เมื่อวางสายจากมารดาของเด็กชายออมสินแล้วปิ่นปินัทธ์ก็รีบขึ้นไปยังห้องฉุกเฉินซึ่งตอนนี้พยาบาลกำลังช่วยกันทำความสะอาดแผลของออมสินที่ยังร้องไห้ไม่หยุด
“แผลลึกไหมคะคุณพยาบาล”
“ไม่ลึกค่ะแต่อาจจะต้องเย็บเดี๋ยวเราจะตามหมอให้นะคะ”
“ไม่ทราบว่าน้องโดนอะไรมาคะ”
“น้องหกล้มหัวกระแทกก้อนหินค่ะ”
ขณะที่พยาบาลกำลังทำความสะอาดแผลบนศีรษะหมอประจำห้องฉุกเฉินก็เข้ามาพอดี
“หัวเด็กไปโดนอะไรมาครับ”
“หกล้มกระแทกก้อนหินค่ะ”
“หมอขอดูแผลหน่อยนะครับ” คุณหมอหนุ่มเดินไปตรวจแผลแล้วบอกพยาบาลให้เตรียมอุปกรณ์เย็บแผลไว้รอ
“แผลเปิดแต่ไม่ลึกมากคงต้องเย็บนะครับ ผู้ปกครองเซ็นชื่อแล้วใช่ไหมครับ”
“ฉันไม่ใช่ผู้ปกครองค่ะ ฉันเป็นครู”
เสียงที่ตอบฟังอ่อนหวานจนคุณหมอหนุ่มที่กำลังดูแผลอยู่รีบหันหน้ามามอง ผู้หญิงคนนี้นอกจากจะเสียงหวานแล้วใบหน้าเธอก็ยังสวยหวานมากๆ อีกด้วย เธอคือผู้หญิงในสเปกของเขาชัดๆ
“คุณครูเหรอครับ” เขาถามแล้วยิ้มให้อย่างเป็นมิตร
“ค่ะ”
“แล้วผู้ปกครองของเด็กจะมาถึงเมื่อไหร่”
“คงอีกสักพักค่ะ ให้ฉันเซ็นชื่อแทนได้ไหม”
“ได้ครับ ถ้าเซ็นชื่อแล้วก็รอด้านนอกก่อนก็ได้”
“ไม่เอาผมไม่อยากอยู่คนเดียว ครูปิ่นอย่าไปไหนนะ ห้ามทิ้งผมไปไหนนะ” เมื่อได้ยินว่าคุณหมอจะให้คุณครูออกไปนอกห้องออมสินก็ร้องไห้ขึ้นมาหลังจากที่เพิ่งเงียบไปเมื่อครู่
คุณหมอหนุ่มกำลังลังเลเพราะปกติแล้วเขาไม่ชอบให้ใครจ้องเวลาตัวเองกำลังทำงานอยู่แต่ถ้าจะมีเสียงเด็กร้องโวยวายอยู่แบบนี้ก็คงไม่ค่อยมีสมาธิเท่าไหร่
“หนุ่มน้อยไหนบอกหมอสิชื่ออะไร”
“ผมชื่อเด็กชายออมสินครับ” เด็กชายตอบพร้อมเสียงสะอื้น
“หมอจะให้คุณครูอยู่กับออมสินนะ แต่ออมสินจะต้องสัญญากับหมอก่อนว่าจะไม่ร้องจะไม่ดิ้นหมอจะได้เย็บแผลให้สวยๆ”
“เย็บแผลคืออะไร เหมือนเย็บเสื้อขาดหรือเปล่า หรือเปล่าใช้เข็มเย็บผ้าใช่ไหมผมกลัว”
“มันก็คล้ายๆ เย็บผ้าที่ขาดนั่นแหละ แต่เราใช้เข็มอีกแบบ แต่เดี๋ยวหมอจะฉีดยาชาก่อนตอนเย็บออมสินจะได้ไม่เจ็บไงครับ”
“ฉีดยาเหรอ ไม่เอาออมสินไม่ฉีดครูปิ่นครับ ผมไม่อยากฉีดยาผมกลัวเจ็บ”
“ออมสินครับหนูฟังครูนะ ฉีดยาชาแค่นิดเดียวเองจากนั้นออมสินก็จะไม่เจ็บอีกเลย” ปิ่นปินัทธ์ปลอบลูกศิษย์
“แต่ฉีดยามันเจ็บ”
“เจ็บนิดเดียวเองนะ เชื่อหมอสิ”
“แต่ผมกลัว”
“ออมสินเป็นคนเก่งเดี๋ยวคุณครูจะไปเล่าให้เพื่อนๆ ที่โรงเรียนฟังว่ายอมให้คุณหมอฉีดยาชาและให้คุณหมอเย็บตั้งหลายเข็มโดยไม่ร้องไห้เลย เพื่อนๆ จะต้องชมแน่เลยว่าออมสินเป็นเด็กที่เก่ง”
“ครูจะบอกชมพู่ด้วยไหมครับ”
“บอกสิครูจะบอกชมพู่ว่าออมสินอดทนมากๆ เลยดีไหม”
“แต่คุณครูอยู่กับผมได้ไหมครับ”
“หมอคะขอฉันอยู่กับออมสินได้ไหม”
“ก็ได้ครับ” เพราะเห็นว่าเขาคงคุยกับเด็กไม่รู้เรื่องแน่ๆ การให้คุณครูของเด็กชายอยู่ด้วยน่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด
“เจ็บนิดหนึ่งนะออมสิน” คุณหมอหนุ่มบอกเด็กชายขณะที่ฉีดยาชาลงไป
“ผมเจ็บ ผมเจ็บ”
“ไม่ได้นะคะออมสินไม่ดิ้นนะ”
ออมสินที่นอนตะแคงอยู่ดิ้นจนพยาบาลต้องเขามาช่วยกันจับศีรษะไว้ ขณะที่คุณครูก็กอดเด็กชายแล้วใช้มือลูบไปบนหลังเบาๆ คุณหมอหนุ่มยับเข้าใกล้มากขึ้นเพื่อจะฉีดยาบริเวณปากแผลอีกด้านและมันใกล้มากจนได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ออกมาจากตัวของคุณครูกลิ่นที่ทำให้เขารู้สึกผ่อนคลายอย่างประหลาด
กรัณย์กรรีบสลัดความคิดฟุ้งซ่านออกจากศีรษะก่อนจะฉีดยาชาไปบนแผลจากนั้นก็เย็บจนเสร็จ
การเย็บแผลใช้เวลาไม่ถึงสิบนาทีแต่ทำให้เขาเหงื่อตก ไม่ใช่เพราะเย็บยากแต่เพราะเขาตื่นเต้นที่สายตาของคุณครูคนจ้องอยู่ต่างหาก
เย็บแผลเสร็จก็ให้เด็กชายลุกขึ้นนั่งแต่ยังไม่ให้ลงจากเตียงเพราะเขายังต้องซักประวัติให้ละเอียด เพื่อมั่นใจว่าการล้มหัวกระแทกก้อนหินจะไม่กระทบกระเทือนถึงสมอง
“ออมสินไหนลองเล่าให้หมอฟังสิครับว่าออมสินลงได้ยังไง”
“ผมเล่นฟุตบอลกับเพื่อนครับแล้วก็ลื่นล้มหัวมันไปกระแทกก้อนหิน”
“ไม่ได้นะออมสินเราจะบอกหมอว่าเล่นฟุตบอลไม่ได้” คุณครูกระซิบ
“แล้วผมต้องบอกหมอว่ายังไงล่ะครับ” เด็กชายมองหน้าคุณครูอย่างไม่เข้าใจเพราะเขาเล่นฟุตบอลอยู่กับเพื่อนแล้วล้มจริงๆ
“ไม่ทันแล้วนะครับคุณครู เด็กเขาก็บอกแล้วว่าเล่นฟุตบอลจนหัวกระแทก” คุณหมอได้ยินอย่างชัดเจน
“หมอช่วยแก้ในประวัติได้ไหมว่าแค่วิ่งเล่น ตัดคำว่าฟุตบอลออก”
“ทำไมล่ะครับ” คุณหมอถามด้วยความไม่เข้าใจเพราะเขาไม่เคยรักษาเด็กแบบนี้มาก่อนถึงแม้จะมาทำงานที่โรงพยาบาลแห่งนี้หนึ่งปีแล้วก็ตาม
“คือเด็กมีประกันอุบัติเหตุไว้ค่ะแต่ถ้าเป็นการเล่นกีฬาบริษัทประกันเขาจะไม่จ่าย ครูขอคุยส่วนตัวกับคุณหมอได้มั๊ยคะ”
“ได้สิเดี๋ยวผมให้พยาบาลพาออมสินออกไปข้างนอกก็ได้”
ยังไม่ทันเรียกให้พยาบาลเข้ามาก็ได้ยินเสียงมารดาของออมสินถามลูกชายก่อน
“แม่มาแล้วครับครู”
“ถ้าอย่างนั้นให้เด็กออกไปอยู่กับผู้ปกครองก่อนนะครับผมขอคุยกับคุณครูเป็นการส่วนตัว” คุณหมอบอกกับพยาบาลที่เดินเข้ามาตามพอดี
เขาพาคุณครูมาในห้องตรวจที่อยู่ติดกับห้องฉุกเฉิน เชิญเธอนั่งลงตรงข้ามก่อนที่ตัวเองจะเดินอ้อมมานั่งเก้าอี้ของตัวเอง
“ที่ครูพูดครูก็เท่ากับว่าจะให้ผมทำทำผิดจรรยาบรรณ ด้วยการกรอกประวัติผู้ป่วยไม่ครบใช่มั้ย”
“คุณหมออย่าคิดมากแบบนั้นสิคะ มันก็แค่การช่วยเหลือเด็กผู้ปกครองเขาชำระค่าประกันมาแล้วและลูกเขาเจ็บตัวอย่างนี้ยังจะต้องให้เขาจ่ายเงินอีกเหรอคะ ถึงแม้โรงพยาบาลนี้จะเป็นโรงพยาบาลรัฐบาล แต่ออมสินไม่ใช่คนที่นี่เขาจึงใช้สิทธิ์บัตรทองไม่ได้ ค่าใช้จ่ายมันก็คงไม่น้อยเลยชาวบ้านหาเช้ากินค่ำเขาจ่ายเงินค่าประกันไปแล้วเขาก็หวังว่าจะได้ลูกของเขาจะได้ใช้สิทธิ์อย่างเต็มที่หมอไม่สงสารเด็กเลยเหรอคะ” ปิ่นปินัทธ์เคยไปเยี่ยมบ้านของนักเรียนทุกคนจึงพอจะรู้ว่าครอบครัวของใครเป็นยังไงบ้าง
“แต่มันผิดนะครับคุณครู ถ้าคนอื่นรู้ผมอาจจะต้องถูกยึดใบประกอบวิชาชีพและโดนสอบสวนเลยนะครับ”
“มันร้ายแรงขนาดนั้นเลยเหรอคะ แล้วที่นี่ฉันจะทำยังไงล่ะ”
คุณครูสาวไม่รู้จะหาทางออกยังไงเธอจะจ่ายค่ารักษาให้ก็ได้แต่แม่ของออมสินก็คงไม่ยอม
“ครูเคยทำแบบนี้บ่อยไหมครับ”
“ไม่เลยค่ะปกติเราก็จะบอกไปตามตรงว่ากรณีไหนจะสามารถเบิกได้กรณีไหนผู้ปกครองต้องจ่ายเอง แต่กับเด็กคนนี้ครูขอเป็นกรณีพิเศษได้ไหมคะ”
“ทำไมถึงขอให้เด็กคนนี้เป็นกรณีพิเศษ ครูไม่กลัวว่าขอให้คนนี้ได้แล้วคนอื่นจะทำตามอย่างเหรอ”
“หมอคงมองว่าครูเป็นคนไม่ดีไม่ซื่อสัตย์ใช่ไหม แต่ออมสินเขาอยู่กับแม่และยายแก่ๆ แม่เขารับจ้างอ้อยค่าแรงวันหนึ่งไม่ถึงห้าร้อย ถ้าเอาเงินมารักษาแบบนี้เห็นทีจะลำบาก”
“น่าเห็นใจเหมือนกันนะครับ”
“ถ้างั้นคุณหมอไม่ช่วยครูจะจ่ายค่ารักษาให้เองก็ได้ค่ะ” แม้ว่าเงินเดือนจะไม่มากแต่มันก็คงมากว่ารายได้ของมารดาเด็กนักเรียน
กรัณย์กรไม่เคยเจอกรณีแบบนี้มาก่อนเขาเองก็สงสารและเห็นใจเธออยู่มากแต่เรื่องที่จะทำมันก็เป็นเรื่องที่ผิด
“ครูรอผมสักครู่นะครับ”
คุณหมอหนุ่มบอกกับคุณครูก่อนที่ตัวเองจะเดินออกมานอกห้องตรวจ
“พี่ต่ายครับผมมีเรื่องถามหน่อยครับ” กรัณย์กรเดินมาหาหัวหน้าพยาบาลประจำแผนกฉุกเฉิน
“มีอะไรคะหมอ”
คุณหมอหนุ่มเล่าเรื่องที่เขาคุยกับคุณครูในห้องตรวจให้กับพี่หัวหน้าพยาบาลฟังอย่างละเอียด
“ผมว่ามันถูกนะครับพี่ ทำแบบนี้คนที่เสียเปรียบก็คือบริษัทประกัน”
“ค่ะ พี่รู้แต่หมอลองมองอีกมุมสิคะ การวิ่งเล่นหกล้มกับวิ่งเล่นฟุตบอลแล้วหกล้มมันต่างกันมากไหม การเล่นฟุตบอลของเด็กเก้าขวบคือการเล่นชนิดหนึ่งเพียงแต่มันมีอุปกรณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง เด็กเขาไม่ได้ไปแข่งฟุตบอลแล้วล้มนะคะ เขาแค่วิ่งเล่น”
เพราะทำงานมานานหัวหน้าพยาบาลเลยเจอเคสที่มันก้ำกึ่งแบบนี้อยู่บ่อยๆ อย่างในกรณีนี้มันก็ไม่ใช่การแข่งกีฬาแต่มันคือการเล่นของเด็กเท่านั้นจะวิ่งเล่นแล้วหกล้มหรือวิ่งเล่นฟุตบอลแล้วหกล้มกันก็แทบไม่ต่างกันเลย
“พี่ต่ายคิดว่าผมควรจะเขียนแค่วิ่งเล่นใช่ไหม”
“พี่ไม่ได้บอกว่าให้หมอเขียนแบบไหน แต่เด็กกับการเล่นและการหกล้มเป็นของคู่กัน ไม่ว่าเขาจะเล่นอะไรเขาก็หกล้มได้”
“ผมคิดว่ารู้แล้วว่าจะต้องเขียนยังไง ขอบคุณมากครับ”
เมื่อคุยกับหัวหน้าพยาบาลแล้วกรัณย์กรก็เดินกลับเข้ามาในห้องตรวจอีกครั้ง
“ขอโทษนะครับที่ให้รอนาน”
“ไม่เป็นค่ะ หมอจะช่วยใช่ไหมคะ คะครูสัญญาเลยจะไม่บอกใครแล้วจะไม่ทำเรื่องแบบนี้อีก”
“เหมือนคุณครูจะห่วงลูกศิษย์คนนี้มากนะครับ”
“ออมสินเป็นเด็กน่ารักช่างพูดค่ะ”
“ถ้าผมช่วยแล้วคุณครูมีอะไรจะให้ผมเป็นข้อแลกเปลี่ยนไหม”
“คุณหมอจะให้ครูทำอะไรคะ ครูทำให้ได้หมดเลย”
“แน่ใจนะ”
“แน่ใจค่ะ ตกลงคุณหมอจะยอมช่วยใช่ไหม”
“ผมจะช่วยก็ได้แต่แค่ครั้งนี้ครั้งเดียวนะครับ เพราะผมก็ไม่อยากทำผิด” กรัณย์กรตัดสินใจช่วยเหลือคุณครู หลังจากฟังสิ่งที่หัวหน้าพยาบาลพูดและคิดตามอย่างถี่ถ้วนแล้ว
การซักประวัติเด็กบางครั้งมันก็มีข้อผิดพลาดได้ถ้าหากโดนตรวจสอบขึ้นมาเขาก็จะใช้ข้ออ้างนี้
“ขอบคุณค่ะคุณหมอที่ช่วย”
“เดี๋ยวคุณพาเด็กไปรับยาและอย่าลืมพามาทำแผลนะครับหนึ่งอาทิตย์ผมจะนัดมาดูแผลอีกที ถ้าระหว่างนี้เด็กซึมลง มีปวดหัวหรืออาเจียน หรือเลือดออกเยอะขึ้นก็ต้องรีบพามาหาหมอนะครับ”
“ทำแผลทุกวันเหรอคะ”
“ครับ ปกติแผลแบบนี้ไม่ต้องทำแผลทุกวันก็ได้ครับ ส่วนใหญ่ก็จะนัดมาดูวันที่ตัดไหมเลย แต่ที่ต้องมาทำแผลทุกวันเพราะแผลมีรอยถลอกและขอบไม่เรียบเท่าไหร่หมอเลยอยากให้มาทำแผลครับ” กรัณย์กรอธิบาย
“ได้ค่ะ ขอบคุณค่ะคุณหมอ” ปิ่นปินัทธ์ลุกขึ้นยืนและยกมือไหว้
“เปลี่ยนคำขอบคุณเป็นให้คุณเลี้ยงข้าวผมสักมื้อได้ไหม”
“ได้สิฉันยินดีเลยค่ะ”
“แล้วผมจะติดต่อคุณได้ยังไงล่ะ”
“ในประวัติของเด็กชายออมสินเมื่อกี้มีเบอร์โทรของของฉันอยู่ค่ะฉันชื่อครูปิ่นปินัทธ์ค่ะ”
“ผมหมอกรัณย์กรครับ ยินดีที่ได้รู้จักผมว่างวันไหนผมจะโทรไปหาคุณครู”
“ขอบคุณอีกครั้งนะคะฉันขอตัวก่อนค่ะ”
ปิ่นปินัทธ์เดินออกมาจากห้องตรวจก็เจอกับออมสินและมารดาที่ตอนนี้นั่งรออยู่หน้าห้องฉุกเฉิน
“คุณครูคะหมอว่ายังไงบ้าง”
“ออมสินเย็บไปเจ็ดเข็มค่ะ แผลไม่ได้ลึกเท่าไหร่ค่ะ”
หญิงสาวอธิบายถึงอาการที่ต้องรีบพาออมสินมาหาหมอก่อนเวลานัดให้กับมารดาของเด็กชายฟังตามที่ตนเองได้คุยกับคุณหมอมาเมื่อครู่
“แม่จะคอยสังเกตค่ะ”
“เดี๋ยวคุณแม่รออยู่ตรงนี้นะคะ ครูขอไปรับยาก่อน” หญิงสาวไปรอรับยาหน้าห้องยา อยากจากนั้นก็กลับมาหาสองแม่ลูกอีกครั้ง
“มีเป็นยาแก้ปวดนะคะ เอาไว้กินตอนปวดหัวตอนนี้ฤทธิ์ยาชาน่าจะยังมีอยู่ออมสินก็เลยไม่เจ็บแผลเท่าไหร่ แล้วนี่ก็เป็นยาแก้อักเสบต้องทานให้ครบนะคะ เภสัชบอกว่ายาแก้อักเสบต้องกินให้หมดและอย่ากินร่วมกับน้ำส้มหรือพวกนมค่ะ ถ้าออมสินจะกินนมก็ให้เว้นจากยาประมาณสองชั่วโมงนะคะ”
“แล้วคุณแม่ต้องจ่ายเงินไหมคะคุณครู”
“ไม่หรอกค่ะกรณีนี้เราเบิกประกันโรงเรียนได้ แต่ถ้ามีใครถามออมสินต้องบอกว่าลื่นล้มนะครับห้ามบอกว่าเตะฟุตบอล”
“ทำไมล่ะครับครู”
“ออมสินไม่ต้องถามเหตุผลบอกแค่ว่าลื่นล้มก็พอทำได้ไหมครับ”
“ได้ครับ” เด็กชายรับปากทั้งที่ไม่เข้าใจความหมายเท่าไหร่
“คุณครูทำไมต้องให้ออมสินพูดแบบนี้ด้วยคะ” มารดาของเด็กชายถามคุณครูเพราะเธอเองก็ไม่เข้าใจเรื่องนี้เหมือนกัน
“ประกันโรงเรียนจะไม่ครอบคลุมถ้าหากอุบัติเหตุเกิดจากการเล่นกีฬาค่ะ ครูคุยกับคุณหมอให้แล้วหมอจะเขียนแค่ว่าวิ่งเล่นแล้วหกล้มตกลงไหมคะ”
“ขอบคุณค่ะครู ถ้าให้แม่ต้องจ่ายค่าหมอค่ายาอีกคงจะไม่ค่อยไหวเท่าไหร่”