ตอน 1

ขณะนั้นเป็นเวลาที่สีส้มแสงสุดท้ายของตะวันกำลังจะลับขอบฟ้า หญิงสาวในชุดเสื้อเชิ้ตฟ้ากระโปรงทรงคลุมเข่าสีดำเดินมาตามทางในซอยแคบ ๆ ไหล่ข้างหนึ่งสะพายกระเป๋า ส่วนอีกข้างถือถุงโจ๊ก ซึ่งเป็นมื้อเย็นของวันนี้

ต้องทำตัวลีบติดกับกำแพงบ้านในซอยทุกครั้งที่มีเสียงมอเตอร์ไซด์วิ่งผ่าน นี่มิใช่การเดินทางปรกติของเธอ

ระหว่างมุ่งหน้ากลับบ้านก็คิดถึงรถเต่าคันเก่าแก่ที่ขับไปไหนมาไหนประจำ หากไม่เพราะน้องชายแอบเอารถออกไปเมื่อเช้า เธอคงไม่ต้องเสี่ยงภัยการจราจรในซอยอึดอัดเช่นนี้ ปุณณภพเอาวางกุญแจมอเตอร์ไซด์เขาพร้อมกับโน้ต

“แม้วขอยืมอีเก่งของสักวันสองวัน พี่มิ้มใช้เจ้าโชคดีไปก่อนนะ”

โชคดี...ที่น้องชายหมายถึงคือเจ้าฟีโน่สีแดงแรงสามเท่าที่เจ้าตัวแปะสติกเกอร์ตามใจตัวเองเสียเปรอะ

เล่นหักคอกันอย่างนี้ ปุณิกามีแต่ต้องทำใจ เธอไม่กล้าพอที่จะขับเจ้าสองล้อนี่ท่ามกลางการจราจรของกรุงเทพฯ จึงจำใจต้องอาศัยเดินมาหน้าปากซอยเพื่อเรียกวินฯ ตอนเช้ายังพออาศัยรถสาธารณะประเภทนี้ได้ แต่ตอนเย็นที่ผู้คนต่างเลิกงาน ต้องการกลับไปพักผ่อน ลูกค้ายืนรอคิวใช้บริการยาวเป็นสิบคน

เธอเห็นแล้วท้อ จึงยอมเดินเข้าซอยดีกว่า พอดีใกล้ ๆ กันมีตลาดเล็ก ๆ จึงซื้อโจ๊กมาด้วย ปุณิกาให้กำลังใจตัวเองว่า...รีบ ๆ เดินเข้า จะได้กินอาหารร้อน ๆ

เธอไม่ใช่คนเห็นแก่กิน พิสูจน์ได้จากเอวบาง ร่างน้อยที่เห็นกันอยู่ แต่วันเหนื่อย ๆ ก็อยากได้อะไรเยียวยาจิตใจบ้าง

แสงสุดท้ายของตะวันลับไปแล้ว แม้ความมืดแห่งรัตติกาลจะแผ่ปกคลุมท้องฟ้า แต่มีหรือเมืองหลวงอันมีความหมายว่าเมืองเทพจะพ่ายแพ้ต่อความมืด ไฟตามเสาส่องสว่างเจิดจ้าน้อยกว่าแสงกลางวันเพียงนิด

อีกไม่กี่อึดใจ เลี้ยวหัวมุมข้างหน้า ถัดจากบ้านไปอีกสองหลัง นั่นคือบ้านของเธอ สวรรค์น้อย ๆ แต่พอเพียงของปุณิกาและน้องชาย

...อีกไม่กี่อึดใจ แค่มือเล็กหยิบกุญแจมาเตรียมไขกุญแจที่คล้องประตูเหล็ก เงามืดดังจะดับแสงไฟใด ๆ ในโลกหล้าได้ ...ทาบทับร่างของเธอ

มือสีเข้มจับซี่ประตูเหล็กดัด

“เธออยู่บ้านหลังนี้ใช่ไหม ฉันมีเรื่องจะถาม”

หญิงสาวหันขวับกลับมาทันที เบิกตาโตมองเจ้าของเสียง เขาเป็นผู้ชาย ผมหยักศกยาวระต้นคอ คิ้วเข้มรกไม่เป็นระเบียบ

“เธอเป็นพี่เด็กที่ชื่อแม้วใช่ไหม”

ปุณิกาถอยหลังจนตัวแทบลีบติดประตู ดวงตาสีรัตติกาลจ้องตรงมายังเธอ ก่อให้เกิดอาการหนาว ๆ ร้อน ๆ

“ตอนนี้มันอยู่ที่ไหน”

แนวกรามบึกบึนเต็มไปด้วยเครา เสียงทุ้มลึกที่เปล่งออกมายิ่งทำให้เธอกลัว นึกถึงข่าวโจรร้ายฆ่าข่มขืนผู้หญิงขึ้นมาในทันใด

“คุณเป็นใคร!”

เธอมองข้ามแขนภายใต้เชิ้ตลายตาราง เห็นผู้ชายแต่ตัวคล้าย ๆ เขายืนคุมเชิงอยู่อีกหลายคน

“ฉันเป็นพี่ของผู้หญิงที่น้องชายพาหนีนะสิ”

หูได้ยินเสียงกัดฟันกรอด ในดวงตาสีนิลดังเห็นประกายไฟปะทุ

“อย่ามากล่าวหาน้องฉันนะ ออกไป! ไม่งั้น ฉันจะเรียกตำรวจ”

หรือนี่จะเป็นวิธีการใหม่ของโจรที่ใช้หาเหยื่อ ปุณณภพไม่เคยแสดงท่าทีชอบผู้หญิงคนไหน จะพามาบ้านหรือโพสต์ลงโซเชียลก็ไม่เคย ในสายตาเธอ น้องเป็นคนเอาการเอางาน หลังเลิกเรียนก็ไปหางานพิเศษทำ เป็นพนักงานเสิร์ฟในร้านบาร์

“เรียกมาเลย ฉันจะได้ให้ตำรวจจับมัน โทษฐานพรากผู้เยาว์ น้องสาวฉันอายุแค่สิบเจ็ดเอง”

เขาตะปบมือระบายอารมณ์กับประตูดังปัง จนปุณิกาสะดุ้งเฮือก

“ฉันไม่เชื่อ ใครก็ได้ช่วยที ผู้ชายคนนี้มาโมเมกล่าวหาน้องฉัน”

เมื่อเห็นคนตัวโตหน้าผากตึงจนแทบจะเห็นเส้นเลือด เธอจึงรีบขอความช่วยเหลือจากเพื่อนบ้าน แต่เนื่องจากเป็นเวลาค่ำ ผู้คนล้วนอยู่ในบ้านกับครอบครัว ไม่มีเลยสักคนที่จะโผล่ออกมาดูเธอ

“เข้าไปค้นในบ้านก่อนเถอะครับ เผื่อเขาซ่อนคุณสตางค์ไว้”

หนุ่มหน้าเสี้ยมตัดผมสั้นเกรียนรีบเสนอทางออกแก้สถานการณ์ มือสีเข้มแย่งกุญแจจากเธอ ไขเปิดผลัวะเข้าไปในบริเวณบ้าน

“ปล่อยนะ ฉันจะแจ้งตำรวจจับ พวกคุณบุกรุกบ้านฉัน”

แย่งกุญแจอย่างเดียวไม่พอ หนุ่มเคราครึ้มยังลากข้อมือปุณิกาไปด้วย เธอทั้งขัดขืน ทั้งพยายามสะบัด แต่ไม่ได้ระคายเคืองผิวเข้มนั่นเลย เขายังคงใช้กำลังบังคับเธอเข้าไปในบ้านตัวเอง

“ค้นทุกซอกทุกมุม หาสตางค์กับไอ้เด็กเวรนั่นให้เจอ” เขาประกาศ ทิ้งตัวเธอลงบนโซฟา

“เดี๋ยว จะทำอะไร นี่มันบ้านฉันนะ”

เธอผุดลุกขึ้น ตอนเห็นแขกไม่ได้รับเชิญทั้งหลายขึ้นบันไดไปชั้นสองบ้าง ไปทางครัวบ้าง มีเสียงเปิดประตูปึงปัง

“อยู่เฉย ๆ ถ้าไม่อยากเจ็บตัว”

เขายืนเท้าสะเอวจ้องเธอนิ่ง หญิงสาวหน้าร้อน รู้ว่าเขากำลังจับผิด

“ฉันไม่รู้เรื่องอะไรระหว่างน้องชายฉันกับน้องสาวคุณเลยนะ”

ปุณิกาเปลี่ยนวิธีพูดใหม่

“ฉันเอาเรื่องเธอตายแน่ ถ้าช่วยกันปกปิดเรื่องสองคนนั่นพากันหนี”

“อะไรนะ!”

คนได้ฟังรู้สึกหัวหมุน

“น้องชายเธอพาน้องสาวฉันหนี”

“ขะ...คุณรู้ได้ยังไง”

เธอถามแบบไม่เต็มเสียงนัก ลำคอแห้งผาก

“คนที่บาร์บอก”

เขาหายใจฮึดฮัด ราวกระทิงอยู่ในคอก พร้อมชนทันทีที่ประตูกั้นเปิดออก

“ฉันส่งน้องสาวมาเรียนในกรุงเทพฯ ไม่ใช่ให้มามั่วสุมกับเด็กไม่มีอนาคตอย่างน้องเธอ”

“แม้วไม่ใช่เด็กไม่มีอนาคต”

เมื่อได้ยินคำสบประมาท เลือดรักน้องจึงพลุ่งพล่าน

“ถึงเขาจะเรียนอาชีวะก็ไม่เคยไปดีกับใคร ตั้งใจเรียนตลอด แม้วตั้งใจจะเป็นวิศวกร”

ชายหนุ่มหัวเราะหึ

“เด็กที่ทำงานอยู่ในบาร์นั่นนะเหรอ มีแต่อบายมุขทั้งนั้น แล้วยังกล้าดีมาพาน้องฉันหนีอีก”

ดวงตาลึกภายใต้คิ้วรก ๆ มองเธออย่างหมิ่น ๆ แต่ก่อนที่ปุณิกาจะตอบโต้อะไร พวกผู้ชายที่ค้นบ้านเธอก็กลับมารวมกัน

“พวกเราค้นทั่วบ้านแล้วครับคุณเต้ย ไม่เจอคุณสตางค์กับนายแม้วนั่นเลย”

นายหน้าเสี้ยมรายงาน

“ในโรงจอดรถ มีแต่มอเตอร์ไซด์ของมันครับ”

ผู้ชายที่ลูกน้องเรียกคุณเต้ย...คำราม ลดศีรษะลงแล้วเชิดหน้าขึ้นมาใหม่

“เธอน่ะ โทรตามน้องเธอสิ”

ปุณิกาเอามือตบกระเป๋าสะพาย เมื่อเขามองมันอย่างหมายมาด ชั่วกะพริบตาเขาก็กระชากแย่งมันมาเสียจากเธอ หญิงสาวอ้าปากค้าง ไม่คิดว่าจะเจอผู้ชายไร้มารยาทขนาดนี้

เขาเทของในกระเป๋าลงบนโต๊ะรับแขก มือถือที่เพิ่งผ่อนหมดของเธอกระทบพื้นโต๊ะเสียงลั่น

“อ๊ะ!”

เธอผวา ยื่นมือพยายามเข้าไปแย่งทรัพย์สมบัติอันสำคัญ แต่คนแข็งแรงกว่าก็รวบข้อมือเธอไว้ด้วยมืออันใหญ่โต

เขาเปิดหารายชื่อจากเมนูสมุดโทรทัศน์ ไม่ทันไรก็เจอเบอร์เป้าหมาย กดนิ้วโทรออกด้วยแรงโทสะ แล้วกลับขมวดคิ้วเมื่อได้ยินปลายสาย

“หมายเลขที่ท่านเรียกขณะนี้ไม่สามารถติดต่อได้”

“ห่าเอ้ย!”

เขาทิ้งมือถือทันที โชคดีมันตกลงบนโซฟา ปุณิกาอาศัยจังหวะเขาเผลอ สะบัดมือจากพันธนาการ รีบหยิบมือถือขึ้นมาลูบสำรวจความเสียหาย

เกิดความเงียบอันน่าอึดอัดใจขึ้นในห้องรับแขก รู้สึกเพดานกดต่ำ ราวจะทับให้ผู้อยู่ในห้องบี้แบนไปตาม ๆ กัน

“พวกมึงสองคนไปเฝ้าที่บาร์ หาข่าวจากเพื่อนไอ้เด็กแม้วว่ามันติดต่อใครบ้างไหม แล้วรีบโทรบอกกูทันที”

คนเป็นนายชี้นิ้วสั่งลูกน้อง

“ส่วนมึงไปเฝ้าหอน้องกู ลองถามว่าใครสนิทพอจะรู้เห็นความเป็นไปของสองคนนั่น หรือเห็นอะไรแปลก ๆ หรือเปล่า”

ผู้ชายตัวโต ๆ หายไปสาม แต่ยังเหลืออีกหลายคนในบ้าน

“เห็นแล้วใช่ไหมว่าน้องฉันไม่อยู่ พวกคุณกลับไปได้แล้ว”

“ไม่ไป ฉันจะเชื่อใจได้ยังไงว่าเธอไม่ได้ร่วมมือกับไอ้เด็กนั่นพาน้องฉันหนี”

ปุณิกาเม้มปากกับคำกล่าวหานั้น

“เป็นคุณจะยอมไหมล่ะ ที่จะช่วยน้องให้พาผู้หญิงหนี”

เธอล่ะอยากเจอปุณณภพเหลือ อยากซักไซ้ถามความจริงให้หมดจด

“เป็นฉันจะพูดกล่อมให้ใจเย็นเสียมากกว่า มีอะไรก็ค่อยพูดกันดี ๆ อย่าใช้อารมณ์แก้ปัญหา”

หญิงสาวหลุบตาหลบ สะใจที่เหน็บเขาได้

“ทั้งสองคนยังเด็ก แม้วอายุยังไม่เต็มยี่สิบ น้องคุณก็แค่สิบเจ็ด ผู้ใหญ่อย่างเราควรคุยกับเขาดี ๆ มากกว่าจะดุด่า”

หากปุณณภพพาน้องสาวเขาหนีจริง ๆ เธอก็พอจะรู้สาเหตุว่าเกิดจากอารมณ์ร้อนของเขาทั้งนั้น

“ฉันไม่คุยดีกับคนที่พาน้องฉันหนีหรอก”

คนดื้อยังยืนกราน

“นั่นก็แล้วแต่คุณ กลับไปกันได้แล้ว ถ้าแม้วกับน้องคุณกลับมาที่บ้าน ฉันจะคุยกับเขาเอง”

พอจะรู้เหตุผลที่น้องต้องใช้รถเธอแล้ว ขอภาวนาให้เขามีสติ ไม่ทำอะไรด้วยอารมณ์เป็นใหญ่ดังพี่ของสาวเจ้าเถิด

“ไม่! ฉันจะอยู่ที่นี่ จะรอจนกว่ามันจะกลับมา” ชายหนุ่ม ทิ้งก้นลงบนโซฟาห่างเธอไปไม่กี่คืบ

“แล้วกันคุณ นี่มันบ้านฉันนะ”

การอยู่บ้านตัวเองท่ามกลางคนแปลกหน้าที่เป็นชายล้วน เป็นประสบการณ์ที่เธอไม่อยากเจอเลย

“ฉันจะเชื่อใจได้ยังไงว่าถ้าน้องเธอมา จะไม่ช่วยกันพาน้องฉันหนีไปอีก”

ปุณิกากลอกตาขึ้นฟ้า พูดไปพูดมาเหมือนวนอยู่ในอ่าง เขาทำตัวไร้สมองผิดกับความใหญ่โตของร่างกาย

“เอาเถอะ เอาที่สบายใจ”

เธอพ่นลมออกจากปาก เดินไปห้องครัว ก่อนนึกขึ้นได้ว่าถุงโจ้กตกอยู่หน้าประตูรั้ว ...อวสานอาหารเย็นของจริง

เปิดดูในตู้เย็น ยังมีนมเหลืออยู่ เธอจึงรินดื่ม ไม่มีกะจิตกะใจที่จะเผื่อแผ่แขกไม่ได้รับเชิญเลยสักนิด ก็แหม...คนบ้านเสียงออกปึงปังขนาดนั้น สภาพข้างบนคงเละ เป็นภาระให้เธอต้องออกแรงจัดเก็บอีกอยู่ดี คิดแล้วปุณิกาก็หนักไหล่ขึ้นมาทันใด

ตอน 2

เลือดในตัวสรวิชญ์กำลังเดือด ชนิดใครอยู่ใกล้เป็นต้องรู้สึกถึงไอร้อน เข็มวินาทีบนนาฬิกาที่ติดผนังทำเอาแทบบ้า

เขาไม่น่าเชื่อคำพูดของสิริยาที่กล่อมขอมาเรียนในกรุงเทพฯเลย ดูเอาเถิด เกิดเรื่องจนได้ แล้วนี่ไอ้หนุ่มเด็กบาร์นั่นจะพาน้องเขาไปตกระกำลำบากที่ไหน แค่คิดเส้นเลือดก็ปูนเกร็งขึ้นขมับ

สรวิชญ์สมควรทำอะไรได้มากกว่าการนั่งรอ ลูกน้องเมื่อเห็นลูกพี่นิ่ง ต่างมองตากันเลิ่กลั่ก รู้ว่าเห็นเงียบแบบนี้พายุใหญ่กำลังจะมาเป็นแน่

“เมี๊ยว...”

ปุณิกาเผลอทำจานที่ตั้งใจมาปิดชามบะหมี่ระหว่างรอสุกตก เธอร้องเสียงแมวตามนิสัยปรกติ ทว่ากลับทำให้ความอดทนของใครบางคนขาดผึง เจ้าของร่างสูงผุดลุกจากโซฟารับแขก เดินดุ่มไปยังเธอที่เอาจานปิดชามบะหมี่สำเร็จแล้ว

“น้องเธอพาน้องฉันหนีไปไหนก็ยังไม่รู้ เธอเป็นพี่ประสาอะไร ไม่ทุกข์ไม่ร้อน ยังห่วงกินมาม่าอยู่ได้”

เธอเห็นภาพกองไฟลุกในดวงตาสีนิล

“ก็จะให้ทำอะไรได้ล่ะ โทรไปแม้วก็ไม่รับ แถมพวกคุณยังมาเพ่นพ่านเต็มบ้าน ฉันขอแค่กินมาม่าเอง”

เขาช่างเถื่อน ไม่มีเหตุผล ไร้ระเบียบ เหมือนเคราที่ขึ้นรกเต็มใบหน้า

“น้องหายไปทั้งคน รู้จักทุกข์รู้จักร้อนเสียบ้างสิ” ปุณิกาไม่พอใจในคำกล่าวหา แต่ต้องทำละเลยเสีย คุยกับคนอารมณ์ร้อน หากยิ่งร้อนตามพานจะกลายเป็นการฟืนใส่กองไฟให้โหมกระพือวอดวายเสียทั้งสองฝ่าย

“เดี๋ยวเขาก็กลับมากันเองแหละ หน้าที่เราคือต้องทำตัวเป็นผู้ใหญ่ ใช้เหตุผลคุย”

สรวิชญ์ย่างสุขุมเข้ามาใกล้ เขาสูงจนเธอต้องมองชนิดคอแหงนตั้งบ่า

“เธอก็พูดอย่างนั้นได้นะสิ น้องเธอเป็นผู้ชาย ไม่ต้องเสียอะไรเลย”

“พูดอย่างนี้หมายความว่ายังไง”

เธอกอดอก แสดงอาการให้รู้ว่าไม่กลัว

“ผู้ชายกับผู้หญิง หนีไปด้วยกันมันจะเป็นไรไปได้...”

คนพูดยื่นหน้าลงมาหาเธอในลักษณะคุกคาม

“คุณคิดสกปรก น้องฉันเป็นสุภาพบุรุษพอ”

อย่างน้อยปุณณภพไม่เคยมีความประพฤติเสียหายเรื่องผู้หญิง

“อย่าคิดว่าผู้ชายทุกคนเหมือนตัวเองหมด”

น่าสงสารน้องสาวเขาเหลือเกิน ที่ตีตรายัดข้อหาว่าเสียความบริสุทธิ์จากผู้เป็นพี่

“เหมือนตัวฉันแล้วยังไง เธอเป็นใคร ทำเป็นพูดเหมือนรู้จักฉันดี”

“ฉันรู้จักคุณแน่ ก็เห็น ๆ กันอยู่ว่าเป็นพวกป่าเถื่อน ชอบใช้อารมณ์ ชอบใช้กำลัง”

สรวิชญ์ขบฟันแล้วหรี่ตา

“ปากดีจริงนะเธอน่ะ”

คนน่ากลัวนิ่งไปครู่ ก่อนแสยะยิ้มร้าย

“งั้นฉันจะใช้วิธีตาต่อตา ฟันต่อฟัน เมื่อน้องเธอเอาน้องฉันไป ฉันก็จะเอาตัวเธอไปเหมือนกัน เฮ้ย! เตรียมรถ กูจะกลับไร่”

สิ้นคำสั่งเขา ร่างอรชรก็ลอยหวือขึ้นบ่า เอวปุณิกาอยู่บนไหล่เขา สภาพเหมือนแบกถุงข้าวสาร

“ปล่อยฉันนะเว้ย! ช่วยด้วยค่ะ มีคนจะลักพาตัวฉัน”

เธอพยายามทั้งดิ้น ทั้งกำมือระดมตีแผ่นหลัง แต่คนอุ้มเธออยู่ไม่สะดุ้งสะเทือน

“เอามือถือมาด้วย เผื่อได้เด็กนั่นโทรมา”

สรวิชญ์ยังรอบคอบพอจะให้ลูกน้องเก็บเครื่องมือสื่อสาร เมื่อถึงรถตู้ ชายหนุ่มก็จับเธอยัดเข้าทันที

ปุณิกาพยายามพุ่งตัวออก ร่างใหญ่โตก็เบียดกระแซะ ถอดเข็มขัดตัวเองมามัดข้อมือเธอไว้ ท่ามกลางเสียงโวยวายของเธอ

รถตู้แล่นฝ่าการจราจรอันหนาแน่นของยามค่ำในเมืองหลวง ปุณิกาพยายามส่งเสียงอู้อี้ผ่านผ้าที่ผูกปากตนไว้ ด้วยเสียงดังมากนักจึงถูกสรวิชญ์ใช้ผ้ามัดปาก ตอนนี้เหลือเพียงดวงตาส่งประกายแวววับ แทบเผาเขาไหม้เป็นจุณ สรวิชญ์ไม่สน นั่งกอดอกมองตรงไปทางคนขับ ออกไปสู่ถนนข้างหน้า

“อื้อ...”

เธอพยายามดันไหล่ดุนตัวเขาเพื่อเรียกร้องความสนใจ

“อยู่นิ่ง ๆ อย่าโวยวายมาก ถ้าฉันทนไม่ได้เดี๋ยวก็ฉีดยาสลบช้างให้เสียหรอก”

ปุณิกาไม่กลัวคำขู่ ด้วยบางอย่างในกายเรียกร้อง

“อื้อ...”

“อะไรอีกล่ะ เธอนี่น่ารำคาญเสียจริง”

เสียงตวาดทำให้บรรยากาศในรถยิ่งตึงเครียด แทบได้ยินเสียงหายใจของกันและกัน

“อื้อ...”

คราวนี้เธอมาพร้อมอาการกระทืบเท้าประกอบ

“แก้ผ้าผูกปากออกหน่อยเถอะครับคุณเต้ย เหมือนเธออยากบอกอะไร”

นายหน้าเสี้ยมเสนอ

“ไม่เอา กูหนวกหู”

“อื้อ...”

หญิงสาวส่ายศีรษะหน้าแดง ลูกน้องเหลือบมองกดดันลูกพี่

“เออ ๆ ก็ได้ ถ้าโวยวายนัก คราวนี้เตรียมยาสลบช้างได้เลย”

สรวิชญ์กระชากผ้าปิดปากออกจากหน้า เลื่อนมาอยู่ที่คอเธอ

“ฉันอยากเข้าห้องน้ำ”

ปุณิกาหน้าแดง ทั้งอายทั้งโกรธ ผู้ชายคนนี้หยาบคายที่สุด เขาข่มขู่ ทรมาน ทำให้เธอเสียหน้า

“เฮ้ย ! แวะปั๊มข้างหน้า”

สั่งคนขับแล้วเหล่มาทางหญิงสาว

“เธอน่ะทนได้ใช่ไหม อย่ามาฉี่ราดในรถฉันนะ”

“ฉันมีสำนึกพอ ไม่ใช่หมา นึกจะฉี่ตรงไหนก็ฉี่”

คุยกับคนไร้มารยาท ก็ต้องไม่มีมารยาทตอบ สมกันดี

“ถ้าถึงปั๊มแล้วฉันให้เวลาเธอห้านาที”

“จะบ้าเหรอไง ไม่ใช่ฝึกวินัยทหารนะ ขอเวลาส่วนตัวฉันบ้างสิ”

สรวิชญ์กอดอกมองเธออย่างประเมิน

“เจ็ดนาที”

“ยี่สิบ”

“สิบ”

“สิบห้า”

“สิบสอง ฉันไม่ให้มากกว่านี้แล้ว ถ้าช้าฉันจะไปลากเธอมาทั้ง ๆ ยังแก้ผ้าอยู่นั่นแหละ”

หน้าดุ เสียงก็ดุ แถมยังชอบขู่ คนอย่างนี้จะมีน้องสาวสวยเพียงใดหนอ ขนาดทำให้ปุณณภพผู้ไม่เคยมีเรื่องราวผู้หญิง ถึงกับพาหนีได้

“สิบสองนาทีก็ได้ ถ้าเข้ามาห้องน้ำหญิงฉันจะกรี๊ดให้คนช่วยจริง ๆ นะ คุณมันโรคจิต”

“แต่อย่างน้อยฉันก็ไม่เคยพาผู้หญิงหนี”

คนนั่งหน้าเธอเชิดหน้าอย่างทะนง

“แต่ลักพาตัวผู้หญิง”

ลูกน้องที่แอบฟังกันอยู่ถึงกับยิ้ม นาน ๆ ทีจะเจอคนกล้าต่อปากต่อคำกับเจ้านายบ้าง แถมยังเป็นผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ดูแล้วบันเทิงดูไม่หยอก

“ฉันต้องเอาเธอมาไว้เป็นตัวประกัน ถ้าไอ้เด็กนั่นเอาน้องฉันมาคืน เธอจะได้กลับไป”

ปุณิกาทีแรกใจชื้น แต่ทว่าลึกๆ กลับฉุกคิด หนุ่มสาวที่ตัดสินใจหนีตามกันไปมักจะมีจุดหักเหให้บุ่มบ่ามตัดสินใจ เหตุผลหนึ่งในนั้นคือการตั้งครรภ์ ...หากเป็นเช่นนั้นจริงผู้ชายคนนี้จะจัดการกับเธอและน้องแบบไหนล่ะ เขาน่าจะยังเกรงกลัวกฎหมายไม่จับไปยิงทิ้งหรอกนะ

สรวิชญ์ยืนสูบบุหรี่อยู่ข้างรถตู้ ตายังมองไปทางห้องน้ำหญิง

“ทำอย่างนี้จะดีเหรอครับคุณเต้ย”

วสันต์ลูกน้องหน้าเสี้ยมคู่ใจพยักหน้าไปตามจุดหมายสายตาลูกพี่

“ไอ้เด็กนั่นมันเอาสตางค์ไป กูก็แค่เอาพี่มันมา จะคืนให้ก็ต้องแลกหมูแลกแมว”

ในสายตาวสันต์ ที่สรวิชญ์พามาไม่ใช่หมู เป็นแมวส่งเสียงขู่ฟ่อ ๆ

“ทางตำรวจว่าไง”

“มีรายงานว่ากล้องวงจรปิดแถวด่านเห็นรถทะเบียนคันที่ว่าขับไปทางใต้ครับ”

“ส่งคนของเราไปตามรอย ลากตัวมันมาให้ได้”

ชายหนุ่มอัดบุหรี่ลงปอดจนปลายมวนเป็นไฟสีแดงวาบ

“แล้วจะทำยังไงกับตัวพี่สาวครับ คนหายไปทั้งคนญาติไม่ตามหากันใหญ่เหรอครับ”

“ช่างแ-งมัน! ถ้าอยากเสือกนักให้มาเจอกับกูเลย”

สิริยาเป็นที่รักของพี่ชายนัก อาการสรวิชญ์จึงหนักเมื่อรู้ว่าน้องหายไป เขากำลังปล่อยอารมณ์ให้อยู่เหนือเหตุผล ซึ่งไม่ใช่บุคลิกของสรวิชญ์ตามปรกติเลย

“เฮ้ย ! มึงให้คนไปดูสิ ทำไมพี่สาวไอ้เด็กนั่นถึงเข้าห้องน้ำนานนัก ตกส้วมตายไปหรือยังไง”

ยังไม่ถึงนาทีเส้นตายที่เขาตกลงกับปุณิกาไว้ แต่ความเงียบสงบหน้าห้องน้ำหญิงทำเขาหงุดหงิด จะปล่อยให้อีกฝ่ายทำตัวสบาย ๆ ไม่รู้ร้อนรู้หนาวไม่ได้ เธอต้องทุกข์เหมือนกับเขาสิ

ปุณิกาทำธุระส่วนตัวเสร็จแล้ว เธอยืนอยู่หน้ากระจก รอดูว่าจะมีใครผ่านมาให้ขอความช่วยเหลือบ้าง จะสู้กับโจรต้องทำตัวร้ายยิ่งกว่า เรื่องเสียสัจจะนั้นจิ๊บ ๆ

มีสาวใหญ่หน้าแฉล้มใส่ต่างหูห้อยเป็นพู่ระย้าเข้ามาใช้บริการห้องน้ำ เจ้าหล่อนย่นจมูกทันทีเมื่อเห็นความสะอาด...ที่ระดับแค่พอใช้ จนในที่สุดก็ตัดใจใช้ห้องหนึ่ง ปุณิการอจนสาวคนนั้นเสร็จกิจจึงเริ่มหว่านล้อม

“คุณคะ ช่วยฉันหน่อย ฉันถูกลักพาตัวมา”

ปุณิกาอธิบายพร้อมพนมมือแนบอก

“จะขอเงินเหรอ ฉันไม่มีให้หรอกนะ”

สาวหน้าแฉล้มผงะหนีอย่างขยะแขยง

“เปล่าค่ะ แค่จะให้ช่วยเรียกคนในปั๊มมาช่วยฉันหน่อย ข้างนอกมีพวกคนร้ายคอยคุมเชิงฉันอยู่”

“โอ๊ย ! ไม่ใช่ธุระอะไรของฉัน ร้องกรี๊ดดัง ๆ สิ เดี๋ยวคนก็มา”

ปุณิกายิ้มแห้ง หว่านล้อมต่อ

“พวกมันอยู่หน้าห้องน้ำ ขืนฉันกรี๊ดตอนนี้มีแต่จะเฮโลกันเข้ามาจับนะสิ พวกมันมีกันสี่คน สองคนคุมเชิงอยู่ข้างหน้า อีกสองคนอยู่ที่รถตู้ คันสีดำ ๆ ติดฟิล์มมืดอ่ะค่ะ ไม่เชื่อคุณลองไปดู”

อีกฝ่ายโผล่หน้าไปจริง ๆ สบตากับผู้ชายหน้าโหดที่ยืนจด ๆ จ้อง ๆ อยู่ มองไปทางรถตู้ก็เห็นอีกสอง สายตากำลังตรงมาทางนี้เช่นกัน

“นะคะคุณ ช่วยฉันหน่อยฐานะเป็นผู้หญิงด้วยกัน”

“ไม่ใช่เธอเป็นนางนกต่อจะมาตบเงินฉันหรอกนะ” มือกอดกระเป๋าถืออย่างหวงแหน

ตอน 3

“ไม่ค่ะคุณ เอาฉันไปสาบานที่วัดไหนก็ได้ ขอให้ฟ้าผ่าตายในห้าวันเจ็ดวัน หรือให้ไม่มีแฟนตลอดชีวิตก็ได้”

ทีแรกคนฟังไม่เชื่อ แต่พอขนาดเดิมพันกันเรื่องแฟน ...เธอยอมเชื่อก็ได้ แหม...สมัยนี้แฟนหายากกว่าเงิน ดูท่าคนขอความช่วยเหลือจะอายุไม่น้อยแล้วเสียด้วย ถึงจะสวยน้อยกว่าที่เธอไปหน่อยก็เถอะ

“งั้นรออยู่นี่ ฉันแค่ไปบอกคนในปั๊มให้เท่านั้นนะ”

คนแปลกหน้าตั้งใจจะช่วยเท่าที่พอช่วยได้ เมื่อออกจากห้องน้ำ หนุ่มหน้าโหดก็ปรี่มาถาม

“คุณเห็นน้องสาวผมในห้องน้ำไหมครับ คนที่ผมยาว ๆ ใส่เสื้อเชิ้ต”

ผู้ชายพวกนี้ดูไม่น่าไว้ใจจริง ๆ ด้วย โน่น มีหน้าโหดอีกสองคนมองมาจากทางฝั่งรถตู้

“เห็นเขาล้างหน้าอยู่นะ”

เธอแสร้งบุ้ยปากประกอบการตอบให้สมจริง หนุ่ม ๆ หน้าโหดจึงไม่ขวางอีกต่อไป เธอรีบเดินไปทางเด็กปั๊มคนที่อยู่ใกล้ที่สุด เล่าเรื่องให้ฟัง อีกฝ่ายจึงให้เด็กปั๊มหญิงชายคู่หนึ่งไปดูในห้องน้ำ

“คุณ...กำลังมีปัญหาเหรอคะ ให้เรียกตำรวจไหม”

ผู้หญิงเป็นฝ่ายเข้ามาดูลาดเลาและเจรจา บางทีอาจจะเป็นเรื่องภายในครอบครัว รีบร้อนเรียกตำรวจมามีแต่จะเป็นเรื่องใหญ่เปล่า ๆ

“ฉันถูกลักพาตัวมา ช่วยฉันด้วย”

ปุณิการีบบอกเสียงตื่น ๆ

“พวกมันจับฉันมากับรถตู้”

ยังไม่ทันที่เด็กปั๊มจะทำอะไร เสียงเข้ม ๆ ก็ดังขึ้นเสียก่อน

“ทำอะไรอยู่น่ะมิ้ม ช้าจัง”

ร่างสรวิชญ์ยืนตระหง่านอยู่หน้าทางเข้าห้องน้ำ

“คิดว่าเป็นลมไปแล้วเสียอีก”

เขาขมวดคิ้ว ขณะปุณิกาอ้าปากค้าง ...เขารู้ชื่อเล่นได้ยังไง เธอไม่เคยบอก

“อ้าว! รู้จักกันเหรอคะ”

เด็กปั๊มมองทั้งสองสลับกัน ห่างไม่ไกลเด็กปั๊มผู้ชายก็โดนคนของเขาประกบ

“ครับ เมียผมเอง”

“ใครเป็นเมียคุณ ไอ้คนป่าเถื่อน!”

เธอแว้ดให้กับการโมเมนั้น

“เห็นไหม เขาโกรธผมนิดหน่อย”

ขายาว ๆ ก้าวมาหาเธอ แขนตวัดโอบเอว

“ดีกันนะมิ้ม”

เขาออกแรงกระชับเอวคอด เป็นผลให้ร่างนุ่มนิ่มมาบดเบียดเนื้อแข็ง ๆ

“อยู่นิ่ง ๆ ไม่งั้นฉันจะเล่นหนังสดเป็นเธอในห้องน้ำนี่แหละ”

สรวิชญ์กระซิบลอดไรฟัน ปุณิกาสบตาคมดุนั้นอย่างไม่ยอมเช่นกัน

“อื้อ...”

โลกหยุดนิ่งไปเมื่อริมฝีปากสีเข้มประทับกลีบกุหลาบบาง ตาหญิงสาวเบิกโพลง เป็นผลให้ปากเผยอ คนรุกรานจึงเข้ามาโดยง่าย ส่งเรียวลิ้นชิมความหวานของโพรงน้ำผึ้ง

“อื้อ...”

เธอดิ้นขลุกขลักหนี แต่อ้อมแขนยิ่งโอบกระชับ ลมหายใจขาดห้วง เหมือนดังจมสู่น้ำลึก

“ถ้าอยากได้มากกว่านี้เราจะไปต่อกันที่ไร่”

ชายหนุ่มถอนริมฝีปากออกพร้อมเหยียดยิ้ม ปุณิกาตัวอ่อนยืนแทบไม่ไหว ต้องกำมือกับเสื้อเขาไว้ รีบสูดลมหายใจเข้าปอด

“ก็อย่างนี้แหละ ผมกับแฟนทะเลาะกันนิดหน่อย”

เธอส่งสายฉุนเฉียวให้ แต่เขาจึงตาดุเป็นคำสั่งห้ามพูด

“โทษทีที่ทำให้วุ่นวาย กลับกันเถอะมิ้ม”

สรวิชญ์ใช้แขนดันหลังคนอยู่ในเอวให้ออกจากห้องน้ำ

“อย่าขัดขืน ไม่งั้นฉันจะฆ่าเธอเสีย”

เขากระซิบขู่ขวัญ เป็นผลให้เธอขนลุกเกรียว ยอมตามไปขึ้นรถตู้ด้วยแต่โดยดี

เข้ามาแล้วสรวิชญ์ไม่พูดพล่ามทำเพลง จับผ้ามัดปากปุณิกา มัดเพิ่มอีกทั้งมือและขา

“ฤทธิ์มากนัก เห็นฉันใจดีหรือยัง”

ถ้าไม่ได้ลางสังหรณ์ว่าคนพี่พามาจะตุกติก ตัวประกันอย่างปุณิกาคงหนีไปแล้ว ...ร้ายนัก ปล่อยไปห้องน้ำไม่กี่นาทีจึงหาคนช่วยได้

“พวกมึงเหยียบเต็มตีนเลย ให้ถึงไร่เร็วที่สุดก่อนกูจะหักคอแม่นี่ ฤทธิ์เยอะ กวนตีนกูทั้งพี่ทั้งน้อง”

สรวิชญ์จะหยาบ ไม่สุภาพต่อคนที่เขาเห็นว่าอยู่ฝ่ายตรงข้าม ซึ่งตำแหน่งตรงนั้นตกเป็นของเธอ

“อื้อ...”

ปุณิกาพยายามส่งเสียงผ่านผ้า ตามองเขาอย่างคั่งแค้น ผู้ชายคนนี้ เลวที่สุด จับเธอมา โมเมว่าเป็นเมีย ขโมยจูบ แล้วยังข่มขู่อีกแน่ะ

เวลาอ่านนิยายตบจูบนี่ฟินกับฉากแบบนี้ แต่ในความเป็นจริงอยากข่วนหน้าเขานัก เข้าใจอยู่ว่าโกรธ แต่อย่ามาพาลพาโล เอากับคนที่ไม่รู้เรื่องอย่างเธอสิ

ไม่กลัวกฎหมาย ไม่กลัวเธอฟ้องกลับเลยละหรือ เขาคงคิดว่าตัวเองอยู่เหนือกฎหมาย ไม่มีใครลงโทษได้ แต่ปุณิกาไม่ยอมหรอก เธอจะยอมนิ่งก่อน หากมีโอกาสเมื่อไรจะหนีอีก

ชักเข้าใจความรู้สึกน้องสาวเขาแล้ว มีพี่ที่ใช้อารมณ์นำเหตุผลอย่างนี้ เป็นใครก็อยากหนี ปุณิกาภาวนาขอให้ปุณณภพและน้องสาวเขาหนีให้รอด หากไปทางใต้ก็ให้ออกด่านไปมาเลเซียเลย คนอารมณ์ร้อนคงแทบคลั่งใจตาย

สรวิชญ์มองผู้หญิงที่โดนมัดไว้ เธอเอนศีรษะพิงหน้าต่าง ตาหลับลง ...เมื่อกี้เขาแค่แสดงไม่ให้คนอื่นจับพิรุธ ไม่ให้เธอได้ทันโวยวาย ใช้ข้อมูลที่สืบได้ของเธอและปุณณภพมาเป็นประโยชน์

รายงานบอกว่าเธอยังโสด แต่ใครละจะคิดว่าซิง ขนาดจูบยังเยอะ ๆ งะ ๆ จนวูบหนึ่งเขารู้สึกกำลังกลับเป็นเด็กหนุ่ม ผู้มอบจูบแรกแก่สาวน้อย

นั่นล่ะนะ...มันเป็นเพียงความรู้สึกชั่ววูบ ผ่านมาเหมือนสายลมในคืนฤดูร้อน เย็นนิดเดียวแต่ไม่อาจข่มความเดือดในอารมณ์ ยังหาสิริยาไม่เจอเลย ไม่มีโทรศัพท์ ไม่มีการส่งข่าว

เขาไม่ชอบสถานการณ์เงียบสงบแบบนี้เลย เพราะมันมักมีเหตุใหญ่ตามมา สรวิชญ์ไม่อาจเชื่อในความบริสุทธิ์ใจของปุณณภพเรื่องพาน้องสาวหนี ผู้ชายเหมือนกันดูออก ต้องมีเหตุการณ์สำคัญที่เป็นจุดพลิกผัน

สรวิชญ์ขบกรามกำมือแน่น ขออย่าให้เป็นอย่างที่เขาคิดไว้เลย ขออย่าให้การกระทำครั้งนี้เป็นการตัดอนาคตอันสดใสของน้องสาว สิริยาควรมีชีวิตวัยเรียนที่สดใสกว่านี้ เธอไม่ควรต้องมาเป็นคุณแม่วัยใส

และหากเป็นเช่นนั้นจริง เขาก็ไม่รู้จะทำอย่างไรกับพ่อหลานที่เขาไม่ต้องการ จะจัดการเสียก็กลัวน้องเป็นหม้าย จะละเว้นไว้ก็กลัวเสียอนาคต

โว้ย! ปวดหัว

เหลือบตามองร่างที่พิงกระจก สบายเสียจริงแม่คุณ หลับเสียแล้ว นี่เขาพามาเป็นตัวประกันนะ ไม่ใช่พามาเที่ยว

แต่ก็ดีเหมือน หลับไปเสียจะได้สิ้นฤทธิ์ เขาไม่มีอารมณ์จะปะทะด้วยตอนนี้ กลัวตัวเองพลั้งมือทำร้ายเธอ เพราะทั้งปุณิกาและปุณณภพกวนอารมณ์เขาเสียเหลือเกิน

หญิงสาวไม่ได้ตั้งใจจะหลับ แค่หลบสายตาไม่อยากมองคนป่าเถื่อน เมื่อโลกมืดมิดเธอก็ได้อยู่กับตัวเอง สติเริ่มมีมากขึ้น

ปุณิกาต้องนิ่ง รอดูสถานการณ์ก่อน ในรถและสภาพที่โดนมัดมือมัดเท้าคงทำอะไรไม่ได้มาก ผู้ชายคนนี้พูดถึงไร่

ถ้าเดาตามนิยายที่เคยอ่านมา พระเอก(ซึ่งเธอคิดว่าไม่ใช่เขา)ต้องมีไร่อยู่แถวปากช่อง เลี้ยงวัว เลี้ยงม้า ปลูกองุ่น ทำถึงเป็นพืชชนิดนี้นะหรือ คนเขียนนิยายคงคิดว่าเท่ดี ครั้นจะให้ปลูกต้นสาเกก็ออกจะแปลกไปหน่อย

เธอยิ้มกับตัวเอง หากคิดอะไรแปลก ๆ แบบนี้ได้แสดงว่าสติกลับมาเต็มร้อยแล้ว เหลือบตาหรี่มองคนนั่งข้าง เขากอดอกตามองตรงไปยังทางข้างหน้า

อึดจริงพ่อเจ้าประคุณ ไม่เมื่อยเหนื่อยบ้างหรือยังไง เพราะดูท่าเขาคงรีบร้อนมาจากไร่ เสื้อผ้ายังมีกลิ่นเหงื่อปนกลิ่นหญ้าแห้ง

...แล้วปุณิกาไปสนใจกลิ่นเขาทำไม ผู้ชายคนนั้นคือคนเถื่อน หนุ่มชาวไร่ จับเธอมัดแบบไม่ปรานีปราศรัยอย่างกับมัดวัว

ปุณิกาหลับตาลงเช่นเดิม ขอออมแรงไว้ก่อนละกัน ถึงไร่ที่ว่าแล้วค่อยคิด บางทีเธออาจอาศัยความมืดพรางตัวหนีได้ ปุณิกาแค่คิด แต่ฟ้ากลับเป็นใจ ส่งความช่วยเหลือมาในรูปฝนห่าใหญ่ ตกรดถนนดินลูกรังเป็นหลุมบ่อ คนขับบังคับรถลำบากนัก ตกหลุมให้คนในรถกระเด้งจากเบาะหลายครั้งอยู่

“ฝนห่าเอ๊ย! มาตกอะไรตอนนี้”

อีกคนที่ไม่พอใจสภาพอากาศมากอีกคนคือสรวิชญ์ อีกสิบห้ากิโลเมตรจะถึงไร่เขาแล้ว ฝนเจ้ากรรมดันมาตก มืดก็มืด รถแล่นด้วยความเร็วที่ช้ากว่าปรกติจน คนขับประคับประคองสุดฝีมือก่อนอุทาน

“สะพานโดนน้ำท่วมครับคุณเต้ย”

ข้างหน้านั้นมีราวสะพานขาวโพลน แต่พื้นกลับเต็มไปด้วยน้ำป่าไหลหลากสีแดงขุ่นคลั่ก

“แม่งเอ๊ย ! ไอ้พวกตัดไม้ทำลายป่า อยากให้น้ำพวกนี้ไปท่วมบ้านพวกมันนัก”

เพราะต้นไม้มีรากยึดหน้าดิน ชะลอการไหลของน้ำ เมื่อถูกตัด พื้นดินก็โล่งโจ้ง พอฝนตกหนักเกิดน้ำป่าไม่มีอะไรคอยชะลอ น้ำจึงท่วมเร็วเช่นนี้แล

“ผมว่าโทรให้พวกในไร่เอารถคนคนงานมารับดีกว่าครับ ขับไปเองมีแต่จะอันตราย”

นายหน้าเสี้ยมเสนอ

“เดี๋ยวกูไปดูเอง”

สรวิชญ์เปิดประตูรถ กลิ่นน้ำปนกลิ่นไม้หักโค่นลอยมาจาง ๆ น้ำท่วมมาครึ่งล้อแล้ว

“โทรให้คนในไร่มารับเถอะครับ”

“ไม่ต้อง กูไม่อยากให้ใครมาเสี่ยงอันตรายด้วย มึงโทรบอกพวกมันให้ตื่นดูสถานการณ์ ระวังน้ำท่วมด้วย”

หากเป็นเรื่องเกี่ยวกับไร่แล้ว เขากลับมาเป็นเจ้าของไร่ผู้สุขุมดังเดิม

“ถอยรถกลับไปตั้งหลักที่ศาลาริมทางที่เพิ่งผ่านมาเมื่อกี้ดีกว่า ดับเครื่องรถด้วยจะได้ประหยัดน้ำมัน ตอนเช้าค่อยขับไปกัน”

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED