1
ชายร่างสูงตระหง่านเดินลงมาจากเครื่องบินเจ็ทส่วนตัวด้วยความหงุดหงิดอย่างรุนแรง เมื่อนักบินมารายงานว่ามีปัญหากับปีกเครื่องบินทางด้านซ้าย จนไม่สามารถบินไปยังประเทศไทยตามกำหนดได้ จำเป็นต้องนำเครื่องลงที่สนามบินที่อยู่ใกล้ที่สุดคือ สนามบินดูไบ กัปตันบอกกับเจ้าของเครื่องบินเจ็ทสุดหรูว่า ให้ใช้บริการสายการพาณิชย์แทน เนื่องจากการซ่อมเครื่องบินอาจต้องใช้เวลานานหลายวัน การเดินทางไปประเทศไทยก็จะช้าตามไปด้วย ชายหนุ่มจึงทำตามที่กัปตันบอกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะการเดินทางมาเมืองไทยในครั้งนี้สำคัญกับเขามาก ต้องเดินทางไปยังจุดหมายให้เร็วที่สุด
“ซื้อมาก็แพง ไม่น่าใจเสาะเสียเลย อย่างนี้มันน่าทุบทิ้งเหลือเกิน คนยิ่งรีบๆ อยู่”
เฟรเดอริค มอโร มหาเศรษฐีชาวฝรั่งเศสบ่นงึมงำขณะที่เขาเดินเข้าไปในอาคารผู้โดยสาร โดยมีร่างลูกน้องหนุ่มตามไปติดๆ ก่อนจะทรุดนั่งบนเก้าอี้ที่ทางสนามบินจัดเตรียมไว้ให้
“ผมไปจัดการเรื่องตั๋วเครื่องบินก่อนนะครับ” ชิลล์เอ่ยบอกเจ้านายที่หน้าง้ำดวงตาขุ่น
“ก็ไปสิ มัวแต่พูดมากอยู่ได้”
เฟรเดอริคตอบกลับไปอย่างคนอารมณ์ไม่ดี ชิลล์รีบสาวเท้าเดินไปยังห้องจำหน่ายตั๋วเครื่องบินของสายการบินหนึ่งที่อยู่ใกล้ที่สุด ก่อนจะเดินกลับมาหาเจ้านายของตัวเองในอีกครึ่งชั่วโมงต่อมา
“ว่าไง จัดการเรื่องตั๋วเครื่องบินได้หรือยัง?” เฟรเดอริคเอ่ยถามชิลล์ ผู้ถูกถามทำสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก ไม่รู้จะตอบคำถามเจ้านายอย่างไรดี
“ยืนบื้ออยู่ได้ ตกลงได้ตั๋วหรือเปล่า?” เจ้านายตวาดถามลูกน้องอีกครั้ง
“ได้ครับ แต่ว่า...”
“แต่ว่าอะไร?”
“แต่ว่าได้ตั๋วเครื่องบินชั้นประหยัดนะครับ” ชิลล์ตอบไม่เต็มเสียงนัก นึกหวาดกลัวกับอารมณ์ของเจ้านายหนุ่มที่คุกรุ่นมาตั้งแต่อยู่บนเครื่องบินส่วนตัว แล้ว
“มึงว่าอะไรนะ ชั้นประหยัดอย่างนั้นเหรอ กูอยากรู้นักว่าที่นี่มีสายการบินเดียวหรือไงที่บินไปเมืองไทยน่ะ สายการบินอื่นก็มีถมไป สายการบินนี้ไม่มีตั๋วชั้นเฟิร์สคลาส (First Class) มึงก็ไปหาสายการบินอื่นสิ ไปหาสายการบินที่มีตั๋วชั้นเฟิร์สคลาสมาให้กู มึงก็ไปหามาเลยนะ ไปหามาให้ได้ กูไม่นั่งหรอกชั้นประหยัด ไปเลยนะ มึงไปหาตั๋วมาให้ได้” เฟรเดอริคพูดเสียงเขียว กำชับเสียงหนักแน่นให้ชิลล์ที่ยืนคอตกไปหาตั๋วชั้นเฟิร์สคลาสมาให้เขาให้จงได้
“ตั๋วชั้นเฟิร์สคลาสมีครับ แต่ต้องรออีกห้าวัน เพราะตอนนี้ที่เมืองไทยอยู่ในช่วงไฮซีซั่น มีนักท่องเที่ยวเดินทางไปพักผ่อนที่เมืองไทยเยอะมากเลยครับ ตั๋วเครื่องบินชั้นเฟิร์สคลาสและชั้นอื่นๆ เต็มหมด ตั๋วเครื่องบินที่ผมหามาได้เป็นตั๋วชั้นประหยัดที่คนจองยกเลิกไปเมื่อหนึ่งชั่วโมงก่อน ถ้าคุณริคจะเดินทางวันนี้ก็มีแต่ชั้นประหยัด ถ้าอยากได้ตั๋วเฟิร์สคลาสก็ต้องรออีกห้าวันครับ” ชิลล์อธิบายถึงเหตุผลที่ไม่ได้ตั๋วชั้นเฟิร์สคลาสให้ผู้เป็นนายได้รับฟัง
เฟรเดอริคทำท่าทางครุ่นคิดอย่างหนัก ใจหนึ่งอยากไปถึงเมืองไทยเร็วๆ เพื่อไปจัดการเรื่องหนึ่งให้เรียบร้อย ถ้าไปช้าบางทีทุกอย่างอาจจะสายเกินแก้เรื่องที่เขา จะไปจัดการนั้นต้องเสร็จสิ้นก่อนที่รอยซ์ มอโรน้องชายฝาแฝดของเขาจะเดินทางไปเมืองไทย ไม่เช่นนั้นเรื่องมันจะสายเกินแก้ แต่อีกใจก็ไม่อยากเดินทางไปเมืองไทยด้วยตั๋วชั้นประหยัด สาเหตุมาจากชั้นประหยัดไม่สะดวกสบายเหมือนชั้นอื่นๆ ที่นั่งก็แคบไม่เหมาะสมกับร่างกายสูงใหญ่เกินมาตรฐานของเขา จะนั่งหรือปรับเอนนอนเบาะก็ลำบาก ต้องทนนั่งเมื่อยไปอีกหลายชั่วโมงกว่าจะถึงจุดหมาย แค่คิด เขาก็รับไม่ได้แล้ว คิดอีกทางจะทนรออีกห้าวันคงไม่ได้ ต้องเดินทางไปถึงเมืองไทยวันนี้ตามกำหนดการ
“นั่งชั้นประหยัดก็ได้”
เฟรเดอริคพูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ จำใจเดินทางไปยังจุดหมายด้วยตั๋วเครื่องบินชั้นประหยัด ไม่เคยคิดเลยว่าคนอย่างเฟรเดอริค มอโรจะโดยสารเครื่องบินในราคาชั้นที่ถูกที่สุด
“เครื่องบินจะออกในอีกสองชั่วโมงนะครับ ไปถึงที่โน่นตอนหกโมงเย็นในเวลาประเทศไทยครับ”
เฟรเดอริคพยักหน้ารับรู้ ลูกน้องทั้งสองคนจึงเดินแยกกันไปทำหน้าที่ของตัวเอง ชิลล์ไปจัดการเรื่องตั๋วเครื่องบิน เอริกไปจัดการเรื่องสัมภาระ ก่อนที่ทั้งหมดจะ เดินเข้าไปในส่วนของผู้โดยสารขาออก เพื่อขึ้นเครื่องบินของสายการบินที่จองตั๋วไว้
“เฮ้อ...” ลมหายใจแรงๆ ถูกระบายออกมาจากโพรงจมูกของเฟรเดอริค พร้อมกับเสียง “เฮ้อ” ที่แสดงออกถึงความลำบากใจ เมื่อสายตาของเขามองเห็นที่นั่งของตั๋วราคาถูก ที่นั่งเรียงยาวจัดเรียงในลักษณะ 3-4-3 ริมซ้ายมีที่นั่งสามที่ตรงกลาง สี่ที่ ด้านขวาสามที่ แต่ละที่นั่งมีจอ LCD ขนาด 16 นิ้ว ทุกที่นั่ง สามารถดูหนัง ฟังเพลงได้ดูจากสภาพภายนอกแล้ว เฟรเดอริคไม่มั่นใจว่าจะใช้งานได้หรือไม่ เรื่องนี้เขาไม่ค่อยสนใจมากเท่ากับขนาดที่นั่งที่เล็กและแคบ เล็กในที่นี้หมายถึงขนาดของเบาะนั่งที่เล็ก ไม่ต้องนั่งก็รู้ว่ามันไม่พอดีกับร่างกายของเขา แคบหมายถึงระหว่างที่นั่งมีความแคบ ทำให้เขาไม่สามารถเหยียดแข้งเหยียดขาได้อย่างสะดวกนัก ไม่บอกก็พอจะเดาได้ว่าเขาต้องนั่งเมื่อยขบไปตลอดทาง นี่ไม่เท่ากับสภาพของ ตัวเครื่องบินที่กลางเก่ากลางใหม่ เครื่องปรับอาการไม่เย็นเฉียบเท่ากับชั้นอื่นๆ การบริการก็เหมือนกัน คงจะประหยัดสมกับราคาตั๋ว
“คุณริคครับ นั่งตรงนี้ครับ”
ชิลล์หันมาบอกเจ้านายหนุ่มที่เดินตามมาข้างหลัง เฟรเดอริคถอนใจรอบที่ร้อยของชั่วโมงนี้ เมื่อเห็นที่นั่งของตัวเอง หวังลึกๆ ตั้งแต่ขึ้นเครื่องบินขอให้ได้ที่นั่งแถวล่าสุด เพื่อที่เขาจะได้สามารถยืดแขนยืดขาได้สะดวก แต่มันไม่เป็นอย่างที่คาดคิดเอาไว้ เขาและลูกน้องได้ที่นั่งตรงกลาง แถวที่สามนับจากข้างหน้า ทั้งหมดจึงนำพาร่างกายสูงใหญ่นั่งประจำที่ ชิลล์นั่งริม ถัดมาเป็นเอริก เฟรเดอริค นั่งบนที่นั่งตัวที่สาม เหลือที่นั่งข้างๆ อีกหนึ่งที่
“เล็กชะมัดเลย ทำที่นั่งให้มันใหญ่กว่านี้ไม่ได้หรือไงวะ นั่งไม่สบายเลยพับผ่าสิ”
เฟรเดอริคบ่นอุบ ชิลล์กับเอริกที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็หาว่าจะนั่งสบายๆ เหมือนคนที่บ่นเป็นหมีกินผึ้งเสียเมื่อไหร่ เขาสองคนก็มีร่างกายสูงใหญ่ไม่ต่างกับผู้เป็นนาย เพียงแต่ว่าเก็บอาการเอาไว้ไม่แสดงออกเหมือนใครบางคนเท่านั้นเอง อันที่จริงที่นั่งของสายการบินนี้ไม่ได้เล็กอะไรมากมาย เป็นเพราะเขาทั้งสามคนมีร่างกายสูงใหญ่กว่าผู้โดยสารคนอื่นๆ เลยทำให้ที่นั่งเล็กไปถนัดตา
2
ระหว่างที่หมีตัวใหญ่กำลังบ่นงึมงำอยู่นั้น สตรีนางหนึ่งได้เดินมาหยุดตรงที่นั่งที่ว่างเว้นข้างกายเฟรเดอริค หญิงสาวคนนั้นนำกระเป๋าสะพายของตัวเองเก็บไว้ที่เก็บสัมภาระเหนือศีรษะ อุบัติเหตุเล็กๆ น้อยๆ ก็เกิดขึ้นเมื่อไอพอดที่อยู่ใน กระเป๋าสะพายของเธอตกลงบนศีรษะของหมีกินผึ้งอย่างจัง เป็นความโชคร้ายของเขาเองที่ดันมานั่งตรงกับขอบที่เก็บสัมภาระพอดี อุบัติเหตุที่ไม่ได้ตั้งใจจึงเกิดขึ้น
“โอ๊ย!!” เขาร้องเสียงหลงเมื่อความเจ็บจากแรงกระแทกเกิดขึ้นกับตัวเอง
“ขอโทษค่ะ ขอโทษค่ะ”
พลอยพัตราเอ่ยขอโทษเจ้าของเสียงที่ร้องโอ๊ยทันที เฟรเดอริคตวัดสายตามอง หญิงสาวที่พูดขอโทษด้วยความไม่พอใจ แต่พอได้เห็นดวงหน้าสวย นัยน์ตาหวานซึ้งเปล่งประกายคู่นั้น น่าแปลกที่อารมณ์ไม่ดีของเขาหายเป็นปลิดทิ้ง แปรเปลี่ยนเป็นเดือดพล่านในบัดดล ฮอร์โมนในร่างกายสูบฉีดเร็วแรง
ดวงหน้าของผู้หญิงคนนี้กระจ่างใสด้วยรอยยิ้ม ร่องบุ๋มหรือที่เรียกกันอีกอย่างหนึ่งว่าลักยิ้มที่อยู่กลางแก้มทั้งสองข้าง ทำให้เธอดูสวยและชวนมองมากยิ่งขึ้น สตรีนางนี้เหมือนมีแรงดึงดูดอะไรบางอย่างให้เขาอยู่ในอาการตกตะลึง ทั้งๆ ที่เฟรเดอริคไม่เคยมีความรู้สึกอย่างนี้มาก่อน
คู่ควงของเขาแต่ละคนมีดีกรีเป็นนางงาม ดาราชื่อดังทั้งนั้น ความสวยไม่ต้องพูดถึงอยู่ในระดับดีมาก ต่างกับหญิงสาวคนนี้ เธอสวยก็จริงแต่ไม่ถึงกับมาก เพียงแต่ว่าสาวร่างเล็กคนนี้มีเสน่ห์กว่าคนอื่นๆ มีอีก สิ่งหนึ่งที่เขาชอบมากที่สุดในร่างกายของเธอ สิ่งนั้นคือ ริมฝีปากรูปกระจับสีเชอร์รี่สุก กลีบปากของเธอน่าสัมผัส น่านำปากของเขาทาบทับและบดขยี้เหลือเกิน อยากรู้จริงๆ ว่ากลีบปากของหญิงสาวนั้นจะหอมหวานขนาดไหน แค่คิดเลือดในกายหนุ่ม เดือดพล่าน เดือดจนขนแขนลุกซู่
“ไม่เป็นไรครับ” สาวๆ สวยๆ อย่างนี้เฟรเดอริคให้อภัยได้เสมอ
“ขอโทษอีกครั้งนะคะ พอดีฉันลืมปิดกระเป๋า ของมันก็เลยตกใส่หัวของคุณ”
หญิงสาวเอ่ยบอกขณะที่ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ข้างชายหนุ่มต่างชาติที่นั่งจ้องมองเธอตาไม่กะพริบ ตั้งใจจะหยิบไอพอดของตัวเองออกจากหน้าตักของเขาความคิดที่จะหยิบหยุดลงทันควันเมื่อเห็นว่าของที่ตัวเองต้องการหยิบตกลงไปอยู่ระหว่างขาหนีบพอดี มันใกล้กับใจกลางร่างกายของเขาเหลือเกิน
“ขอโทษนะคะ รบกวนช่วยหยิบไอพอดให้ฉันได้มั้ยคะ”
คำพูดของพลอยพัตราเรียกสติของเขาให้คืนกลับมา ก้มใบหน้ามองไอพอดที่ตกอยู่ตรงระหว่างขาหนีบ มือใหญ่หยิบมันขึ้นมาก่อนจะส่งให้หญิงสาวแสนสวยข้างกาย
“ขอบคุณค่ะ”
คำขอบคุณเปล่งออกมาจากปากของเธอเบาๆ เมื่อเขาวางไอพอดลงบน ฝ่ามือนุ่มที่แบรอรับเครื่องเล่นเพลง สีหน้าที่ยิ้มแย้มของพลอยพัตราเริ่มเปลี่ยนเป็นบึ้งตึง เนื่องจากมือใหญ่อีกข้างซ้อนทับด้านล่างของฝ่ามือ ตอนนี้หญิงสาวจึงถูกชายหนุ่มรูปงามจับมือเอาไว้ไม่ยอมปล่อย เธอพยายามชักมือออกจากฝ่ามือทั้ง สองข้างของเขาที่จับไว้ไม่ยอมปล่อย ทว่ามันไม่ได้เป็นผลสำเร็จ เขากลับเพิ่มแรงน้ำหนักมือในการจับมากขึ้น
“ปล่อยมือของดิฉันด้วยค่ะ”
พลอยพัตราเอ่ยบอกอีกฝ่ายเสียงเข้ม จ้องมองใบหน้าคมหล่อด้วยสายตาที่ ไม่พอใจ เฟรเดอริคยิ้มก่อนจะปล่อยมือนุ่มแสนนุ่มของเธออย่างจำใจ
“คุณชื่ออะไรครับ”
ความเจ้าชู้ของเฟรเดอริคออกลายทันที คนที่ถูกถามไม่ตอบ หยิบหูฟังออกมา จากกระเป๋าใบเล็กของตัวเองต่อเข้ากับเครื่องไอพอด ก่อนจะเปิดเพลงด้วยระดับเสียงที่ดังที่สุด เพื่อที่จะได้ไม่ได้ยินคำพูดของเขา คนที่หน้าบึ้งตึงแทนหญิงสาวคือเฟรเดอริค เขาไม่เคยถูกฉีกหน้าอย่างนี้มาก่อนเลย ไม่เคยมีผู้หญิงคนไหนเพิกเฉยกับคำถามและคำพูดของเขา แต่เธอคนนี้ไม่เพียงแต่ไม่ตอบคำถามของเขา ยังเมินเฉยความหล่อขั้นเทพของเขาอีกด้วย ไม่น่าให้อภัยเป็นที่สุด ทำเช่นนี้มันหยามกันชัดๆ
“คุณชื่ออะไร?”
เฟรเดอริค ผู้ชายที่ไม่เคยยอมแพ้ผู้หญิงคนไหน กระชากหูฟังข้างซ้ายของเธอออก ก่อนจะตะโกนถามชื่อเข้าไปในส่วนรับฟังด้วยเสียงค่อนข้างดัง พลอยพัตราสะดุ้งและตกใจกับการกระทำที่ไร้มารยาทของชายหนุ่มคนนี้ คนรอบข้างทั้งลูกน้องและผู้โดยสารคนอื่นๆ ต่างหันมามองเฟรเดอริคเป็นตาเดียว ก่อนจะเบนสายตามองสาวไทยคนที่ถูกถามคำถาม สร้างความอายให้กับพลอยพัตรายิ่งนัก
“คุณจะบ้าหรือไง เสียมารยาทที่สุด”
พลอยพัตราทนไม่ไหวกับความประพฤติที่ไร้ซึ่งมารยาทและสมบัติผู้ดีของชายหนุ่ม เธอจึงสวนกลับไปก่อนจะผงะใบหน้าของตัวเองออกห่างทันที ที่ใบหน้าคมเลื่อนเข้ามาใกล้...ใกล้จนผิวแก้มของเธอสัมผัสความร้อนของลมหายใจที่เขาระบายออกมา ดวงหน้าหวานซับสีเลือดจาง หัวใจสาวเต้นแรงขึ้นมาฉับพลัน
“เธอนั่นแหละเสียมารยาท ฉันถามชื่อเธอ เธอก็ไม่ตอบ ตอบมาตั้งแต่คราวแรกที่ถามมันก็สิ้นเรื่องแล้ว”
เฟรเดอริคไม่สะทกสะท้านกับคำว่ากล่าวของพลอยพัตรา กลับย้อนคำพูดจนคนที่ฟังถึงกับอึ้ง แสดงว่าเธอผิดหรือนี่ที่ไม่ตอบคำถามของเขา ช่างเป็นผู้ชายที่แย่มาก มากที่สุดเท่าที่เธอเคยเห็นมา
“ที่ฉันไม่ตอบเพราะไม่อยากรู้จักคุณ พูดแค่นี้คงจะเข้าใจนะคะถ้าคุณฉลาดพอ”
พลอยพัตราตัวสั่นด้วยความโกรธ น้ำเสียงที่พูดออกไปจึงสั่นตามไปด้วย จ้องมองผู้ชายที่เสียมารยาทมากที่สุดในโลกเขม็ง แทนที่เขาจะสำนึกในความผิดของตัวเองและคำด่ากระทบของเธอ เปล่าเลย เขากลับยิ้มแฉ่งไม่รู้สึกกับพูดและกิริยารังเกียจที่หญิงสาวแสดงออกให้เขารับรู้
3
“เผอิญเหลือเกินว่าฉันโง้...โง่ ก็เลยไม่เข้าใจความหมายที่เธอพูด ว่าแต่เธอ ชื่ออะไรล่ะ?”
เฟรเดอริคพูดหน้าตาย แกล้งทำเป็นดื้อตาใส พลอยพัตราอยากจะกรีดร้องออกมาในความหน้าด้านหน้าทนของชายหนุ่มคนนี้ หญิงสาวไม่เคยเจอกับสถานการณ์อย่างนี้มาก่อนถึงกับทำอะไรไม่ถูก ความกลัวเริ่มเข้ามาครอบงำจิตใจ เพราะดูท่าทางชายหนุ่มคนนี้จะไม่ยอมเลิกราง่ายๆ
“ถ้าฉันบอกชื่อคุณ คุณจะเลิกยุ่งวุ่นวายกับฉันหรือเปล่า?” เธอต้องการคำยืนยันจากปากของเขาก่อนที่จะตอบคำถามที่เขาอยากรู้
“ใช่ เลิกยุ่งเลย” เฟรเดอริคพูดเสียงหนักแน่น แววตาจริงจัง พลอยพัตราหลงเชื่อเลยตอบคำถามที่เขาอยากรู้ออกไป
“ฉันชื่อพลอยพัตรา หวังว่าคุณคงทำตามสัญญานะ” หญิงสาวย้ำเรื่องสัญญาอีกหน
“ชื่อเรียกยากจัง ฉันเรียกเธอว่า เพตราดีกว่า เรียกง่ายกว่ากันเยอะเลย ว่าแต่เธอเป็นคนไทยเหรอ?”
เขาเดาได้ไม่อยากว่าพลอยพัตราเป็นคนไทย เพราะผิวพรรณหน้าตา สีผมรวมทั้งชื่อบ่งบอกความเป็นไทยอยู่แล้ว แต่ที่ถามออกไปเพื่อความแน่ใจมากกว่า หญิงสาวปรายตามองชายหนุ่มที่นั่งข้างๆ อย่างไม่พอใจ เธอก็บอกชื่อไปแล้วยังจะมาเซ้าซี้ถามอะไรอีก
“ใช่ ฉันเป็นคนไทย คุณไม่ต้องเอนตัวมาหาฉันมากนักหรอก ฉันเหม็นกลิ่นตัวของคุณจนจะอ้วกอยู่แล้ว”
ไม่เพียงแต่พูดเท่านั้น มือนุ่มข้างหนึ่งปิดที่จมูก อีกข้างหนึ่งผลักร่างหนาที่เอนตัวมาหาเธอให้ออกห่าง เฟรเดอริคเสียความมั่นใจในตัวเองทันทีที่ได้ยินคำพูดประโยคนี้ของเธอ เขาเลื่อนลำตัวมานั่งตรง ยกแขนข้างขวาขึ้น ใช้ปลายจมูกดมไปที่ใต้พับแขน ทำเช่นนี้กับแขนข้างซ้ายด้วย เพื่อทดสอบว่าเขามีกลิ่นตัวที่เหม็นชวนอ้วกอย่างที่เธอบอกหรือไม่ เพราะเขามั่นใจว่าน้ำหอมที่เขาใช้อยู่เป็นประจำ เป็นหัวน้ำหอมชั้นเลิศ ไม่เหม็นอย่างแน่นอน อีกอย่างน้ำหอมกลิ่นนี้สาวๆ ทั่วประเทศฝรั่งเศส ต่างลุ่มหลงในมนต์ขลังของน้ำหอมกันทุกคน แล้วมันจะเหม็นได้อย่างไร
“ไม่เห็นเหม็นเลย หอมจะตาย ไม่เชื่อดมดูสิ”
เฟรเดอริคพูดพร้อมกับชูลำแขนขวาขึ้นเหยียดตรง เอนลำตัวเข้าใกล้หญิงสาว กะให้ใต้พับแขนตรงกับจมูกของเธอ เพื่อพิสูจน์ให้พลอยพัตรารู้ว่าเขาไม่มีกลิ่นตัวที่เหม็นชวนอาเจียนอย่างที่เธอบอกเลยสักนิดเดียว พลอยพัตราเอนตัวหลบกับการจู่โจมของเขาแทบไม่ทัน ข้อเท็จจริงแล้วกลิ่นตัวของเขาไม่ได้เหม็นเหมือนกับที่พูดออกไป ตรงกันข้ามมันหอมชวนหลงใหลและเคลิบเคลิ้มมากกว่า แต่ที่พูดออกไปเพราะอยากให้เขากลับไปนั่งที่เดิมแล้วให้ชายหนุ่มรู้ว่าเธอรังเกียจไม่อยากเข้าใกล้เขานั่นเอง
“คนบ้า ทุเรศที่สุด”
พลอยพัตราไม่เคยด่าทอใครมาก่อน เขาเป็นคนแรกที่เธอมีความรู้สึกว่าทนไม่ไหว ทนไม่ไหวกับมารยาททราม คุกคามของชายหนุ่มคนนี้
“บ้าตรงไหน ทุเรศตรงไหน ก็เธอบอกว่ากลิ่นตัวฉันเหม็น ฉันก็ให้เธอพิสูจน์ไงว่ามันเหม็นจริงหรือเปล่า ดมสิ ดมจะได้รู้กันไปเลยว่าเหม็นหรือไม่เหม็น”
เขายังคงพยักพเยิดให้เธอพิสูจน์กลิ่นกายของเขาอย่างไม่ลดละ ใบหน้าหวาน ซึ้งเปลี่ยนสีอีกครั้งเป็นสีแดงเรื่อ ที่มาจากเขินอายกับคนรอบข้างที่มองมายังเธอและเขาด้วยความสนใจ และความโกรธกับนิสัยของเขา
“คุณมันเป็นผู้ชายที่ทรามที่สุดเท่าที่ฉันเคยเห็นมา หน้าตาหล่อซะเปล่า แต่จิตใจและมารยาทไม่ได้ดีเด่ตามหน้าตาเลย ฉันไม่นั่งกับคุณแล้ว คนบ้า ไร้มารยาท”
พลอยพัตราตัดสินใจลุกขึ้นยืน เดินไปหาแอร์โฮสเตสที่อยู่ด้านหลัง เพื่อบอกกับเจ้าหน้าที่ประจำเครื่องบินว่า ขอเปลี่ยนที่นั่งไปนั่งที่อื่น เนื่องจากเธอถูกคุกคามจากผู้ชายที่นั่งข้างๆ
“ตอนนี้เรายังเปลี่ยนที่นั่งให้กับคุณไม่ได้นะคะ เพราะเครื่องบินกำลังจะขึ้นแล้ว เชิญคุณกลับไปนั่งที่ก่อนนะคะ รัดเข็มขัดให้เรียบร้อย พอเครื่องบินขึ้นดิฉันจะจัดการเรื่องนี้ให้คุณเองค่ะ ขอตัวก่อนนะคะ”
แอร์โฮสเตสสาวปลีกตัวไปดูแลลูกค้าที่นั่งในชั้นเฟิร์สคลาส เมื่อปุ่มแดงจากชั้นนั้นปรากฏขึ้น พลอยพัตรากลอกตาอย่างเซ็งในอารมณ์ นึกในใจไว้อยู่แล้วว่าลูกค้าชั้นประหยัดหรือจะสู้ชั้นอื่นๆ ได้ การช่วยเหลือและการบริการก็ต่างกันลิบลับ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่ม อาหารการกิน การขอความช่วยเหลือในเรื่องต่างๆ
พลอยพัตราไม่อยากกลับไปนั่งที่เดิมแต่ทุกอย่างเหมือนจะบีบบังคับเธอ จะไม่กลับไปนั่งก็ไม่ได้เพราะเครื่องบินกำลังจะขึ้น จะเดินลงไปจากเครื่องบินลำนี้ก็ไม่ได้อีก เธอจึงเดินกลับไปนั่งที่เดิมอย่างจำใจ
“ไปไหนมาเหรอเพตรา?”
เฟรเดอริคเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงและสีหน้ายียวน พลอยพัตราไม่ตอบแต่ทำเสียงฮึดฮัดคล้ายกับไม่พอใจ หมีตัวใหญ่กำลังจะอ้าปากพูดประโยคต่อไป หากแต่เสียงของแอร์โฮสเตสประกาศให้ผู้โดยสารรัดเข็มขัดให้เรียบร้อย เพราะตอนนี้เครื่องบินกำลังจะขึ้นสู่ท้องฟ้า
เมื่อเครื่องบินลอยลำอยู่บนน่านฟ้าในระดับมาตรฐานของการบิน พลอยพัตราปลดเข็มขัดนิรภัยออก ลุกเดินไปหาแอร์โฮสเตสคนเดิมทันที เธอทนนั่งอยู่ที่เดิม ไปจนถึงเมืองไทยไม่ได้ ท่าทางและสายตาของหมีตัวโตทำให้เธอรู้สึกถึงการคุกคามอย่างรุนแรง
“คุณคะ เรื่องที่นั่งของดิฉันตกลงจะให้ดิฉันไปนั่งที่ไหนคะ?” พลอยพัตราเอ่ยถามแอร์สาวคนเดิมที่คุยเมื่อสักครู่
“ถ้าคุณยังไม่เปลี่ยนความตั้งใจที่จะเปลี่ยนที่นั่ง พอดีมีที่ว่างอยู่ที่หนึ่งและที่เดียวด้วยค่ะ เชิญค่ะ ดิฉันจะพาไป” แอร์สาวยิ้มแล้วเดินนำสาวร่างเล็กไปยังที่นั่งชั้นประหยัดที่อยู่ด้านหลังสุด
“ตรงนี้แหละค่ะ” แอร์สาวเอ่ยบอกพลอยพัตราเมื่อเดินมาถึงที่นั่งที่ใหม่ของผู้โดยสารสาวชาวไทย
พลอยพัตรามองไปยังที่นั่งที่ใหม่ของเธอด้วยสายตากล้ำกลืน ที่นั่งตัวนี้ อยู่ตรงกลางระหว่างร่างของชายต่างชาติสองคน ผู้ชายทางด้านซ้ายเป็นชาย ร่างสูงใหญ่ และอ้วนจึงไม่พอดีกับที่นั่งที่มีขนาดเล็กกว่า ทำให้ช่วงไหล่และลำแขนของเขากินพื้นที่ไปยังที่นั่งข้างๆ สังเกตได้จากชายร่างเล็กที่นั่งต่อจากชายคนดังกล่าว นั่งตัวลีบเอนตัวไปอีกข้างเหมือนคนนั่งไม่ถนัด หากเธอนั่งมีหวังคงมีกิริยาไม่ต่างกับชายร่างเล็กคนนี้แน่นอน