ตอน 1

ณ วิลล่าตระกูลเสิ่นแห่งเมืองไห่

ห้องนั่งเล่นขนาดใหญ่บนชั้นหนึ่งเต็มไปด้วยแขกที่กำลังถือเหล้าชั้นดีอยู่ โดยฝั่งตรงข้ามประตูจะมีโปสเตอร์ขนาดใหญ่ที่กำลังฉายคำว่า ‘ยินดีต้อนรับกลับบ้าน ลูกสาวที่รัก’ เอาไว้

ในห้องใต้หลังคาสามชั้นที่อึดอัดและต่ำเตี้ย เซี่ยซางหนิงกำลังเก็บสัมภาระของตัวเองอยู่

เสิ่นเจิ้นหยวนหรือพ่อเสิ่นกำลังถือซองจดหมายฉบับหนึ่งเอาไว้ เขาวางมันลงตรงหน้าเซี่ยซางหนิงเบา ๆ ด้วยสีหน้าที่อาลัยอาวรณ์อย่างมาก

“หนิงหนิง ทำไมเธอถึงได้ทำแบบนี้ล่ะ? ถึงแม้ว่าพวกเราจะหาลูกสาวแท้ ๆ ของพวกเราเจอแล้ว แต่เธอก็ไม่จำเป็นต้องไปเลยนะ ด้วยศักยภาพของพวกเราแล้ว การจะเลี้ยงดูเธอเพิ่มอีกคนไม่ใช่ปัญหาเลยนะ ฉันว่าเธออย่าไปเลย ฉันกับแม่ของเธอก็ยังคงปฏิบัติกับเธอเหมือนเธอเป็นลูกสาวแท้ ๆ ของพวกเราเหมือนเดิมนั่นแหละ แต่หากเธอยังยืนกรานที่จะไป ฉันก็จะไม่ห้ามเธอ เพียงแต่ครอบครัวที่แท้จริงของเธอยากจนมาก คาดว่าพวกเขาไม่น่าจะส่งรถมารับเธอกลับไปได้ด้วยซ้ำ เงินนี้ เธอเอาไปใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางก็แล้วกันนะ”

เซี่ยซางหนิงเหลือบมองซองจดหมายบาง ๆ นั้นอย่างเฉยชา เธอเดาว่าในนั้นจะต้องมีเงินไม่เกินห้าพันแน่ ๆ หลังจากนั้นเธอก็ยัดเงินกลับคืนไปให้เสิ่นเจิ้นหยวนด้วยสีหน้าเย็นชาและพูดว่า “ไม่จำเป็นต้องเสียค่าเดินทางหรอกค่ะ พ่อแม่ของฉันส่งรถมารับฉันแล้ว”

ปากก็พูดรั้งให้เธออยู่ต่อ แต่มือนั้นกลับยื่นค่าเดินทางให้ เขาอยากจะให้เธออยู่ต่อจริง ๆ น่ะเหรอ

เธอคือลูกบุญธรรมของตระกูลเสิ่น เธอเข้ามาในบ้านตระกูลเสิ่นตอนที่เธออายุเพียงสองขวบกว่า ๆ เท่านั้น ซึ่งในตอนนั้นเนื่องจากตอนนั้นลูกสาวของแม่เสิ่นที่เพิ่งคลอดถูกคนอุ้มไปจากโรงพยาบาล ทำให้แม่เสิ่นไม่สามารถทำใจได้ก็เลยรับเธอมาเลี้ยง

ตอนที่เธอยังเป็นเด็ก เธอจะใส่เสื้อผ้าตามแผงลอยที่ราคาถูกที่สุดตลอดทั้งปี ได้กินอาหารเหลือของที่บ้าน แล้วก็ยังต้องเป็นพี่เลี้ยงคอยดูแลรับใช้ครอบครัวของพวกเขา

หลังจากโตขึ้น เสิ่นเจิ้นหยวนก็ได้ค้นพบว่าเซี่ยซางหนิงมีความสามารถพิเศษด้านการออกแบบ ของอะไรก็ตามแต่ที่เธอวาดขึ้นมาแบบส่ง ๆ ล้วนแล้วแต่วิจิตรงดงามกว่าที่ผู้เชี่ยวชาญวาดขึ้นมากเป็นหมื่น ๆ เท่า แถมยังมีมูลค่าทางการตลาดที่สูงมากเลยทีเดียว

ตระกูลเสิ่นไม่อนุญาตให้เธอไปโรงเรียน โดยอยู่บ้านเพื่อที่จะทำการออกแบบอะไหล่รถยนต์โดยเฉพาะ รวมไปถึงการออกแบบรถยนต์อีกด้วย ทุกคนในตระกูลเสิ่นรู้ดีว่าเธอหารายได้ให้ตระกูลเสิ่นได้มากแค่ไหน

ถ้าไม่มีเซี่ยซางหนิง ตระกูลเสิ่นคงไม่มีทางที่จะถีบตัวขึ้นมาอยู่ในแวดวงสังคมชั้นสูงของเมืองไห่ได้หรอก แล้วก็ไม่มีทางได้จัดงานเลี้ยงฉลองการกลับมาของลูกสาวแท้ ๆ ของพวกเขาอย่างเปิดเผยจนได้เชิญคนดังจากทั่วโลกมาเช่นนี้หรอก

ตอนนี้ตระกูลเสิ่นก็แค่เพิ่งจะเริ่มมีชีวิตที่ดีขึ้นเท่านั้น แต่พวกเขากลับคิดที่จะไล่เซี่ยซางหนิงไปซะแล้ว คนในครอบครัวนี้ช่างมีจิตสำนึกที่ดีงามกันซะเหลือเกิน

เสิ่นเจิ้นหยวนถอนหายใจออกมา แล้วก็ยัดซองจดหมายในมือใส่ลงในกระเป๋าของเซี่ยซางหนิงไป

“ทางนั้นจะส่งรถมารับเธออย่างนั้นเหรอ มันจะเป็นไปได้ยังไงกัน? ฉันไปสืบมาแล้ว พ่อแม่แท้ ๆ ของเธอมีลูกชายอยู่สองคน แถมยังมีลุงใหญ่ที่เป็นอัมพาตติดเตียงแถมยังโสดที่ต้องคอยดูแลอีกด้วย พวกเขาอาศัยอยู่ในหุบเขากันอย่างยากจน ที่บ้านก็ลำบากขัดสนจะตายไป ยังไงก็ไม่น่าจะมีศักยภาพพอที่จะมารับเธอได้อยู่ดี เธออยู่กับพวกเราได้ใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่าย หากไปอยู่ที่นั่นต้องไม่ชินแน่ ๆ เงินพวกนี้เธอเอาไปเถอะ……”

เซี่ยซางหนิงหยิบซองจดหมายมาวางไว้บนโต๊ะ แล้วเธอก็พูดอย่างหน้าตาเฉยว่า “ลาก่อนนะคะ”

ซึ่งเธอไม่ได้สังเกตเลยว่า เสิ่นฮุยจูที่อยู่ข้าง ๆ ได้ใส่อะไรบางอย่างลงมาในช่องด้านข้างของกระเป๋าเป้ของเธอ

หลังจากพูดจบ เธอก็สะพายกระเป๋าเป้สีดำขึ้นมา แล้วก็เดินลงบันได้ไปเสียงดังตึง ๆ ๆ อย่างรวดเร็วโดยไม่มองไปที่คนตระกูลเสิ่นอีกเลย

แม่เสิ่นเบิกตาโตกว้างมองไปที่แผ่นหลังของเธอที่หายลับไปจากบันไดอย่างรวดเร็ว เวลานี้เธอโมโหมากจนขมวดคิ้วแน่น “ดูสิ ขนาดหมาที่เลี้ยงมันยังรู้จักเชื่องกับเจ้าของเลย ฉันเลี้ยงเธอมาตั้งยี่สิบปี แต่ตอนนี้พอเธอจะไปแค่คำขอบคุณสักคำยังไม่รู้จักพูดเลย คนแบบนี้ควรต้องไปเป็นคนไร้บ้านู้นแหละ!”

เสิ่นฮุยจูประคองแขนของแม่เสิ่นเดินลงบันไดไป แล้วก็โน้มน้าวเธออย่างสุภาพว่า “คุณแม่ อย่าไปถือสาคนที่ไร้การศึกษาอย่างเธอเลยค่ะ แค่ประถมยังเรียนไม่จบเลยด้วยซ้ำ พออายุสิบขวบก็เริ่มทำตัวเสเพลไม่เอาไหนซะแล้ว แล้วเธอจะเป็นคนที่มีมารยาทได้ยังไงล่ะคะ หากเธอออกจากครอบครัวที่มีฐานะดีอย่างครอบครัวของพวกเราไป ชีวิตที่เหลืออยู่ของเธอแค่จะกินข้าวให้ครบสามมื้อนั้นยังยากลำบากเลย หากจะอารมณ์ไม่ดีก็ถือว่าเป็นเรื่องที่สามารถเข้าใจได้อยู่หรอกค่ะ เดี๋ยวฉันจะไปส่งพี่เอง!”

แม่เสิ่นดึงเสิ่นฮุยจูเอาไว้และถามออกมาอย่างกระวนกระวายใจว่า “ลูกจะไปทำไม? เธอเป็นคนใจคอโหดเหี้ยมแบบนี้ มันไม่คุ้มที่พวกเราจะรั้งเธอไว้หรอกนะ”

“คุณแม่ ช่วงที่ฉันกลับมานี้ พี่ก็ทำดีกับฉันเป็นอย่างมากนะคะ การที่พี่ออกไปแบบนี้ ไม่รู้เลยว่าในอนาคตจะมีโอกาสได้เจอหน้ากันอีกรึเปล่า ฉันไปส่งพี่สักหน่อยดีกว่าค่ะ”

เธอเขย่ากล่องเครื่องประดับใบหนึ่งในมือไปมา แล้วก็ยิ้มอย่างน่าเอ็นดู “ฉันซื้อของขวัญมาให้พี่ด้วยค่ะ”

เสิ่นฮุยจูไล่ตามลงไป เสิ่นเจิ้นหยวนและภรรยาจึงไล่ตามลงไปด้วยเช่นกัน

“พี่!” เสิ่นฮุยจูตะโกนเรียกเสียงหวาน แล้วก็รีบวิ่งไปอย่างว่องไว “พี่รีบไปมากเลย ฉันยังไม่ได้ให้ของขวัญที่ฉันเตรียมไว้ให้พี่เลยนะ”

เธอแบมือออกและยื่นกล่องสี่เหลี่ยมสีแดงใบหนึ่งไป ซึ่งข้างในเป็นกำไลหยกสีขาววงหนึ่ง เนื้อหยกมีความใสราวกับคริสตัลและโปร่งแสง ซึ่งทำจากวัสดุประเภทแก้ว ดูมีสีสันสวดสดใสมาก

เซี่ยซางหนิงลดตาลงไปมอง กำไลวงนี้ดูสวยใช้ได้ มีมูลค่าอยู่บ้าง

เธอปฏิเสธออกไปอย่างเย็นชาว่า “ไม่เป็นไรหรอก เธอเก็บเอาไว้ใส่เองเถอะ”

เสิ่นฮุยจูวางกล่องนั้นลงในมือของเธออย่างจริงใจ แล้วก็พูดโน้มน้าวเธออย่างจริงจังว่า “พี่รับไว้เถอะนะ กำไลวงนี้ฉันซื้อมาหลายแสนเลยนะ หากในอนาคตพี่เกิดขัดสนขึ้นมา การเงินติดขัดจะได้เอาไปขายไว้ใช้ยามฉุกเฉินได้ไง หรืออย่างน้อย ๆ ตอนที่พี่แต่งงานมันก็ยังใช้เป็นสินสมรสติดตัวเจ้าสาวที่ถือว่าพอมีราคาได้อยู่นะ”

เธอปิดกล่องลงโดยไม่ปรึกษา แล้วก็ใส่มันลงไปในกระเป๋าเป้ของเซี่ยซางหนิง

ทันใดนั้นเสี่ยวซูผู้เป็นพี่เลี้ยงก็เดินเข้ามาด้วยสีหน้าไม่สู้ดีอย่างมากและพูดว่า “คุณหนู แย่แล้วค่ะ สร้อยเพชรงานหมั้นที่คุณชายน้อยซ่งมอบให้คุณหนูหายไปค่ะ!”

ตอน 2

เสิ่นฮุยจูหยุดชะงักการยัดของใส่กระเป๋าเป้ลงทันที ก่อนจะเบิกตาถามด้วยความประหลาดใจว่า “เธอว่ายังไงนะ พี่เส้าเจี๋ยซื้อสร้อยเพชรเส้นนั้นให้ฉันตั้งเก้าล้าน แถมด้านบนยังมีเพชรประดับตั้งสิบเม็ดเชียวนะ ฉันจำได้ว่าวางไว้บนโต๊ะนี่นา แล้วมันจะหายไปได้ยังไงกัน เธอหาดีรึยัง?”

เซี่ยซางหนิงที่ได้กลิ่นของแผนการร้าย จึงรับชมเสิ่นฮุยจูและพี่เลี้ยงแสดงละครด้วยความสนอกสนใจ

สีหน้าของพี่เลี้ยงไม่สู้ดียิ่งขึ้นทุกที เธอหวาดผวาจนแทบจะคุกเข่าลงต่อหน้าเสิ่นฮุยจูอยู่แล้ว “คุณหนูคะ ฉันหาดีแล้ว หาทุกที่แล้วด้วย แต่มันไม่เจอจริง ๆ ค่ะ หรือว่าจะมีคนขโมยไปรึเปล่าคะ? ”

เธอหันไปมองเซี่ยซางหนิงด้วยสายตาประสงค์ร้าย ซึ่งเป็นการสื่อว่า ‘คุณหนูใหญ่เป็นคนขโมยไปรึเปล่าคะ’ ไปในตัวด้วย

เสิ่นฮุยจูเหลือบมองเซี่ยซางหนิงแวบหนึ่ง ก่อนจะตวาดเสี่ยวซูว่า “เธอมองบ้าอะไรน่ะ ถึงพ่อแม่แท้ ๆ ของพี่จะจน แต่ยังไงซะพี่ก็ไม่มีทางทำเรื่องสกปรก ๆ แบบนั้นเด็ดขาด จริงสิ ในห้องของฉันยังมีอะไรหายไปอีกรึเปล่า?”

เสี่ยวซูตื่นตระหนกมากยิ่งขึ้นไปอีก “มีค่ะ แบบร่างที่คุณหนูเขียนไว้เมื่อสองวันก่อนก็หายไปด้วยเหมือนกันค่ะ”

เธอหันไปมองเซี่ยซางหนิงด้วยแววตาแปลก ๆ แล้วจู่ ๆ เธอก็ได้เดินสาวเท้าเข้าไปหาเซี่ยซางหนิง ราวกับค้นพบบางอย่าง จากนั้นก็ดึงสร้อยเส้นหนึ่งที่โผล่ออกมาจากกระเป๋าออกมา

เสิ่นฮุยจูถึงกับตกใจยกใหญ่ เธอหยิบสร้อยเพรชมาจากมือของเสี่ยวซูด้วยความไม่อยากจะเชื่อ “พี่ นี่มันสร้อยคอของหมั้นที่พี่เส้าเจี๋ยมอบให้ฉันนี่ ทำไมมันถึงมาอยู่ในกระเป๋าของพี่ได้ล่ะ?”

เธอรู้สึกผิดหวังจากใจจริง “ถ้าพี่ลำบากเรื่องเงินก็บอกคุณพ่อสิ คุณพ่อเลี้ยงพี่มาตั้งหลายปี จะให้เงินพี่เพิ่มอีกนิดหน่อยก็ไม่เสียหายอะไรหรอก แต่พี่ห้ามทำเรื่องไม่ดีแบบนี้อีกนะ เดี๋ยวพ่อกับแม่จะเสียใจเอาได้”

เสิ่นเจิ้นหยวนและแม่เสิ่นหรือซูลี่เหม่ยก็เดินเข้ามาทางนี้ด้วยเช่นกัน เสิ่นเจิ้นหยวนโกรธมาก ๆ และผิดหวังมากกว่าเสิ่นฮุยจูซะอีก เขาขมวดคิ้วแน่นและดุด่าว่า “ที่ฉันให้เงินเธอเมื่อกี้นี้ เธอไม่เอา แต่ดันมาขโมยของของน้องสาวเนี่ยนะ ถ้าเธอมีปัญหาเรื่องเงินก็บอกฉันสิ ทำไมต้องทำเรื่องต่ำตมแบบนี้ด้วยห๊ะ? ขายขี้หน้าชะมัดเลย!”

ซูลี่เหม่ยโกรธมากยิ่งกว่า “จะทำไมได้อีกล่ะ คงคิดว่าเงินน้อยเกินไปน่ะสิ! เธอจะสนใจเงินค่ารถแค่ห้าพันไปทำไม เอาสร้อยเส้นนี้ไปคุ้มกว่าตั้งเยอะ ตั้งเก้าล้านเชียวนะ! ชาตินี้คนทั้งตระกูลเซี่ยไม่มีทางหาเงินเยอะขนาดนี้ได้แน่!

เสิ่นฮุยจูปวดร้าวไปทั้งหัวใจ เธอกดมือซูลี่เหม่ยเอาไว้ แล้วก็พูดว่า “คุณแม่คะ คุณแม่เลิกพูดได้แล้วค่ะ ขืนยังพูดต่อไป พี่จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนกันล่ะคะ ฉันว่าพี่คงไม่ได้ตั้งใจหรอกค่ะ ต้องเป็นเพราะหยิบมาผิดโดยไม่ได้ตั้งใจแน่ ๆ ”

เสิ่นเจิ้นหยวนและซูลี่เหม่ยส่งเสียงหึออกมาโดยไม่พูดอะไร แต่ในใจกลับก่นด่าเซี่ยซางหนิงเป็นร้อยครั้ง อีกทั้งยังด่าเธอว่านังเนรคุณอีกด้วย

เสิ่นฮุยจูพยายามฝืนใจเผยรอยยิ้มเป็นมิตรออกมา ขณะเดียวกันก็ปรายตามองแขกที่อยู่รอบข้าง แต่ในใจของเธอกลับมีความสุขเอามาก ๆ ยัยเซี่ยซางหนิงถูกตราหน้าว่าเป็นหัวขโมย จากนี้ไปอย่าหวังจะได้รับความช่วยเหลือจากชนชั้นสูงของเมืองไห่อีกเลย ส่วนเส้นสายของตระกูลเสิ่น ยัยนั่นก็คงไม่มีสิทธิ์ได้ใช้แล้วล่ะ

“พี่ ฉันยอมยกทุกอย่างให้พี่ได้หมดเลยนะ แต่สร้อยเพชรเส้นนี้ ฉันยกให้พี่ไม่ได้จริง ๆ เพราะนี่คือของหมั้นระหว่างฉันกับพี่เส้าเจี๋ย ฉันรู้ดีว่าคนที่หมั้นกับพี่เส้าเจี๋ยตั้งแต่แรกคือพี่ พอต้องมาเห็นว่าพี่เส้าเจี๋ยตกหลุมรักฉันจนหัวปักหัวปำ พี่คงรู้สึกแย่น่าดูเลย แต่เรื่องความรักมันห้ามกันได้ซะที่ไหนกันล่ะ ฉันกับพี่เส้าเจี๋ยรักกันจริง ๆ ขอร้องล่ะ พี่อย่าทำให้พวกเราต้องพรากจากกันเลยนะ ถ้าพี่ต้องการเงิน ฉันจะยกเครื่องประดับทั้งหมดของฉันให้พี่เลยก็ได้ โอเคไหม?”

หลังจบประโยคดังกล่าว น้ำตาของเธอก็พรั่งพรูออกมาอย่างควบคุมไม่ได้ ราวกับว่าโดนรังแกมาอย่างหนักหน่วงยังไงยังงั้น

หึหึ เซี่ยซางหนิงหัวเราะเยาะออกมา นึกไว้แล้วเชียว เธอล่ะเสียดายจริง ๆ ที่เสิ่นฮุยจูไม่ได้เป็นนักแสดง ฝีมือการแสดงของยัยนี่เข้าถึงบทบาทชะมัด

ยัยนี่อุตส่าห์เปิดฉากเล่นละครฟอร์มยักษ์ขนาดนี้แล้ว ถ้าเธอไม่ร่วมมือแสดงด้วยคงเสียมารยาทน่าดูเลยเนอะ

เธอปรายตามองสร้อยคอเส้นนั้นอย่างเฉยชา ตัวสายจัดว่าค่อนข้างหนา พอดีกับตัวเพชรพอดี แต่ตัวเพชรกลับด้อยไปหน่อย ทั้งสี ทั้งการเจียระไนและการจับคู่สีออกจะน่าเบื่อไปนิด ยังไม่ถูกจัดว่าอยู่ในระดับยอดเยี่ยม

“งานสร้อยหยาบ ๆ แบบนี้ ฉันไม่สนใจหรอก ฉันว่าเธอคงเข้าใจผิดแล้วล่ะ ฉันจำได้ว่าเมื่อกี้นี้ตอนที่ฉันเก็บของในห้องใต้หลังคา กระเป๋าของฉันยังไม่มีสร้อยอะไรนี่เลย แต่ในมือของเธอกลับมีสร้อยอยู่เส้นหนึ่งพอดี น้องสาวผู้แสนดี เธอเผลอทำหล่นไว้ในกระเป๋าฉันรึเปล่า?”

เธอส่งเสียงหึ ก่อนจะหัวเราะออกมา อยากให้เธอรับผิดเต็มแก่แล้วสิท่า เธอไม่มีทางยอมหรอก

เธอกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ก่อนจะวางเป้สะพายหลังลงบนพื้น จากนั้นก็เททุกอย่างที่อยู่ในนั้นออกมา “เธอช่วยดูหน่อยสิว่า ในกระเป๋าของฉันยังมีของของตระกูลเสิ่นอยู่อีกรึเปล่า ถ้ามีเธอก็รีบเอาคืนไปซะ ฉันไม่อยากถูกตราหน้าว่าเป็นขโมยหรอก”

เสิ่นฮุยจูที่เห็นแฟ้มสีน้ำเงินบนพื้นพูดด้วยสีหน้าประหลาดใจว่า “นี่มันแบบร่างของฉันไม่ใช่เหรอ? พี่ ทำไมมันถึงไปอยู่ในกระเป๋าของพี่ได้ล่ะ? ”

เธอก้มลงไปหยิบมันขึ้นมา แล้วก็พลิกดูเอกสารข้างในแบบผ่าน ๆ มันคือแบบร่างเครื่องจักรกลจำนวนมาก จากนั้นเธอก็หันไปมองเซี่ยซางหนิงด้วยความผิดหวังปนตกใจ ก่อนจะเขย่าแฟ้มไปมาพร้อมถามว่า “ฉันคิดไม่ถึงเลยจริง ๆ ว่าพี่จะเป็นคนแบบนี้ พี่ยังเรียนชั้นประถมไม่จบด้วยซ้ำ คิดจะเอาแบบร่างของฉันไปทำอะไรห๊ะ? คิดจะเอามันไปขายแลกเงินใช่ไหม? ”

เซี่ยซางหนิงถึงกับกลอกตามองบน ไม่ต้องดูเธอก็รู้ว่าแบบร่างเหล่านั้นคือแบบชิ้นส่วนระบบขับเคลื่อนพลังงานนิวเคลียร์สำหรับเรือบรรทุกสินค้าที่เธอนั่งโต้รุ่งทำตั้งแต่เมื่อคืนนี้ แล้วนี่มันกลายเป็นของเสิ่นฮุยจูไปได้ยังไงกัน?

อ๋อ จริงสิ เธอนึกออกแล้ว เมื่อวานนี้ทั้งวัน เพื่อแสดงพรสวรรค์ด้านการออกแบบเครื่องจักรกลของตัวเอง เสิ่นฮุยจูจึงนั่งเขียนแบบร่างอยู่บนโต๊ะใหญ่ในห้องอาหารทั้งวัน คนตระกูลเสิ่นต่างก็เห็นกันหมด

“เหอะ” เสิ่นฮุยจูชี้ไปที่แบบร่างและพูดว่า “เรื่องที่พี่ขโมยของน่ะช่างมันเถอะ เห็นแก่ที่พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกัน ฉันจะไม่แจ้งความก็ได้”

ซูลี่เหม่ยเดินเข้าไปดูแบบร่างเหล่านั้น จากนั้นก็พูดด้วยความโกรธจัดว่า “ฉันเลี้ยงเด็กสันดานเสียอย่างเธอมาเพื่ออะไรกันเนี่ย!”

เซี่ยซางหนิงถึงกับหมดคำจะพูดไปเลย ตรงหัวกระดาษของแบบร่างแต่ละแผ่นของเธอล้วนแล้วแต่ระบุไว้ชัดเจนว่าเป็นแบบชิ้นส่วนระบบขับเคลื่อนพลังงานนิวเคลียร์สำหรับเรือบรรทุกสินค้า แค่เป็นภาษาต่างประเทศเท่านั้นเอง ขนาดพวกเขาสามคนมีตาตั้งหกดวงยังมองไม่เห็นกันอีกเหรอ?

อีกอย่าง ที่มุมขวาล่างของกระดาษแต่ละแผ่นยังใส่เครื่องหมายป้องกันการปลอมแปลงส่วนบุคคลของเธอเอาไว้อีกด้วย ต่อให้ใครจะปลอมแปลงก็ทำไม่ได้หรอก

เธอหันไปพูดกับพ่อเสิ่นแม่เสิ่นว่า “พวกคุณก็น่าจะรู้ถึงความสามารถของฉันดีหนิ เมื่อสิบกว่าปีก่อน ตอนที่บ้านตระกูลเสิ่นยังมีแค่โรงงานชิ้นส่วนรถยนต์เล็ก ๆ ที่ปีหนึ่งทำเงินได้แค่สองสามล้าน แถมบ้านยังเป็นแค่ตึกสองชั้นธรรมดา ๆ ตอนนั้นพอฉันเริ่มแสดงให้เห็นว่าฉันมีพรสวรรค์ด้านการออกแบบ พวกคุณก็ให้ฉันเลิกเรียนหนังสือ แล้วก็ให้ฉันอยู่บ้านเขียนแบบร่างอะไหล่แบบใหม่ ๆ ให้กับพวกคุณมาตลอดเลยไง”

ตอน 3

เซี่ยซางหนิงจ้องเขม็งครอบครัวไร้ยางอายนี้ด้วยสายตาประชดประชัน แล้วก็ยังคงบอกความจริงกับคนรอบข้างต่อไปว่า “ตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา ตระกูลเสิ่นได้ใช้แบบร่างของฉันทำเงินอย่างมหาศาล จนบริษัทอะไหล่รถยนต์อัปเกรดเป็นบริษัทผลิตรถยนต์ แถมยังจดทะเบียนเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์อีกด้วย แต่ตอนนี้พอพวกคุณไม่ต้องการฉันแล้ว ดันมากล่าวหาว่าฉันขโมยแบบร่างของลูกสาวแท้ ๆ ของพวกคุณซะงั้น พวกคุณนี่รักฉันจริง ๆ เลยนะ”

เสิ่นเจิ้นหยวนถึงกับหน้าแดงก่ำ เขาตวาดเสียงดังว่า “เธอกำลังพูดบ้าอะไรอยู่น่ะ ขนาดชั้นประถมเธอยังเรียนไม่จบด้วยซ้ำ จะมาออกแบบเครื่องจักรกลเป็นได้ยังไง?”

เซี่ยซางหนิงโชว์แบบร่างของตัวเองให้กับคนรอบข้างได้เห็น “ทุกท่านโปรดดูให้ดีนะคะ นี่คือแบบร่างของระบบพลังงานนิวเคลียร์สำหรับเรือบรรทุกสินค้า ไม่ใช่อะไหล่ของรถยนต์พลังงานใหม่ แล้วฉันก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องขโมยแบบร่างของใครทั้งนั้นด้วย”

ตอนนี้เธอนึกเสียใจจริง ๆ ที่สมัยเด็ก ๆ เธอโดนเสิ่นเจิ้นหยวนหลอกล่อ จนทำให้แบบร่างเหล่านั้นของเธอกลายเป็นชื่อของเสิ่นเจิ้นหยวนทุกฉบับเลย ตอนนี้ ดูจากท่าทางเสิ่นเจิ้นหยวนแล้วคงวางแผนไว้ตั้งแต่แรกแล้วสินะ

เธอชี้ไปยังชื่อชิ้นส่วนบรรทัดหนึ่งด้านบนและพูดว่า “คุณช่วยดูให้มันดี ๆ ก่อนนะคะ นี่คือภาษาของประเทศA ประโยคนี้แปลว่าระบบขับเคลื่อนพลังงานนิวเคลียร์สำหรับเรือบรรทุกสินค้า”

จากนั้นเธอก็ชี้ไปยังลายน้ำลับตรงมุมขวาล่าง ซึ่งถ้าไม่สังเกตดี ๆ จะมองไม่เห็น ต้องเปลี่ยนมุมไปที่มีแสงก่อนถึงจะมองเห็นได้ “นี่คือตราสัญลักษณ์ส่วนบุคคลของฉัน พวกคุณเห็นแบบร่างของเสิ่นฮุยจูรึยัง สภาพนั้นดูไม่ได้เลยจริง ๆ นะ มันควรที่จะอยู่ในถังขยะนั่นแหละ”

น้าหวังที่เป็นคนรับใช้เดินถือแฟ้มอีกเล่มหนึ่งที่เหมือนกันเป๊ะ ๆ เข้ามาให้ “คุณหนูรองคะ พอดีฉันนึกว่าแบบร่างของคุณเป็นขยะ ก็เลยทิ้งไปแล้วน่ะค่ะ……”

เซี่ยซางหนิงหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะถากถางว่า “ได้ยินไหม ขนาดคนรับใช้อย่างน้าหวังยังดูออกเลยว่าแบบร่างของเธอนั้นมันเป็นขยะ”

เสิ่นฮุยจูรู้สึกอับอายจนแทบจะแทรกแผ่นดินหนี เธอถลึงตาใส่น้าหวังด้วยความเดือดโมโห จากนั้นก็รับแฟ้มมาเปิดดูแวบหนึ่ง ก่อนจะปิดแฟ้มลงแบบเต็มแรงทันที “แบบร่างขยะนี่ไม่ใช่ของฉันสักหน่อย!”

น้าหวังที่อยู่ด้านข้างอธิบายอย่างกระอักกระอ่วนว่า “ฉันยังไม่ได้บอกว่าแบบร่างของคุณหนูรองเป็นขยะเลยนะคะ ฉันแค่เข้าใจผิดคิดว่ามันเป็นขยะ ก็เลยโยนทิ้งต่างหาก……”

ทำยังไงดี ดูเหมือนว่าจะอธิบายไม่ได้ซะแล้วสิ

ซูลี่เหม่ยย่อมต้องออกมาคลี่คลายสถานการณ์ให้กับลูกสาวแท้ ๆ ของตัวเองเป็นธรรมดา เธอเอ่ยปากตำหนิเซี่ยซางหนิงทันทีว่า “เธอพูดบ้าอะไรน่ะ? หัดสำเหนียกดูบ้างสิว่าการศึกษาของตัวเองอยู่ในระดับไหน คนที่แม้แต่ชั้นประถมยังเรียนไม่จบจะมีปัญญาออกแบบระบบพลังงานเรือสินค้านิวเคลียร์ได้ยังไง เธอต้องขโมยมาแน่ ๆ ฉันขอเตือนเธอไว้ก่อนเลยนะ คนอย่างเธอเนี่ย ขนาดฉันยังรู้สึกอายแทนเลย เพราะฉะนั้นจากนี้ไปอย่าไปบอกใครว่าเป็นคนจากตระกูลเสิ่นของพวกเราเด็ดขาดเชียวล่ะ!”

เซี่ยซางหนิงเปิดแบบร่างของเธอและเสิ่นฮุยจูขึ้นมาให้ทุกคนได้รับชม

สีหน้าของเสิ่นเจิ้นหยวนและซูลี่เหม่ยย่ำแย่เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเสิ่นเจิ้นหยวน เขาถึงกับกำหมัดแน่นอยากจะชกคนขึ้นมาแล้ว พลางขัดจังหวะเธอด้วยน้ำเสียงดุดันว่า “เลิกหลงตัวเองสักทีเถอะ เธอน่ะเหรอจะมีความสามารถถึงขนาดนั้น ที่ตระกูลเสิ่นมีทุกวันนี้ได้เพราะความพยายามของฉันกับพี่ชายของเธอทั้งนั้นแหละ มันเกี่ยวอะไรกับเธอด้วย พวกเราอุตส่าห์เลี้ยงดูเธอมาตั้งหลายปี สุดท้ายดันเลี้ยงออกมาเป็นคนเนรคุณซะได้ รีบ ๆ ไสหัวออกไปเดี๋ยวนี้เลยนะ!”

ซูลี่เหม่ยเองก็เดือดโมโหไม่ต่างกัน ถึงขนาดปั้นเรื่องออกมาแบบหน้าตาเฉยเลยว่า “ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เธอทั้งกินของของเรา ทั้งใช้ของของเรา เงินที่พวกเราใช้ไปกับเธอบวกกับแรงใจแรงกาย อย่างน้อย ๆ ก็น่าจะหลายสิบล้านแล้วมั้ง กับผลประโยชน์เล็ก ๆ น้อย ๆ แค่นั้นที่เธอเอามาให้ เธอยังจะกล้าพูดถึงอีกเหรอ!”

สายตาของเซี่ยซางหนิงฉายแววเย็นชายิ่งขึ้นไปอีก เธอไม่อยากโต้เถียงกับพวกเขาแล้ว เพราะยังไงซะเธอก็จะไปจากที่นี่อยู่ดี แล้วต่อไปนี้ เธอก็จะไม่สนใจครอบครัวเฮงซวยอย่างตระกูลเสิ่นแล้วด้วย “งั้นก็ดี พวกเราถือว่าหายกันแล้วนะ”

เธอก้มลงไปหยิบโน้ตบุ๊กขึ้นมาจากพื้น

แต่เสิ่นฮุยจูกลับชิงหยิบโน้ตบุ๊กสีดำเครื่องหนาขึ้นมาก่อนซะอย่างนั้น “ดื้อด้านไม่ฟังอะไรจริง ๆ เลยนะ นี่พี่ ฉันอุตส่าห์ยอมคุยกับพี่ดี ๆ แล้ว ทำไมพี่ถึงได้รั้นขนาดนี้ห๊ะ? กล้าดียังไงถึงได้มาพูดจาว่าร้ายพวกเรา พี่ทำพวกเราผิดหวังจริง ๆ ตัวเองทำผิดเอง แทนที่จะยอมรับผิดและขอโทษแต่โดยดี ยังจะมีหน้ามาโยนความผิดให้คนอื่นอีก ในเมื่อเป็นแบบนี้ ฉันก็ไม่จำเป็นต้องไว้หน้าพี่อีกแล้ว ข้อมูลในโน้ตบุ๊กเครื่องนี้ต้องเป็นข้อมูลของบริษัทตระกูลเสิ่นของพวกเราที่พี่รวบรวมมาแน่ ๆ พี่อย่าหวังเลยว่าจะได้มันไปน่ะ!”

เธอคว้าแก้วที่อยู่ในมือของแขกคนหนึ่งมาสาดใส่แป้นพิมพ์ทันที

“เพียะ!” เซี่ยซางหนิงตบหน้าเสิ่นฮุยจูอย่างแรงไปครั้งหนึ่ง จากนั้นก็แย่งโน้ตบุ๊กกลับมา ก่อนจะเริ่มเช็ดน้ำออก

“พี่ตบฉันเหรองั้น?” เสิ่นฮุยจูที่เดือดโมโหจนหน้ามืดตามัวง้างมือขึ้นเพื่อจะตบกลับไป แต่กลับโดนอีกฝ่ายชิงตบหน้าเป็นครั้งที่สองซะก่อน

ซูลี่เหม่ยที่ช้าไปหนึ่งก้าวดุด่าเซี่ยซางหนิงอย่างเสียการควบคุมว่า “พวกเราเลี้ยงเธอมาจนโตป่านนี้ เพื่อให้เธอมารังแกลูกสาวแท้ ๆ ของพวกเรายังงั้นเหรอ?”

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เธอเคยชินกับการดุด่าและทำร้ายเซี่ยซางหนิงไปแล้ว เวลาที่อารมณ์เสียก็มักจะใช้เซี่ยซางหนิงเป็นที่ระบายอยู่บ่อยครั้ง แต่กลับไม่เคยเห็นเซี่ยซางหนิงตอบโต้แบบนี้มาก่อนเลย

พฤติกรรมรุนแรงของอีกฝ่ายทำให้เธอเกิดกลัวขึ้นมา ถึงขนาดต้องดึงมือที่ยื่นออกไปครึ่งหนึ่งกลับคืนมาอีกครั้งในทันที

“คุณแม่คะ พี่ตบหนูค่ะ” เสิ่นฮุยจูเอามือปิดหน้าตัวเองเอาไว้ พร้อมทั้งเอ่ยปากฟ้องออกมา เธอจ้องเขม็งเซี่ยซางหนิงไม่วางตา หมายจะตบกลับไปให้ได้

ซูลี่เหม่ยดึงมือของเสิ่นฮุยจูออกไป รอยฝ่ามือที่แจ่มชัดบนใบหน้าของลูกสาวสุดที่รักแดงฉานไปหมด

ทำเอาเธอสงสารจับใจเลย “จูจู เจ็บรึเปล่าลูก?”

เสิ่นฮุยจูจ้องเขม็งเซี่ยซางหนิงด้วยความชิงชัง จากนั้นจึงยกเท้าขึ้นมาหมายจะเตะเซี่ยซางหนิงที่กำลังเก็บของอยู่

ทว่าเซี่ยซางหนิงกลับเหลือบมองมาแวบหนึ่ง ก่อนจะหลบเลี่ยงเล็กน้อย หลังจากที่เก็บของชิ้นสุดท้ายเรียบร้อยแล้ว เธอก็หันไปมองคนในครอบครัวนี้อย่างเย็นชาและพูดว่า “เจ็บรึเปล่าลูกงั้นเหรอ คุณแม่ ตอนที่คุณแม่เอาฉันเป็นที่รองรับอารมณ์ ตีฉันไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง คุณแม่เคยถามฉันสักครั้งไหมว่าเจ็บรึเปล่า? ฉันตบลูกสาวแท้ ๆ ของคุณแม่ไปแค่ทีเดียว คุณแม่ต้องโอ๋ถึงขนาดนี้เลยเหรอ?”

ซูลี่เหม่ยถึงกับหลบสายตาทันที แต่หลังจากนั้นสักพัก เธอกลับพูดอย่างหน้าตาเฉยว่า “เธอคิดว่าพวกเราซื้อเธอกลับมาเพื่ออะไรล่ะ จะให้เลี้ยงดูเหมือนเป็นเจ้าหญิงยังงั้นเหรอ?”

“ในที่สุดก็ยอมรับใน ‘สิ่งดี ๆ ’ ที่พวกคุณเคยทำเอาไว้แล้วสินะ” เซี่ยซางหนิงกวาดสายตามองคนตระกูลเสิ่นอย่างเย็นชา จากนั้นก็สะพายสายเป้ไว้บนไหล่ ก่อนจะเดินจากไปโดยไม่แม้แต่จะหันมาเหลียวมองอีกเลย

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED