ชนากานต์ POV:
"ทำไมเธอถึงทำแบบนี้ธีทัต! ทำไมเธอถึงนอกใจฉันได้ลงคอ" ฉันตะโกนใส่หน้าธีทัต น้ำตาไหลอาบแก้มอย่างควบคุมไม่ได้
"เธอจะโวยวายทำไมชนากานต์" ธีทัตตอบกลับด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด ไม่มีแววสำนึกผิดเลยแม้แต่น้อย "เรื่องแค่นี้เอง"
"แค่นี้เองเหรอ! นี่มันคือการทรยศนะธีทัต! เราแต่งงานกันมาสิบปีนะ!" ฉันกรีดร้องออกไป หัวใจของฉันแตกสลายเป็นเสี่ยงๆ
ธีทัตถอนหายใจอย่างรำคาญ "ก็ใช่ไงสิบปี! เธอก็อยู่กับฉันมาสิบปีแล้ว แต่เธอเคยทำอะไรให้ฉันบ้างนอกจากเป็นภรรยาที่จืดชืด ไม่มีความทะเยอทะยาน ไม่เคยมีลูกให้ฉันเลย!"
คำพูดนั้นเหมือนมีดกรีดลงไปในใจฉันซ้ำแล้วซ้ำเล่า ยิ่งกว่าการทรยศใดๆ
"ฉันทำอะไรให้เธอไม่ได้เลยเหรอธีทัต! ฉันลาออกจากงานในฝันเพื่อมาช่วยเธอสร้างบริษัทจากศูนย์นะ! ฉันทำงานหนักแทบตายเพื่อทำให้ธุรกิจของเธอเติบโต!" เสียงของฉันสั่นเครือไปด้วยความเจ็บปวด
"นั่นมันอดีตไปแล้วชนากานต์" ธีทัตตอบอย่างเย็นชา "ตอนนี้ฉันรวยแล้ว ฉันประสบความสำเร็จแล้ว ฉันไม่จำเป็นต้องพึ่งเธออีกต่อไป"
"เธอจะบ้าหรือไงชนากานต์! ฉันมีเงินมากพอที่จะเลี้ยงผู้หญิงทั้งประเทศได้ด้วยซ้ำ!" เขาพูดอย่างเย้ยหยัน "เธอไม่จำเป็นต้องทำงานอะไรเลย แค่อยู่บ้านเฉยๆ ก็พอ"
"แต่ฉันยังเป็นภรรยาของเธออยู่นะธีทัต" ฉันพยายามทำให้เขานึกถึงสถานะของเรา "เธอเคยบอกว่าเธอจะรักฉันไปตลอดชีวิต"
"ความรักมันกินไม่ได้ชนากานต์" ธีทัตตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา "ตอนนี้ฉันเคารพเธอมากนะ ที่เธอยอมรับเรื่องปิยาภรณ์ได้"
ฉันมองหน้าธีทัตด้วยความรู้สึกที่ปวดร้าว ฉันจำได้ว่าฉันเคยทำงานหนักแค่ไหน เพื่อช่วยให้ธุรกิจของเขาเติบโต ฉันทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจ บางครั้งฉันต้องดื่มเหล้ากับลูกค้าจนร่างกายทรุดโทรม แต่เขาก็ไม่เคยสนใจ
ร่างกายของฉันอ่อนแอลงเรื่อยๆ จนฉันรู้ว่าตัวเองมีภาวะมีบุตรยาก ฉันพยายามรักษา พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะมีลูกให้กับเขา แต่เขาก็ไม่เคยสนใจ ไม่เคยแม้แต่จะถามไถ่ว่าฉันเป็นอย่างไรบ้าง
"เธอทำงานหนักไปชนากานต์" ธีทัตมักจะพูด "ฉันไม่ต้องการให้เธอทำงาน แค่อยู่บ้านเฉยๆ ก็พอ"
เขาไม่เคยรู้เลยว่าฉันทำทุกอย่างเพื่อเขา เพื่อครอบครัวของเรา
ฉันปาที่ตรวจครรภ์ที่ซ่อนอยู่ในลิ้นชักลงถังขยะอย่างแรง ภาพขีดสองขีดจางๆ ที่ปรากฏขึ้นเมื่อไม่กี่วันก่อน มันเหมือนตอกย้ำความผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า
คืนนั้นฉันนอนไม่หลับ ฉันต้องพึ่งยานอนหลับเพื่อให้ตัวเองได้พักผ่อนบ้าง แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังคงฝันร้ายถึงเรื่องราวที่ผ่านมา
ชีวิตประจำวันของเราเต็มไปด้วยความตึงเครียด ธีทัตกับปิยาภรณ์ยังคงแอบคบกันลับหลังฉัน แต่ฉันกลับทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น
"ฉันวางแผนที่จะขยายธุรกิจไปลอนดอน" ธีทัตพูดอย่างตื่นเต้นในวันหนึ่ง "ฉันคิดว่าเธอควรไปกับฉันนะชนากานต์"
ในตอนนั้นฉันยังคงมีความหวังเล็กๆ ว่าการเดินทางครั้งนี้จะช่วยให้ความสัมพันธ์ของเราดีขึ้น มันอาจจะเป็นโอกาสให้ธีทัตกลับมาสนใจฉันอีกครั้ง
แต่ความหวังนั้นก็พังทลายลง เมื่อธีทัตบอกว่าเขาจะให้ปิยาภรณ์ไปลอนดอนแทนฉัน
"ปิยาภรณ์น่าสงสารนะชนากานต์ เธอไม่มีโอกาสแบบนี้ง่ายๆ หรอก" ธีทัตพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน "เธอเข้าใจฉันใช่ไหม"
ในตอนนั้นฉันรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบพังทลายลงตรงหน้า ฉันรู้สึกถึงความเจ็บปวดที่กัดกินหัวใจ แต่ฉันทำอะไรไม่ได้
ฉันมองเห็นธีทัตกำลังนั่งคุยโทรศัพท์กับปิยาภรณ์อย่างสนิทสนม เขาหัวเราะอย่างมีความสุข ราวกับว่าไม่มีฉันอยู่ในโลกใบนี้
ฉันหยิบปากกามาวงกลมในปฏิทินอีกครั้ง คราวนี้เป็นตัวเลข "0" นั่นคือวันที่ธีทัตกับปิยาภรณ์จะเดินทางไปลอนดอน และเป็นวันที่ฉันจะจากไปตลอดกาล
ฉันตัดสินใจที่จะหย่า ฉันติดต่อทนายความอย่างลับๆ เพื่อปรึกษาเรื่องการหย่าร้าง
"คุณชนากานต์แน่ใจนะคะว่าจะหย่า" ทนายความถามด้วยความประหลาดใจ "คุณธีทัตเป็นนักธุรกิจที่มีชื่อเสียงมากนะคะ"
"ฉันแน่ใจค่ะ" ฉันตอบด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาด "ฉันไม่ต้องการอยู่กับคนที่ไม่เห็นค่าของฉันอีกต่อไป"
"แต่คุณชนากานต์คะ ถ้าคุณหย่าตอนนี้ คุณอาจจะสูญเสียทุกอย่างนะคะ" ทนายความพยายามเตือนสติ
"ฉันไม่ได้ต้องการอะไรจากเขาค่ะ" ฉันตอบ "ฉันแค่ต้องการอิสระ"
"ฉันต้องการให้คุณเตรียมเอกสารการหย่าร้างทั้งหมดไว้ให้พร้อม" ฉันสั่งทนายความ "และช่วยส่งเอกสารเหล่านั้นไปให้ธีทัตที่ลอนดอน หลังจากที่เขาเดินทางไปถึงแล้ว"
"แต่คุณชนากานต์คะ..." ทนายความทำท่าจะค้าน
"คุณทำตามที่ฉันสั่งเถอะค่ะ" ฉันตัดบทก่อนที่เธอจะพูดอะไรไปมากกว่านี้
จังหวะนั้นเอง ธีทัตก็เดินเข้ามาในห้องทำงาน เขาดูเหมือนจะได้ยินบางส่วนของการสนทนาของเรา
"เอกสารอะไรชนากานต์" ธีทัตถามด้วยน้ำเสียงที่สงสัย
"ไม่มีอะไรหรอกค่ะ" ฉันตอบอย่างรวดเร็ว พยายามเก็บซ่อนความตื่นเต้นไว้ในใจ "แค่เอกสารทั่วไปของบริษัทน่ะค่ะ"
ธีทัตมองฉันด้วยแววตาที่ไม่เชื่อใจนัก แต่เขาก็ไม่ได้ถามอะไรต่อ
"นี่ดูสิชนากานต์" ธีทัตพูดพร้อมกับยื่นโทรศัพท์ให้ฉันดู ภาพบ้านหลังใหญ่ในลอนดอนปรากฏขึ้นบนหน้าจอ "ฉันซื้อบ้านหลังนี้ไว้ให้ปิยาภรณ์ เธอบอกว่าเธอชอบมาก"
ฉันมองภาพบ้านหลังนั้นด้วยความรู้สึกที่ว่างเปล่า บ้านหลังใหญ่ที่เขาซื้อให้ผู้หญิงอีกคนที่ไม่ใช่ภรรยาตัวเอง
"ฉันวางแผนไว้ว่าจะโอนเป็นชื่อปิยาภรณ์โดยตรงเลย" ธีทัตพูดอย่างภาคภูมิใจ "เธอจะได้มีหลักประกันในชีวิต"
คำพูดของธีทัตเหมือนมีดกรีดลงไปในหัวใจฉันซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาไม่เคยคิดจะซื้อบ้านให้ฉัน ไม่เคยคิดจะให้หลักประกันอะไรกับฉันเลย
"เธอจะโอนบ้านให้ปิยาภรณ์เหรอคะ" ฉันถามด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา
"ก็ใช่ไงชนากานต์ เธอไม่เห็นว่าฉันใจดีกับปิยาภรณ์แค่ไหนเหรอ" ธีทัตตอบอย่างภูมิใจ "เธอคงดีใจมากเลยใช่ไหม"
"เธอคิดว่าฉันควรจะดีใจเหรอคะ" ฉันถามกลับด้วยน้ำเสียงที่เย้ยหยัน
"ก็แน่นอนสิชนากานต์" ธีทัตตอบอย่างไม่ใส่ใจ "ปิยาภรณ์เองก็รู้สึกดีใจมากเลยนะ เธอบอกว่าฉันเป็นผู้ชายที่ดีที่สุดในโลก"
จังหวะนั้นเอง เสียงกริ่งหน้าบ้านก็ดังขึ้น ปิยาภรณ์เดินเข้ามาในบ้านด้วยรอยยิ้มที่สดใส เธอสวมชุดเดรสสีชมพูอ่อนที่ดูบริสุทธิ์ราวกับนางฟ้า แต่หัวใจของฉันกลับรู้สึกถึงความมืดมิด
เธอเข้ามาโอบแขนธีทัตอย่างสนิทสนม แล้วหันมามองฉันด้วยแววตาที่เย้ยหยัน
"พี่ชนากานต์คะ ปิยาได้ยินมาว่าพี่ธีทัตจะให้ปิยาไปลอนดอนแทนพี่" ปิยาภรณ์พูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนหวาน "ปิยาเกรงใจพี่จังเลยค่ะ"
"ไม่ต้องเกรงใจหรอกค่ะ" ฉันตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาจนตัวเองยังตกใจ "ฉันยกให้เธอแล้ว"
ปิยาภรณ์ยิ้มอย่างพึงพอใจ แล้วหันไปหัวเราะกับธีทัตอย่างสนุกสนาน ราวกับว่าฉันเป็นเพียงอากาศธาตุที่ไม่มีตัวตน
ฉันมองภาพนั้นด้วยความรู้สึกที่ปวดร้าว มันเหมือนตอกย้ำว่าฉันไม่มีค่าอะไรสำหรับเขาอีกต่อไปแล้ว
ชนากานต์ POV:
"พี่ชนากานต์คะ! ปิยาอยากทำอาหารให้พี่ธีทัตทานค่ะ" ปิยาภรณ์เดินเข้ามาในครัวด้วยรอยยิ้มที่สดใส "พี่ชนากานต์ช่วยปิยาหน่อยได้ไหมคะ"
ฉันมองหน้าปิยาภรณ์ด้วยความรู้สึกที่ว่างเปล่า เธอเข้ามาในบ้านของเราอย่างเต็มตัวราวกับเป็นเจ้าของบ้านเสียเอง
"ฉันคิดว่าเธอควรจะทำเองนะคะปิยาภรณ์" ฉันตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา "ฉันไม่ชอบคนขี้เกียจ"
"พี่ชนากานต์พูดอะไรอย่างนั้นคะ" ปิยาภรณ์ทำท่าตกใจ "พี่ธีทัตไม่ชอบให้พี่ชนากานต์พูดจาแบบนี้นะคะ"
"ฉันไม่สนใจหรอกว่าเขาจะชอบหรือไม่ชอบ" ฉันตอบกลับอย่างไม่แยแส "ฉันไม่ใช่คนรับใช้ของเธอ"
ปิยาภรณ์เบะปากเล็กน้อย แล้วหันไปเรียกธีทัตที่กำลังนั่งดูโทรทัศน์อยู่ในห้องรับแขก
"พี่ธีทัตคะ! พี่ชนากานต์แกล้งปิยาค่ะ" ปิยาภรณ์ฟ้องด้วยน้ำเสียงที่อ้อนวอน
ธีทัตเดินเข้ามาในครัวด้วยท่าทางอันหงุดหงิด "ชนากานต์! เธอทำอะไรปิยาภรณ์อีกแล้ว"
"ฉันไม่ได้ทำอะไรเลยค่ะ" ฉันตอบ "แค่บอกให้เธอทำอาหารเอง"
"ชนากานต์! เธอไม่ควรจะพูดจาแบบนี้กับปิยาภรณ์นะ" ธีทัตตำหนิฉัน "เธอควรจะอ่อนโยนกับปิยาภรณ์บ้าง"
"ฉันไม่เห็นว่าฉันจะต้องอ่อนโยนกับเมียน้อยของเธอตรงไหนเลยค่ะ" ฉันตอบกลับอย่างไม่เกรงใจ
"ชนากานต์! เธอพูดอะไรออกมา" ธีทัตโกรธจัด "เธอไม่ควรจะพูดจาแบบนี้กับปิยาภรณ์นะ"
ปิยาภรณ์ทำท่าจะร้องไห้ "พี่ธีทัตคะ ปิยาแค่จะทำอาหารให้พี่ธีทัตทานเองค่ะ"
"ปิยาภรณ์คะ เธอเคยทำอาหารให้ธีทัตทานตั้งแต่เมื่อไหร่คะ" ฉันถามกลับด้วยน้ำเสียงที่เย้ยหยัน "เท่าที่ฉันจำได้ เธอทำได้แค่สั่งอาหารจากร้านอาหารแพงๆ เท่านั้นแหละค่ะ"
"พี่ชนากานต์! พี่ชนากานต์แกล้งปิยาอีกแล้วนะคะ" ปิยาภรณ์ฟ้องธีทัตอีกครั้ง
ธีทัตมองมาที่ฉันด้วยแววตาที่ผิดหวัง "ชนากานต์! เธอควรจะรู้ว่าเธอควรจะวางตัวยังไง"
"ฉันรู้ค่ะ" ฉันตอบกลับอย่างเย็นชา "ฉันรู้ว่าฉันควรจะวางตัวยังไง"
ฉันเดินออกไปจากครัว ปล่อยให้ธีทัตกับปิยาภรณ์อยู่ในครัวกันตามลำพัง
ฉันได้ยินเสียงปิยาภรณ์หัวเราะอย่างมีความสุข ฉันรู้ว่าเธอพยายามจะยั่วยุฉัน แต่ฉันจะไม่ยอมให้เธอทำได้
ฉันนั่งลงบนโซฟาในห้องรับแขก พยายามสงบสติอารมณ์ ฉันรู้ว่าฉันไม่ควรจะโกรธ แต่ฉันอดไม่ได้
สักพักปิยาภรณ์ก็เดินออกมาจากครัวพร้อมกับจานข้าวที่เต็มไปด้วยอาหารที่ดูน่ากิน
"พี่ชนากานต์คะ มาทานข้าวด้วยกันสิคะ" ปิยาภรณ์พูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนหวาน แต่แววตาของเธอกลับเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน
"ฉันไม่หิวค่ะ" ฉันตอบกลับอย่างเย็นชา
"พี่ชนากานต์คะ ไม่ทานได้ยังไงคะ" ปิยาภรณ์พูด "พี่ธีทัตบอกว่าพี่ชนากานต์ผอมไปแล้วนะคะ"
ฉันมองหน้าปิยาภรณ์ด้วยความรู้สึกที่ว่างเปล่า ฉันรู้ว่าเธอพยายามจะยั่วยุฉัน แต่ฉันจะไม่ยอมให้เธอทำได้
ฉันพยักหน้าเล็กน้อย แล้วลุกขึ้นเดินไปที่โต๊ะอาหาร ฉันนั่งลงตรงข้ามกับธีทัตและปิยาภรณ์
ปิยาภรณ์ยิ้มอย่างพึงพอใจ แล้วตักอาหารให้ธีทัตอย่างเอาใจ
"พี่ธีทัตคะ ทานเยอะๆ นะคะ" ปิยาภรณ์พูด "ปิยาตั้งใจทำเพื่อพี่ธีทัตเลยนะคะ"
"ปิยาภรณ์น่ารักที่สุดเลย" ธีทัตพูดพร้อมกับลูบหัวปิยาภรณ์อย่างอ่อนโยน
ฉันมองภาพนั้นด้วยความรู้สึกที่ปวดร้าว มันเหมือนตอกย้ำว่าฉันไม่มีค่าอะไรสำหรับเขาอีกต่อไปแล้ว
"พี่ชนากานต์คะ" ปิยาภรณ์พูดขึ้น "ปิยาอยากจะบอกความลับเกี่ยวกับพี่ธีทัตให้พี่ชนากานต์ฟังนะคะ"
ฉันมองหน้าปิยาภรณ์ด้วยความสงสัย "ความลับอะไรคะ"
"พี่ธีทัตชอบให้ปิยานวดให้พี่ธีทัตทุกคืนเลยค่ะ" ปิยาภรณ์พูดพร้อมกับยิ้มอย่างมีเลศนัย "พี่ธีทัตบอกว่าปิยานวดเก่งกว่าพี่ชนากานต์เยอะเลยค่ะ"
คำพูดนั้นเหมือนมีดกรีดลงไปในหัวใจฉันซ้ำแล้วซ้ำเล่า ฉันไม่เคยรู้เลยว่าธีทัตชอบให้ปิยานวดให้เขาทุกคืน
"พี่ชนากานต์คะ" ปิยาภรณ์พูดต่อ "ปิยายังจำได้เลยนะคะว่าพี่ธีทัตเคยบอกปิยาว่าพี่ชนากานต์จืดชืด ไม่มีความทะเยอทะยาน ไม่เคยมีลูกให้เขา"
คำพูดนั้นเหมือนตอกย้ำความเจ็บปวดในใจฉันอีกครั้ง ฉันรู้ว่าธีทัตเคยพูดแบบนั้น แต่ฉันไม่คิดว่าเขาจะพูดกับปิยาภรณ์เรื่องนี้
"พี่ชนากานต์คะ" ปิยาภรณ์พูดต่อ "ปิยายังจำได้เลยนะคะว่าพี่ธีทัตเคยบอกว่าพี่ชนากานต์เป็นผู้หญิงที่น่าเบื่อที่สุดในโลก"
ฉันมองหน้าปิยาภรณ์ด้วยความรู้สึกที่ปวดร้าว ฉันรู้ว่าฉันควรจะโกรธ แต่ฉันกลับรู้สึกชาชินไปแล้ว
"พี่ชนากานต์คะ" ปิยาภรณ์พูดต่อ "พี่ธีทัตยังบอกอีกนะคะว่าพี่ชนากานต์ไม่เคยได้อะไรจากเขาเลย"
ฉันเงยหน้าขึ้นมองปิยาภรณ์ด้วยแววตาที่ว่างเปล่า "เธอพูดอะไรของเธอ"
ปิยาภรณ์ยิ้มอย่างพึงพอใจ "พี่ชนากานต์คงไม่รู้สินะคะว่าพี่ธีทัตแอบโอนเงินเข้าบัญชีปิยามาตลอดเจ็ดปีที่ผ่านมา"
คำพูดนั้นเหมือนฟ้าผ่าลงมากลางใจฉัน ฉันไม่เคยรู้เลยว่าธีทัตแอบโอนเงินเข้าบัญชีปิยาภรณ์มาตลอดเจ็ดปีที่ผ่านมา
"พี่ชนากานต์คะ" ปิยาภรณ์พูดต่อ "พี่ชนากานต์คงไม่รู้สินะคะว่าพี่ธีทัตเคยซื้อคอนโดหรูให้ปิยาด้วย"
ฉันมองหน้าปิยาภรณ์ด้วยความรู้สึกที่ปวดร้าว ฉันไม่เคยรู้เลยว่าธีทัตซื้อคอนโดหรูให้ปิยาภรณ์ด้วย
"พี่ชนากานต์คะ" ปิยาภรณ์พูดต่อ "พี่ชนากานต์คงไม่รู้สินะคะว่าพี่ธีทัตเคยให้แหวนเพชรปิยาด้วย"
ฉันมองหน้าปิยาภรณ์ด้วยความรู้สึกที่ปวดร้าว ฉันไม่เคยรู้เลยว่าธีทัตให้แหวนเพชรปิยาภรณ์ด้วย
"พี่ชนากานต์คะ" ปิยาภรณ์พูดต่อ "พี่ชนากานต์คงไม่รู้สินะคะว่าพี่ธีทัตเคยบอกปิยาว่าจะหย่ากับพี่ชนากานต์ เพื่อมาแต่งงานกับปิยา"
คำพูดนั้นเหมือนมีดกรีดลงไปในหัวใจฉันซ้ำแล้วซ้ำเล่า ฉันไม่เคยรู้เลยว่าธีทัตเคยพูดแบบนั้น
ฉันมองหน้าปิยาภรณ์ด้วยความรู้สึกที่ปวดร้าว ฉันรู้ว่าฉันควรจะโกรธ แต่ฉันกลับรู้สึกชาชินไปแล้ว
"เธอมันก็แค่เมียน้อย" ฉันพูดด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา "ไม่ว่าเธอจะพยายามแค่ไหน เธอก็ไม่มีทางเป็นภรรยาของธีทัตได้หรอก"
ปิยาภรณ์ยิ้มอย่างพึงพอใจ "พี่ชนากานต์คะ ไม่ว่าปิยาจะเป็นอะไร ปิยาก็ได้ทุกอย่างที่พี่ชนากานต์อยากได้ แต่ไม่เคยได้มาจากพี่ธีทัตเลยนะคะ"