ท่ามกลางแสงไฟนีออนสว่างไสวของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดังแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ผู้คนมากมายเดินสวนกันไปมาอย่างรีบเร่ง เสียงโทรศัพท์ดังสนั่นจากเคาน์เตอร์พยาบาล แพทย์และพยาบาลต่างทำงานแข่งกับเวลาเพื่อช่วยเหลือชีวิตผู้ป่วย แต่ท่ามกลางความวุ่นวายเหล่านั้น มีชายหนุ่มคนหนึ่งยืนเด่นอยู่ท่ามกลางแผนกวิสัญญีและห้องผ่าตัด ด้วยท่าทีสงบและมั่นใจ
“เตรียมคนไข้พร้อมหรือยัง” น้ำเสียงหนักแน่นของเขาดังขึ้นท่ามกลางเสียงจอแจของห้องผ่าตัด นายแพย์ วายุ รัตนะวาทิน ศัลยแพทย์หนุ่มวัย 28 ปี ผู้มีฝีมือเป็นที่ยอมรับและโดดเด่นในวงการการแพทย์ รูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้าสวยหวานแม้แต่ผู้หญิงยังต้องอายผสมผสานกับแววตาที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและความใจเย็น ทำให้เขาเป็นแพทย์ที่ผู้ป่วยทุกคนต่างไว้วางใจ
“พร้อมแล้วค่ะคุณหมอ” พยาบาลตอบกลับ ก่อนที่ประตูห้องผ่าตัดจะปิดลง
วายุเป็นแพทย์ที่ไม่เพียงแต่มีทักษะทางศัลยกรรมหัวใจและหลอดเลือดที่ยอดเยี่ยม แต่ยังมีความอดทนและความสงบในการตัดสินใจในสถานการณ์ที่ยากลำบาก ทุกการเคลื่อนไหวของเขาในห้องผ่าตัดเปรียบเสมือนศิลปินที่กำลังบรรเลงบทเพลงอย่างชำนาญ การผ่าตัดที่ซับซ้อนและยากลำบากกลายเป็นเรื่องที่ดูง่ายเมื่ออยู่ในมือของวายุ
“รอดูอาการในห้องไอซียูอีก 48 ชั่วโมง แต่โอกาสรอดเกิน 90%” นายแพทย์วายุกล่าวหลังการผ่าตัดสำเร็จ ผู้ป่วยที่เคยมีสภาพวิกฤติก่อนหน้านี้ได้รับโอกาสอีกครั้งจากการรักษาของเขา
เขายืนอยู่ข้างเตียงผู้ป่วย ตรวจดูผลลัพธ์ของการผ่าตัดหัวใจด้วยความพอใจ ท่ามกลางคำชื่นชมจากทีมแพทย์และพยาบาลรอบข้าง แต่ทว่าภายใต้รอยยิ้มบาง ๆ ของเขา กลับซ่อนความเหนื่อยล้าและความกดดันที่ซ่อนอยู่ลึกในใจ วายุทุ่มเทชีวิตให้กับการรักษาผู้คนจนแทบไม่มีเวลาสำหรับตัวเอง
ช่วงเวลาหลังเลิกงาน ร่างโปร่งบางของวายุถอดชุดกาวน์ออกแขวนไว้ แล้วหยิบกระเป๋าเดินออกจากโรงพยาบาล ด้วยท่าทีเรียบง่ายเหมือนทุกวัน เขามักจะขับรถกลับบ้านด้วยตัวเอง หลีกเลี่ยงงานเลี้ยงสังสรรค์หรือการใช้ชีวิตหรูหรา เพราะในใจของเขาเต็มไปด้วยเป้าหมายในการช่วยเหลือชีวิตคน การรักษาผู้ป่วยให้หายจากโรคร้ายคือสิ่งเดียวที่ทำให้เขามีความสุข
แต่ในขณะที่เขากำลังขับรถกลับบ้าน ความเงียบสงบที่วาดไว้กลับพังทลาย เมื่อรถบรรทุกที่แล่นมาด้วยความเร็วสูงเบียดเข้ากับรถของเขาโดยไม่ทันตั้งตัว
โครม!
รถของวายุพลิกคว่ำหลายตลบก่อนจะหยุดนิ่ง ความเจ็บปวดแทรกซึมเข้ามาในร่างกายของเขาอย่างรุนแรง ท่ามกลางสติที่เริ่มเลือนราง เขาพยายามควบคุมตัวเองให้ไม่หลับ แต่ทุกอย่างก็ค่อย ๆ จางหายไปพร้อมกับเสียงหวอของรถพยาบาลที่ใกล้เข้ามา…
“ทำไม... เราต้องมาเจออะไรแบบนี้..” เสียงสุดท้ายที่เขาคิดได้ก่อนทุกสิ่งทุกอย่างจะมืดสนิทลง โดยที่วายุไม่รู้เลยว่า ชะตากรรมของเขากำลังจะเปลี่ยนไปตลอดกาล...
แสงไฟสว่างจ้าของห้องฉุกเฉินยังคงไม่ดับลง แม้การช่วยชีวิตจะดำเนินไปอย่างไม่ลดละ กว่าแพทย์และพยาบาลจะล้อมรอบเตียงของวายุ จ้องมองที่จอมอนิเตอร์ที่แสดงผลชีพจรที่ค่อย ๆ ลดลงทุกวินาที แต่ทุกคนในห้องต่างรู้ดีว่าพวกเขากำลังต่อสู้กับสิ่งที่ยากจะเปลี่ยนแปลงได้
“หัวใจหยุดเต้น!” เสียงของแพทย์ผู้หนึ่งดังขึ้น แพทย์หลายคนเร่งช่วยกันช็อกไฟฟ้า หวังให้หัวใจของวายุกลับมาทำงานอีกครั้ง การกดหน้าอกและการให้ออกซิเจนถูกทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“หนึ่ง สอง สาม...” เสียงนับอย่างรวดเร็วที่เต็มไปด้วยความหวัง เริ่มกลายเป็นเสียงที่แผ่วเบาลง เมื่อเวลาผ่านไปโดยไร้วี่แววตอบสนองจากวายุ แม้เขาจะเป็นหมอที่ทุ่มเทชีวิตเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น แต่วันนี้กลับเป็นวันที่ทุกคนในโรงพยาบาลพยายามช่วยเหลือชีวิตของเขาอย่างสุดความสามารถ
“หยุดแล้ว...” เสียงหนึ่งที่แฝงไปด้วยความโศกเศร้าดังขึ้นหลังจากความพยายามที่ยืดเยื้อนานกว่าชั่วโมง แพทย์ที่อยู่รอบเตียงถอนหายใจเงียบ ๆ ด้วยความเสียใจ ชีพจรของวายุหยุดลงอย่างถาวร ทิ้งไว้เพียงร่างที่ไร้ชีวิตของศัลยแพทย์หนุ่มผู้เป็นที่รักของทุกคน
คุณพ่อและคุณแม่ของวายุนั่งอยู่ในห้องรับรอง หัวใจของพวกเขาเหมือนหยุดเต้นลงเช่นเดียวกับลูกชาย เสียงโทรศัพท์แจ้งเหตุการณ์ทำให้พวกเขารีบรุดมาที่โรงพยาบาลด้วยความหวังว่าลูกชายที่พวกเขารักจะฟื้นคืนมาอย่างปลอดภัย แต่เมื่อนายแพทย์วาทิน ผู้เป็นลูกชายคนโต ที่ทำการช่วยชีวิตน้องชายเดินเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าหม่นหมอง พวกเขารู้ในทันทีว่าความหวังที่มีอยู่ได้พังทลายลง
“คุณพ่อคุณแม่ครับ ผมเสียใจครับ ที่ผมพยายามอย่างสุดความสามารถแล้ว แต่ไม่สามารถยื้อชีวิตน้องเอาไว้ได้ ฮือ ฮือ ฮือ” วาทิน ผู้เป็นลูกและเป็นหัวหน้าทีมแพทย์ผู้ทำหน้าที่รักษาวายุได้พูดออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือน้ำตาไหลอาบน้ำ ส่วนคนเป็นพ่อกับแม่ต่างไม่พูดอะไร พวกท่านทั้งสองเป็นอดีตแพทย์ศัลยกรรมมือหนึ่งและเป็นเจ้าของโรงพยาบาลแห่งนี้ รู้ดีว่าสุดท้ายแล้วชีวิตลูกชายของตัวเองต้องจบลงเช่นไร ท่านทั้งสองจึงได้แต่กอดกัน ร้องไห้สะอื้นเบา ๆ เสียงนั้นเป็นเสียงแห่งความเจ็บปวดที่ไม่อาจบรรยายได้ ลูกชายคนเล็กที่เคยเป็นความหวังและความภูมิใจของครอบครัวอีกคนได้จากไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ
วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว งานศพของนายแพทย์วายุถูกจัดขึ้นที่วัดใกล้บ้าน ครอบครัว เพื่อนร่วมงาน รวมถึงผู้ป่วยที่เคยได้รับการรักษาจากเขาต่างหลั่งไหลเข้ามาเพื่อแสดงความเคารพครั้งสุดท้าย ดอกไม้สีขาวถูกวางไว้เรียงรายเต็มทั่วบริเวณ รูปถ่ายของวายุในชุดกาวน์ยืนเด่นอยู่กลางโลงศพ แสดงถึงความสง่างามและความเมตตาที่เขาเคยมอบให้แก่ผู้ป่วย
เสียงสวดมนต์ในงานศพแผ่วเบาไปพร้อมกับน้ำตาของคนที่มาไว้อาลัย หลายคนยังไม่เชื่อว่าแพทย์หนุ่มผู้ทุ่มเทคนนี้ได้จากโลกไปอย่างกระทันหัน ขณะที่พ่อและแม่ของเขายังคงนั่งเงียบอยู่ข้างโลงศพ ดวงตาที่เคยเปี่ยมด้วยความรักและภูมิใจในลูกชาย ตอนนี้กลับเต็มไปด้วยความว่างเปล่าและสูญเสีย
ในคืนสุดท้ายของการสวดมนต์ก่อนการเผาศพ ฝนตกหนักราวกับท้องฟ้ากำลังร่ำไห้ เสียงฟ้าร้องกึกก้องไปทั่ว พ่อและแม่ของวายุยังคงนั่งเฝ้าอยู่ข้างโลงศพลูกชาย โดยไม่สนใจความหนาวเย็นที่ปกคลุม
“ลูกแม่... ทำไมชีวิตถึงเป็นแบบนี้” แพทย์หญิงวารุณี แม่ของวายุกระซิบเบา ๆ น้ำตาไหลรินออกมาไม่หยุด ขณะที่นายแพทย์ศรัญ พ่อของวายุได้แต่กอดภรรยาไว้แน่น พวกเขาทั้งคู่ยังไม่สามารถยอมรับความจริงที่โหดร้ายนี้ได้
ท่ามกลางความโศกเศร้าที่คลุ้งไปทั่ว วายุกลับไม่รู้สึกถึงสิ่งใด เขาไม่รู้ตัวว่าเวลานี้เขากำลังจะก้าวเข้าสู่การผจญภัยที่เหนือความคาดหมาย และกำลังจะพบกับชีวิตใหม่ในยุคที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน...
เสียงพิณและขลุ่ยที่บรรเลงอย่างงดงามดังก้องไปทั่วพระราชวัง เหล่าขุนนางและแขกจากทั่วทุกสารทิศต่างมารวมตัวกันในงานพิธีอันยิ่งใหญ่ที่ทุกคนตั้งตารอคอยมานาน นั่นคืองานอภิเษกสมรสของ องค์รัชทายาทหลี่หยาง ผู้สง่างามแห่งแคว้นเจียง กับ องค์ชายหวังหยู่ จากแคว้นหลง ผู้ถูกส่งมาเป็นบรรณาการเพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรีระหว่างสองแคว้น
ภายในท้องพระโรงถูกตกแต่งด้วยผืนผ้าไหมสีแดงสด ประดับด้วยลวดลายมังกรและหงส์ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความรุ่งเรืองและอำนาจ ทุกอย่างถูกจัดเตรียมไว้อย่างประณีตและงดงาม เหล่าขุนนางและแขกที่ได้รับเชิญต่างอยู่ในเครื่องแต่งกายอันหรูหรา ก้มกราบถวายคำนับเมื่อองค์รัชทายาทก้าวเข้ามา
หลี่หยางก้าวเดินด้วยท่าทีที่สง่างาม มั่นคงในทุกย่างก้าว รูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้าคมคายและท่าทีแข็งแกร่งของเขาสะท้อนถึงความเป็นผู้นำที่ไม่มีใครเทียบได้ ไม่ว่ามุมไหนขององค์รัชทายาทผู้นี้ ต่างทำให้ผู้ที่มองต่างเคารพและเกรงขาม แม้เขาจะมีบุคลิกเงียบขรึม แต่ก็เป็นที่รักใคร่ของคนในราชสำนัก เนื่องจากความสามารถในการปกครองที่เฉียบขาดและมีเหตุผล
ในขณะที่หลี่หยางกำลังเดินเข้าไปยังบริเวณพิธี เสียงกลองและเครื่องดนตรีบรรเลงขึ้นอีกครั้งเพื่อประกาศการมาถึงขององค์ชายหวังหยู่ คู่สมรสบรรณาการขององค์รัชทายาท
องค์ชายหวังหยู่เป็นบุตรชายองค์เล็กของแคว้นหลง ซึ่งเป็นแคว้นที่มีความสำคัญในฐานะพันธมิตรทางการเมืองของแคว้นเจียง แต่แม้จะเป็นเพียงองค์ชายที่ถูกส่งมาเป็นบรรณาการ การปรากฏตัวของเขาในวันนี้กลับเต็มไปด้วยความงดงามและสง่าผ่าเผย
องค์ชายหวังหยู่มีรูปร่างบอบบาง ใบหน้าอ่อนโยนที่ดูเปราะบางราวกับหยกขาว น่าทะนุถนอมยิ่งกว่าสตรีใด ร่างบางสวมชุดสีแดงเลือดนกปักลวดลายหงส์ทอง ประดับด้วยอัญมณีล้ำค่าที่ส่องแสงระยิบระยับในแสงเทียน ความงดงามและความโดดเด่นขององค์ชายแห่งแคว้นหลงทำให้แขกทุกคนต่างพูดถึงด้วยความชื่นชม
แม้การแต่งงานครั้งนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของการเชื่อมความสัมพันธ์ทางการเมือง แต่ทั้งหลี่หยางและหวังหยู่ต่างก็รู้ดีว่ามันไม่ใช่เพียงเรื่องของแคว้น แต่ยังเป็นการเชื่อมโยงชะตากรรมของพวกเขาเข้าด้วยกันอีกด้วย
พิธีเริ่มต้นขึ้นโดยมีการถวายบรรณาการและสวดมนต์ตามธรรมเนียม เสียงของพระราชครูที่สวดมนต์ก้องกังวานไปทั่วห้องโถงใหญ่ แขกทุกคนต่างเงียบสนิท ตั้งใจฟังถ้อยคำที่เป็นมงคล เมื่อถึงเวลาสำคัญ องค์รัชทายาทหลี่หยางและองค์ชายหวังหยู่ต่างคุกเข่าลงหน้าพระบัลลังก์ของจักรพรรดิแห่งแคว้นเจียงเพื่อถวายบังคม
“วันนี้ ข้ารับบุตรของแคว้นหลงเป็นพระชายาองค์รัชทายาท เพื่อสานสัมพันธ์ระหว่างแคว้นทั้งสองให้มั่นคง ข้าขอให้ทุกคนให้ความเคารพพระชายาเหมือนกับที่ให้ความเคารพต่อองค์รัชทายาทของข้า” ฮ่องเต้ที่เป็นองค์จักรพรรดิกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและสง่างาม ขุนนางทุกคนต่างพยักหน้าเห็นด้วย การแต่งงานครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการสร้างพันธมิตรทางการเมือง แต่ยังช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่แคว้นเจียงด้วย
หลังจากพิธีทางศาสนาเสร็จสิ้น ทั้งสององค์ก็ยืนขึ้นเคียงข้างกัน หลี่หยางมองหวังหยู่ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงบและมั่นคง แม้ว่าเขาจะไม่เคยแสดงอารมณ์ให้ใครเห็นมาก่อน แต่ในสายตาของเขากลับแฝงไปด้วยความเย็นชาที่มีต่อคู่สมรสใหม่ของเขา หวังหยู่เองก็มองกลับด้วยกังวลเล็กๆ แม้ว่าการแต่งงานนี้จะเกิดขึ้นจากเหตุผลทางการเมือง แต่เขาก็พร้อมที่และยินดีที่จะทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มที่
งานเลี้ยงฉลองในค่ำคืนนั้นเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและความสนุกสนาน อาหารและเครื่องดื่มถูกจัดเต็มเพื่อเลี้ยงรับรองแขกผู้มีเกียรติที่มาร่วมในพิธี ขณะที่บรรยากาศในงานเต็มไปด้วยความหรูหราและความยินดี ถึงหวังหยู่จะรู้สึกยินดีที่จะถูกส่งมาเป็นบรรณาการ แต่ในขณะเดียวกันแต่พอได้เห็นสีหน้าของคู่สมรสกลับทำให้กลับร่างบางรู้สึกถึงความกดดันบางอย่างที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ หวังหยู่รู้สึกว่าชีวิตใหม่ของเขาจะเต็มไปด้วยความท้าทายและภาระที่ต้องรับผิดชอบมากมายเขาอาจจะรับมือไม่ไหว
หลี่หยางที่นั่งอยู่ข้าง ๆ หวังหยู่ หันมามองด้วยแววตาที่เป็นเย็นชา “เจ้าดูเครียดเกินไปสำหรับงานมงคล ไม่ดีใจหรืออย่างไรที่ได้ข้าเป็นพระสวามีตามที่เจ้าต้องการ” เขากล่าวเบา ๆ อย่างดูถูกองค์ชายขี้โรคอ่อนแอที่คิดอยากแต่งงานกับเขา
หวังหยู่หัวเราะออกมาเล็กน้อย “ท่านคิดมากเกินไป ข้าแค่หวังว่าจะทำหน้าที่ได้ดีเท่าที่ควร เพื่อให้บ้านเมืองของเรายิ่งใหญ่”
หลี่หยางยิ้มเบา ๆ ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “ไม่ต้องกังวล ข้าคิดอยู่เสมอ เราสองคนไม่ใช่เพียงคู่สมรส แต่เรายังเป็นพันธมิตรในทุกเรื่อง ดังนั้นไม่จำเป็นที่ต้องคิดมาก และไม่จำเป็นต้องอยู่ด้วยกันและได้รับความรักจากกัน ข้าหมายถึงต่างคนต่างอยู่น่ะ”
คำพูดของหลี่หยางแม้จะเอ่ยเบาๆ แต่ก็ทำให้หวังหยู่รู้สึกจุกแน่นในอกขึ้นมา ความสงบที่ซ่อนอยู่ในน้ำเสียงขององค์รัชทายาททำให้เขารู้สึกไม่มั่นใจในอนาคตที่กำลังจะมาถึงเขาจะต้องรับมือกับอะไรบ้าง แม้ว่าการแต่งงานครั้งนี้จะเริ่มต้นจากเหตุผลทางการเมือง แต่หวังหยู่รู้ดีว่าที่มาก่อนที่จะเป็นเหตุผลทางการเมือง คืออะไร เขาเพียงเป็นองค์ชายที่อ่อนแอขี้โรค จึงไม่ค่อยได้ทำอะไรที่เป็นความกล้าหาญดุจที่องค์ชายอื่นๆ เขาทำกัน แม้กระท่ังการฝึกเพลงดาบ เสด็จพ่อยังไม่ให้เขาได้จับดาบเลย หวังหยู่ถูกเลี้ยงมาเยี่ยงบุตรสาว เขามีทั้งความขี้โรคและความอ่อนแออยู่ในตัว หวังหยู่ได้มีโอกาสเจอหลี่หยางเพียงเจอครั้งเเรกเขารู้เลยว่าตัวเขาต้องได้มีผู้ชายที่เข้มเเข็งแบบหลี่หยางดูแลเท่านั้น ร่างอ้อนแอ้นขององค์ชายเล็กจึงขอเข้าเฝ้าเสด็จพ่อเพื่อจะบอกวัตถุประสงค์ของตัวเองที่ต้องการจะแต่งงานกับหลี่หยาง
แม้บรรยากาศในงานแต่งงานจะเต็มไปด้วยความรู้สึกยินดีและการเฉลิมฉลอง แต่ลึกลงไปในใจขององค์รัชทายาทหลี่หยาง เขากลับรู้สึกไม่สบอารมณ์เท่าไรนัก แม้จะปฏิบัติตามหน้าที่และวางท่าอย่างสง่างามต่อหน้าเหล่าขุนนางและแขกที่ถูกเชิญมาร่วมงาน แต่ในใจของเขากลับเต็มไปด้วยความขัดแย้ง
ตั้งแต่แรกที่เขาได้เห็นหวังหยู่ องค์ชายจากแคว้นหลง หลี่หยางก็รู้สึกถึงความเปราะบางในตัวของชายผู้นี้ ใบหน้าที่งดงามและร่างกายที่บอบบางราวกับผู้หญิง ทำให้เขารู้สึกว่าหวังหยู่คงจะไม่เหมาะกับตำแหน่งพระชายาแห่งองค์รัชทายาท ความอ่อนโยนที่แสดงออกมาทำให้หลี่หยางอดไม่ได้ที่จะตั้งคำถามในใจว่า คนเช่นนี้จะมีความแข็งแกร่งพอที่จะยืนเคียงข้างเขาในฐานะคู่ชีวิตและผู้สนับสนุนทางการเมืองได้จริงหรือ
หลังจากงานเลี้ยงฉลองจบลง หลี่หยางพาหวังหยู่กลับมายังพระตำหนักของเขาเพื่อเตรียมตัวเข้าสู่พิธีราตรีสมรสตามธรรมเนียมโบราณ พอพวกเขาอยู่กันเพียงลำพัง ความเงียบสงัดเริ่มเข้าครอบงำบรรยากาศ
หวังหยู่ที่นั่งอยู่บนเตียงหรูที่ปูด้วยผ้าไหมสีแดงเงางาม พยายามจะทำตัวให้ดูผ่อนคลาย แต่ก็รู้สึกได้ถึงความตึงเครียดที่แผ่ออกมาจากหลี่หยาง
“องค์รัชทายาท ท่านเหนื่อยหรือไม่” หวังหยู่ถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนและระมัดระวัง
“ไม่หรอก” หลี่หยางตอบสั้น ๆ น้ำเสียงของเขาเย็นชาและเรียบเฉย ก่อนจะหันหลังไปยืนมองออกไปนอกหน้าต่าง ท่าทีที่หลี่หยางแสดงออกมาไม่เพียงแต่ทำให้หวังหยู่รู้สึกแปลกใจ แต่ยังทำให้เขารู้สึกเหมือนกับว่าตนเองถูกปฏิเสธอย่างเงียบ ๆ
“ข้าเข้าใจว่าการแต่งงานครั้งนี้เป็นเรื่องของการเมือง ข้ารู้ว่าท่านอาจยังไม่พร้อมยอมรับข้า...” หวังหยู่พูดเบา ๆ พยายามที่จะทำความเข้าใจและแสดงถึงความอดทน
หลี่หยางหันกลับมามองหวังหยู่ด้วยสายตาเย็นชา “เจ้าไม่จำเป็นต้องทำให้เรื่องนี้ดูซับซ้อน การแต่งงานครั้งนี้เป็นสิ่งที่ข้าต้องทำเพื่อรักษาสันติภาพระหว่างแคว้น และเจ้า... ก็แค่บรรณาการเท่านั้น” คำพูดที่แหลมคมของเขาทำให้บรรยากาศในห้องยิ่งตึงเครียดขึ้น
หวังหยู่ถึงกับชะงัก แม้เขาจะพยายามรักษาความสงบนิ่ง แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าคำพูดของหลี่หยางนั้นสร้างบาดแผลให้กับจิตใจของเขา ท่ามกลางรอยยิ้มและการปรบมือจากผู้คนในงานแต่งงาน หวังหยู่รู้ดีว่ามันเป็นเพียงภาพลวงตา ที่เบื้องหลังนั้นยังเต็มไปด้วยกำแพงของความไม่ไว้ใจ
“ข้าอาจดูเปราะบางในสายตาของท่าน แต่ข้าหาได้อ่อนแออย่างที่ท่านคิด” หวังหยู่กล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นคงกว่าที่ผ่านมา เขาไม่ต้องการถูกมองข้ามหรือถูกเหยียดหยาม แม้จะเป็นเพียงองค์ชายจากแคว้นเล็ก ๆ แต่เขาก็มีศักดิ์ศรีของตนเอง
หลี่หยางเลิกคิ้วเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำพูดของหวังหยู่ แววตาของเขาแฝงด้วยความท้าทายเล็ก ๆ “งั้นหรือ ข้าหวังว่าเจ้าจะพิสูจน์คำพูดของเจ้าได้” แม้หลี่หยางจะพูดอย่างไม่สนใจ แต่ลึก ๆ แล้วเขารู้สึกถึงความมุ่งมั่นบางอย่างที่ซ่อนอยู่ในตัวของหวังหยู่ ซึ่งแตกต่างจากความอ่อนโยนที่เขาเห็นจากภายนอก เขาคิดว่ามันเป็นเพียงเล่ห์เหลี่ยมขององค์ชายผู้อ่อนแอแค่นั้น
หลี่หยางถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะหันกลับไปนั่งลงบนเก้าอี้ เขายังไม่แน่ใจนักว่าหวังหยู่จะสามารถยืนเคียงข้างเขาได้จริง ๆ หรือไม่ แต่สิ่งหนึ่งที่เขารู้สึกได้ในตอนนี้คือ ความสง่างามที่แฝงอยู่ภายใต้ความเปราะบางของชายผู้นี้อาจไม่ใช่สิ่งที่เขาคาดคิดมาก่อน เขาไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่าหวังหยู่งดงามจริงๆ
“นอนเถอะ คืนนี้เจ้าเหนื่อยมามากแล้ว” หลี่หยางกล่าวเพียงเท่านั้นเพื่อตัดบทสนทนา ก่อนจะเดินออกไปจากห้อง ปล่อยให้หวังหยู่ยืนอยู่เพียงลำพังท่ามกลางความเงียบ
หวังหยู่รู้สึกเหมือนถูกทิ้งไว้กลางความเย็นชา แต่ในใจของเขากลับเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่จะพิสูจน์ตัวเองให้หลี่หยางเห็นว่าเขาไม่ได้เป็นเพียงบรรณาการที่อ่อนแอ แต่เขามีความสามารถพอที่จะยืนเคียงข้างองค์รัชทายาทผู้แข็งแกร่งคนนี้ได้
หลี่หยางที่เพิ่งกล่าวประโยคสุดท้ายจบก็เตรียมจะก้าวออกจากห้องหอ ใจของเขาเต็มไปด้วยความรำคาญและหงุดหงิดจากทุกอย่างที่เกิดขึ้นในค่ำคืนนี้ แต่ทันทีที่เขาหันหลังเพื่อเปิดประตูออกจากห้อง กลับมีข้าราชบริพารที่ยืนขวางอยู่หน้าประตู
“องค์รัชทายาท โปรดอภัยพะยะค่ะ แต่ตามธรรมเนียมโบราณของราชวงศ์ ข้ามีหน้าที่ต้องขอให้องค์รัชทายาทประทับอยู่ในห้องหอจนถึงรุ่งเช้า” ท่านกงกงกล่าวอย่างสุภาพ ขณะที่คุกเข่าลงแสดงความเคารพ
หลี่หยางขมวดคิ้วอย่างหงุดหงิด “ประเพณีหรือ” น้ำเสียงของเขาแฝงไปด้วยความเย็นชาและอึดอัดใจ แม้เขาจะเป็นผู้ที่เคารพธรรมเนียมราชวงศ์ แต่ในคืนนี้ ความอดทนของเขาดูเหมือนจะถึงขีดจำกัด
หวังหยู่ที่ยืนอยู่ข้างหลังเห็นท่าทีของหลี่หยางแล้วรีบเข้ามาหมายจะช่วยเกลี้ยกล่อม “องค์รัชทายาท ตามธรรมเนียมโบราณจริง ๆ แล้ว การอยู่ในห้องหอจนถึงรุ่งเช้าถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตคู่ ข้าว่าพวกเรา….”
ก่อนที่หวังหยู่จะพูดจบ หลี่หยางที่ยังคงโมโหอยู่กลับไม่ฟังคำอธิบายของเขา เขายกมือขึ้นโดยไม่คิดอะไร และผลักหวังหยู่ออกไปอย่างไม่ทันได้ระวังตัว
“ข้าไม่ต้องการฟังอีกแล้ว!”
แต่แรงผลักที่เต็มไปด้วยความโกรธและหงุดหงิดนั้นมากเกินไป หวังหยู่ที่บอบบางอ่อนแอและไม่ได้คาดคิดถึงการกระทำนี้ เซถลาหงายหลัง ศีรษะของเขาชนเข้ากับเสาไม้ที่ตั้งอยู่ข้างหลังอย่างจัง
โครม!
ดังสะท้อนในห้องหอ ก่อนที่ร่างของหวังหยู่จะร่วงลงกับพื้นอย่างไม่มีสติ
“หวังหยู่!” หลี่หยางร้องออกมาด้วยความตกใจ ใบหน้าของเขาเปลี่ยนจากความโกรธเป็นความหวาดหวั่นในทันที เขารีบพุ่งตัวไปยังร่างของหวังหยู่ที่นอนแน่นิ่งไร้สติอยู่กับพื้น เลือดซึมออกมาจากบริเวณศีรษะ ทำให้เขารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุน
ท่านกงกงและองค์รักษ์ที่ยืนอยู่หน้าประตูเองก็เบิกตากว้างด้วยความตกใจ รีบวิ่งเข้ามาดูพระชายาที่หมดสติ
“ไท่อี ไปเรียกจินไท่อีมาเร็ว!" เสียงหชท่านกงกงเสียงร้องตะโกนดังขึ้นทั่วทั้งตำหนักสั่งองค์รักษ์ ให้ไปเรียก ไท่อีหรือหมอหลวงมาดูอาการพระชายา
หลี่หยางอุ้มช้อนร่างไร้สติของหวังหยู่ไปวางไว้บนเตียงนอน ก่อนที่จะนั่งลงข้างๆเพื่อเฝ้าดูอาการ ใบหน้าที่เคยมั่นคงและเยือกเย็นกลับเต็มไปด้วยความสับสนและความรู้สึกผิดอย่างรุนแรง เขาไม่เคยคาดคิดว่าการผลักเบา ๆ ของเขาจะส่งผลรุนแรงเช่นนี้
ไม่นานนัก ไท่อี หมอหลวงประจำราชสำนักก็เร่งรีบมาถึง จินไท่อีรีบและวินิจฉัยอาการอย่างรวดเร็ว
“องค์พระชายาได้รับบาดเจ็บบริเวณศีรษะ ข้าจะต้องดูแลอย่างใกล้ชิด” หมอหลวงกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง ก่อนจะรีบสั่งให้อี๋เซิงผู้ช่วยนำพระชายาหวังหยู่ไปยังไท่อีหย่วน ซึ่งเป็นสำนักหมอหลวง แต่หลี่หยางไม่ต้องการให้ใครมาแตะต้องพระชายาเขาจึงเป็นคนที่อุ้มหวังหยู่ไปที่ไท่อีหย่วนเอง
หลี่หยางได้แต่ยืนมองหมอหลวงดูอาการของหวังหยู่ แววตาของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดที่เกาะกินหัวใจ เขาไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายหวังหยู่ แต่ความโกรธที่ไม่ได้ควบคุมทำให้เกิดสิ่งที่ไม่คาดคิด ตอนนี้ สิ่งที่เหลืออยู่ในใจของเขาคือความหวาดกลัวว่าเขาอาจจะทำให้หวังหยู่ได้รับบาดเจ็บร้ายแรง
“ข้า... ข้าไม่ควรทำแบบนั้น” หลี่หยางพึมพำเบา ๆ ขณะมองร่างของหวังหยู่ที่ยังไม่ได้สติ น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความเสียใจ และเต็มไปด้วยความโศกเศร้าและความรู้สึกผิดที่ไม่อาจลบเลือนได้