหน”
“ใช่ค่ะหมอซัน อัญไม่มีญาติที่ไหนมีเพื่อนสนิทคนหนึ่งทำงานอยู่ที่แผนกโอพีดี”
“แล้วแบบนี้ใครจะดูแลเธอล่ะครับ”
“พี่ก็หนักใจเรื่องนี้เหมือนกัน ลำพังแค่กระดูกร้าวเราก็น่าจะผลัดกันดูแลได้แต่ถ้าเธอจำอะไรไม่ได้เลยแบบลำบากหน่อย ช่วงนี้ก็คงต้องอยู่โรงพยาบาลไปก่อน”
“เรื่องนี้ผมเป็นต้นเหตุทั้งหมดผมคิดว่าจะเป็นคนรับผิดชอบเอง พี่ณีคิดว่าผมจะพาเธอไปอยู่ที่บ้านดีไหม” เขาปรึกษาพี่หัวหน้าพยาบาลซึ่งน่าจะเป็นคนที่รู้จักและสนิทกับอัญชิสาดีกว่าใคร
“พี่ว่าก็เป็นความคิดที่ดีนะ แต่อัญจะยอมไปหรือเปล่ามันก็อีกเรื่องหนึ่งนะคะหมอ แล้วที่บ้านหมอจะมีคนดูแลเหรอ”
“ถ้าอัญยอมไปอยู่จริงผมก็คงจ้างคนมาดูแล แต่ผมกับเธอก็ไม่ค่อยสนิทกันเท่าไหร่ยิ่งเธอจำอะไรไม่ได้แบบนี้ก็คงจะยากที่จะยอมไปอยู่กับผม”
“หรือจะให้เธอพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลแต่ก็คงต้องจ้างพยาบาลพิเศษเฝ้าตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง แต่ถ้าหากอาการทางกายเธอดีแล้วพี่ว่าพาออกไปอยู่นอกโรงพยาบาลน่าจะดีกว่า”
“ผมว่าจะปรึกษาเรื่องนี้กับหมอเจ้าของไข้ดูว่าอัญจะออกจากโรงพยาบาลได้เมื่อไหร่”
ทั้งสองคนเดินมาถึงแผนกผู้ป่วยในก็เจอกับที่ธีรกานต์คุณหมอหนุ่มจากแผนกอายุรกรรมซึ่งเป็นเพื่อนของหมอเอกอาทิตย์
“ได้ข่าวว่าขับรถชนคนใช่ไหมซัน”
“อือ ข่าวเร็วดีนี่”
“ก็คนที่นายชนเป็นพยาบาลของที่นี่ฉันก็ต้องมารู้สิ นี่นายก็มาเยี่ยมเหมือนกันเหรอ นายไปขับรถชนเธอได้ยังไง”
“เมื่อคืนฉันรีบมากไปหน่อยก็เลยไม่ทันมองว่ามอเตอร์ไซค์สวนเข้ามาที่หน้าโรงพยาบาลน่ะ"
“แล้วนายเป็นอะไรหรือเปล่า”
“ฉันไม่เป็นอะไรหรอก เราเข้าไปข้างในกันเถอะ”
เมื่อเดินเข้ามาในห้องตรวจคุณหมอจากแผนกศัลยกรรมประสาทก็กำลังตรวจอาการของอัญชิสาพอดี
“คนไข้จำอะไรไม่ได้เลยเหรอคะอาจารย์” ศิราณีถามอาจารย์หมอด้วยสีหน้าเป็นกังวล
“ครับ”
“แล้วเราต้องทำยังไงบ้างครับอาจารย์”
“คงต้องค่อยๆ ฟื้นฟูความจำเธอทีละนิด อย่าพยายามให้เธอรู้ทุกอย่างในครั้งเดียว ได้ยินมาว่าหมอซันเป็นคนขับรถชนเธอเหรอ”
“ครับอาจารย์ ผมคงต้องรับผิดชอบเรื่องที่เกิดขึ้น”
“มีอะไรให้ผมช่วยก็บอกนะ ไปหาผมที่ห้องได้ตลอด ผมขอตัวก่อน อย่าคุยกับคนไข้นานล่ะ ผมอยากให้เธอได้พักผ่อน”
“ขอบคุณครับอาจารย์”
เมื่ออาจารย์หมอออกจากห้องไปแล้วศิราณีหัวหน้าพยาบาลแผนกผู้ป่วยนอกก็เข้าไปแนะนำตัวกับอัญชิสา
“สวัสดีจ้ะอัญพี่ชื่อณีนะ เป็นหัวหน้าพยาบาลแผนกที่อัญทำงานอยู่”
“ฉันชื่ออัญเหรอคะ”
“ใช่จ้ะชื่ออัญชิสาชื่อเล่นชื่ออัญดูตามบัตรประชาชนนี้นะ” ศิราณีหยิบบัตรประชาชนในกระเป๋าสตางค์ที่อยู่ในลิ้นชักหัวเตียงให้กับหญิงสาวดูซึ่งนอกจากบัตรประชาชนแล้วยังมีบัตรสมาชิกสภาการพยาบาลและใบขับขี่รวมถึงบัตรอื่นๆ อยู่อีกหลายใบ
“อัญเป็นพยาบาลเหรอคะ”
“อัญเป็นพยาบาลแผนกผู้ป่วยนอก มาทำงานที่นี่ได้ประมาณสองปีแล้ว”
“แล้วอัญพักอยู่ที่ไหนคะ อัญอยากกลับบ้าน”
“อัญพักอยู่ที่หอพักของโรงพยาบาลน่ะ ส่วนจะกลับบ้านได้เมื่อไหร่คงต้องให้อาจารย์หมออนุญาตก่อน”
“ค่ะพี่ณี แล้วผู้ชายสองคนนี้เป็นใครคะ”
“คนนี้คุณหมอธีรกานต์เป็นคุณหมอเจ้าของโรงพยาบาล ส่วนคนนี้หมอเอกอาทิตย์หรือหมอซันเป็นคนที่ขับรถชนอัญเมื่อคืนน่ะ”
“หมอเอกอาทิตย์ขับรถชนอัญเหรอคะ”
“ใช่ครับ คุณเรียกผมซันก็ได้ ผมขอโทษนะอัญผมไม่ได้ตั้งใจจริงๆ เมื่อคืนผมรีบไปหน่อย” คุณหมอหนุ่มพูดด้วยความรู้สึกผิดกับอัญชิสามากๆ
“ค่ะ” หญิงสาวพยักหน้าเพราะตอนนี้เธอกำลังสับสนเป็นอย่างมากไม่รู้ว่าเรื่องที่รับรู้อยู่มันเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า
“อัญปวดหัวจังเลยค่ะ” เมื่อพยาบามคิดถึงเรื่องในอดีตหญิงสาวก็รู้สึกปวดศีรษะมากๆ
“พักเถอะนะ พี่ขอลงไปทำงานเย็นนี้เลิกงานแล้วพี่จะขึ้นมาเยี่ยมใหม่ถ้ามีอะไรก็ให้พยาบาลโทรตามพี่ได้”
ศิราณีบอกกับลูกน้องก่อนจะเดินออกจากห้องไปพร้อมกับหมอเอกอาทิตย์และหมอธีรกานต์
“พี่ณีครับผมมีเรื่องอยากปรึกษา” เอกอาทิตย์พูดกับหัวหน้าพยาบาลเมื่อเดินออกมาจากห้องพักของอัญชิสา
“เรื่องอัญใช่ไหม”
“ครับพี่ณี ผมอยากชวนพี่ไปคุยกับอาจารย์หมอหน่อยได้ไหมครับ”
“ได้สิคะหมอซันพี่เองก็อยากถามถึงอาการของอัญอยู่เหมือนกัน”
“ฉันไปด้วยนะ”
“นายจะไปทำไม”
“ก็ไปในฐานะนายจ้างของอัญไงล่ะ”
ทั้งสามคนเดินไปยังห้องพักของอาจารย์หมอสุชาติ
ธีรกานต์เคาะประตูเมื่อได้ยินเสียงอาจารย์หมอสุชาติอนุญาตก็รีบเปิดประตูเข้าไป
“นี่จะมาคุยเรื่องคนไข้กับผมทั้งสามคนเลยเหรอ”
“ครับอาจารย์ ผมจะถามอาจารย์ว่าอาการที่คุณอัญเขาเป็นอยู่มีโอกาสจะหายไหม”
“โอกาสหายนะมีแต่ต้องใช้เวลาหน่อยน่ะ”
“นานไหมคะหมอ”
“บางทีอาจจะแค่วันสองวันหรือไม่ก็นานเป็นสัปดาห์ก็ได้”
“แล้วเป็นไปได้ไหมครับที่เธอจะจำอะไรไม่ได้เลย”
“เป็นไปได้ยากนะหมอซันเพราะผลซีทีสแกนไม่มีรอยโรคหรือเลือดออกตรงไหนเลย มันอาจจะเป็นแค่อาการวิตกกังวลหลังเกิดอุบัติเหตุหรือสมองอาจจะได้รับความกระทบกระเทือนเพียงเล็กน้อยแต่ผมว่าไม่นานเธอก็น่าจะกลับมาจำทุกอย่างได้” อาจารย์หมอบอกไปตามความจริง
“ได้ยินอาจารย์หมอพูดแบบนี้ณีก็โล่งใจหน่อยค่ะ แล้วแบบนี้จะต้องอยู่โรงพยาบาลนานไหมคะ”
“ผมขอสังเกตอาการสักสองสามวันก่อนนะ จากนั้นก็น่าจะกลับบ้านได้ ส่วนเรื่องกระดูกที่ร้าว เมื่อเช้าผมคุยกับหมอแผนกออร์โธฯ แล้วเขาบอกว่าไม่เป็นปัญหาอะไรแค่ใส่เฝือกอ่อนไว้แต่ห้ามคนไข้ลงน้ำหนักจนกว่าจะหายส่วนใหญ่ก็ไม่เกินสามเดือน”
“อาจารย์ครับถ้าเกิดว่าเธอหายเป็นปกติแล้วเรื่องราวระหว่างช่วงนี้เธอจะยังจำได้ไหม”
“ส่วนใหญ่คนไข้ก็จดจำได้ทั้งหมดนะ แต่ทั้งนี้ก็แล้วแต่คนไข้แต่ละคนด้วย ทางที่ดีช่วงนี้เราก็ค่อยๆ บอกข้อมูลของเธอไปทีละนิดถ้าเห็นว่าเธอเริ่มปวดหัวก็ให้เปลี่ยนเรื่องพูด”
“ค่ะ อาจารย์ณีกับน้องในแผนกจะมาพยายามมาคุยกับเธอบ่อยๆ ”
“ผมได้ยินบอกว่าเธออยู่คนเดียวที่หอพักโรงพยาบาลแล้วแบบนี้ถ้าออกโรงพยาบาลไปใครจะเป็นคนดูแลล่ะ”
“ผมคิดว่าจะพาเธอไปอยู่ที่บ้านครับอาจารย์”
“แต่หมอซันก็ต้องมาทำงานทุกวันนะแล้วตอนกลางวันล่ะ”
“คิดว่าจะจ้างพยาบาลพิเศษไปคอยดูแลเธอแล้วก็น่าจะหาเด็กรับใช้สักคนครับ”
“เรื่องเด็กรับใช้ไม่ต้องห่วงหรอกเดี๋ยวให้เด็กรับใช้ที่บ้านของแม่ฉันไปช่วยดูก็ได้บ้านของนายกับบ้านของฉันก็ไม่ได้ไกลกันมากเท่าไหร่”
“ไม่เป็นไรหรอกกานต์ฉันว่าฉันหาเองได้”
“แต่คนที่ไว้ใจมันหายากนะ เอาเถอะน่าเด็กที่บ้านฉันเยอะแยะให้ไปช่วยงานที่บ้านนายสักคนก็ไม่เดือดร้อนเท่าไหร่หรอก แล้วอัญเขาก็เป็นลูกน้องของฉันนะ ฉันก็อยากจะมีส่วนช่วยดูแลเธอบ้าง”
“ส่วนเรื่องพยาบาลเดี๋ยวพี่จะหาพยาบาลที่ไว้ใจให้ดีไหมคะ”
“ขอบคุณครับพี่ณี”
“วางแผนกันแบบนี้ถามคนไข้แล้วใช่ไหม”
“ยังเลยครับอาจารย์ ผมไม่รู้จะพูดยังไงให้อัญยอมไปอยู่กับผม”
“ปกติแล้วคนไข้ที่จำอะไรไม่ได้ค่อนข้างจะไว้ใจคนยาก การจะพาเธอไปอยู่ในสถานที่แปลกใหม่หรือไปอยู่บ้านผู้ชายมันก็ยากนะ” อาจารย์หมอบอกตามประสบการณ์ที่ตนเองเคยเจอมา
“ผมกำลังคิดเรื่องนี้อยู่ครับถ้าเกิดผมบอกว่าผมกับเธอเป็นแฟนกันเธอจะยอมไปที่บ้านของผมไหม”
“นายคิดอะไรของนายอยู่ซัน ถ้าเกิดเธอจำทุกอย่างได้ขึ้นมานายไม่กลัวเธอโกรธเหรอ”
"ฉันไม่รู้จะเอาวิธีไหนชวนเธอไปอยู่ที่บ้าน พี่ณีว่ายังไงครับ”
“พี่ว่าข้อเสนอของหมอซันก็น่าสนใจดีนะ”
“แล้วคุณอัญเขามีแฟนหรือเปล่าครับ” หมอธีรกานต์ถามหัวหน้าแผนกผู้ป่วยนอก
“เท่าที่พี่รู้อัญฉันไม่มีแฟนนะคะ”
“ถ้างั้นก็ตกลงตามนี้แล้วกันเราจะบอกเธอไปแบบนี้แหละให้เธอเป็นคนตัดสินใจเองว่าจะไปอยู่กับผมที่บ้านหรือเปล่า แต่ถ้าได้พี่ณีช่วยพูดก็ว่าอัญเธอน่าจะเชื่อนะ”
“เดี๋ยวตอนเย็นพี่ว่าจะขึ้นมาคุยกับอัญ บางทีถึงตอนนั้นอัญเขาอาจจะจำเรื่องทุกอย่างหมดแล้วก็ได้”
“เรื่องนี้ผมรบกวนพี่บอกคนที่จะขึ้นไปเยี่ยมอัญด้วยนะครับ เรื่องที่ผมชวนอัญไปอยู่ที่บ้าน”
“พี่จะกำชับเด็กในแผนกให้บอกว่าหมอซันกับอัญกำลังคบกันอยู่ตกลงตามนี้นะคะ”
“ขอบคุณครับพี่ณี”
“หมอซันคิดดีแล้วใช่ไหม”
“ครับอาจารย์” เอกอาทิตย์ตอบอาจารย์หมอจากนั้นทั้งสามคนก็พากันออกมานอกห้อง
ศิราณีขอตัวไปทำงานต่อขณะที่หมอเอกอาทิตย์เติมตามหมอธีรกานต์ไปที้หองทำงานของเขา
“ฉันว่ามันมากเกินไปหรือเปล่าที่จะพาเธอไปอยู่ที่บ้าน แค่ให้เธอนอนพักรักษาตัวอยู่ที่นี่และจ้างพยาบาลดูแลก็น่าจะพอแล้วนะ”
“ถ้าเป็นนายป่วยแล้วให้อยู่ในโรงพยาบาลตลอดเวลานายจะเบื่อไหม”
“มันก็คงต้องเบื่อแต่ในเมื่อมันไม่มีทางเลือกก็คงต้องเป็นอย่างนั้น นอกเสียจากว่านายคิดอะไรกับเธอ” ธีรกานต์มองหน้าเพื่อนอย่างต้องการคำตอบและเมื่อเห็นเอกอาทิตย์หลบสายตาเขาก็เข้าใจทันทีว่าตอนนี้เพื่อนของตนรู้สึกยังไงกับพยาบาลสาวคนนั้น
“นายกำลังชอบเธอใช่ไหม”
“ไม่ใช่กำลังชอบแต่ฉันชอบเธอมานานแล้ว เพียงแต่ไม่มีโอกาสคุยกับเธอ”
“แต่นายก็เจอเธอมานานหลายเดือนแล้ว”
“ฉันย้ายกลับมาอยู่ที่นี่ได้เกือบสี่เดือนก็เท่ากับระยะเวลาที่ฉันรู้จักกับเธอนั่นแหละ แต่เราไม่ค่อยได้คุยกันตามลำพังเลยทุกวันเจอกันก็เหมือนเพื่อนร่วมงานคนอื่น”
“ถ้าเธอจำเรื่องทุกอย่างได้นายจะทำยังไง”
“ฉันยังไม่คิดตอนนี้เราต้องแก้สถานการณ์เฉพาะหน้าไปก่อนถึงตอนนั้นค่อยว่ากันอีกที”
“นายไม่กลัวเธอจะโกรธเหรอ”
“มันก็เป็นสิทธิ์ของเธอนะถ้าเธอจะโกรธแต่ตอนนี้สิ่งที่ฉันทำได้ก็คือรับเธอไปดูแลอย่างดีที่สุด มันเป็นความผิดของฉันเองด้วยที่ขับรถประมาท”
“นายพูดเหมือนจะรับผิดชอบทั้งชีวิตเลยนะ”
“มันก็ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกนะ แต่ถ้าหากคุณอัญเขาเต็มใจให้ฉันรับผิดชอบมันก็โอเคนะ”
“ฉันขอถามอีกอย่าง ถ้าหากว่าเธอจำอะไรไม่ได้ตลอดล่ะ นายจะทำยังไง”
“ก็ดีนะสิฉันจะได้เป็นความทรงจำเดียวของเธอ”
“นายท่าจะบ้าแล้วนะ คิดอะไรแปลกๆ”
“ไม่แปลกหรอก คนเรามันก็ต้องทำอะไรเพื่อตัวเองกันบ้าง ฉันขอตัวไปทำงานก่อนนะ”