ตอน คุณธรรมกับความสงสาร
บ้านเรือนไทยหลังกระทัดรัดตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่กลางบึงน้ำกว้างใหญ่กินเนื้อที่กว่าสิบไร่ ริมฝั่งลายรอบไปด้วยต้นมังคุดที่กำลังผลิดอกออกผลดกเต็มต้น เลยออกไปจะมีต้นลองกองปลูกสลับสับหว่างเรื่อยๆ จนเกือบจะเต็มพื้นที่สวน
ซึ่งมีเนื้อที่กว่าร้อยไร่ในจังหวัดซึ่งอยู่เขตปริมลฑลที่ไม่ห่างกรุงเทพฯนัก แทบจะทุกตารางนิ้วล้วนเต็มไปด้วยพืชสวนนานาชนิด ซึ่งผู้เป็นเจ้าของสรรหามาลงไว้เมื่อสิบปีมาแล้ว
อสมา อิศรานุกูล หนุ่มใหญ่วัยสี่สิบต้นๆ กำลังนั่งทอดอารมณ์เรียบเรื่อย เหม่อมองสรรพสิ่งรอบตัวมาตั้งแต่เช้าตรู่โดยไม่คิดจะลุกไปไหน หญิงร่างท้วมวัยห้าสิบสองนามสายหยุดค่อยๆ ยกอาหารเช้ามาจัดวางตรงหน้าเจ้านาย
แล้วรีบเดินออกจากระเบียงบ้านเลาะไปตามสะพานไม้ที่เชื่อมระหว่างตัวบ้านกับสวนเข้าไว้ด้วยกัน นายอ่วมผู้เป็นสามียืนรอรับอยู่ริมบึงด้วยความเป็นกังวลว่าเมียจะตกลงบึงก่อนถึงฝั่งนั่นเอง
สายตาคมจนจะกลายเป็นดุของชายหนุ่มละจากผืนน้ำรอบตัวลงไปมองจานอาหารตรงหน้า กาแฟดำจากกระติกเก็บความร้อนถูกรินลงแก้วช้าๆ ก่อนจะถูกยกขึ้นจิบ หนังสือพิมพ์หลายต่อหลายฉบับทั้งไทยและต่างประเทศถูกเปิดอ่านช้าๆ เมื่ออยากผ่อนคลายสายตาจากวิวทิวทัศน์
ไม่นานขนมปังสองแผ่นก็ถูกเนยป้ายลงอย่างเชื่องช้าละเมียดละไม ก่อนจะส่งเข้าปากสลับกับยกกาแฟขึ้นจิบ และอาหารเช้าในจาน เริ่มถูกกำจัดออกไปอย่างไม่รีบร้อนเช่นกัน
สิบกว่าปีแล้วสำหรับชีวิตอันเงียบสงบ ไม่เร่งไม่รีบของชายหนุ่มที่ส่วนใหญ่มักจะดำเนินอยู่ในสวนแห่งนี้ สวนที่เขาใช้เป็นแหล่งกบดานเพื่อหลีกหนีจากสังคมอันวุ่นวาย น่าเบื่อหน่าย และน่าสะอิดสะเอียนอย่างที่สุด
กระนั้นเขาก็หาได้หันหลังให้กับสังคมไปเสียทีเดียวไม่
หากมีเรื่องจำเป็น หรือธุระสำคัญซึ่งจะต้องสวมหน้ากากไปด้วยเขาก็ต้องลุกขึ้นมาทำอย่างไม่รีรอ เฉกเช่นวันนี้ที่จะต้องบึ่งเฟอร์รารี่ ห้าเก้าเก้า จีทีโอ หนึ่งในรถคู่ใจชายโสดแต่ไม่สดอีกหลายคันที่จอดรอให้หยิบจับมาใช้เข้าเมืองกรุง เพื่อให้ทันประชุมในช่วงบ่าย
แต่ก่อนจะลุกไปเตรียมตัวเขาจำใจต้องให้เวลากับแขกที่ไม่อยากเชิญ ซึ่งยืนเก้ๆ กังๆ อยู่ใต้ต้นมังคุดมาหลายนาทีแล้ว ชายหนุ่มกวักมือให้อ่วมพาแขกเดินข้ามสะพานมาหาอย่างไม่ใคร่จะยินดีนัก ด้วยรู้ว่าธุระของผู้มาเยือนนั้นคืออะไร อสมามองสองสามีภรรยานั่งสงบเสงี่ยมเจียมตัวอย่างระอา เงินห้าล้านไม่รวมดอกเบี้ยของเขากำลังจะสูญหายไป หากไม่ใจแข็งยึดบ้านและสวนเอาไว้ก่อน
“ผมจะเอาที่ไหนทำกินครับคุณท่าน”
นายด้วงโอดครวญด้วยสีหน้าและน้ำเสียงอันน่าสงสาร หากเขาไม่รู้มาก่อนว่าคนพูดหาใช่พวกชอบทำมาหากินไม่เขาคงจะเห็นใจจนยกเลิกการเข้ายึดครองแน่ แต่เงินที่สองคนมาหยิบยืมครั้งนั้นครั้งนี้มากบ้างน้อยบ้างติดต่อกันมาหลายปี
ล้วนแล้วแต่หายไปกับบ่อนหรือไม่ก็ขวดเหล้าจากน้ำมือนายด้วงเท่านั้น นางนิรมลผู้เป็นภรรยาถึงกับสะดุ้ง เมื่อถูกศอกผู้เป็นสามีสะกิดโดยแรงเพื่อให้โอดครวญขอความเห็นใจจากเจ้าหนี้
“จริงค่ะคุณท่าน เมตตาครอบครัวเราด้วยนะคะ ลูกเราก็ยังเรียนอยู่เลยค่ะ ถ้าคุณท่านยึดไปเราก็คงไม่มีที่อยู่”
“ฉันให้โอกาสเราสองคนมาเกือบสิบปีแล้วนะ ตอนนี้คงไม่ได้แล้วล่ะ เอาเป็นว่าโอนทุกอย่างมาใช้หนี้ฉันก่อน จากนั้นฉันจะให้อยู่บ้านและทำกินในที่สวนเหมือนเดิม แต่ต้องทำสัญญาเช่านะ มีเงินเมื่อไหร่ก็มาซื้อคืนแล้วกันฉันให้เวลาห้าปี คงจะเตรียมตัวกันทันนะ หมดธุระแล้วก็กลับบ้านเถอะ ฉันเองก็ต้องไปข้างนอกเหมือนกัน”
อสมาเบื่อเต็มทีหากจะต้องนั่งฟังเรื่องราวซ้ำซากไม่รู้จบ จึงรีบตัดบทและทำท่าจะลุกหนีไป นายด้วงเห็นว่าจะไม่ได้การณ์ จึงงัดไม้ตายที่คิดกับเมียไว้แต่แรกออกมา และแน่นอนว่ามันหยุดเจ้าหนี้ตรงหน้าได้อย่างไม่น่าเชื่อ
“เราสองคนว่าอะไรนะ!”
อสมาไม่เคยคาดฝันว่าจะได้ยินเรื่องนี้กับหูตัวเอง เมื่อทั้งสองยืนยันออกมาอีกครั้ง เป็นการยืนยันว่าเขาไม่ได้หูฝาดแต่อย่างใด เขาจึงได้แต่พยักหน้ารับข้อเสนอไว้พิจารณา ก่อนจะเดินเข้าห้องไปโดยไม่รอให้แขกกลับแต่อย่างใด
รถประจำตำแหน่งสำหรับใช้ขับเข้าออฟฟิศ แล่นออกจากปากซอยด้วยความเร็วเพราะคนขับหัวเสียมาบ้าน และแน่นอนว่าสองสาวกับอีกหนึ่งหนุ่มนักศึกษาก็หัวเสียไม่แพ้กัน เมื่อกลุ่มโคลนในแอ่งน้ำข้างถนนถูกโยกย้ายมาเปรอะเปื้อนเสื้อขาวๆ แทนด้วยล้อรถหรู
“อะไรวะ! แม่งขับไม่เคยดูคนเลย รู้แล้วว่ารวย บ้าเอ้ย!” สิงหาร้องด่าตามหลังอย่างไม่เกรงกลัวเจ้าของรถจะได้ยิน
“นั่นสิ! เกลียดจริงๆ คนแบบนี้”
ปาลิตา พฤกษาชาติ เองก็มีอาการไม่แพ้เพื่อนนัก อีกทั้งแรงเกลียดที่มีต่อเจ้าของรถผู้จากไปก็เพิ่มพูนขึ้นอีกหลายเท่า เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทั้งสามพบกับเหตุการณ์แบบนี้และกับชายคนนี้ แต่ป่วยการจะไปเอะอะโวยวาย เพราะนั่นไม่ใช่นิสัย แถมคนที่จากไปก็ไม่อยู่ในข่ายที่จะทำแบบนั้นได้ด้วยโดยง่าย
“พวกไม่มีสมอง วันๆ เอาแต่มองคนเดินถนนเป็นผักเป็นปลา หนอยถ้าลงมาแม่จะด่าให้เสียหมาไปเลย แล้วจะเอาไงดีล่ะแอ้ เปื้อนหมดจะไปมหาลัยได้ยังไงล่ะ” อริสาหันไปหาเพื่อนทั้งสองด้วยสายตาละห้อย ส่วนอีกคนได้แต่ถอนหายใจน้อยๆ ออกมาโดยไม่ตอบอะไรอีก สิงหาจึงชิงตอบขึ้นด้วยความไม่สบอารมณ์เอาเสียเลย
“จะทำไงล่ะ ก็ต้องกลับไปเปลี่ยนน่ะสิ เจ้านายลุงกับป้านี่ไม่ไหวเลยนะยัยแก้ม ถือว่ารวยแล้วไม่เห็นหัวคนจน” แล้วเขาก็ยังไม่วายโอดครวญต่อท้ายอีก เพราะรู้ว่าจะต้องเสียเวลาอีกไม่น้อยกว่าครึ่งชั่วโมงเพื่อเดินเท้ากลับไป
บ้านที่อยู่สุดซอย
“งั้นก็รีบๆ เดินเถอะเดี๋ยวเข้าเรียนไม่ทันนะ”
ปาลิตาสรุปก่อนจะเดินนำเพื่อนกลับทางเดิม ด้วยรู้ดีว่าทำอะไรได้ไม่มากไปกว่านี้แล้ว ทั้งหมดไปถึงห้องเรียนหลังจากอาจารย์เข้าสอนห้านาที จึงไม่ถูกตำหนิแต่อย่างใด
กว่ากิจกรรมที่มหาวิทยาลัยจะเสร็จ และนั่งรถเมล์กลับบ้านก็ค่ำมืด สิงหากับปาลิตาต้องแวะส่งอริสาที่บ้านก่อน เพราะทางเข้าค่อนข้างเปลี่ยวข้างทางมีแต่พืชสวนเต็มไปหมด ครอบครัว
อริสาอาศัยอยู่ในสวนที่อสมาผู้เป็นเจ้านายของอ่วมกับสายหยุดนั่นเอง จากนั้นสองหนุ่มสาวซึ่งมีหัวใจแทบจะเป็นดวงเดียวกันก็เกี่ยวแขนเดินไปตามถนนเล็กๆ ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสและมีความสุข
“ถ้าเราจบไปได้งานดีๆ เราจะซื้อรถให้แอ้ขับไปทำงานนะ”
สิงหาเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ส่วนคนฟังก็ยิ้มกริ่มด้วยความปลาบปลื้มใจเมื่อได้ยินคนรักเอื้อนเอ่ยออกมา ด้วยหัวใจแทบทั้งดวงได้มอบให้เขาไปหมดสิ้นแล้ว และทั้งคู่มีโครงการจะย้ายจากที่นี่ไปหาความก้าวหน้าในชีวิต
หลังจบจากรั้วมหาวิทยาลัยในอีกหกเดือนข้างหน้า เพราะฐานะของแต่ละคนต่างก็ไม่สู้ดีนัก ครอบครัวต้องเลี้ยงปากท้องด้วยพืชสวนบางปีก็ได้กำไรบางปีก็ขาดทุน ขึ้นอยู่กับลมฟ้าอากาศเป็นที่ตั้ง
โดยเฉพาะครอบครัวของปาลิตาที่นับตั้งแต่ขาดเสาหลักอย่างพ่อไป เมื่อสิบปีมาแล้วก็ยิ่งลำบากกว่าเดิม ด้วยนายด้วงผู้เป็นพ่อเลี้ยงที่หวังจะให้มาเป็นตัวแทนพ่อ หาได้ทำตัวเป็นที่พึ่งพิงให้ไม่ มิหนำซ้ำยังคอยแต่จะหาเศษหาเลยกับลูกเลี้ยงสาวอย่างเธอไม่ว่างเว้น ดีที่คอยระวังตัวและมีน้องๆ คอยช่วยเอาไว้ ไม่อย่างนั้นอาจจะมีชีวิตเหมือนตกนรกก็เป็นได้
นั่นเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เธอกับคนรักอยากไปจากที่นี่ในเร็ววัน สิงหามักจะส่งแฟนสาวแค่หน้าทางเข้าสวน ซึ่งต้องเดินไปอีกสักพักถึงจะเป็นตัวบ้าน ด้วยไม่อยากเจอพ่อเลี้ยงขี้เมาขี้พนันที่ชอบเอะอะโวยวายซ้อมลูกเมียทุกครั้งที่จำนวนดีกรีมีมากเกิน
“ว้า! ถึงไวจัง ยังคุยไม่จบเลย” สิงหาทำหน้าเสียดายส่งไปให้แฟนสาวที่หันไปหมายจะร่ำลาเข้าบ้านพอดี
“เมื่อไหร่เราจะได้แต่งงานกันนะ สิงอยากจะ...”
คนพูดอุบเอาไว้แล้วคว้ามือเล็กเรียวนุ่มขึ้นไปกุมไว้อย่างทะนุถนอม ปานกลัวจะบอบช้ำเมื่อถูกอีกมือที่แข็งกระด้างกร้านเพราะตรากตรำงานสวนช่วยพ่อแม่ ปาลิตายิ้มให้คนรักอย่างเอียงอาย อีกใจนั้นก็เสียดายอยู่ไม่น้อยที่จะต้องแยกกันไปเสียที เพราะยังคุยไม่จบอย่างที่เขาว่า และก็คิดว่าต่อให้ยืนอยู่ทั้งคืนก็คงมีเรื่องสารพัดมาคุยไม่รู้จบแน่
“เอาไว้ค่อยคุยกันใหม่ก็ได้ แอ้ไปนะเดี๋ยวแม่ดุเอา”
ก่อนที่จะปล่อยให้พ่อเลี้ยงเดินออกมาเห็นเข้าแล้วเอะอะโวยวายเสียงดังคับสวนเช่นหลายครั้ง ปาลิตาจึงต้องรีบตัดไฟเสียแต่ต้นลมด้วยการดึงมือกลับช้าๆ แต่อีกคนก็ไม่ยอมปล่อยง่ายๆ มิหนำซ้ำยังยกขึ้นไปจูบเบาๆ อีกต่างหาก
อาการอายจนหน้าแดงของปาลิตาเขาเห็นบ่อยครั้ง และยิ่งพอกพูนความรักให้มากขึ้นตาม เจ้าของมือไม่พูดอะไรนอกจากดึงมือออก แล้วรีบเดินแยกเข้าบ้านไปโดยไม่หันไปมองคนที่ยืนยิ้มร่ามองหลังคนรักไปเลย
“มาแล้วเหรอแอ้ นั่งก่อนสิแม่มีเรื่องสำคัญจะคุยด้วย”
เมื่อโผล่เข้าบ้านก็พบกับแม่นั่งหน้าเครียดรออยู่ก่อนแล้ว หากให้เดาก็คงไม่พ้นเรื่องที่พ่อเลี้ยงไปทำอะไรยุ่งๆ ไว้เป็นแน่ แต่ป่วยการจะถามไถ่เพราะเบื่อเต็มที
“แม่มีอะไรจ้ะ”
แม้ปาลิตาจะเป็นแค่ลูกชาวสวนฐานะย่ำแย่ แต่ด้วยเลือดในตัวพ่อผู้ผันตัวเองจากเจ้าของกิจการเอสเอ็มอีที่ต้องล้มเพราะพิษเศรษฐกิจจนการเงินอยู่ในภาวะชักหน้าไม่ถึงหลังมาเป็นชาวสวนก็แรงพอตัว ส่งให้ลูกสาวเพียงคนเดียวมีหน้าตาสวยผุดผาด ผิวขาวผ่อง รูปร่างผอมบางมากกว่าหญิงหลายคนจนมองเห็นเอวเล็กนิดเดียว
จึงทำให้ดูสูงทั้งที่จริงก็อยู่ในขั้นมาตรฐานหญิงไทยทั่วไปคือร้อยหกสิบกว่าๆ เท่านั้น ผิดกับน้องชายทั้งสามคนซึ่งเป็นลูกของด้วงผิวจะดำกันหมด การพูดจาก็ออกไปทางกระโชกโฮกฮาก
ส่วนกิริยามารยาทและความรักดีนั้น เด็กทั้งสี่ได้มาจากนิรมลเกือบทั้งหมด ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ปาลิตาเฝ้าขอบคุณพระผู้เป็นเจ้าเสมอๆ ที่ประทานสิ่งเหล่านี้มาให้ ดังนั้นเธอกับน้องจึงไม่เคยมีปัญหากันด้วยมีสายเลือดดีกับแย่เลย ตรงกันข้ามเธอกลับรักน้องๆ ประหนึ่งเป็นสายเลือดเดียวกันก็ไม่ปาน น้องก็รักเธอไม่แพ้กันด้วย
“ถ้าแอ้ไม่ช่วยแม่คราวนี้ แม่เห็นทีจะอยู่เป็นคนไม่ได้แน่ ช่วยแม่ด้วยนะลูก แม่ไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งพาใครแล้วนอกจากแอ้ลูกสาวแม่คนเดียวเท่านั้น ยกโทษให้แม่ด้วยนะแอ้นะ แม่มันไม่ดีแม่มันชั่ว”
นิรมลร้องไห้คร่ำครวญออกมาด้วยความเสียใจ ในเรื่องที่จะต้องบอกกล่าวให้ลูกรู้ แม้จะรักผัวใหม่มากจนตัดใจเลิกลาจากกันไม่ได้ ทั้งที่ผัวนำแต่เรื่องร้ายมาให้นับตั้งแต่ตกร่องปล่องชิ้นเป็นผัวเมียกันมา แต่ความรักลูกก็มีเต็มอกจนล้นเปี่ยมยากนักจะแยกแยะออกมาได้ จึงกลายเป็นปัญหาคาราคาซังไม่จบสิ้นมาจนบัดนี้
“แม่จ้ะ ใจเย็นๆ สิ มีเรื่องอะไรบอกแอ้มาก่อน เราจะได้หาทางแก้ด้วยกันไงจ้ะ”
ปาลิตาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองจะช่วยอะไรแม่ได้ เพราะทุกวันนี้ก็ต้องแบมือขอเงินไปเรียนอยู่เลย แต่เมื่อเห็นน้ำตาแม่พรั่งพรูออกมา ลูกผู้เต็มเปี่ยมไปด้วยความกตัญญูก็อดสงสารไม่ได้ นิรมลพยายามหยุดร้องไห้แล้วรวบรวมความกล้าเข้าตัว ก่อนจะเล่าเรื่องทั้งหมดให้ลูกฟัง
“อะไรนะแม่! นี่แม่พูดอย่างนี้กับแอ้ได้ยังไง ความคิดใครกันแม่ พ่อใช่มั้ยแม่”
ผู้เป็นลูกแทบไม่อยากจะเชื่อหูตัวเองในเรื่องที่ได้ยินเช่นกัน จึงอุทานออกมาดังๆ ด้วยไม่คาดคิดมาก่อนเลยในชีวิต และแน่นอนว่าเธอจะไม่ยอมทำตามที่แม่ขอร้องเด็ดขาด
“ใจเย็นก่อนนะแอ้ เรายังไม่รู้ว่าคุณท่านจะตกลงหรือเปล่า พรุ่งนี้นัดให้เราไปหาอีกที ถ้าคุณท่านไม่รับข้อเสนอนี้เราก็ค่อยขอผ่อนผันไปเป็นทางอื่นก็ได้ คุณท่านมีเงินเยอะแยะอาจจะมีทางช่วยเราที่ดีกว่านี้ก็ได้นะแอ้ ไปหาพรุ่งนี้ก่อนแล้วค่อยว่ากันนะแอ้นะ อย่าเพิ่งใจร้อน”
แม้คำแม่จะฟังไม่รุนแรงนัก แต่มีหรือที่ผู้ลูกจะเย็นใจเอาไว้ได้ อริสาคือคนที่เธอโทรศัพท์ไปหาและเล่าทุกอย่างให้ฟังอย่างไม่ปิดบัง แต่ทั้งคู่ก็เหมือนคนกำลังจะจมน้ำอยู่กลางทะเล หวังพึ่งหรือรั้งรอให้ใครช่วยใครไม่ได้
เพราะต่างกำลังแหวกว่ายตะกุยตะกายพาตัวเองไปให้ถึงฝั่งก่อนที่จะหมดแรงลงไปก่อนเท่านั้น มีเพียงสิ่งเดียวที่พอจะแบ่งปันกันได้นั่นก็คือการส่งคำปลอบใจเห็นอกเห็นใจในปัญหาของกันและกันโดยไม่ทอดทิ้ง
“พรุ่งนี้แอ้ก็ลองมาดูลาดเลาก่อนก็ได้ เป็นยังไงแล้วค่อยว่ากันนะ อย่าเพิ่งคิดมาก นอนพักให้หายเหนื่อยก่อน”
อริสาปลอบใจเพื่อนด้วยน้ำเสียงเป็นการเป็นงานกว่าทุกครั้ง ปาลิตารู้ดีว่าไม่ได้ทำให้สบายใจขึ้น แต่ก็รู้อีกว่าเพื่อนจะทำอะไรได้ไม่มากไปกว่านี้อีก จึงรับคำแล้ววางสาย แต่ก็แทบจะข่มตาให้หลับได้เลยในคืนนั้น เพราะเอาแต่ร้องไห้จนแทบสว่างกว่าจะหลับลงเพราะความเหนื่อยอ่อนได้เพียงชั่วโมงเดียวเท่านั้น
เช้าวันนี้ เมื่อออกจากห้องมาก็พบกับหน้าพ่อเลี้ยงไม่เอาถ่านนั่งรออย่างใจจดใจจ่อแล้ว ปาลิตาบอกได้คำเดียวว่าเกลียดจนไม่อยากมองหน้า ไม่อยากเสวนาพาทีด้วย หรือถ้าเป็นไปได้ไม่อยากร่วมวงสาคณาญาติด้วยเลยตลอดชีวิตนี้
ด้วงเองก็คงมีความรู้สึกไม่แพ้ลูกเลี้ยงนักหรอก ยกเว้นการได้เข้าหาที่พยายามมาหลายครั้งสำเร็จลงนั่นล่ะ ความรู้สึกนี้ถึงจะแปรเปลี่ยนไป สายตาเขียวปัดส่งให้เมียเป็นการสะกิดเตือนความจำ ผู้เมียจึงทำตาม
“แอ้มากินข้าวกินปลาก่อนนะลูก แล้วจะได้ไปบ้านคุณท่านกัน”
ปาลิตาให้เกลียดคำนี้ของแม่นัก กว่าสิบปีแล้วที่คำว่า ‘คุณท่าน’ ติดปากคนในละแวกนี้มา ด้วยบุญคุณทางอำนาจเงินที่นายคนนี้หยิบยื่นให้ แม้ทุกคนต่างก็รู้ดีว่าภายใต้ใบหน้าอันเรียบเฉย ท่าทีสุขุมเยือกเย็น และดวงตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความเมตตาปราณีนั้น กลับเต็มไปด้วยความโหดเหี้ยม อำมหิต ใช้เงินฟาดหัวคนเป็นว่าเล่น
“แอ้ไม่หิว แม่เสร็จเมื่อไหร่ก็เรียกแล้วกัน”
เมื่อเกลียดคนที่กำลังจะไปพบกับเกลียดหน้าพ่อเลี้ยงมาสุมรวมกัน ทำให้เธอหันหน้ากลับเข้าห้องตามเดิมทั้งที่ตั้งใจจะไปหาคนรัก ซึ่งบ้านอยู่ลึกไปอีกจนสุดซอย เพื่อปรึกษาปัญหานี้ด้วยตัวเองดีกว่าจะโทรไป
แต่ก็เปลี่ยนใจในวินาทีนั้น เพราะรู้ดีว่าบ่ายๆ ก็จะได้เจอกันอยู่แล้ว หญิงสาวจึงพยายามทำใจเย็น แล้วตามแม่ไปพบคนที่เกลียดเข้าไส้ตอนสิบโมง
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ปาลิตาเหยียบย่างมาสวนนี้ นี่เป็นครั้งแรกที่ไม่อยากมาและรู้สึกเกลียดเจ้าของสวนมากที่สุดในชีวิต เกลียดจนไม่รู้จะเอาความเกลียดไปเปรียบเปรยกับอะไรได้ แต่ก็จำต้องเก็บซ่อนไว้ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉยแล้วเดินตามแม่ไปเรื่อยๆ จนถึงบ้านพักของอ่วมกับสายหยุด
อริสานั่งหน้าเศร้ารออยู่ก่อนแล้ว แต่ทั้งคู่ก็ไม่ได้มีโอกาสถามไถ่กันเลย ปาลิตาก็ต้องเดินตามแม่กับอ่วมไปแล้ว ส่วนด้วงเดินรั้งท้ายขบวน ยิ่งเห็นทรวดทรงองค์เอวของนังลูกเลี้ยงที่นับวันจะเย้ายวนใจขึ้นทุกทีๆ แล้ว ความคิดอกุศลในใจก็ยิ่งบังเกิดขึ้นเรื่อยๆ เสียด๊ายเสียดายที่อีกไม่นานจะตกไปเป็นของคนอื่น
ปาลิตามองไปยังโรงรถที่จอดเรียงรายอยู่ไม่ต่ำกว่าห้าคัน ล้วนแล้วแต่ราคาหลายสิบล้านแทบทั้งนั้น ริมฝีปากบางยิ้มเยาะจนเหยียดตรงด้วยความชิงชังในความเป็นคนมีอันจะกินจนล้นเหลือของเจ้าของ ผิดจากคนจนๆ อย่างเธอที่ตอนนี้แทบจะไม่มีที่ซุกหัวนอนก็ว่าได้
หญิงสาวก้าวช้าๆ ไปตามสะพานไม้โดยมีแม่เอื้อมมือมาจูงอย่างห่วงใย จากนั้นมือแม่ก็กระตุกแขนลูกให้ไหว้ชายเจ้าของบ้านที่เพิ่งละสายตาจากหนังสือพิมพ์มองมายังเธออย่างพินิจพิเคราะห์
“นี่ปาลิตาหรือแอ้ครับคุณท่าน เป็นเด็กดี เรียนเก่งอีกไม่กี่เดือนก็จะจบแล้วครับ เพราะมุเรียนหนักมากวันๆ ไม่ไปไหนอ่านแต่หนังสือ คบเพื่อนก็ดีๆ ทั้งนั้น ลูกพี่อ่วมก็เป็นเพื่อนยายแอ้นะครับคุณท่าน”
ด้วงรีบชิงแนะนำและบรรยายสรรพคุณลูกเลี้ยงอย่างพินอบพิเทา อสมาไม่ได้พูดอะไรนอกจากนั่งฟังนิ่งๆ สลับกับมองไปยังเด็กสาวหน้าตาท่าทางใสซื่อเหลือเกินในความคิด เขาไม่รู้จะแก้ไขปัญหานี้ยังไงดี เพื่อให้ทุกคนพอใจ โดยเฉพาะผู้ที่ตกเป็นเหยื่อในครั้งนี้