เพลิงรักหัวใจซาตาน
ผู้เขียน : วรนิษฐา
จัดทำ : สิงหาคม 2564
จำนวนหน้า : 254 หน้า
บรรณาธิการ : วรนิษฐา
ออกแบบปก : Comehug Coverdesign
พิสูจน์อักษร : Cappuchino Frappe’
E-Mail : Mindnui@gmail.com
สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537
ห้ามลอกเลียนแบบหรือดัดแปลงส่วนใดส่วนหนึ่งของหนังสือเล่มนี้
รวมทั้งการจัดเก็บ ถ่ายทอด สแกน บันทึก ถ่ายภาพ ไม่ว่าในรูปแบบหรือวิธีการใดๆ ในกระบวนการอิเล็กทรอนิกส์โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร ยกเว้นเพื่อการ
“มีน ปีนี้จะออกค่ายอีกหรือเปล่า?” เสียงทุ้มน่าฟังของร้อยตำรวจเอกชนาธิป ชายหนุ่มในเครื่องแบบเอ่ยถามน้องสาวบนโต๊ะอาหารเช้าของวันที่อากาศสดใส ทั้งสองเป็นพี่น้องที่อายุห่างกันเกือบเจ็ดปี ชนาธิปนั้นเป็นนายตำรวจอนาคตไกล ส่วนปาณิสราคือสาวน้อยน่ารักของพี่ชนาธิป ปีนี้เธอก็จะจบการศึกษาเป็นนิสิตคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาปิโตรเคมีของมหาวิทยาลัยชื่อดัง คณะและสาขาที่เธอเรียนดูจะไม่ค่อยเข้ากับสาวสวยน่ารัก บอบบางในสายตาทุกคนที่เห็นสักเท่าไหร่นัก
“ไปค่ะ” ปาณิสราหันมาตอบพี่ชายที่หาเงินส่งเธอเรียนตั้งแต่ไร้ซึ่งผู้เป็นบิดามารดา เพราะมารดานั้นเสียชีวิตไปแล้ว ส่วนบิดาก็แยกไปมีครอบครัวใหม่ สองพี่น้องก็อาศัยเพิ่งพากันและกันมาตลอด ยังดีหน่อยที่มีบ้านให้พักอาศัยแม้จะไม่ใหญ่โต แต่มันก็เต็มเปี่ยมไปด้วยความอบอุ่น
“กี่วัน เป็นเดือนอีกหรือเปล่า” คนเป็นพี่หันมามองน้องสาว ปาณิสราดูจะมีเค้าโครงรูปหน้าเหมือนมารดา ดวงตาคมโต ใบหน้าเรียวสวย จมูกโด่งเป็นสันที่ชอบย่นใส่เขายามไม่พอใจ คิ้วแทบไม่ต้อง จัดแต่งก็สวยได้รูป ริมฝีปากหยักที่ชอบเม้มเข้าหากันในยามขบคิด
ผมยาวดำขลับที่บางวันก็เป็นยายเพิ้งเพราะไม่ค่อยชอบหวีผมสักเท่าไหร่ แต่ถ้าวันไหนมีเรียนก็จะเป็นสาวเรียบร้อยกับเขาได้เหมือนกัน มองดูกี่ทีปาณิสราก็ยังเป็นเด็กสาวตัวน้อยในสายตาของชนาธิปเสมอ เด็กผู้หญิงที่ต้องมีพี่ชายดูแล แม้จะเรียนในสาขาวิชาที่ดูห้าวไปหน่อยก็ตามที
“อืม…มีนยังไม่เห็นกำหนดการเลยพี่มัตต์” คนถูกถามทำท่าคิด ก่อนจะเอ่ยตอบ เพราะตอนนี้เธอยังไม่มีข้อมูลในมือเลยว่าการออกค่ายอาสาพัฒนาชนบทของเธอต้องไปที่ไหน อะไรยังไงบ้าง ซึ่งปีนี้เป็นปีสุดท้ายแล้ว เธอต้องไปช่วยอย่างแน่นอน
“จะไปเมื่อไหร่ก็บอกพี่ด้วยแล้วกัน” ชนาธิปเอ่ยขึ้น ก่อนจะยกกาแฟดำในแก้วทรงสวยขึ้นดื่ม จะว่าไปปีนี้ปาณิสราก็กำลังจะเรียนจบแล้ววันเวลาช่างผ่านไปเร็วเสียจริง
“เจ้าค่ะ”
“เราจะเรียนจบแล้วนี่ คิดเอาไว้หรือยังว่าอยากไปสมัครงานที่ไหน”
“คิดแล้วค่ะ แต่บริษัทที่ตรงกับสายงานของมีนและเป็นบริษัทที่อยากร่วมงานด้วย ล้วนอยู่ต่างจังหวัดทั้งนั้นเลย” พูดจบก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ มือก็แกว่งช้อนทรงสูงไปบนถ้วยที่ตอนนี้คอนเฟลกดูดนมสดจนมันชักจะอืดแล้ว
“ไม่เห็นเป็นไร ไปทำงานต่างจังหวัดก็ดีออก”
“แต่มีนอยากอยู่กับพี่มัตต์นี่” ความที่ยังไม่เคยห่างพี่ชายและยังไม่เคยใช้ชีวิตคนเดียว ทำให้ปาณิสรารู้สึกกลัวไม่ได้ ถึงจะโตจนอายุย่างเข้ายี่สิบเอ็ดปีแล้ว แต่สำหรับเธอโลกใบนี้ดูกว้างเสียจนไม่รู้ว่าการอยู่คนเดียวนั้น เธอจะทำได้แค่ไหน
“เด็ก...จะอยู่กินนมพี่หรือไง”
“เปล่าสักหน่อย ก็แค่กลัวว่าจะอยู่ได้หรือเปล่า” คนถูกสบประมาททำเสียงอ่อยๆ ให้ ก่อนจะย่นจมูกและตักคอนเฟลกเข้าปาก
“ไม่ลองไม่รู้ จริงไหม”
“ก็จริง แต่มันก็อดกลัวไม่ได้นี่คะ” ปาณิสราพยักหน้าให้คำพูดของพี่ชาย แต่ก็ยังไม่ข้อโต้แย้งเล็กๆ กลับมาอยู่ดี ชนาธิปจึงส่ายหน้าให้ แต่จะว่าไปเขานั้นก็เป็นห่วงปาณิสรามากอยู่เหมือนกัน แต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องปล่อยให้น้องสาวก้าวต่อไปด้วยตัวเอง ล้มลุกคลุกคลานบ้างก็ถือซะว่าเป็นรสชาติของชีวิต
“อย่ากลัวตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่ม จำไว้”
“ค่ะ” คนเป็นน้องสาวเอ่ยรับเสียงใส แต่ในใจนั้นก็แอบหวั่น แต่ก็ไม่อยากให้ชนาธิปมาคอยห่วงเธอแบบนี้เหมือนกัน เดี๋ยวจะหาว่าเป็นเด็กไม่รู้จักโตเสียที
“รีบกินเข้า เดี๋ยวพี่ขับรถไปส่งที่มหาวิทยาลัย วันนี้จะใช้รถ”
“เหรอคะ นึกว่าจะขับมอเตอร์ไซค์คันใหญ่นั่นไปส่งมีนซะอีก” หญิงสาวหันไปยังรถมอเตอร์ไซค์บีเอ็มดับเบิ้ลยูสีดำคันใหญ่ของพี่ชายที่จอดอยู่ข้างๆ รถเก๋งของเธอที่หาซื้อมาเพราะเงินเดือนของชนาธิป เนื่องจากชายหนุ่มเห็นว่าน้องสาวต้องใช้ขับไปเรียนจะได้สะดวกขึ้น
“ก็อยากทำ แต่วันนี้นายเรียกประชุมบอกให้สร้างภาพหน่อย”
“อ้อ” ปาณิสราเอ่ยตอบเสียงสูง ก่อนจะตักคอนเฟลกใส่นมเข้าปาก เพราะนี่คืออาหารเช้าของเธอที่จะกินทุกวันแทนข้าว เพราะนั่นจะหนักท้องไปสำหรับเธอ ส่วนชนาธิปมีแค่กาแฟดำกับขนมปังปิ้งสองแผ่นก็เพียงพอแล้วเหมือนกัน
เมื่อกินข้าวเช้ากันเรียบร้อย ชนาธิปก็ขับรถไปส่งน้องสาวที่มหาวิทยาลัย ก่อนจะขับรถไปยังสถานที่นัดหมาย ซึ่งมันไม่ใช่กองปราบสถานที่ทำงานของเขาแต่อย่างใด ไม่รู้ว่านายมีอะไรสำคัญนักหนา ถึงให้เขามาหาที่นี่แถมยังต้องให้เขาสร้างภาพทำตัวเนี๊ยบตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าแบบนี้อีก ชนาธิปขับรถไปตามแผนที่ที่ พันตำรวจโทอานนท์ให้มา ชายหนุ่มเลี้ยวรถเข้าไปยังคอนโดมิเนียมสุดหรูติดแม่น้ำเจ้าพระยา
นายตำรวจหนุ่มก้าวลงจากรถ ท่ามกลางสายตาของผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมา เพราะชนาธิปนั้นถือว่าเป็นชายหนุ่มหน้าตาดี แม้ผิวจะคล้ำแดดก็ตาม แต่ใบหน้าก็ดูหล่อเข้ม นัยน์ตาสีน้ำตาล คิ้วดกหนา จมูกโด่งรับกับริมฝีปาก โดยรวมก็มีเสน่ห์แต่กลับไร้ซึ่งคนรักเพราะมัวแต่ทุ่มเทให้กับงาน
ชนาธิปเดินตรงไปยังลิฟต์ก่อนจะกดขึ้นไปยังชั้นยี่สิบห้า พอประตูลิฟต์เปิดออกก็มองหาห้องหมายเลข 2509 ซึ่งมันเป็นห้องที่อยู่ริมสุดของตัวตึกด้านซ้ายนั่นเอง แต่ที่ดูจะไม่ธรรมดาก็เพราะหน้าห้องมีตำรวจยศน้อยยืนอยู่ถึงสองคน พอเห็นหน้าชายหนุ่ม ตำรวจนายหนึ่งก็รีบเคาะประตูเป็นสัญญาณ ก่อนจะผายมือให้เขาเดินเข้าไปข้างใน ซึ่งชนาธิปก็เดินเข้าไปแบบระวังตัว
“มาแล้วเหรอผู้กอง” พันตำรวจโทอานนท์เอ่ยทักลูกน้อง
“ครับท่าน” ชนาธิปเอ่ยรับ ก่อนจะกวาดสายตามองไปรอบๆ ห้อง ก็เห็นหญิงสาวคนหนึ่งนั่งอยู่ด้วย อันที่จริงเขาเห็นเธอเป็นคนแรกตั้งแต่เดินเข้ามาแล้วด้วยซ้ำ หญิงสาวที่นั่งอยู่ถือว่าหน้าตาดีใช้ได้ ตากลมโต ปากนิดจมูกหน่อย แต่ใบหน้าสวยๆ นั้นกลับบึ้งตึงน่ากลัวและไม่น่าคบดี แต่จะว่าไปใบหน้าเธอดูคุ้นๆ เหมือนเคยเจอที่ไหนมาก่อน
ส่วนหญิงสาวตรงหน้าก็มองชายหนุ่มในเครื่องแบบผู้มาใหม่เหมือนกัน เรียกได้ว่าไล่มองลงมาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า สีหน้าแสดงออกว่าไม่ชอบนิดหน่อยด้วยซ้ำ แต่เพราะความจำเป็นหรอกเธอถึงยอมมาอยู่ที่เมืองไทย ไม่อย่างนั้นเธอไม่มีวันมาแน่นอน แถมยังต้องมาแบบไม่ให้ใครรู้อีก ทั้งๆ ที่แฟนคลับในเมืองไทยของเธอก็มีตั้งมาก
“นั่งก่อนสิ” ชายหนุ่มนั่งลงตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาที่วันนี้มาแปลก เหมือนจะมีอะไรไม่ชอบมาพากลแน่ๆ
“นี่เฮริมหลานฉัน ส่วนนี่ผู้กองชนาธิป” คำแนะนำตัวให้ทั้งสองคนได้รู้จักกันของพันตำรวจโทอานนท์ ทำให้ชนาธิปค่อนข้างแปลกใจ ฟังจากชื่อเหมือนเธอจะไม่ใช่คนไทย แต่ชายหนุ่มก็ดูจะไม่ค่อยสนใจเสียด้วย ถึงเธอจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจแต่ชายหนุ่มก็พูดทักทายเป็นภาษาไทยไปก่อน
“สวัสดีครับ”
“สวัดดีค่ะ” ปาร์คเฮริมเอ่ยทักแบบเสียงตึงๆ กลับไป ตามมารยาทเท่านั้น สำเนียงภาษาไทยเวลาพูดคุยของเธอนั้นถือว่าดี ครั้งแรกชนาธิปยังคิดว่าเธอจะตอบเป็นภาษาอังกฤษหรือภาษาอื่นเสียอีก แต่กลับผิดคาด
“เข้าเรื่องเลยแล้วกัน เฮริมเขาถูกแฟนคลับขู่ทำร้าย งานของผู้กองคือมาเป็นบอดี้การ์ดให้เธอ ตามติดยี่สิบสี่ชั่วโมง ไม่ว่าเฮริมจะไปไหน ผู้กองต้องไปด้วย”
“บอดี้การ์ด งานแบบนั้นท่านรองก็รู้ว่าผม...” ชนาธิปทำท่าจะเอ่ยค้าน เพราะงานแบบนี้เขาไม่รับทำและหลีกเลี่ยงมาตลอด โดยที่ผู้บังคับบัญชาก็รู้ดี แต่ทำงานแบบนี้ถึงมาหาเขาอีก
“ผมรู้ว่าผู้กองไม่รับงานแบบนั้น แต่ตอนนี้ไม่มีใครว่าง ทุกคนออกนอกพื้นที่กันหมด อีกอย่างเฮริมคือหลานสาวผม ผมไม่ไว้ใจให้คนอื่นทำงานนี้” แววตาของพันตำรวจโทอานนท์ดูแน่วแน่ ถึงคนอื่นจะว่างแต่สำหรับงานนี้คนที่เหมาะสมที่สุดคือชนาธิป
“แล้วที่บอกว่าตามติดยี่สิบสี่ชั่วโมงมันคืออะไรครับ” นายตำรวจหนุ่มคิ้วขมวด หวังว่าจะไม่ใช่อย่างที่คิดเอาไว้
“ผู้กองต้องบินกลับไปเกาหลีพร้อมเฮริม อยู่ดูแลเธอจนกว่าสายสืบที่นั่นจะจับคนร้ายได้” พันตำรวจโทอานนท์นั้น ได้ให้น้องสาวซึ่งเป็นมารดาของปาร์คเฮริม จัดการเรื่องนี้อย่างลับๆ ด้วยการเข้าแจ้งความให้ตำรวจที่เกาหลีตามสืบหาตัวคนร้าย แต่จะให้ตำรวจที่นั่นมาคอยตามติดปาร์คเฮริม ตลอดก็คงผิดสังเกต กลัวคนร้ายจะรู้ทันจึงต้องโทรศัพท์มาขอความช่วยเหลือจากพี่ชายอย่างตนถึงเมืองไทย
“เกาหลี!!” ชนาธิปเอ่ยทวนสิ่งที่ได้ยินจากพันตำรวจโทอานนท์ สุดท้ายสิ่งที่คิดก็เป็นจริงแถมยังเกินไปเสียด้วย ให้ตายสิ งานแบบที่เขาไม่ต้องการพุ่งเข้าหาแบบปฏิเสธไม่ได้เสียด้วย
“ใช่…เพราะเฮริมอยู่ที่นั่น”
“แล้วทำไมเธอถึงไม่ให้ตำรวจของที่นู่นให้คุ้มกัน” นายตำรวจหนุ่มเอ่ยถามอย่างสงสัย เขาเป็นตำรวจที่เมืองไทย ให้ไปทำงานที่เกาหลีจะทำอะไรได้
“ขืนเป็นข่าว ฉันก็แย่น่ะสิ” ปาร์คเฮริมเอ่ยขึ้น เพราะไม่อยากให้เรตติ้งของตัวเองตกนั่นเอง ขืนสมาชิกในวงอีกสามคนรู้ว่าเธอเป็นตัวอันตรายพวกเขาก็ต้องหวาดระแวงเป็นแน่ เธอไม่อยากให้เรื่องมันเลวร้ายแบบนั้น
“แค่เนี้ย แล้วมันจะคุ้มกันไหมกับชีวิตของเธอ กลัวอะไรไม่เข้าท่า” ชนาธิปส่ายหน้าให้กับความคิดตื้นๆ ของหญิงสาวตรงหน้า
“คุณ...” คนฟังกำหมัดแน่น กัดฟันดังกรอดๆ ท่าทางของปาร์คเฮริม ทำให้ชนาธิปรู้ว่าเธอเข้าใจภาษาไทยได้ดีทีเดียว บิดาหรือมารดาของเธอคงสอนมาดีก็เป็นได้ว่าการเป็นลูกครึ่งมันต้องได้ทั้งภาษาพ่อและแม่ ซึ่งก็ดีไม่น้อยเพราะถ้าขืนทำงานกับคนที่พูดคนละภาษาเขาก็คง ปวดหัวตาย
“เฮริม...หลานอย่าใจร้อน” พันตำรวจโทอานนท์เอ่ยปรามหลานสาว
“แต่ถ้าเขาไม่เต็มใจทำงานนี้ หนูก็ไม่ต้องการค่ะคุณลุง” ปาร์คเฮริมเอ่ยขึ้น ก่อนจะมองไปยังชนาธิป เพราะเธอเองก็ไม่อยากเห็นหน้าคนที่ไม่เต็มใจทำงานใกล้ชิดเธอเหมือนกัน อุตส่าห์หลบมาที่เมืองไทยหวังให้คนเป็นลุงช่วยแท้ๆ แต่สุดท้ายเหมือนเธอกลับเกาหลีมือเปล่า
“ขอบคุณที่เข้าใจ ผมเองก็ขอปฏิเสธ” ชนาธิปเองก็ได้ทีไม่ขอรับงานนี้เหมือนกัน พอเห็นสีหน้าของชายหนุ่มที่เมินใส่เธอแบบนั้นปาร์คเฮริมก็แทบกรี๊ด นี่เขาไม่รู้เลยใช่ไหมว่าเธอเป็นใคร เธอนั้นโด่งดังในฐานะเกิร์ลกรุ๊ปของเกาหลี มีแต่คนอยากเข้าใกล้ แล้วทำไมอีตาตำรวจทึ่มๆ คนนี้ถึงไม่อยากทำงานด้วย เธอนั้นดังมากเชียวนะ คิดแล้วก็รู้สึกไม่พอใจขึ้นมาทันที
“นี่คือคำสั่งของผมผู้กอง” ในเมื่อชนาธิปปฏิเสธ พันตำรวจโทอานนท์ ก็ต้องใช้คำว่าผู้บังคับบัญชามาใช้ให้เป็นประโยชน์ นายตำรวจหนุ่มถึงกับพูดไม่ออกทันที
“ท่านครับ”
“ไม่มีข้อแม้ใดๆ งานนี้ผู้กองต้องรับไปทำ” คำพูดแบบมัดมือชกดังออกมาจากพันตำรวจโทอานนท์อีกครั้ง เพราะนี่คือชีวิตของหลานสาว เขาไม่อยากเสี่ยง
“แล้วงานของผมที่นี่ล่ะครับ”
“เรื่องนั้นไม่ต้องห่วง เดี๋ยวผมจัดการเอง” พันตำรวจโทอานนท์ตอบอย่างมั่นใจ เพราะงานนี้เขาเตรียมทุกอย่างไว้รอแล้วนั่นเอง
“ผมต้องทำงานนี้ไปนานแค่ไหน”
“จนกว่าทางเกาหลีจะตามสืบหาตัวคนร้ายและจับได้” คำพูดของพันตำรวจโทอานนท์ไม่สามารถกำหนดเป็นจำนวนวันได้ ถ้ายังจับคนร้ายไม่ได้เขาก็ต้องอยู่กับผู้หญิงคนนี้ต่อไปเรื่อยๆ เนี่ยเหรอ สงสัยเขาต้องเร่งสืบอีกแรงให้มันจบๆ งานนี้จะได้ยุติลงเสียที
“ถ้ามันลำบากนัก คุณก็ไม่ต้องทำ” ปาร์คเฮริมเอ่ยด้วยเสียงห้วนๆ มองมายังชนาธิป เพราะเธอไม่อยากทำงานกับคนที่ไม่เต็มใจเหมือนกัน
“นั่นคือสิ่งที่ผมอยากทำเหมือนกัน แต่ในเมื่อมันคือคำสั่งผมก็คงปฏิเสธไม่ได้ ตกลง ผมรับงานนี้” ในเมื่อไม่มีทางเลือกอื่นและเป็นคำสั่ง ชนาธิปก็ต้องรับทำ แม้จะไม่ต้องการก็ตามที
ได้ยินแบบนี้ พันตำรวจโทอานนท์ยิ้มออกมาอย่างพอใจ ถ้าปาร์คเฮริมไม่ใช่หลานเขา งานนี้ก็คงไม่ลงมายุ่งด้วย แต่น้องสาวที่แต่งงานกับปาร์ค ฮยอง นักธุรกิจเกาหลีกลับโทรศัพท์มาขอความช่วยเหลือเรื่องนี้ ใครจะไปนั่งทำเป็นทองไม่รู้ร้อนไหว