“ปล่อยมิ้นท์ค่ะ” เสียงหวานออกสั่นนิดๆ เอ่ยราวต้องการออกคำสั่งให้อีกฝ่ายทำตาม แต่ทว่าน้ำเสียงนั้นกลับคล้ายอ้อนวอนร้องขอเสียมากกว่า คนฟังกระตุกยิ้มอย่างเป็นต่อกับท่าทีราวกลัวเขาเสียหนักหนานั้น
“ช่วยบอกเหตุผลดีๆ สักข้อสิมิ้นท์... ว่าทำไมฉันถึงต้องปล่อยเธอ” เสียงทุ้มกร้าวกังวานขึ้นราวต้องการข่มขวัญให้อีกฝ่ายหวาดหวั่น
“นายน้อย!” เสียงหวานที่เอ่ยขานนามนั้นออกสั่นน้อยๆ ยามอุทานด้วยความตื่นตระหนก หญิงสาวไม่รู้จะจัดการกับสถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่นี้อย่างไร ในเมื่อใจหนึ่งเฝ้าถวิลหา แต่ใจหนึ่งกลับสั่งให้ถอยห่างเขา
“เธออยากให้ฉันปล่อยเธอจริงๆหรือมิ้นท์” เจ้าของเสียงนั้นเชยคางมนให้เธอจำต้องแหงนเงยใบหน้าขึ้นสบตาเขาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขาทั้งสองข้างแทบสิ้นเรี่ยวแรงหยัดยืนเมื่อความหวามไหวก่อเกิดขึ้นยามประสานสบกับดวงตาหวานหยดที่จับจ้องมองมา
“มิ้นท์... ” หญิงสาวพยายามสรรหาคำตอบที่ดีที่สุดแต่จนแล้วจนรอดเสียงหวานก็หลุดเอ่ยได้แค่นามของตัวเองเท่านั้นเมื่ออีกฝ่ายยิงคำถามกระชั้นชิดหนักเข้าราวต้องการไล่ต้อนให้เธออับจนหนทางหลบหนี
“บอกฉันสิมิ้นท์... ว่าเธอพูดออกมาจากใจเธอจริงๆ ” เจ้าของเสียงทุ้มกระซิบสั่งอีกครั้งแต่ครั้งนี้เขาโน้มใบหน้าคมต่ำลงจนริมฝีปากแทบชิดติดกัน หญิงสาวพยายามทัดทาน แต่ทว่าก็ได้เพียงแค่ขานนามเท่านั้น
“นายน้อย...อื้อ! ” เสียงหวานถูกกลืนหายไปเมื่อริมฝีปากอวบอิ่มถูกครอบครองอย่างเอาแต่ใจจากเจ้านายหนุ่ม ภาคินใช้ฝ่ามือแข็งแรงบีบบังคับศีรษะทุยได้รูปให้แหงนเงยรับจุมพิตลงทัณฑ์จากเขา ริมฝีปากหยักเคล้าคลึงซึมซับความหอมหวานให้สมกับที่โหยหามานานปี
มินตราพยายามผลักไสร่างหนาให้ออกห่างแต่ทว่ายิ่งดิ้นกลับยิ่งเปิดทางให้เจ้านายหนุ่มประชิดตัวได้ง่ายขึ้น กำปั้นเล็กๆ ที่กระหน่ำทุบแผงอกกว้างค่อยๆคลายลงเมื่อถูกรุกเร้าหนักขึ้น
หญิงสาวเผลอครางผะแผ่วสองแขนโอบรัดต้นคอเจ้านายหนุ่มแน่นเมื่อฝ่ามือหนาลูบไล้แผ่นหลังบางเบาก่อนที่จะหยุดลงตรงเอวคอดแล้วดึงรั้งโอบร่างบางให้แนบชิด
เสียงครางเบาๆ ในลำคอของชายหนุ่มแสดงความพึงพอใจเมื่อแรงต่อต้านของคนในอ้อมกอดหมดสิ้น สองร่างกอดรัดกันแนบแน่นราวกลัวว่าอีกฝ่ายจะหลุดลอยไป
“นายน้อย... ” หญิงสาวพยายามเค้นเสียงเรียกอย่างยากเย็นเมื่อริมฝีปากอิ่มเป็นอิสระ
“หืม... ” ภาคินหยุดชะงักเพียงเสี้ยววินาทีเมื่อได้ยินเสียงเรียกที่ออกอาการแหบพร่าของคนในอ้อมกอด
จมูกโด่งจรดลงตรงซอกคอตามติดด้วยริมฝีปากร้อนๆ ร่างบางในอ้อมกอดเกิดอาการสั่นสะท้านขึ้นมาทันที ภาคินเดินหน้าต่ออย่างรวดเร็วเมื่ออารมณ์หนุ่มกระเจิดกระเจิง แขนแข็งแรงโอบกระหวัดช้อนร่างน้อยลอยละลิ่ว สองเท้าก้าวยาวตรงไปยังโซฟามุมห้อง
ชายหนุ่มทิ้งร่างนุ่มนิ่มบนโซฟาด้วยแรงอารมณ์ปรารถนาแต่แฝงด้วยความอ่อนโยน แต่กระนั้นไม่วายสร้างความตระหนกตกใจให้หญิงสาวที่บัดนี้ดวงตากลมโตเบิกกว้างราวกระต่ายน้อยกำลังตื่นตกใจ หญิงสาวขยับจะลุกขึ้นหลีกหนีแต่ไม่ไวเท่าร่างหนาที่ทาบทับตามลงมา
“นายน้อย!” หญิงสาวรีบท้วงเสียงสั่นเมื่อทั้งปากและจมูกของเจ้านายหนุ่มทำท่าจะฝากฝังรอยเสน่หาลงตรงเนินอกอิ่ม ฝ่ามือน้อยๆ ผลักดันใบหน้าคมเข้มไว้ได้ทันท่วงที
ภาคินชะงักงันเมื่อถูกฝ่ามือบางขวางกั้น ชายหนุ่มเงยใบหน้าหล่อเหลาขึ้น ดวงตาคู่คมจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตคู่นั้น คิ้วเข้มยกสูงขึ้นแทนคำถามอย่างสงสัย เมื่อเห็นแววตาสั่นระริกอย่างหวาดวิตกของคนในอ้อมกอด ชายหนุ่มได้แต่ถอนหายใจเก็บกลั้นอารมณ์ปรารถนาที่คุกรุ่นไว้ ทั้งที่แทบระเบิดอยู่รอมร่อ
เจ้านายหนุ่มตัดใจดันตัวออกห่างอย่างขัดใจ ร่างหนาขยับถอยมานั่งอีกด้านหนึ่งของโซฟาหลังจากฉุดดึงร่างน้อยให้ลุกนั่งเรียบร้อย สายตาคมยังคงจับจ้องดวงหน้ากลมมนไม่วางตา ไม่ว่าจะกี่เดือนกี่ปีที่จากลาดวงหน้าจิ้มลิ้มนี้ก็ยังคงตามติดตรึงใจไม่เสื่อมคลาย
มินตราก้มหน้างุดหลบสายตาคมกล้าที่จ้องมองมา หญิงสาวทั้งขัดเขินและอับอายกับสัมผัสร้อนแรงที่เพิ่งยุติลงไม่ถึงนาทีที่ผ่านมา แม้จะเคยใกล้ชิดแต่ไม่เคยมีครั้งไหนที่จะแนบแน่นเท่าครั้งนี้มาก่อน หญิงสาวรู้สึกร้อนผ่าวไปทั้งใบหน้าและลำคอ แผ่นหลังเกิดอาการเย็นวูบวาบ จุมพิตร้อนแรงราวต้องการลงทัณฑ์ให้เธอตระหนักมันช่างต่างกันกับจุมพิตวาบหวามเมื่อคราแรกสิ้นเชิง
สัมผัสแรกที่เคยแนบชิดมันเต็มไปด้วยความโหยหาอิ่มอุ่นความอิ่มเอมหวานซึ้งลึกๆ ในใจ แต่ทว่าสัมผัสครานี้กลับสร้างความตระหนกหวั่นไหว หัวใจดวงน้อยไหวระริกราวกระต่ายน้อยกำลังตกอยู่ในอุ้งบาทราชสีห์ อาการจู่โจมรวดเร็วร้อนแรงอย่างไม่ทันตั้งตัวสร้างความกังวลกึ่งกลัวกึ่งวาบหวาม ยิ่งถูกรุกเร้าหนักเข้าหัวใจสาวแทบกระเจิง หากเธอไม่มีสติพอที่จะยับยั้งมินตราไม่อยากคิดว่าจะเกิดสิ่งใดขึ้นนับจากวินาทีนั้น
“จะไปไหน นั่งลง!” เสียงเข้มกังวานขึ้นเมื่อร่างน้อยขยับลุกขึ้นเตรียมหลีกหนี
ร่างบางสะดุ้งชะงักงันเมื่อถูกออกคำสั่งดุดัน มินตราค่อยๆหย่อนกายลงบนโซฟาตามคำสั่งอย่างว่าง่าย แต่ทว่าขยับห่างออกไปยังโซฟาอีกตัวด้านตรงข้าม ใบหน้างามก้มหลบสายตาคมกล้าที่จ้องมาไม่วางตา สมองอันน้อยนิดเวลานี้พยายามคิดหาวิธีหลีกหนีจากเจ้านายหนุ่ม
“นี่! จะรังเกียจอะไรฉันขนาดนั้นมายมิ้นท์ ขยับมานี่! มานั่งตรงนี้!” ภาคินตบฝ่ามือลงบนโซฟาตรงที่ว่างข้างกายประกอบคำสั่งเมื่อเห็นอาการหวาดผวาของอีกฝ่าย
“มิ้นท์เปล่ารังเกียจนายน้อย แต่ว่า... ” มินตราพยายามอธิบายหน้าตาตื่น
“ไม่มีแต่... หรือจะให้ฉันไปนั่งตรงนั้นแทน”
“มะ...ไม่ต้องค่ะ มิ้นท์ไปนั่งตรงนั้นเองค่ะ” มินตรารีบทำตามอย่างง่ายดายเมื่อเห็นว่าเจ้านายหนุ่มจะทำตามอย่างที่พูดจริง
จะให้เขามานั่งโซฟาตัวเดียวกันนั่นได้ยังไง แค่นั่งคนเดียวก็แทบไม่เหลือพื้นที่แล้ว หากเจ้านายหนุ่มไปนั่งด้วยอีกคน มินตราไม่อยากนึกภาพว่ามันจะแนบชิดแค่ไหน คิดแค่นี้หญิงสาวก็ขนลุกชันไปทั้งร่าง ลำคอแห้งผากกลืนน้ำลายลงคออย่างยากเย็น
“ขยับเข้ามาใกล้ๆซิ” ภาคินออกคำสั่งอีกรอบเมื่อเห็นร่างบางนั่งห่างออกไปเกือบช่วงแขน
สายตาคมจ้องมองอย่างคนเจ้าเล่ห์ ไม่ว่าจะผ่านมากี่ปี มินตรา... มายมิ้นท์ของเขาก็ยังว่านอนสอนง่ายไม่เปลี่ยนแปลง ดูเหมือนหญิงสาวจะขาดความสามารถในการควบคุมตัวเองเวลาอยู่ใกล้เขา ไม่ว่าเขาจะพูดอะไร ทำอะไร หญิงสาวก็มักจะออกอาการหวาดผวาอยู่ตลอดเวลา ยิ่งทำให้เขาอยากแกล้งให้เธอตื่นตระหนกเล่น
แต่ทว่า... ความจริงแล้วเขาแค่อยากอยู่ใกล้ๆ ได้เห็นใบหน้าจิ้มลิ้ม ดวงตากลมโตที่ฉายแววขี้ตกใจคู่นั้น อาการงกๆเงิ่นๆ ทำอะไรไม่ค่อยถูกเวลาถูกเขาควบคุมออกคำสั่ง แม้กระทั่งรอยยิ้มสดใสที่แสดงอาการดีใจเวลาที่ได้ของถูกใจ เขาชอบความไร้เดียงสาของหญิงสาวที่แสดงออกมาอย่างเปิดเผยไม่เสแสร้ง
ดูเอาเถอะ! นี่ก็ทำท่ากลัวเขาเสียจนตัวสั่น เขาจะทำอย่างไรกับมายมิ้นท์ของเขาดีนะ
“มินตรา” ภาคินเรียกเสียงดุเข้มเมื่อเห็นอีกฝ่ายยังไม่ขยับ
“นายน้อย... มิ้นท์” มินตราเงยหน้ามองอย่างตกใจเมื่อสิ้นเสียงเรียกก็พบว่าร่างหนาขยับมานั่งใกล้ชิดติดเธอเสียแล้ว หญิงสาวมองไม่เห็นหนทางหลีกหนี ลมหายใจอุ่นๆ ที่รินรดตรงขมับสร้างความรู้สึกประหลาดล้ำให้ หญิงสาวมากมาย มินตราหลุบสายตาหลบต่ำลงเก็บซ่อนความรู้สึกวาบหวามที่เริ่มก่อตัวขึ้นอีกครั้ง
“ตกลงจะเล่นไล่จับกันอีกนานไหม มายมิ้นท์” เจ้าของเสียงทุ้มตวัดสายตาหลุบต่ำลงไปจับจ้องนิ่งนานที่เนินอกอิ่มด้วยสายตาพร่างพราวเต็มไปด้วยไฟเสน่หา
“ฉันจะทำยังไงกับเธอดีนะมินตรา... มายมิ้นท์... กระต่ายน้อยของฉัน ช่วยบอกหน่อยสิว่าฉันต้องทำยังไง” ภาคินเอ่ยถามราวรำพันอยู่กับตัวเอง
ปลายนิ้วแข็งแรงเชยคางมนให้หญิงสาวแหงนเงยใบหน้าจิ้มลิ้มขึ้นสบตาเขา ชายหนุ่มจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่งามอย่างค้นคว้า ในดวงตากลมโตคู่นั้นภาคินค้นพบแวววาบหวามวูบไหว ใบหน้าคมค่อยๆโน้มเข้าหาก่อนหยุดลงเมื่อปลายจมูกแทบจรดกัน
“นายน้อย... คือ... ” มินตราพยายามหาเหตุผล แต่ทว่าภาคินกลับยิ่งรุกเร้าถามต่อไม่ยอมให้หญิงสาวได้มีโอกาสหยุดคิด
“เธออยากให้ฉันปล่อยเธอไปจริงๆหรือมิ้นท์”
“มิ้นท์” หญิงสาวพยายามต้านทานอารมณ์หวามไหวที่ก่อตัวขึ้นอีกหน ยามนี้เธอรู้สึกราวมีกองไฟร้อนระอุกำลังปะทุอยู่ในอก แต่ทว่ามันกลับให้ความรู้สึกซาบซ่านวาบหวามมากกว่าที่จะทุกข์ทรมาน
“ช่วยตอบฉันหน่อยสิ เธอสวมสร้อยเส้นนี้ไว้ทำไม ในเมื่อเธออยากให้ฉันไปจากเธอจริงๆ ” ภาคินถามหลังจากที่เลื่อนสายตาคมลงมาตามปลายนิ้วเรียวที่ลากไล้แผ่วเบาจากปลายคางมนระเรื่อยลงมาตามลำคอระหงก่อนหยุดลงตรงสร้อยคอจี้รูปหัวใจที่อยู่เหนือเนินอกอิ่ม
“นายน้อย” มินตราเอ่ยเรียกเสียงพร่า ริมฝีปากสั่นระริก พยายามสะกดกลั้นความรู้สึกปั่นป่วนกับการกระทำของเจ้านายหนุ่ม
“สร้อยบนคอนี้มันเป็นคำตอบที่เธอบอกฉันไม่ใช่หรือมิ้นท์ ว่าเธอเองก็รักฉัน...เหมือนที่ฉันรักเธอ” ภาคินเอ่ยถามพร้อมตวัดสายตาขึ้นมามองสบดวงตากลมโตที่ยามนี้หยาดเยิ้มไปด้วยอารมณ์วาบหวาม
“นายน้อย... ”
“ในเมื่อเธอสวมสร้อยเส้นนี้ไว้ สร้อยที่เป็นสัญญาใจจากฉันว่าฉันจะกลับมาและเพื่อยืนยันคำตอบจากเธอ ...ว่าเธอคิดยังไงกับฉัน สร้อยที่อยู่บนคอเธอเวลานี้มันคือคำตอบจากใจเธอไม่ใช่หรือมิ้นท์ แล้วทำไม... ทำไมจึงอยากผลักไสให้ฉันไปจากเธอล่ะมิ้นท์”
ภาคินเอ่ยถามทั้งที่ริมฝีปากหยักได้รูปยังคลอเคลียวนเวียนเฉียดไปมาบริเวณริมฝีปากอวบอิ่ม ความปั่นป่วนในกายสาวยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น หัวใจดวงน้อยเต้นระรัว มินตรารู้สึกวูบไหว สมองมึนงงไม่สั่งการ เปลือกตาคู่สวยหลุบต่ำลงก่อนค่อยๆปิดลงเมื่อเจ้าของรู้สึกหนักอึ้ง
“นายน้อย... ” เสียงที่เล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากอวบอิ่มแผ่วเบาเต็มที หญิงสาวพยายามฝืนความรู้สึกที่ถาโถมเข้ามาไม่หยุดยั้ง มือน้อยพยายามยื้อยุดฝ่ามือแข็งแรงที่วนเวียนลูบไล้ตรงบริเวณลำคอ แต่ทว่าดูจะไม่เป็นผล... เพราะเพียงฝ่ามือหนาเลื่อนหลุดไปริมฝีปากร้อนๆ ก็ทาบทับเข้าแทนที่
“พี่คินคะ สุมาหิวแล้วไปกันหรือยังคะ”
เสียงกังวานใสของหญิงสาวผู้ก้าวเข้ามาในห้องดังขึ้นก่อนที่ไฟปรารถนาจะเผาไหม้หนุ่มสาวทั้งสอง เจ้านายหนุ่มและลูกน้องสาวผละออกจากกันแทบทันที สองหนุ่มสาวอุทานขึ้นพร้อมกันราวกับนัดหมาย
“คุณสุมา! / สุมา!”
“เอ่อ... สุมาเข้ามาผิดเวลาหรือเปล่าคะ” กุสุมาเอ่ยถามเมื่อรู้สึกถึงความผิดปกติของคนทั้งคู่
ฝ่ายหญิงนั่งหน้าซีดสีหน้าตกใจราวกับเห็นเธอเป็นตัวประหลาด ส่วนคู่หมั้นหนุ่มของเธอแม้ว่าจะยังคงสีหน้าปกติ แต่อาการยืนนิ่งเอามือล้วงกระเป๋าสีหน้าเคร่งเครียดก็ไม่ใช่พฤติกรรมที่ชายหนุ่มชอบแสดงออก แต่ก็อีกนั่นแหละกุสุมามักจะเห็นเขาทำท่าทางแบบนี้เสมอยามอยู่ต่อหน้าเลขาฯคนสวย
“ไม่นี่คะ นี่ก็ได้เวลาพอดี สุมาหิวแล้วใช่ไหมคะ พี่คินว่าจะโทรไปตามอยู่พอดี” ชายหนุ่มหันมาฝืนยิ้มเก๋ให้คู่หมั้นสาวพร้อมกับเดินเข้ายืน เคียงข้างใช้ฝ่ามือแข็งแรงโยกศีรษะหญิงสาวผู้เข้ามาใหม่อย่างเอ็นดู
“ค่ะ สุมาท้องร้องมาตั้งแต่ก่อนเที่ยงแล้วล่ะค่ะ นี่ก็เลยเที่ยงแล้วสุมาคิดว่าพี่คินทำงานจนลืมทานข้าวก็เลยเข้ามาตาม ไปทานข้าวด้วยกันไหมคะคุณมิ้นท์” กุสุมาบอกพร้อมทำท่าลูบท้องประกอบก่อนหันไปชวนเลขาฯคนสวยที่นั่งนิ่งไม่ไหวติงใบหน้างามซีดเซียว
“ไม่ล่ะค่ะ มิ้นท์ต้องขอบคุณคุณสุมาค่ะที่ชวน มิ้นท์นัดกับคุณวายุไว้น่ะค่ะ” มินตราพยายามฝืนยิ้มเอ่ยปฏิเสธออกไป พยายามหลบสายตาคมที่จ้องมองมา หญิงสาวพยายามฝืนบังคับไม่ให้น้ำตาไหลรินออกมา
“งั้นสุมาไปก่อนนะคะ ไปเถอะค่ะพี่คิน” กุสุมาบอกลาเมื่อมินตราเอ่ยปฏิเสธ
สองมือยกขึ้นเกาะกอดท่อนแขนแข็งแรงอย่างแสดงความเป็นเจ้าของ กุสุมาชะงักเล็กน้อยเมื่อคล้ายกับมองเห็นแววตาเศร้าหมองของหญิงสาวอีกคน แต่ก็เพียงเท่านั้นหญิงสาวก็ตัดบทชักชวนคู่หมั้นหนุ่มออกไปรับประทานอาหารกลางวัน กุสุมาคิดว่าเธอคงคิดไปเองเรื่องระหว่างมินตรากับภาคิน ในเมื่อมินตราคบหาดูใจอยู่กับวายุแล้วภาคินเองก็มีคนที่รักอยู่แล้วคงเป็นไปไม่ได้ที่ทั้งสองคนจะมีบางสิ่งบางอย่างต่อกัน
“ไปค่ะ” ภาคินยิ้มให้กุสุมาก่อนส่งสายตาเข่นเขี้ยวไปให้อีกคนที่ห่างออกไป ทว่าชายหนุ่มก็ต้องอึ้งไปเมื่อสบเข้ากับสายตาที่มองตอบกลับมาอย่างตัดพ้อ ภาคินอยากดึงร่างบางเข้ามาโอบกอดปลอบโยน แต่สิ่งที่ทำได้คือตัดใจเบือนหน้าหนีแล้วรีบพาคู่หมั้นสาวหลีกหนีออกมา
‘แล้วมิ้นท์ต้องทำยังไงเหรอคะนายน้อย... มิ้นท์ควรตัดใจหรือควรรอ เฝ้ารอ... ทั้งที่รู้ว่าเรื่องระหว่างเรามันเป็นไปไม่ได้ มันไม่เคยเป็นไปได้มาตั้งแต่ต้นแล้ว’
มินตราทรุดตัวนั่งลงบนโซฟาอย่างอ่อนแรง น้ำตาเริ่มคลอเบ้า แต่ก่อนที่ความเศร้าจะครอบครองจิตใจมากไปกว่านี้เสียงทุ้มของอดีตหัวหน้าหนุ่มก็ดังขัดขึ้น
“รอนานไหมครับน้องมิ้นท์”
“คุณวายุ” มินตราเรียกขานชื่อเมื่อเห็นว่าเจ้าของเสียงทุ้มเป็นใคร
“พี่บอกแล้วใช่ไหมครับว่าถ้ามีแค่มิ้นท์กับพี่แค่สองคนให้เรียกพี่วายุห้ามเรียกคุณ”
“ขอโทษค่ะมิ้นท์ลืมไปน่ะค่ะ”
“ว่าแต่มิ้นท์ไม่สบายหรือเปล่าครับทำไมตาแดงๆ ”
“เหรอคะ... สงสัยเป็นเพราะขนตาเข้าตามั้งคะ มิ้นท์เพิ่งเขี่ยออกเมื่อกี้นี้เอง”
“ไม่เป็นไรพี่ก็สบายใจ พี่นึกว่ามิ้นท์ถูกพีเคดุเอาซะอีก งั้นไปเถอะนี่ก็เที่ยงกว่าแล้ว เดี๋ยวพี่พามิ้นท์กลับมาทำงานช้า พีเคดุมิ้นท์แล้วพี่ช่วยอะไรมิ้นท์ไม่ได้ พี่คงเสียเซลล์แย่ แต่ครั้งนี้พี่ว่าคงไม่ถูกดุหรอกมั้งพี่เห็นพีเคกับคุณสุมาเพิ่งออกไปตอนที่พี่มาหามิ้นท์นี่ใช่ไหมครับ”
“คงงั้นมั้งคะ... งั้นเดี๋ยวมิ้นท์หยิบกระเป๋าก่อนนะคะ” มินตราตอบรับเสียงเศร้าแม้จะพยายามทำให้ร่าเริง แต่อาการเหม่อลอยที่แสดงออกชัดเจนทางดวงตากลมโตคู่นั้นก็ไม่อาจเล็ดลอดจากสายตาของวายุไปได้
เขาสังหรณ์ใจบางอย่างในตัวมินตราตั้งแต่ภาคินก้าวเข้ามาที่นี่ แม้ว่าตอนนี้มินตราจะเปิดโอกาสให้เขามากขึ้นแต่ก็ยังไม่เปิดใจยอมรับเขาสักที วายุได้แต่ภาวนาขอให้เรื่องราวระหว่างมินตรากับภาคินไม่เป็นไปตามที่เขาคิด หรือหากเป็นเช่นนั้นเขาเองจะเป็นฝ่ายดึงมินตราให้ออกมาจากความเศร้าโศกนั้น
*****************************************
“พี่คินคะดูนั่นสิคะ คุณมิ้นท์กับคุณวายุนี่คะ เขาเหมาะสมกันจังเลยนะคะ” กุสุมาชี้ชวนให้คู่หมั้นหนุ่มดูหนุ่มสาวที่เดินเคียงคู่กันออกมาจากตัวอาคาร
“ไม่เห็นจะเหมาะกันตรงไหน” ภาคินแค่นเสียงตอบอย่างไม่อาจเก็บซ่อนอารมณ์หึงหวงที่ผุดขึ้นมาได้เมื่อสายตาคมมองตามคำเชิญชวนของคู่หมั้นสาวแล้วพบภาพบาดตาบาดใจ เขาอยากจอดรถแล้วลงไปกระชากทั้งสองให้ห่างจากกัน แม้จะไม่ได้เดินเกาะเกี่ยวแขนแต่อาการคอยระมัดระวังความปลอดภัยให้หญิงสาวของผู้จัดการหนุ่มเชื้อสายจีนนั่นมันขัดตาขัดใจเขาไม่น้อย
“แหม... นี่ถ้าสุมาไม่รู้จักพี่คินดี สุมาจะคิดว่าพี่คินกำลังหึงคุณมิ้นท์กับคุณวายุนะคะเนี่ย” กุสุมาเอ่ยแซวเมื่อได้ยินคำตอบที่เจือด้วยอารมณ์ขุ่นมัวของคู่หมั้นหนุ่ม หญิงสาวหันมายิ้มล้อเลียนเพราะไม่ได้คิดอะไรมากกว่าหยอกล้อ
“ก็พี่เห็นว่าเขาไม่เหมาะสมกัน พี่ก็พูดตามความจริง หรือสุมาอยากให้พี่โกหกคะ” ภาคินเริ่มรู้ตัวว่าพลั้งเผลอแสดงความรู้สึกเบื้องลึกในใจออกไป ก็รีบกลบเกลื่อนทันที
“เจ้าค่ะ สุมารู้ค่ะว่าพี่คินน่ะปากกับใจตรงกันเสมอ คุณชายภาคินผู้หล่อเลิศไม่เคยสนใจว่าใครจะคิดยังไง สุมาสงสัยจังค่ะว่าเมื่อตอนวัยรุ่นเนี่ยพี่คินจีบสาวยังไงคะ สาวๆถึงได้หลงนักหลงหนา ทั้งที่พี่คินของสุมาเป็นคุณชายปากร้ายซะขนาดนี้” กุสุมายิ้มประจบแต่ไม่วายหยอกเย้าเมื่อยังเห็น สีหน้าเกือบบึ้งตึงของคู่หมั้นหนุ่ม
“ถึงพี่จะปากร้ายกับคนอื่น แต่พี่ก็ไม่เคยปากร้ายกับสุมานี่คะ จริงไหม” ภาคินพยายามปรับอารมณ์ให้เย็นลง เขาต้องใจเย็นกว่านี้ เขาจะให้ใครล่วงรู้เรื่องของมินตราไม่ได้หากภารกิจยังไม่เสร็จสิ้น
“เจ้าค่ะ ถ้าพี่คินปากร้ายกะสุมา สุมาก็ไม่รักหรอก เพราะพี่คินคงได้เป็นอสูรร้ายสำหรับสุมาแทนอัศวินขี่ม้าขาวที่คอยช่วยเหลือสุมาตลอด ว่าแต่ใครกันนะที่เป็นคนกุมหัวใจคุณชายปากร้ายคนนี้ได้ สุมาอยากรู้จักจังค่ะ” กุสุมาเอียงคอถามยิ้มอย่างประจบหวังให้ภาคินเปิดเผยความลับที่เก็บซ่อนไว้
“ไม่แน่นะบางทีสุมาอาจรู้จักเขาก็ได้” ภาคินเอื้อมมือหนามาขยี้ศีรษะสวยของคนข้างกาย ยิ้มพรายอย่างเจ้าเล่ห์
“สุมาสงสารคุณวายุจังค่ะ พี่คินไปแยกเลขาฯ คุณวายุมาแบบนี้ เขาคงเสียใจแย่นะคะที่ต้องทำงานคนละที่กับหวานใจ”
“ก็คงไม่ถึงตายหรอกมั้งคะ” ภาคินสบถอย่างหัวเสียอีกครั้งเมื่อจู่ๆกุสุมาก็เปลี่ยนหัวข้อสนทนามาที่ตัวต้นเหตุของอารมณ์ขุ่นมัวอีกครั้ง
“พี่คินน่ะสุมาไม่พูดด้วยแล้ว ยิ่งพูดสุมาก็ยิ่งรู้สึกว่าพี่คินมีอคติกับคุณวายุ” กุสุมานึกขึ้นได้ว่าตัวเองพลาดไปทั้งที่พยายามออกนอกเรื่องให้ภาคินอารมณ์ดี แต่ก็มาวกกลับเข้าเรื่องให้ภาคินหัวเสียอีกจนได้ หญิงสาวจึงแกล้งกระเง้ากระงอดให้คู่หมั้นหนุ่มเบี่ยงเบนความสนใจ
“ไม่งอนนะคะเด็กดี ถึงร้านแล้วพี่คินว่าเราไปหาอะไรทานกันเถอะ สุมาของพี่น่าจะใกล้เกิดอาการโมโหหิวแล้วล่ะ ไปค่ะ” ภาคินรีบตัดบทก่อนที่จะเผลอเผยความรู้สึกลึกๆในใจออกไป เขาไม่อยากให้กุสุมารับรู้ เพราะเท่ากับว่าทุกอย่างที่ผ่านมาอาจผิดพลาดและยิ่งยืดเยื้อต่อไปไม่มีวันจบสิ้น
ภาพหนุ่มสาวที่เดินเคียงคู่กันออกจากอาคารผ่านหน้ารถไปหยุดยืนอยู่ริมฟุตบาทเพื่อข้ามถนนไปอีกฟากผุดเข้ามาในห้วงคำนึงสร้างความเจ็บปวดร้าวลึกให้หัวใจชายหนุ่ม เขาต่างหากที่ควรยืนเคียงคู่มินตราไม่ใช่ไอ้หนุ่มหน้าตี๋ผู้จัดการฝ่ายการตลาดนั่น เขาจะทำอย่างไรดี ยิ่งนานวันมายมิ้นท์ของเขายิ่งทำท่าจะห่างไกลเขาออกไปทุกที เขาจะยึดเหนี่ยวเธอไว้ได้หรือไม่ด้วยสัญญาใจที่มีให้กัน ในเมื่อวันนี้เขามีภาระพันธะผูกพันที่ไม่รู้วันสิ้นสุดว่าพันธะนี้จะหยุดลงเมื่อใด
‘ขอโทษนะมายมิ้นท์ วันหนึ่งเธอจะเข้าใจในสิ่งที่ฉันทำ อดทนและรอฉันก่อนนะ อย่าเพิ่งด่วนจากไปไหน ที่ฉันบอกว่า... ฉันรักเธอ... ฉันหมายความตามนั้นจริงๆ ’
5 ปีก่อน
คฤหาสน์ตระกูล ‘พิบูลย์โยธิน’
“เธอเป็นใครเข้ามาทำอะไรในห้องฉัน”
‘เพล้ง!’
“ว้าย!! ”
เสียงดุเข้มที่กังวานขึ้นอย่างทรงอำนาจดังมาด้านหลัง ทำให้หญิงสาวตื่นตกใจหลุดออกจากห้วงภวังค์แห่งความฝันด้วยกำลังตะลึงกับความหล่อขั้นเทพของเจ้าของห้องในรูป
อาการสะดุ้งอย่างตระหนกตกใจทำให้เผลอทำสิ่งที่อยู่ในมือล่วงหลุดมือไป เสียงกรอบรูปที่ทำจากแก้วเนื้อดีตกกระทบพื้นเสียงดังบาดลึกเข้าไปในจิตใจ นั่นไม่เท่ากับเสียงตวาดลั่นของเจ้านายหนุ่มที่แสดงความโกรธเกรี้ยว เมื่อเห็นสิ่งที่รักหวงแหนแตกละเอียดไม่เป็นชิ้นดี
“นั่นเธอทำอะไรของเธอฮะ!”
งานเข้าซะแล้วยัยมิ้นท์!!
หญิงสาวหลับตาแน่นเมื่อคิดถึงหายนะที่กำลังมาเยือน มินตรารู้ดีว่าเจ้านายหนุ่มของบ้านไม่ชอบให้ใครเข้ามาวุ่นวายในอาณาเขตส่วนตัวนี้ เว้นแต่แม่บ้านคนสนิทที่ดูแลเขามานาน ความดุร้าย ความเจ้าอารมณ์เป็นที่กล่าวขานกันในหมู่คนรับใช้ในบ้าน แต่เธอก็ไม่คิดว่าการที่ต้องมาทำงานแทนคุณแม่บ้านคนสนิทซึ่งลากลับบ้านต่างจังหวัดด้วยเรื่องด่วนกะทันหันในวันนี้จะทำให้ได้พบเจอเจ้าของห้องตัวจริงเสียงจริง
ถึงแม้ว่ามินตราจะเคยได้ยินกิตติศัพท์เรื่องความหล่อขั้นเทพราวเทพบุตรของทายาทคนเดียวแห่งบ้านพิบูลย์โยธิน แต่หญิงสาวก็ไม่เคยมีโอกาสได้ยลโฉมของทายาทตระกูลดังตัวจริงเสียที คราแรกที่รู้ว่าต้องเข้ามาดูแลทำความสะอาดในอาณาเขตส่วนตัวของคาสโนว่าตัวพ่อด้วยความบังเอิญ เธอไม่ได้คิดกังวลอันใดเพราะคิดเพียงว่าทำตามหน้าที่ แต่เมื่อได้เห็นรูปในกรอบทุกบานทั้งที่ติดอยู่ตามผนังและบนโต๊ะคนเพิ่งเคยเห็นก็ได้แต่ตื่นตะลึงกับใบหน้าหล่อเหลาที่ยากจะหาคำบรรยาย ฉายาหล่อขั้นเทพน่าจะเป็นหล่อเกินเทพซะมากกว่า
คิ้วเข้มดำสนิทบวกกับดวงตาคมเข้มที่เจือแววหวานซึ้งราวหยาดน้ำผึ้ง แม้แต่จมูกโด่งเป็นสันรับกับริมฝีปากหยักเป็นกระจับได้รูปนั้นมันช่างเข้ากันเกินคำบรรยาย ริมฝีปากสีแดงสดราวสตรอว์เบอร์รี่นั้นมันน่าลิ้มลองเป็นไหนๆ มินตราไม่คิดว่าทายาทหนุ่มตระกูลดังจะหล่อกระชากวิญญาณมากขนาดนี้ ถึงไม่อยากเป็นคาสโนว่าก็คงหลีกหนีไม่พ้น เพราะคงไม่มีผู้หญิงคนไหนที่ไม่อยากเข้ามาซบอิงอกผู้ชายหล่อกระชากวิญญาณคนนี้แน่
แต่ทว่าตอนนี้... เวลานี้... ภาพเทพบุตรในฝันมลายหายไปจนหมดสิ้น เมื่อเสียงดุเข้มที่แสดงอารมณ์เกรี้ยวโกรธนั้นกระชากวิญญาณหญิงสาวมากกว่า มินตราไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่า ฉายา ซาตานร้ายจอมโหด สำหรับคนที่นี่อีกฉายาของทายาทตระกูลดัง แค่ได้ยินเสียงก็กระตุกวูบไปถึงไขสันหลังแล้ว นี่ถึงขั้นวิญญาณหลุดออกจากร่างได้ง่ายๆ ทีเดียว
“มิ้นท์... มิ้นท์ขอโทษค่ะ มิ้นท์ไม่ได้ตั้งใจ” มินตราละล่ำละลักกล่าวคำขอโทษเมื่อหันมาเผชิญหน้าด้วยอาการสะดุ้งสุดตัว ร่างบางสั่นระริกใบหน้ากลมมนก้มงุดไม่กล้าเงยขึ้นสบตาเจ้าของวาจาเกรี้ยวกราดนั้น สองมือบางยกขึ้นไหว้ปรกๆ สั่นสะท้านอย่างหวาดกลัว เปลือกตาบางปิดเข้าหากันแน่นราวกำลังเผชิญหน้าซาตานร้าย
“ฉันถามว่าเธอเป็นใคร เข้ามาวุ่นวายอะไรในห้องฉัน เธอไม่รู้รึไงว่าที่นี่มันเขตของฉัน ฉันไม่อนุญาตให้ใครเข้ามาเดินเล่น” เสียงเข้มยังคงกราดเกรี้ยวต่อเนื่องอย่างดุดัน
เขานึกโมโหที่เข้ามาในห้องแล้วพบหญิงสาวแปลกหน้ายืนอยู่ในห้อง ดูจากการแต่งกายแล้วมันบ่งบอกชัดเจนว่าเธอไม่ใช่คนรับใช้ในบ้าน แต่นั่นไม่ได้สร้างความโกรธให้เขาเท่ากับที่หญิงสาวสร้างความเสียหายให้กับของรักของหวงของเขา ผู้หญิงคนนี้บังอาจทำกรอบรูปที่เขารักนักรักหนาแตกกระจายไม่มีโอกาสที่จะกลับมาเป็นเหมือนเดิม
“ไม่ได้ยินที่ฉันถามหรือไงฮะ! ” ชายหนุ่มตวาดกราดเกรี้ยวอีกครั้งอย่างขัดใจเมื่อเห็นร่างบางตรงหน้าเอาแต่ยืนไหว้ปรกๆ อย่างหวาดกลัว ความจริงเขาไม่จำเป็นต้องดุร้ายขนาดนี้ก็ได้ แต่ด้วยความที่เขาไม่อยากเสียการปกครองจึงต้องแกล้งทำตัวเป็นซาตานร้ายเพื่อให้ทุกคนหวาดกลัวไม่กล้าเข้าใกล้ เพราะเขารู้ดีว่ารูปโฉมของเขามันดึงดูดขนาดไหน
เขาไม่อยากให้เกิดกรณี สมภารกินไก่วัด เพราะเพียงแค่รับมือกับคนนอกบ้านเขาก็รำคาญใจจะแย่อยู่แล้ว เขาจะเลือกคบหาหรือเปิดโอกาสให้เฉพาะคนที่เขาพิจารณาแล้วว่าจะไม่สร้างปัญหาให้เขาภายหลังเท่านั้น ส่วนใครที่อยู่นอกสายตาหรือไม่ผ่านการพิจารณาอย่าว่าแต่จะเข้าใกล้เขาเลย แม้แต่ส่งยิ้มให้ระยะร้อยเมตรก็ไม่มีสิทธิ์!
ขนาดเขาทำตัวน่ารังเกียจขนาดนี้ยังมีคนหลงใหลได้ปลื้มเข้ามาวนเวียนมากมาย หากเขาเป็นสุภาพบุรุษเขาไม่อยากคิดเลยว่าชีวิตเขาจะมีเรื่องปวดหัวมากแค่ไหน แล้วยัยนี่! เป็นใครถึงเข้ามาในห้องนอนของเขาได้
บัดซบ!!
เธอคงเป็นพวกลูกหลานของใครคนใดคนหนึ่งที่มางานเลี้ยงวันเกิดของเขาเย็นนี้กระมัง แต่ดูจากการแต่งตัวแล้วมันไม่น่าใช่ เพราะคนรู้จักที่เคารพนับถือคุณย่าของเขาล้วนมีระดับ หากเป็นคนระดับล่างคงไม่มีโอกาสขึ้นมาบนเรือนนี้แน่นอน
“ตกลงเธอหูหนวกเป็นใบ้รึไงฮะ! ฉันถามถึงไม่ตอบ ยืนบื้ออยู่ได้” เสียงดุดันตวาดลั่นอีกครั้งพร้อมๆกับที่มินตรารับรู้ถึงแรงกระชากอย่างแรงที่ต้นแขนทั้งสอง แรงกระชากด้วยอารมณ์โกรธเกรี้ยวจากคนที่พลังเหนือกว่าทำให้ร่างบางที่ไม่ทันตั้งตัวปลิวหวือเข้าปะทะแผงอกกว้างทันที
ใบหน้ากลมมนเงยขึ้นสบตาเจ้าของเสียงดุเข้มอัตโนมัติ ดวงตากลมโตเบิกกว้างอย่างตกใจด้วยอาการหวาดกลัว แต่ทว่าความหวาดกลัวกลับกลายเป็นตื่นตะลึงเมื่อสบเข้าอย่างจังกับดวงตาคมเข้มที่แฝงแววหวานหยดคู่นั้น แม้จะฉายแววโกรธเกรี้ยวแต่ความหวานในดวงตาคู่นั้นก็ไม่ได้ลดน้อยลงสักนิด
การประจันหน้ากันในระยะกระชั้นชิดอย่างไม่คาดฝันเช่นนี้สร้างความตระหนกระคนหวามไหวในใจสาวแรกรุ่น เสียงดุดันเมื่อเสี้ยววินาทีที่ผ่านมาแทบหายไปหมดสิ้นเหลือไว้เพียงความตื่นตะลึงในความหล่อกระชากวิญญาณของคนตรงหน้าที่เธอแอบตั้งฉายาให้เมื่อไม่กี่นาทีที่ผ่านมา
อาการนั้นหาได้รอดพ้นสายตาของเจ้าของฉายาคาสโนว่าตัวพ่อไปได้ ในชีวิตเขามีผู้หญิงเข้ามามากมายแค่เขากระตุกยิ้มก็จะมีผู้หญิงนับร้อยนับพันมาสยบแทบเท้า แต่ไม่เคยเห็นใครแสดงอาการตกตะลึงในความหล่อของเขาเท่าผู้หญิงตรงหน้านี้มาก่อน นี่ขนาดอยู่ในสถานการณ์ที่เขาโกรธเกรี้ยวขนาดนี้ ยัยนี่ยังมีหน้ามาทำตาซึ้งให้เขาอีก
แม้จะเห็นแววหวาดวิตกในดวงตาคู่นั้น แต่ภาคินกลับรู้สึกว่าดวงตากลมโตที่จ้องมองเขาไม่กระพริบอยู่นี่มันหวานซึ้งกระชากใจเขาไม่น้อยทีเดียว อารมณ์โกรธเกรี้ยวหายไปราวสายลมพัดผ่าน ทายาทหนุ่มตระกูลดังได้แต่สงสัยว่าอารมณ์เกรี้ยวกราดของเขาหายไปไหน เขารู้สึกแค่เพียงว่ายามนี้ หญิงสาวที่อิงแอบอกแกร่งเขาอยู่กำลังก่อกวนจิตใจเขาให้เกิดความรู้สึกบางอย่าง
ฉิบ!!
นี่นายกำลังคิดอะไรของนาย ภาคิน ยัยนี่อายุไม่น่าจะเกินสิบห้าปี ด้วยซ้ำ นายมันท่าจะบ้าไปแล้ว ทายาทหนุ่มตระกูลดังสบถในใจ ถึงแม้เขาจะคาสโนว่าตัวพ่อควงผู้หญิงไม่ซ้ำหน้า แต่เขาก็ไม่เคยทำตัวเป็นสมภารกินไก่วัด หรือ คิดกินเด็ก หรอกนะ แต่ทำไมตอนนี้เขาถึงรู้สึกอยากจะ...
“มิ้นท์... ขอโทษค่ะ มิ้นท์ไม่ได้ตั้งใจ” เสียงหวานที่ดังขึ้นอย่างตะกุกตะกัก ช่วยฉุดเขาให้หลุดออกมาจากห้วงความคิด ทายาทหนุ่มตระกูลดังรีบผลักร่างบางออกห่างจากตัว มินตราถึงกับเซแทบล้มเมื่อถูกผลักไสอย่างไม่ทันตั้งตัว หญิงสาวก้มหน้าหลุบตาต่ำความกลัวเข้าครอบครองใจดวงน้อยอีกรอบ
ภาคินต้องลอบกลืนน้ำลายอย่างยากเย็นด้วยรู้สึกแห้งผากในลำคอจากอาการวาบหวามที่เกิดขึ้นอย่างไม่ได้ตั้งใจและไม่ทันตั้งตัวเมื่อไม่กี่นาทีที่ผ่านมา ชายหนุ่มลอบถอนหายใจที่ผลักไสร่างบางออกห่างเสียได้ ไม่เช่นนั้นเขาไม่อยากจะคิดเลยว่าอะไรจะเกิดขึ้น อารมณ์ดิบที่ก่อตัวขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยสร้างความตกใจให้เขาไม่น้อย
ทายาทหนุ่มตระกูลดังยกมือขึ้นกอดอก เมื่อถอยห่างออกไปยืนพิงขอบหน้าต่างที่อยู่ไม่ไกลกันนัก ตวัดสายตาคมเข้มสำรวจร่างบางตรงหน้าอย่างรวดเร็ว ใบหน้ากลมมนดูจิ้มลิ้มพริ้มเพรา คิ้วเรียวได้รูปรับกับดวงตากลมโตที่เขาได้จ้องมองใกล้ชิดเมื่อนาทีที่ผ่านมา ริมฝีปากอวบอิ่มอมชมพูที่เผยอน้อยๆ ยามจ้องเขาอย่างตื่นตะลึงนั่นมันช่างเชิญชวนให้ลิ้มลอง ผมยาวดำขลับที่ปกคลุมเสี้ยวหน้าด้านข้างมันดูขัดตาจนเขาอยากจะปัดมันให้พ้นพวงแก้มเนียนใส เรื่อยลงมาเป็นอกอิ่มที่แม้จะซ่อนตัวอยู่ในเสื้อยืดตัวโคร่ง แต่ก็ยังบ่งบอกถึงทรวดทรง นับว่ายัยนี่สวยใช้ได้ทีเดียวแถมยังมีเสน่ห์ดึงดูดใช่ย่อย…