“แล้วไงครับ วันนี้แขกคนสำคัญของดาไม่มาเหรอ ดาถึงได้เจียดเวลามาคุยกับผมได้” คำพูดเหมือนจะงอนๆ ทว่าน้ำเสียงนั้นกลับเต็มไปด้วยความหยอกเย้า
“เอ..ผู้กำกับไปราชการต่างจังหวัดคะ ส่วนเฮียกรยังไม่เห็น แต่ก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่มานะคะ”
เสียงตอบรวนๆ ปนงอน เมื่อคนถามไม่ได้แสดงความหึงหวงแถมยังมาหยอกเย้าถึงแขกขาประจำของเธอเสียอีก แขกประจำของเธอ รู้กันดีว่ามีเพียง 3 คน เพราะนอกนั้นลินลดาลาขาดที่จะรับคนอื่นเพิ่มด้วยเหตุผลที่ว่าเธอแก่แล้ว ทว่าก็ยังมีแขกขาจรและขาประจำอีกมากที่ยินดีจะทุ่มให้ถ้าเธอยอม แต่ก็อีกนั่นแหละ ใครๆ ก็คงสู้แรงทุ่มของภควัฒน์ไม่ไหว สุดท้ายแขกขาประจำของเธอก็คงเหลือ 3 คนเหมือนเดิม
สำหรับผู้กำกับบัญชาและเสี่ยพงศกรเป็นแขกที่เธอขอไม่ให้ภควัฒน์เข้ามาก้าวก่าย เพราะว่ากิจการของเธอต้องการคนมีสีมาคุ้มครอง และเสี่ยพงศกรก็ยังเป็นคนที่ช่วยเหลือทางด้านการเงินจนทำให้เธอมีทุกวันนี้ ซึ่งภควัฒน์ก็เข้าใจและจะไม่ยุ่งหาก 1 ตำรวจและ 1 เสี่ยนี้จะมา แต่จะว่าไม่ยุ่งก็ไม่ได้เพราะหาก 2 หนุ่มเหลือน้อยทั้งสองคนนั้นเปิดศึกชิงเธอกันเมื่อไร สุดท้ายแล้วภควัฒน์ก็จะได้ไปทุกครั้ง
“งั้น.. คืนนี้ ดาไปกับผมนะ”
ดวงตาคมเข้มที่บอกเคล้าความหล่อเหลาเมื่อครั้งยังหนุ่มทอดมองมาที่เธออย่างแสนรัก สายตาที่ทำให้ใบหน้าเหมือนจะมีเลือดฝาดขึ้นครามครัน ทว่า..เธอยังอยากที่จะหลีกไกลความเจ็บปวดที่มีแต่จะทวีเพิ่มมากขึ้นๆ ทุกวัน
“ถ้าปฏิเสธ..”
“ไม่รักก็ได้ แต่อย่าปฏิเสธเลยนะ” ฝ่ามือบีบกระชับมากขึ้นอย่างขอร้องให้เธอยอม
“และถ้ารักจะปฏิเสธได้ไหมคะ”
“ยิ่งรักก็ยิ่งไม่ควรปฏิเสธ”
“โธ่! อย่างนี้ ดาก็เสียเปรียบทั้งขึ้นทั้งล่องซิคะ”
“ดาก็รู้ ผมไม่มีวันยอมให้ดาเสียเปรียบหรอก จะยอมให้ได้เปรียบอยู่ร่ำไป”
ความจริงใจที่สื่อออกมาจากดวงตาคู่นั้น มันทำให้ลินลดาถึงกับพูดไม่ออก เพราะอย่างนี้ไงที่เรียกว่า “ความเจ็บปวดที่อยากหลีกไกล” ยิ่งใกล้ก็ยิ่งรู้สึกเจ็บ ยิ่งรู้สึกรักก็ยิ่งเจ็บ เธอรู้ว่าภควัฒน์จะมีความสุขถ้าเธอยอมตามใจเขา แต่ครอบครัวของเขาล่ะจะยอมได้หรือที่ต้องเกี่ยวดองเป็นครอบครัวเดียวกับแม่เล้าอย่างเธอ ตระกูลเก่าแก่ “บริรักษ์” คนรวยในย่านนี้และเจ้าของโรงงานอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดในเขต ครอบครัวของเขาจะยอมรับเธอหรือ โดยเฉพาะแม่เล้าเปื้อนคาวที่มีเรือพ่วงลำโตอย่างเธอ
“ที่เดิมครับ”
คิ้วดกเข้มเลิกขึ้นเพียงนิด ทว่าใบหน้าหล่อเหลายังไม่ละจากเอกสารในมือ คำรายงานของนุติเหมือนเป็นเพียงสิ่งที่ผ่านมาและผ่านไป เพราะสิ่งที่เขาต้องจัดการอย่างเร่งด่วน! คือเอกสารในมือมากกว่า คนที่นุติส่งไปให้เป็นคนขับรถของบิดาก็เหมือนจะเป็นแหล่งข่าวที่สามารถติดตามได้ตลอดเวลาว่าบิดาทำอะไร ที่ไหน กับใคร และอย่างไร ซึ่งสิ่งที่ทำนี้ไม่ใช่การจับผิดแต่เป็นเพียงการเฝ้าระวังความปลอดภัยก็เท่านั้น
ดวงตาคมเข้มละจากเอกสารมองตรงไปยังโน๊ตบุ๊คตรงหน้า ภาพสกีนเซเวอร์ปรากฏเป็นภาพครอบครัวของเขาตั้งแต่เด็กจนโตเป็นหนุ่มและจนถึงก่อนที่เขาจะเดินทางไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ ภาพความสุขของสามคนพ่อแม่ลูก สิ่งที่สามารถรักษาไว้ได้มีเพียงภาพบันทึกความทรงจำเหล่านี้เท่านั้น เพราะนับตั้งแต่ 5 ปีที่แล้วที่มารดาของเขาเสียชีวิตเพราะอุบัติเหตุทางรถยนต์ ครอบครัวก็ไม่เคยได้พร้อมหน้าอีกเลย
พ่อ..คนสำคัญเพียงคนเดียวที่ต้องดูแลอย่างดี แม้ว่าท่านจะออกเที่ยวบ้างตามประสาผู้ชายเขาก็ไม่เห็นว่าจะเป็นเรื่องแปลกอะไร แต่ระยะ 3 ปีที่ผ่านมานี้ สถานที่ที่ท่านจะไปในค่ำคืนกลับกลายเป็น “ลินลดาคาเฟ่” สถานที่นั้นเพียงแห่งเดียว และเรื่องราวความพึงพอใจที่ท่านมีต่อ “ลินลดา” แม่เล้าคนสวยจึงไม่กลายเป็นความลับสำหรับเขาอีกต่อไป ทว่าความพึงพอใจกับความสุขเพียงชั่วคราวของบิดาดูจะไม่ใช่ประเด็นหากท่านจะไม่คิดที่จะ..แต่งงานใหม่
..ปิ๊ก..
ดินสอในมือหักเป็นสองท่อนตามแรงอารมณ์ของคนถือ ทำเอานุติรู้สึกเสียวสันหลังวาบ ดวงตาภายใต้กรอบแว่นบางเหลือบมองนาฬิกาติดฝาผนังไม่กล้าแม้แต่จะขยับมองนาฬิกาบนข้อมือตัวเอง
“4 ทุ่มครึ่ง” ท้องที่ร้องประท้วงเพราะเลยเวลาอาหารมานานทำให้ดวงตานั้นต้องหลุบต่ำอย่างสำรวมกิริยา ทว่าก็ยังไม่พ้นสายตาเข้มๆ ที่มองมาอยู่ดี
“เฮ้อ! ขอโทษทีนุ ลืมเวลาไปเลย หิวล่ะซิ”
“โธ่! คุณคินไม่น่าถามเลยนะครับ ไส้จะขาดอยู่แล้ว”
“อืม..จะขาดก็แปลว่ายังไม่ขาดน่ะซิ งั้นหิ้วท้องไปอีกสักครึ่งชั่วโมงละกัน วันนี้ฉันอยากจะไปกินไก่ในเล้าเสียหน่อย” คิ้วเข้มเลิกสูงดูเชิงแต่เมื่อเห็นเลขาหนุ่มยังคงยืนเฉย ริมฝีปากรั้นๆ นั้นจึงคลี่ยิ้มออกมาอย่างอารมณ์ดี
“หรือว่านายไม่อยากไปก็ตามใจ ชวนไปกินไก่ไม่ไป อยากจะกลับไปกินอาหารญี่ปุ่นที่บ้านก็ตามใจ”
ภคินลุกขึ้นยืนเต็มความสูงก่อนจะก้าวเดินออกไปโดยไม่สนใจที่จะปิดอุปกรณ์ใดๆ ที่เปิดค้างอยู่ ราวกับว่ามันไม่ใช่หน้าที่ของเขาที่จะทำ
“คุณคิน! คุณคิน! รอเดี๋ยวซิครับ รอผมปิดคอมก่อน โธ่!”
นุติถลาเข้ามาปิดโน๊ตบุ๊คของบอร์ดบริหารสูงสุดอย่างรวดเร็ว สายตามองลอดแว่นแยกแยะเอกสารที่จะสามารถเก็บเป็นหมวดหมู่ได้เร็วที่สุด เสียงเจ้านายที่เร่งเร้าอยู่ด้านนอกทำให้ยิ่งละล้าละลัง
“เฮ้ย! นุ เร็วๆ เข้า ทำอะไรชักช้า ฉันจะรีบ”
“คุณคินนะคุณคิน ไม่รู้จะแกล้งกันไปถึงไหน เฮ้อ!” ปากบ่นพึมพำแต่สายตาและมือทั้งสองข้างทำงานประสานกันเต็มที่
เสียงเพลงปลุกเร้าอารมณ์ที่ดังลอดออกมาจนถึงบานประตูใหญ่ดั่งใครกำลังครวญครางกับกิจกรรมหฤหรรษ์ในยามค่ำคืน ส่งผลชายหนุ่มมากหน้าหลายตาต้องชะงักหยุดเดินก่อนที่จะพาตัวเองเข้าไปด้านใน ชายร่างใหญ่สองนายยืนคุมอยู่บริเวณประตูทำหน้าที่ตรวจบัตรประจำตัวเพื่อไม่ให้เดือดร้อนหากมีการจับกุมของเจ้าหน้าที่
“นายอายุถึง 18 หรือเปล่า”
แววตาใสซื่อหันมาถาม นุติถึงกับสะอึกรับมุขดอกนี้ของเจ้านายไม่ทันมือเกาศีรษะตัวเองไปมาเพราะไม่ทันที่จะตอบและก็ไม่ทันที่จะรั้งเจ้านายไว้ได้ทัน เมื่อคนที่ทำให้งงนั้นเปิดประตูรถและเดินจ้ำอ้าวเข้าไปในทิศทางของเสียงเพลง โดยไม่รอเขาสักนิด แถมฝ่ามือนั้นยังเหวี่ยงมาข้างหลังทำท่าจะกดรีโมตล็อครถ นุติรีบถลาลงจากรถตาหูเหลือกก่อนจะรีบถลันตามเจ้านายที่ถึงจะหล่อจนสาวละลายแต่ก็เอาแต่ใจ “ฉิบ” อย่างฉุดไม่อยู่
“จับมือฉันไว้ถ้ากลัวหลง”
นุติถลึงตามองภคินที่ยังเล่นไม่เลิกอย่างงอนๆ ยามอยู่ในบริษัท เขาเห็นภคินเป็นเจ้านายที่ดีพร้อม ทั้งเก่งทั้งฉลาดรอบรู้เรื่องราวได้สารพัด แต่ในยามหน้าที่หมดไป ภคินก็คือเพื่อนที่ยังติดต่อกันอยู่จนถึงปัจจุบัน น้อยคนนักที่จะรู้ว่าเขากับภคินนั้นเคยเรียนโรงเรียนเดียวกันตั้งแต่อนุบาลจนถึงมัธยม และไม่คิดว่าวงโคจรของโลกจะทำให้พวกเขาได้เจอกันแต่มาอยู่ในสถานะของเจ้านายและลูกน้อง
นับตั้งแต่บิดาของเขาประสบปัญหาในธุรกิจจนต้องกลายเป็นบุคคลล้มละลายจนเลือกที่จะตัดช่องน้อยแต่พอตัวจากไปอย่างไม่มีวันกลับก็ทำให้เขาต้องเรียนไปด้วยทำงานไปด้วย โชคดีที่ท่านภควัฒน์ยื่นมือให้ความช่วยเหลือให้ทุนเรียนต่อ โดยแลกกับการที่เขาจะต้องมาคอยเป็นผู้ช่วยจัดเตรียมเอกสารสำหรับงานประจำวันซึ่งเขารู้ดีว่ามันเป็นทางช่วยเหลือที่ไม่คิดเลยว่าจะมีใครยื่นมือเข้าช่วยและให้โอกาสได้มากขนาดนี้ การจัดเตรียมเอกสารสำหรับท่านภควัฒน์ก็ไม่ต่างอะไรกับการฝึกงานเป็นผู้บริหารในอนาคต
ตลอดเวลา 5 ปีที่ทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยจนจบปริญญาโท เส้นทางธุรกิจที่ได้เรียนรู้มันทำให้เขาสามารถปลีกตัวไปสร้างบริษัทเป็นของตัวเองได้เลยหากวันหนึ่งที่เขาจะมีเงินทุนเพียงพอ และในช่วง 3 ปีที่ผ่านมานี้ที่ท่านภควัฒน์วางมือและมอบอำนาจสิทธิ์ขาดในการบริหารให้แก่บุตรชายเพียงคนเดียว เส้นทางของเขาและภคินจึงเดินทางมาบรรจบกันอีกครั้ง เพื่อนที่เป็นนายใครจะว่าอย่างไรเขาไม่รู้ แต่สำหรับเขาแล้ว ภคิน..เป็นมากกว่านั้นเพราะเขาเป็นคนที่จะต้องตอบแทนและดูแลให้ดีที่สุด เพราะถ้าไม่ได้ภคินก็คงไม่มีวันที่ท่านภควัฒน์จะรู้จักนายนุติ
“นายมองฉันเหมือนอยากจะกินฉันเข้าไปทั้งตัวแน่ะว่ะ เจ้านุ”
คำพูดสัพยอกพร้อมแววตาหวานเชื่อมที่มองมาทำให้นุติผวาเฮือกกระโจนไปอีกทางอย่างไม่ไว้วางใจเจ้าของดวงตาคมเข้มที่เปลี่ยนเป็นหวานหยาดเยิ้มเพียงแค่เข้ามาถึงข้างใน
“คุณคิน ยะ..อย่าบอกนะว่า คุณคินเพิ่งมาค้นพบตัวเองตอนนี้”
“ไอ้บ้า! นุ นายนี่มันทำงานมากเสียจนเบลอแล้วมั้ง นี่นายเป็นฉันเป็นเก้งตั้งแต่เมื่อไรว่ะ”
“ก็ตั้งแต่คุณคินมองผมอย่างกับอยากจะกินเมื่อกี้น่ะครับ”
“นายนี่มัน..”
เสียงทุ้มเข่นเขี้ยวต้องหยุดลงเพราะเจ้าของสถานที่กำลังก้าวมาเยือน เรือนร่างอวบอิ่มที่เห็นทำให้ดวงตาคมถึงกับกระตุกวาบ “เธอสวยจริงๆ” นั่นคือสิ่งที่คิดขึ้นมาได้ ผู้หญิงตรงหน้าไม่มีส่วนไหนที่บ่งบอกเลยว่าไม่สวยและไม่น่าเชื่อว่าเธอจะอายุมากกว่าเขา “ลินลดา..แม่เล้าสาวสวยแห่ง ลินลดาคาเฟ่ สมคำเล่าลือจริงๆ มิน่า..”
“สวัสดีค่ะ เพิ่งเคยมาครั้งแรกใช่ไหมคะ ดาไม่เคยเห็นพวกคุณเลย” ใบหน้างามแย้มยิ้มส่งมาซึ่งนุตินั้นเหมือนจะละเมอยิ้มค้างไม่หุบเมื่อเห็นสิ่งสวยงามตรงหน้า
“ลินลดาค่ะ ยินดีที่ได้รู้จักคุณ..เอ่อ..”
น้ำเสียงขาดห้วงใส่จริตอย่างต้องการให้เขาบอกชื่อ ใบหน้าสวยหวานรับกับดวงตาคมที่ดูแพรวพราวไปด้วยจริตจะกร้านอย่างผู้หญิงกลางคืนจะพึงมียังคงแย้มยิ้ม
“เธอดูแตกต่าง แตกต่างไปจากผู้หญิงอย่างว่าที่เคยเห็น”
ภคินมองใบหน้าสวยหวานนั้นอย่างอึ้งๆ กิริยาที่อ่อนหวานพร้อมจริตที่เธอปรุงแต่งขึ้นมานั้น เมื่อรวมๆ กันแล้วมันไม่ได้ดูน่าเกลียดทว่ามันกลับดูน่ามองน่าสัมผัส สมแล้วที่ “ลินลดาคาเฟ่” จะสามารถยืนหยัดมาได้กว่า 5 ปี แม้จะถูกกวาดล้างและต้องจ่ายค่าปรับบ่อยครั้งแต่ก็ดูเหมือนเจ้าหน้าที่จะทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้กับเธอมากกว่า ดังนั้นแล้วข่าวที่ได้รับมาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเธอและท่านผู้กำกับบัญชาก็ดูท่าว่าจะจริง
“ผมคินครับและนี่นุเพื่อนผม” เสียงทุ้มเอ่ยบอกในขณะที่ดวงตาคมเข้มยังไม่ได้ละไปจากใบหน้าสวยนั้นสักวินาทีเดียว
“เดี๋ยวเด็กจะเข้ามารับรายการอาหารและถ้าต้องการอะไรเพิ่มเติมแจ้งกับเด็กๆ ได้เลยนะคะ ดาต้องขอตัวก่อน แต่ถ้ามีอะไรให้รับใช้ก็ให้เด็กๆ ไปตามได้ค่ะ”
รอยยิ้มหวานส่งมาให้ไม่มีวี่แววเคอะเขินสักนิดทั้งที่เขาพยายามหว่านเสน่ห์อย่างสุดฤทธิ์ รอยยิ้มบาดใจที่สาวเล็กสาวใหญ่ถวิลหาแต่กับเธอคนนี้เหมือนจะเป็นเพียงสิ่งเคยชินของเธอเท่านั้น อย่างนั้นแล้วก็คงหมายถึงว่า การที่เธอเดินเข้ามาทักทายนั้นก็เป็นเพียงหน้าที่ของเธอที่ต้องทำอย่างนั้นซิ