ตอนที่1
ตระกูลเมดิสันมีกิจการด้านโรงแรมอยู่ทั่วโลก ติดอันดับความมั่งคั่งเป็นที่จับตามองของสังคม เมื่อนายโรเบิร์ต เมดิสัน มาแต่งงานกับ นาง อโณมา คนในตระกูลจิรากรซึ่งทำกิจการอัญมณีส่งออก สองตระกูลจึงเข้ามารวมเป็นเครือเดียวกัน ทั้งสองมีบุตรธิดาสามคน คนโต คือเอริก ดูแลเกี่ยวกับโรงแรมในเครือเมดิสันทั้งหมด โอลิเวอร์ลูกชายคนรองดูแลบริษัทเมดิสันแกรนด์จิวเวลรี่ หนึ่งในผู้ผลิตจิวเวลรี่ในแบรนด์มารีน บลู โดยมีไอรีนน้องสาวคนเล็กที่เพิ่งจบการศึกษาเป็นผู้ช่วยของพี่ชาย
สามพี่น้องตระกูลเมดิสัน เป็นที่จับตามองของสังคม เอริก พี่ชายคนโตขึ้นชื่อว่าเป็นนักธุรกิจหนุ่มไฟแรง มีรูปร่างหน้าตาหล่อเหลาจนสาวๆ ต่างแย่งกันเป็นคู่ควง ส่วนโอลิเวอร์นั้นก็เจ้าเสน่ห์ไม่แพ้พี่ชายควงสาวแทบไม่ซ้ำหน้า ด้านไอรีน เมดิสัน น้องนุชสุดท้องของบ้านเมดิสัน ก็สวยน่ารักจนพี่ชายทั้งสองหวงแหน ไม่ยอมให้หนุ่มๆ คนไหนเข้ามาขายขนมจีบน้องสาว จนกระทั่งไอรีนได้พาเพื่อนสนิทคือโรสิตาเข้ามาช่วยงานและให้พักอาศัยในบ้านด้วย
เอริกซึ่งเกลียดชังผู้หญิงลักเพศฝังใจ เห็นน้องสาวสนิทกับโรสิตาจึงไม่ไว้วางใจ ตามตอแยหญิงสาวจนกลายเป็นความรักและแต่งงานกันในเวลาต่อมา ดับความหวังของสาวๆ ที่ปรารถนาจะเป็นเป็นสะใภ้ใหญ่ของตระกูลอันมั่งคั่งนี้
หลังจากงานแต่งงานแสนวุ่นวายของเอริก ที่มีเหตุร้ายทำให้เขาถูกยิงจนทำให้ต้องล้มเลิกงานแต่งกลางคัน และรอจนเจ้าบ่าวรักษาบาดแผลจนหายดีถึงได้จัดงานขึ้นอีกครั้ง ในระหว่างนั้นงานในความดูแลของเอริกจึงตกเป็นภาระของโอลิเวอร์ที่ต้องดูแลแทน ไอรีนจึงต้องมาทำงานแทนพี่ชายคนรองในหน้าที่ผู้บริหารของบริษัทเมดิสันแกรนด์จิวเวลรี่ แต่โอลิเวอร์ก็มีงานใหญ่ให้น้องสาวได้ทดสอบความสามารถ
“เราต้องเข้าร่วมงานประมูลเพชรเพื่อการกุศลครั้งนี้ให้ได้ งานนี้ทางบริษัทเดอร์บีเรียเป็นผู้จัดขึ้น โดยมีผู้ผลิตจิวเวลรี่จากทั่วโลกนำเพชรแบรนด์ของตัวเองไปร่วมประมูล พี่อยากให้ไอรีนเป็นคนนำเครื่องเพชรของแบรนด์มารีน บลู ของเราไปเสนอร่วมประมูล เพื่อให้มารีน บลู ของเราเป็นที่รู้จักมากขึ้น งานนี้ทางเดอร์บีเรียคัดเครื่องเพชรจากบริษัทที่เสนอตัวไม่ได้รับทั้งหมด บริษัทที่ผ่านการพิจารณาถึงจะได้เข้าร่วมงาน และมีโอกาสได้เปิดร้านในงานนี้ด้วย หากทางนั้นสนใจการเจียระไนจากบริษัทเรา เราก็จะได้ออเดอร์การเจียระไนเพชรดิบจากที่นั่นมูลค่ามหาศาล ถ้าไอรีนทำสำเร็จพี่ก็จะยอมให้ไอรีนบริหารเมดิสันแกรนด์จิวเวลรี่เต็มตัว”
งานแรกในตำแหน่งผู้บริหารทำเอาไอรีนกุมขมับ วิ่งโร่ไปปรึกษาเพื่อนรักอย่างโรสิตา
“โรสฉันไม่มั่นใจเลยว่าจะทำงานนี้สำเร็จ พี่โอลิเวอร์โยนงานช้างให้ชัดๆ”
ไอรีนทำหน้างอ คิ้วเรียวสวยแทบจะขมวดปมเป็นโบ ขณะบ่นกระปอดกระแปดถึงภาระหนักที่พี่ชายคนรองโยนให้ เธอเพิ่งเข้ามาช่วยงานของครอบครัว ยังไม่มีประสบการณ์มากเท่าอีกฝ่าย แต่โอลิเวอร์กลับให้เธอทำงานที่เจ้าตัวคิดว่ายากจนเกินกำลัง
“ฉันเชื่อว่าเธอทำได้ อย่าซีเรียสเลย ถ้าเธออยากมั่นใจก็ต้องศึกษารายละเอียดมากๆ หน่อย อีกไม่กี่วันต้องออกเดินทางแล้ว ใช้เวลาให้เป็นประโยชน์สิ”
โรสิตาหยิบแฟ้มเอกสารที่เธอปริ๊นต์จากข้อมูลมาเปิดให้ไอรีนดู อีกฝ่ายผู้เกลียดการอ่านได้แต่กลอกตาไปมา ถอนหายใจเฮือกๆ ทิ้งตัวลงนอนบนเตียงในห้องของเพื่อนสาว
“ถ้ายายบ้าสิตาภาไม่ยิงพี่เอริกจนบาดเจ็บ พี่โอลิเวอร์ไม่เสียศูนย์ ไอรีนคงไม่ต้องรับภาระหนักเกินตัวแบบนี้ ฉันเกลียดยายสิตาภานัก เกลี๊ยด เกลียด”
ไอรีนโยนโทษให้สิตาภาตัวต้นเหตุ ที่ทำร้ายพี่ชายของเธอจนบาดเจ็บเพราะแอบหลงรักโรสิตา จนทำให้สองคนต้องมีเรื่องบาดหมางกัน เมื่อคนทั้งสองปรับความเข้าใจกันได้ก็ยังตามมาทำลายงานแต่ง สิตาภายิงเอริกจนบาดเจ็บก่อนจะหายตัวไปหลังก่อเรื่อง โอลิเวอร์พี่ชายคนรองถูกสิตาภาหลอกลวงจนแทบเสียคน โชคดีแค่ไหนที่เขากลับมาเข้มแข็งและรับภาระงานในส่วนของเอริกได้ ตัวเธอในฐานะน้องสาวจำต้องทำงานในส่วนของโอลิเวอร์
“เรื่องผ่านไปแล้วน่า คุณสิตาภาเขาก็คงได้รับโทษของเขาในเร็ววันนี้ คนของคุณพ่อกำลังตามตัวอยู่”
โรสิตานึกถึงคนที่เกือบทำลายชีวิตของเอริกแล้วทอดถอนใจ เธอไม่ได้เกลียดสิตาภาแต่รับไม่ได้กับสิ่งที่อีกฝ่ายทำ จนไม่อาจมอบให้แม้แต่ความเป็นเพื่อน
“สาธุ ขอให้จับตัวยายบ้านั่นได้เร็วๆ เถอะ ฉันจะรอสมน้ำหน้ามัน” ไอรีนยังอาฆาตแค้นสิตาภาไม่หาย
“ปล่อยให้เป็นเรื่องของตำรวจเถอะ เธอมาสนใจงานของเธอดีกว่า อีกไม่กี่วันเธอต้องบินไปเบลเยียมแล้ว ฉันต้องดูแลคุณเอริกที่นี่คงตามไปช่วยเธอไม่ได้”
โรสิตาหยิบแฟ้มเกี่ยวกับประวัติของผู้บริหารบริษัทเดอร์บีเรียออกมาเปิด แล้วส่งให้ไอรีนที่ยังนอนอยู่ดู
“ลุกขึ้นมาอ่าน เธอต้องทำความรู้จักกับผู้บริหารของเดอร์บีเรียก่อนนะ อย่างน้อยก็รู้จักหน้าตาชื่อแซ่ของเขาบ้าง จะได้ทักทายถูกตัว คนที่เธอต้องไปเจรจาด้วยเป็นผู้บริหารระดับสูง ชื่อ คุณ นิโคลัส มิโลแดโนวิช”
“นิโคลัส มิโลแดโนวิช นามสกุลรัสเซียนี่ ฉันรู้มาว่าเจ้าของเดอร์บีเรีย คือ คุณ วิลเลียม เดอร์บีเรียส ไม่ใช่เหรอ ทำไมผู้บริหารระดับสูง ถึงใช้คนละนามสกุล”
ไอรีนลุกขึ้นนั่ง หยิบแฟ้มเอกสารมาดูอย่างตั้งใจ ประวัติของ นิโคลัส มิโลแดโนวิช แจ้งเพียงว่าเขาเป็นผู้บริหารระดับสูงของบริษัทเดอร์บีเรีย โดยมีผู้บริหารหลักคือ วิลเลียม เดอร์บีเรียส และหลานชายอีกคน ชื่อ โจนัส เดอร์บีเรียส อยู่ในตำแหน่งผู้บริหารรองจากนิโคลัสอีกที
“ฉันว่าทางเดอร์บีเรียน่าจะให้ฉันไปคุยกับคนชื่อโจนัส มากกว่านายนิโคลัสอะไรนี่” ไอรีนพึมพำอย่างไม่เข้าใจ
“คุณวิลเลียมมีลูกชายและลูกสาว คุณโจนัสเป็นหลานปู่ ส่วนคุณนิโคลัสเป็นหลานตาเลยนามสกุลไม่เหมือนกัน เท่าที่ได้ยินมาดูเหมือนคุณวิลเลียมจะให้อำนาจกับคุณนิโคลัส ในการบริหารมากกว่าคุณโจนัสนะ”
โรสิตาเคยช่วยงานโอลิเวอร์มาพักหนึ่ง จึงได้ศึกษาแฟ้มประวัติเหล่านี้มาบ้าง ต่างจากไอรีนที่ไม่ค่อยสนใจอะไร พอถูกให้รับหน้าที่นี้เลยต้องมาศึกษาใหม่
“รูปก็ไม่ชัด ถ่ายได้แต่ด้านข้าง ฉันจะไปรู้ได้ยังไงว่าเขาหน้าตายังไง”
ไอรีนมองดูรูปที่ติดไว้แล้วนิ่วหน้า รูปถ่ายของนิโคลัสมีเพียงด้านข้าง เหมือนเจ้าตัวไม่ชอบให้ภาพตัวเองตกเป็นข่าว ฝ่ายหาข้อมูลของเมดิสันก็หารูปมาได้แค่นี้ ต่างจากรูปของโจนัสที่มีทั้งภาพเต็มตัวและเห็นใบหน้าชัดเจน
“รูปของคุณวิลเลียมก็มีแต่รูปเก่าสมัยยังหนุ่มๆ แทบไม่เปิดเผยตัวต่อสังคม คนในตระกูลนี้ค่อนข้างเก็บตัวไม่ชอบเป็นข่าว เขาเป็นถึงผู้กุมอำนาจการค้าเพชรของโลก คงไม่อยากให้ใครเข้าถึงได้ง่ายๆ” โรสิตาให้ความเห็น
“เดอร์บีเรียมีอำนาจจริงๆ นั่นแหละ ดูสิเขาสามารถกำหนดราคาของเพชรทั่วโลกได้ เพราะเขามีเหมืองเพชรทั้งในรัสเซีย อินเดีย และอีกหลายประเทศ แถมยังเป็นประธานสภาเพชรแห่งโลกอีก งานจิวเวลรี่แฟร์ก็อยู่ในความดูแลของทางเดอร์บีเรีย วัฏจักรตั้งแต่เริ่มต้นจนจบลงอยู่ในกำมือของเดอร์บีเรียทั้งหมด”
ไอรีนกวาดสายตาอ่านข้อมูลของเดอร์บีเรียอย่างสนใจ ปกติเธออ่านรายงานได้ไม่กี่บรรทัดก็จะง่วง แต่ตอนนี้สามารถอ่านข้อมูลของเดอร์บีเรียได้หลายหน้าโดยตายังเปิดอยู่ หากตระกูลเมดิสันมั่งคั่ง ตระกูลเดอร์บีเรียสคงเรียกว่ายิ่งกว่ามั่งคั่ง แถมยังมีอำนาจระดับโลกสามารถชี้เป็นชี้ตายในเส้นทางของธุรกิจสายนี้ได้เลย
“เมดิสันแกรนด์จิวเวลรี่ของเรา กำลังไปได้สวย หากเราสามารถเป็นพันธมิตรกับเดอร์บีเรียได้ ฉันคิดว่าแบรนด์มารีน บลู ที่คุณแม่สร้างขึ้นมา ต้องติดตลาดระดับโลกไม่แพ้แบรนด์อื่นแน่นอน”
ตอนที่ 2.
ไอรีนเกิดแรงฮึด อยากทำงานให้สำเร็จ การพูดคุยกับตัวแทนจากบริษัทค้าเพชร เดอร์บีเรียคือความหวัง ปัจจุบันบริษัทในเครือจิรากรรับจ้างเจียระไนเพชรดิบจากเบลเยียมและอิสราเอล เมื่อขยายฐานมาผลิตจิวเวลรี่ในแบรนด์มารีนบลู จึงต้องสร้างแบรนด์ของตัวเองให้ติดตลาดโลก การเข้าร่วมงานประมูลเพื่อการกุศลครั้งนี้ จึงเป็นการเปิดตัวมารีน บลู ให้วงการจิวเวลรี่โลกรู้จักมากขึ้น แบบเครื่องประดับที่ส่งไปจึงต้องออกแบบเป็นพิเศษ ทางเดอร์บีเรียไม่ได้รับเครื่องประดับโดยไม่ดูฝีมือและชิ้นงาน การประมูลครั้งนี้หลายบริษัทต่างส่งงานเสนอให้ทางเดอร์บีเรียพิจารณา
“ฉันเชื่อว่าถ้าเธอตั้งใจแล้วเธอต้องทำได้ คุณหนูไอรีน เมดิสัน ซะอย่าง” โรสิตาให้กำลังใจเพื่อน
“แน่นอนอยู่แล้ว คนอย่างไอรีนถ้าทำอะไรต้องทำได้อยู่แล้ว ขอบใจมากสำหรับข้อมูลพวกนี้ ฉันว่าเธอพักผ่อนเถอะหลานของฉันคงง่วงแล้ว ถ้าพี่เอริกรู้ว่าฉันมากวนเธอเดี๋ยวจะไม่ยอมรักษาตัวที่โรงพยาบาล”
ไอรีนเอามือมาลูบพุ่งป่องๆ ของเพื่อนสาวที่ควบตำแหน่งพี่สะใภ้ แล้วลุกขึ้นหยิบแฟ้มทั้งหมด พาตัวเองออกมาจากห้องของอีกฝ่าย ตั้งใจกลับห้องพักเพื่อค้นหาข้อมูลของนิโคลัสเพิ่มอีกสักหน่อย เธอจะต้องทำให้อีกฝ่ายยอมเซ็นสัญญาให้ได้ งานนี้คุณหนูไอรีน เมดิสัน ต้องทำให้สำเร็จ
ไอรีนเดินทางไปเบลเยียมโดยมีฟิลลิปคู่หมั้นหนุ่มเดินทางไปในครั้งนี้ด้วยกัน หญิงสาวนำเอกสารและเครื่องประดับตัวอย่างที่จะส่งเข้าร่วมประมูลไปนำเสนอด้วยตัวเอง ขณะนั่งอยู่ด้วยกันบนเครื่องบินส่วนตัว ฟิลลิปก็ชวนคู่หมั้นสาวพูดคุยให้เธอคลายความกังวลใจ
“ทางเดอร์บีเรียนัดให้เราเข้าพบในวันอาทิตย์ที่จะถึงนี้ ไอรีนมีเวลาเตรียมตัวหนึ่งอาทิตย์ก่อนเข้าพบผู้บริหาร ผมว่าระหว่างนี้ไอรีนก็ไปคุยกับน้าวิเวียนดีไหมครับ น้าของผมท่านรู้จักกับคุณโจนัส เดอร์บีเรียส อาจจะได้รับคำแนะนำดีๆ”
ฟิลลิปมองหน้าหญิงสาวที่เพิ่งหมั้นหมายกับเขา เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมาด้วยสายตารักใคร่
“ดีเหมือนกันค่ะ แต่ฉันขอพักที่โรงแรมนะคะ ไม่อยากรบกวนคุณน้าวิเวียน”
ไอรีนเลี่ยงที่จะพักที่คฤหาสน์ของวิเวียน ถึงเธอกับฟิลลิป ตกลงหมั้นหมายกันแล้ว แต่เธอไม่สะดวกใจที่จะไปพักบ้านของอีกฝ่าย ฟิลลิปเป็นกำพร้าพ่อแม่ตายจากอุบัติเหตุเครื่องบินตก จึงเข้ามาอยู่ในความอุปถัมภ์ของวิเวียนผู้เป็นน้าที่สูญเสียสามีในอุบัติเหตุครั้งเดียวกัน หลังจากสามีตายได้ทิ้งสมบัติไว้ให้วิเวียนมากมาย โดยมีฟิลลิปหลานชายคนโปรดเป็นผู้ดูแลกิจการทั้งหมด ชายหนุ่มเป็นเพื่อนของเอริกและโอลิเวอร์ รู้จักกันมาหลายปี จนพี่ชายทั้งสองยอมไว้ใจให้ดูแลน้องสาวอย่างเธอ สำหรับน้าสาวอย่างวิเวียนนั้น เป็นสาวสังคมมีชื่อเสียงในแวดวงชั้นสูง เมื่อสามีที่เป็นนักธุรกิจร่ำรวยได้เสียชีวิตลง ได้ทิ้งสมบัติไว้มากมาย จึงเป็นแม่ม่ายเนื้อหอม
“น้าวิเวียนชอบงานปาร์ตี้ ไปงานอะไรนู่นนี่ทุกเดือน ผมว่าไอรีนลองไปงานกับน้าวิเวียนดูสิครับ จะได้ทำความรู้จักคนในแวดวงค้าเพชร”
กิจกรรมยามว่างของเศรษฐีนีม่าย คือการไปร่วมงานปาร์ตี้ที่เชิญไฮโซและเซเลปคนดังในสังคมไปร่วมงานมากมาย ฟิลลิป เองไม่ชอบงานเลี้ยงของผู้เป็นน้า เบื่อการเข้าสังคมที่ต้องสวมหน้ากากตลอดเวลา แต่วิเวียนก็มักจะบังคับหลานชายให้ทำตามใจเธอเสมอ น้าสาวชอบควงเขาออกงาน โปรยเสน่ห์ให้หนุ่มหลงใหล แล้วก็ใช้เขาเป็นไม้กันหมาแบบเนียนๆ โดยอ้างว่าเขาเป็นหลานชายที่หวงน้าสาวแสนสวยคนนี้มาก เขาอยู่กับวิเวียนมาตั้งแต่อายุสิบห้าจนตอนนี้อายุย่างสามสิบแล้ว มันสมควรถึงเวลาที่เขาควรจะแยกตัวออกมาจากการดูแลของผู้เป็นน้าเสียที หากไอรีนยอมแต่งงานกับเขา ฟิลลิปก็จะมีข้ออ้างออกมาสร้างครอบครัวของตัวเอง โดยไม่ต้องรู้สึกผิดที่ทอดทิ้งผู้เป็นน้าไป
“น่าสนใจนะคะ เอาเป็นว่าฉันจะขอให้คุณน้าวิเวียน ช่วยพาไปรู้จักคนในวงการค้าเพชร เผื่อจะได้ข้อมูลเด็ดๆ บางทีการนำเสนอเครื่องเพชรร่วมประมูลกับทางเดอร์บีเรียครั้งนี้ มารีนบลูอาจจะได้รับโอกาส”
ทุกลมหายใจเข้าออกในเวลานี้ของไอรีน คือการหาทางทำงานให้สำเร็จ เธอต้องการให้พี่ชายไว้วางใจว่าเธอมีความสามารถในการบริหารเมดิสันแกรนด์จิวเวลรี่ได้ด้วยตัวเอง จะได้แบ่งเบาภาระของตระกูลเมดิสันจากพี่ชายทั้งสองบ้าง แค่กิจการโรงแรมที่มีสาขาทั่วโลก แล้วยังจะโครงการอีกสารพัดที่ผุดขึ้นมาเรื่อยๆ เอริกก็ทำแทบไม่ไหว หากโอลิเวอร์ไปช่วยพี่ชายทำงานก็จะเบาแรงได้มากขึ้น เธอเองอยากดูแลกิจการของเมดิสันแกรนด์จิวเวลรี่ อยากทำให้แบรนด์มารีน บลู ที่มารดาสร้างขึ้น เป็นที่ยอมรับในระดับโลกให้ได้
“รู้ตัวไหมว่าคุณดูซีเรียสมาก ไอรีนที่ผมรู้จักไม่ทำคิ้วขมวดแทบจะผูกเป็นโบแบบนี้เลยนะ”
ฟิลลิปยื่นนิ้วแตะๆ ตรงหัวคิ้วเรียวสวยของหญิงสาว คลึงเบาๆ ให้เธอคลายความตึงเครียด ดวงตาสีน้ำตาลมองใบหน้างดงามของเธอด้วยแววตาอ่อนโยน เธอเป็นน้องสาวคนสุดท้องของตระกูลเมดิสันอันมั่งคั่ง ถูกตามใจจากคนในครอบครัว จนมีนิสัยเอาแต่ใจ ดื้อรั้นในบางที แต่ไม่ได้ร้ายกาจจนไม่ฟังเหตุผลอะไร เขาเห็นเธอตั้งแต่ยังเป็นสาวน้อยแก้มป่องในวัยอนุบาล ตัวเขาเป็นเพื่อนห้องเดียวกับโอลิเวอร์พี่ชายคนรองของไอรีน รู้จักแม่สาวน้อยเพราะวีรกรรมสารพัดแสบที่เธอสำแดงฤทธิ์ใส่เด็กผู้ชายในโรงเรียน ตัวเขาเป็นคนเรียบร้อยยอมให้ไอรีนทุกอย่างจึงเป็นคนโปรดของสาวน้อย วันเวลาผ่านไปจากเด็กแก้มป่องตาโตผิวขาวราวกับน้ำนม ไอรีนเติบโตเป็นสาวสวยเป็นที่หมายปองของชายหนุ่มในสังคม ทว่า คนที่หญิงสาวเปิดโอกาสให้ยืนเคียงข้างเธอคือเขาคนเดียว ฟิลลิปรู้ดีว่าเอริกกับโอลิเวอร์หวงน้องสาวมาก เมื่อรู้ว่าเขากำลังคบหากับไอรีนจึงยอมเปิดทางให้ ด้วยเห็นเขาเป็นเพื่อนที่ทั้งสองรู้จักมานาน รวมถึงเอริกต้องการกันไอรีนออกจากโรสิตา การให้น้องสาวคบหากับผู้ชายแท้ๆ ย่อมดีกว่าคบหากับคนที่คิดว่าเป็นเลสเบี้ยน
“ก็ฉันอยากทำให้สำเร็จนี่คะ ข้อมูลเกี่ยวกับผู้บริหารของเดอร์บีเรียก็มีน้อยมาก ฉันค้นข้อมูลทางอินเทอร์เนตก็ไม่ได้อะไรเท่าไหร่ ฝ่ายหาข้อมูลก็ส่งข้อมูลให้น้อยเกินไป ฉันเดาทางไม่ถูกว่าเขาจะชอบงานแบบไหน ต้องเจรจาด้วยคำพูดประมาณไหน”
ปัญหาของคนที่เพิ่งเริ่มต้นทำงานด้วยตัวเองโดยไม่มีคนช่วย ทำให้ไอรีนเครียดจัด ใบหน้างามต้องโปะครีมบำรุงมากขึ้นเกรงริ้วรอยจะเพิ่มจากความเครียด เธอเป็นลูกสาวคนเล็กแทบจะไม่ได้ช่วยงานอะไรจริงจัง ตอนเริ่มทำงานต้องเสนอโปรเจควิจัยตลาดก็ยังขอให้โรสิตามาช่วย แต่ครั้งนี้เธอต้องทำเองทั้งหมด ไอรีนเลยคิดว่าเป็นงานหนัก
“ไม่ต้องห่วงน่า ผมอยู่ทั้งคน ผมจะช่วยคุณเอง”
ฟิลลิปเลื่อนมือลงมากุมมือนุ่มของเธอบีบเบาๆ ให้กำลังใจ เขาอยากจะกอดปลอบเธอ แต่ไอรีนหวงตัวนัก ไม่ชอบให้เขาทำอะไรเกินเลยมากกว่าจับมือหรือโอบเล็กน้อย แม้จะอยู่ในสถานะคู่หมั้นฟิลลิปก็ทำได้เพียงแค่จับมือเท่านั้น
“ขอบคุณมากนะคะฟิลลิป ถ้าฉันไม่มีคุณฉันคงแย่แน่ๆ”
ไอรีนมองตาชายคนรักด้วยสายตาขอบคุณ เขาน่ารักเสมอ เอาอกเอาใจ ทำทุกสิ่งให้เธอรู้สึกว่าเป็นคนสำคัญที่สุดของเขา ถึงจะคบหากันแล้วเขายังให้เกียรติเธอ ไม่เคยทำเกินเลยแม้แต่การจูบ ซึ่งผู้หญิงตะวันตกทั่วไปไม่ถือสา ด้วยรู้ว่าเธอถูกอบรมอย่างเข้มงวดจากคุณอโณมาผู้เป็นมารดา ให้อยู่ในกรอบจารีตแบบสาวไทย ถึงภาพภายนอกเธอจะดูเป็นผู้หญิงเชื่อมั่นในตัวเอง แต่ลึกๆ แล้วไอรีนเป็นคนที่ยึดถือประเพณีฝั่งมารดาอย่างหนัก เธอรักษาจูบแรกของวัยสาวไว้เพื่อจะมอบให้ผู้เป็นสามีหลังแต่งงานเท่านั้น และคนคนนั้นคงจะเป็นฟิลลิป
ใครเลยจะรู้ว่า เจ้าของจูบแรกของคุณหนูไอรีน เมดิสัน ไม่ใช่ผู้ชายที่หญิงสาวคาดคิดมาก่อน!
ตอนที่ 3.
เมื่อเดินทางถึงกรุงบรัสเซลส์ประเทศเบลเยียม ฟิลลิปส่งไอรีนไปยังที่พักในโรงแรมในเครือเมดิสัน หลังจากนั้นเขาก็เดินทางไปยังคฤหาสน์ของวิเวียนผู้เป็นน้าสาว โดยไอรีนขอตัวพักผ่อนและนัดหมายไปพบกับวิเวียนในวันต่อมา การเดินทางเพียงลำพังครั้งนี้เป็นครั้งแรกของไอรีน ถึงจะมีฟิลลิปมาเป็นเพื่อน แต่เธอก็รู้สึกว่าได้แบกความรับผิดชอบไว้เต็มบ่า หลังจากเก็บเสื้อผ้าและนอนพักครู่หนึ่ง ไอรีนจึงออกจากห้องมาเดินเล่นเพื่อให้ตัวเองผ่อนคลาย เธอมาถึงในช่วงเช้าเมื่อพักผ่อนแล้วยังมีเวลาช่วงบ่ายให้เดินเล่นชมเมือง
“พี่โอลิเวอร์ไอรีนขอพักสมองสักวันนะคะ เที่ยวเสร็จจะรีบกลับมาหาข้อมูลทำงานต่อ”
หญิงสาวเลือกสวมกางเกงยีน เสื้อแจ๊คเก็ตแทนการสวมชุดเดรสแบรนด์ดัง ผมยาวถูกถักเป็นเปียเดี่ยวสวมทับด้วยหมวกแก๊ป ใบหน้าไร้เครื่องสำอางมีเพียงลิปสติกสีชมพูอ่อนเคลือบริมฝีปากบางๆ ดูเหมือนเด็กสาวกะโปโลมากกว่าผู้บริหารของเมดิสันอย่างที่เป็น ตั้งใจไปเที่ยวเล่นให้ผ่อนคลายความเครียด ก่อนจะต้องเริ่มต้นทำงานอย่างจริงจังในวันพรุ่งนี้
ไอรีนพาตัวเองมาถึงจัตุรัสแกรนด์เพลส หรือ กรองด์ ปลาซ (Grand Place) หนึ่งในจัตุรัสที่สวยงามที่สุดในยุโรป เป็นกลุ่มอาคารที่สร้างด้วยสถาปัตยกรรมทั้งบาโร้ค โกธิค นีโอ-โกธิค และเป็นสถานที่ซึ่งยูเนสโก้ ยกย่องให้เป็นมรดกโลกตั้งแต่ปี ค.ศ.1983
“ที่นี่สวยไม่เปลี่ยนเลย แต่นักท่องเที่ยวก็เยอะไม่เบา”
หญิงสาวเดินชมความงามของจัตุรัสอย่างเพลิดเพลิน รู้สึกราวกับตัวเองได้ย้อนเวลาไปในสมัยโบราณของยุโรป หากไม่มีผู้คนรายล้อมมากมายคงได้บรรยากาศมากกว่านี้ จัตุรัสแห่งนี้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของกรุงบรัสเซลล์ ที่เหล่าบรรดานักท่องเที่ยวต้องมาเยือน และทุก 2 ปีที่แห่งนี้จะมีการจัดเทศกาลที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลกอย่างเช่น เทศกาลพรมดอกไม้ (Flower Carpet) ที่น่าตื่นตาตื่นใจ
ไอรีนเดินมาจนถึงรูปปั้นเด็กผู้ชายยืนฉี่ หรือที่เรียกกันว่า เมนเนเกน พีส (Manneken-pis) เป็นรูปปั้นทองแดงอายุหลายศตวรรษ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของกรุงบรัสเซลส์ มีตำนานเล่าว่ามีเด็กชายคนหนึ่งมาพบชนวนระเบิดที่กำลังถูกจุดเพื่อจะทำลายกำแพงเมืองบรัสเซลส์ จึงปัสสาวะรดดับไฟช่วยปกป้องเมืองไว้ได้ทัน จึงมีการสร้างรูปปั้นนี้เพื่อรำลึกถึง ตอนที่ได้ฟังเรื่องเล่านี้พี่ชายทั้งสองของไอรีน ก็พูดคุยกันอย่างสนุกสนาน
“ฉันว่าไอ้เด็กคนนั้นต้องอั้นฉี่ไว้เยอะแน่นอน ถึงได้ดับไฟได้” เอริกวิเคราะห์
“ผมว่าอาจจะมีเด็กอีกหลายคนช่วยกันนะ ถ้ามีระเบิดหลายลูก ใครจะฉี่รดทันทุกลูก” โอลิเวอร์ให้ความเห็นอีกทาง
“ถ้าเด็กคนนั้นเป็นเด็กผู้หญิงล่ะคะ เขาจะปั้นรูปปั้นแบบไหน”
คำถามนี้ทำเอาพี่ชายทั้งสองคนนิ่วหน้าหันไปถามพ่อแม่ ผู้ใหญ่สองคนถึงกับหัวเราะลั่นกับความคิดของลูกสาว ก่อนจะหันเหความสนใจลูกทั้งสามโดยเล่าเรื่องรูปปั้นพระเยซูแทน
“ถ้าใครอยากมาที่นี่อีก เขาบอกว่าให้เอามือไปลูบรูปปั้นพระเยซู ก็จะได้กลับมาที่นี่อีกครั้ง”
ไอรีนรีบวิ่งไปทำท่าเอามือไปลูบแต่เพราะตัวเล็กเลยเอื้อมไม่ถึง เดือดร้อนพี่ชายทั้งสองต้องช่วยกันยกตัวน้องสาวให้ขี่คอถึงจะลูบได้ เอริกกับโอลิเวอร์ปล่อยน้องสาวลงได้ก็พากันปาดเหงื่อ ร้องหิวน้ำไม่สนใจจะลูบรูปปั้นนั้นอีก
“เดี๋ยวเราโตขึ้น เราอยากมาเที่ยวที่นี่ก็มาได้ ไม่เห็นต้องไปลูบเลย”
เหตุผลของพี่ชายทั้งสอง ทำให้น้องสาวคนเล็กหน้ามุ่ย มองรูปปั้นที่เธออุตส่าห์ขี่คอพี่ชายปีนขึ้นไปลูบด้วยความหวังว่า เธอจะได้กลับมาเที่ยวที่นี่อีกครั้งโดยไม่ต้องรอให้โต แต่เวลาก็ผ่านไปจนถึงบัดนี้ร่วมสิบสองปี ไอรีนถึงมีโอกาสได้มายืนมองรูปปั้นนี้อีกครั้ง
“ในที่สุดเราก็มาที่นี่อีกครั้งจนได้”
ไอรีนยืนดูรูปปั้นจนพอใจก็เดินขึ้นไปชมวิวของกรุงบรัสเซลส์อย่างเพลิดเพลินใจ หญิงสาวปล่อยความคิดให้ล่องลอยไป ที่นี่มีหลายอย่างอยู่ในความทรงจำของเธอ เมื่อได้กลับมาอีกครั้งไอรีนก็อยากทบทวนความหลังที่เธอประทับใจอยู่เงียบๆ คนเดียว ทว่าผู้คนรายล้อมกลับทำให้ภวังค์ความคิดของเธอสะดุด เมื่อได้ยินเสียงเด็กวิ่งเล่นพอหันไปดูก็เห็นชายชราคนหนึ่งถูกเด็กวิ่งชนจนล้มลงไป เด็กซนพากันวิ่งหนีกลัวโดนดุ ไอรีนจึงเข้าไปช่วยพยุงชายคนนั้นให้ลุกขึ้น
“เป็นอะไรหรือเปล่าคะ บาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า”
“ขอบใจมาก ฉันไม่เป็นอะไร เด็กๆ สมัยนี้มันซนจริง วิ่งมาชนคนแก่แต่ไม่ขอโทษสักคำ”
คนสูงวัยกว่าลุกขึ้นยืน มองหาเด็กตัวแสบที่วิ่งมาชน แล้วก็ส่ายหน้าถอนหายใจแรงอย่างระอาใจ ไม่มีท่าทางโกรธเคืองแต่อย่างใด ไอรีนพยุงมานั่งที่เก้าอี้แล้วนั่งลงข้างๆ มองใบหน้าเหี่ยวย่นตามวัยและผมสีเงินของชายคนนั้นแล้วนิ่วหน้า เธอเหมือนเคยเห็นเขาที่ไหนมาก่อน แต่นึกไม่ออก
“ฉันไม่เป็นอะไรแล้วแม่หนู แค่เสียหลักเฉยๆ”
ชายชรายิ้มให้หญิงสาวที่มองตนตาแป๋วด้วยสายตาเอ็นดู ผู้คนมากมายรอบกายไม่มีคนคิดจะช่วยเขาสักคน แต่หญิงสาวคนนี้กลับเข้ามาช่วยเขาไว้ ใบหน้างดงามและดวงตากลมโตของเธอทำให้เขาถูกชะตา
“หนูคุ้นหน้าคุณตาจังเลยค่ะ แต่นึกไม่ออกว่าเคยเห็นที่ไหน”
ไอรีนย่นคิ้วทำท่าคิด แต่ก็ไม่ค้นพบคำตอบในหัวจึงปล่อยให้ผ่านไป แต่อีกฝ่ายกลับนิ่งเงียบมองหน้าของหญิงสาวครู่หนึ่ง แล้วยิ้มอ่อนโยน
“หน้าฉันอาจจะโหลน่ะ เลยคล้ายคนนั้นคนนี้ไปทั่ว อืม... หนูชื่ออะไรนะเรายังไม่รู้จักกันเลย” ชายชราชวนคุย
“หนูชื่อไอรีนค่ะ คุณตาล่ะคะชื่ออะไร”
“ฉันชื่อวิลน่ะ หนูคงเป็นนักท่องเที่ยวสินะ”
“ค่ะ หนูเพิ่งมาถึงที่นี่วันนี้เอง เลยออกมาเดินเล่น คุณตาเป็นคนที่นี่เหรอคะ”
หญิงสาวผ่อนคลายท่าทีเป็นกันเองมากขึ้น ชายชราดูท่าทางใจดีการพูดคุยเหมือนจะอยากชวนเธอคุยแก้เหงา ซึ่งเป็นเรื่องปกติของคนแก่ ที่มักจะชอบคุยเรื่องทั่วไปเหมือนนางแมรี่พี่เลี้ยงชราของเธอ ไอรีนเคยชินกับการอยู่กับคนแก่ จึงไม่นึกรำคาญที่อีกฝ่ายชวนคุย
“ฉันเป็นคนอิสราเอลน่ะ แต่ย้ายมาอยู่ที่นี่นานแล้วตั้งแต่สมัยหนุ่มๆ พอดีแต่งงานกับสาวเบลเยียมเลยย้ายตามเขามา ตอนนี้เขาตายจากฉันไปหลายปีแล้ว ลูกๆ ก็แต่งงานมีครอบครัวกันไปหมด ฉันมีลูกชายคนหนึ่งกับลูกสาวอีกคน มีหลานชายสองคนยังไม่แต่งงาน หน้าตาหล่อทั้งคู่ หนูสนใจไหมล่ะ ฉันจะแนะนำให้”
คนแก่เล่าถึงประวัติตัวเองอย่างเพลินใจ แถมยังคิดเป็นพ่อสื่อให้หญิงสาวกับหลานชายตัวเองด้วย ทำเอาไอรีนยิ้มขำ รีบส่ายหน้า
“โอ... น่าเสียดายจังเลยค่ะ ไอรีนมีคู่หมั้นแล้ว เพิ่งหมั้นกันได้ไม่กี่เดือนเอง ถ้าไอรีนยังไม่มีใคร ไอรีนยินดีทำความรู้จักกับหลานชายคุณตานะคะ”
หญิงสาวตอบทีเล่นทีจริง ทำเอาคนแก่หัวเราะชอบใจ
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า เสียดายจริงๆ ไม่เป็นไรหลานชายคนหนึ่งของฉันเขาเป็นคนจริงจัง ถ้าเขาชอบหนูเขาคงหาทางทำให้หนูสนใจเขาแน่ เขาหล่อมากนะ สาวๆ แย่งกันเป็นคู่ควงเขาแทบตีกันตาย”
สรรพคุณของหลานรักคุณตาช่างคล้ายกับพี่ชายทั้งสองคนของไอรีน หญิงสาวอยากเห็นหน้าหลานชายสุดหล่อของคุณตาขึ้นมา
“ขนาดนั้นเลยหรือคะ หลานชายคุณตาคงจะหล่อมาก ไอรีนชักอยากเห็นแล้วสิคะ”
“พูดแบบนี้แสดงว่าสนใจแล้วสิ”
คุณตายิ้มกว้าง มองหน้าหญิงสาวอย่างเอ็นดู จากเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย ทำให้เขาประเมินว่าเธอคงเกิดในครอบครัวฐานะปานกลาง น่าเสียดายใบหน้างดงามขนาดนี้ หากเธอเกิดมาในตระกูลสูงเธอคงมีคนสนใจมากมาย
“ก็นิดหนึ่งค่ะ อยากรู้ว่าหล่อสู้พี่ชายของไอรีนได้ไหม”
หญิงสาวหยิบโทรศัพท์มาเปิดให้คนแก่กว่าดูรูปครอบครัวของเธอ ปกติไอรีนไม่ได้สนิทกับใครง่าย แต่พอพูดคุยกับชายชราคนนี้ เธอกลับรู้สึกถูกชะตากับเขา จนอยากแบ่งปันเรื่องราวของตัวเองให้เขารับรู้บ้าง เหมือนที่เขาเล่าเรื่องราวของเขาให้เธอฟัง