ตอน ที่ 1. เพลิงเสน่หา1
ดารากานต์ในชุดเจ้าสาวสีขาวซึ่งเป็นแบบเกาะตัวกระโปรงสุ่มไก่ฟูฟ่องเหมือนเจ้าหญิงจำต้องปั้นยิ้มเดินเคียงคู่เจ้าบ่าวของน้องสาว ซึ่งตอนนี้ตัวเธอเองได้สวมรอยกลายเป็นเจ้าสาวกำมะลอให้อีกฝ่าย ดวงตากลมสวยแอบลอบมองชายหนุ่มร่างสูงในชุดทักซิโด้สีขาวอย่างสำรวจ เธอเพิ่งเจอหน้าเขาก่อนวันงานหนึ่งวัน หลังจากที่ศศิกานต์น้องสาวฝาแฝดซึ่งควรจะเป็นเจ้าสาวในวันนี้ได้หายตัวไป หญิงสาวถูกบิดามารดาเรียกเข้าไปคุย ทั้งๆ ที่เพิ่งเดินทางมาถึงก่อนวันงานแต่งงานของน้องสาวเพียงสองวัน เพื่อมาเป็นเพื่อนเจ้าสาวให้น้องสาวฝาแฝด
“หนูดาว นึกว่าเห็นแก่หน้าของพ่อกับแม่ ช่วยแต่งงานแทนน้องด้วยนะลูก”
นางเพ็ญทิพย์ผู้เป็นแม่เอ่ยขอร้องลูกสาว หลังจากเล่าเรื่องที่ศศิกานต์ได้หายตัวจากบ้านให้ลูกสาวคนโตฟัง
“หนูบอกพ่อกับแม่แล้วไม่ใช่หรือคะ ว่าอย่าบังคับยายเดือน เป็นไงล่ะน้องไม่อยากแต่งงานกับไอ้พ่อเลี้ยงไร่กาแฟนั่น จนหนีไปแบบนี้” ดารากานต์กอดอก มองพ่อกับแม่ด้วยความโมโห
ท่านทั้งสองจับลูกสาวคลุมถุงชนให้แต่งงานกับลูกชายของเพื่อน ที่เป็นเจ้าของไร่กาแฟและรีสอร์ท โดยไม่ถามความสมัครใจของลูกเลย
ศศิกานต์เป็นคนเงียบๆ ไม่พูดมากปากไวเหมือนพี่สาว ได้แต่จำยอมทำตามความต้องการของพ่อแม่ พอจะถึงวันแต่งจริงๆ เจ้าตัวกลับทนรับสภาพไม่ไหว หนีงานแต่งงานไปโดยทิ้งจดหมายบอกลาสั้นๆ ว่า
... หนูเดือนขอโทษด้วยนะคะ ที่อกตัญญู แต่หนูเดือนไม่อยากแต่งงานกับคนที่ตัวเองไม่ได้รัก ยกโทษให้หนูเดือนด้วยนะคะ...
“แกจะให้พ่อแม่ขายหน้าชาวบ้านเขาหรือไงยายดาว เอาสิพ่อกับแม่ไม่ได้เลี้ยงแกมานี่ แกคงไม่เห็นหัวหรอก” นายสุเมธตัดพ้อลูกสาวอย่างเสียใจ
เมื่อหลายปีก่อนเขายกดารากานต์ให้พี่สาวกับพี่เขยที่ไม่สามารถมีลูกได้เป็นลูกบุญธรรมเพราะสงสารที่ทั้งสองไร้ทายาท ดารากานต์ถูกเลี้ยงดูอย่างตามใจ จึงมีนิสัยเอาแต่ใจดื้อรั้นไม่ยอมคน ต่างจากศศิกานต์ที่อ่อนหวานเรียบร้อยอยู่ในโอวาทของพ่อแม่ ลูกสาวฝาแฝดของเขาทั้งสองรักใคร่กันมากเพราะไปมาหาสู่กันเสมอ
“หนูดาว แม่ขอร้องเถอะลูก ยอมแต่งงานแก้หน้าให้พ่อกับแม่ไปก่อนนะ แม่จะคุยกับผู้ใหญ่ทางโน้น ให้แต่งกันแต่ในนาม”
นางเพ็ญทิพย์พยายามเกลี้ยกล่อมลูกสาวหัวดื้อของตนอีกครั้ง นางรู้ดีว่าดารากานต์รักและห่วงใยพ่อแม่ หากใจเย็นพูดให้ลูกเห็นใจ ลูกของนางต้องรับปากแน่
“ทำไม่ล้มเลิกงานแต่งไปคะ ง่ายกว่ากันเยอะ” ดารากานต์เสนอทางออกที่ทำให้คนเป็นพ่อแม่ ต้องมองหน้ากันแล้วส่ายหน้า
“ไม่ได้เด็ดขาด ฉันเชิญผู้หลักผู้ใหญ่ทั้งจังหวัด แกจะให้ฉันไปบอกล้มเลิกงานแต่งได้ยังไง ไหนจะแขกฝั่งเจ้าบ่าวอีก แกจะให้พ่อกับแม่ถูกสังคมประณามหรือไง ยายดาว” นายสุเมธโอดครวญ
“หนูดาว แม่กับพ่อขอร้องหนูเถอะนะลูก หนูเดือนหายตัวไปแบบนี้ ชาวบ้านลูกเข้า เขาจะนินทาน้องได้นะลูก หนูอยากให้น้องถูกนินทาว่าหนีตามผู้ชายไปหรือไงลูก ไม่เห็นแก่พ่อแม่ก็เห็นแก่ชื่อเสียงของวงศ์ตระกูลของเราเถอะลูก”
นางเพ็ญทิพย์ใช้ไม้ตาย เพราะรู้ว่าดารากานต์รักน้องสาวมาก คงไม่ยอมให้น้องถูกนินทาแบบนี้แน่
ดารากานต์นิ่งไปครู่หนึ่งคิดตามที่มารดาบอก ก่อนจะตัดสินใจพยักหน้ารับอย่างจำใจ
“ก็ได้ค่ะ ดาวจะเห็นแก่ยายเดือนนะคะ แต่หลังจากแต่งงานแล้ว คุณพ่อกับคุณแม่ต้องให้ดาวหย่ากับเขานะคะ”
“ได้ลูก ได้ทุกอย่าง ขอบใจมากนะลูกที่ยังเห็นแก่หน้าพ่อแม่”
นางเพ็ญทิพย์เข้ามากอดลูกสาวไว้ ส่งยิ้มโล่งอกให้สามีที่มีสีหน้าดีขึ้น ขอเพียงดารากานต์ยอมรับปาก เรื่องอนาคตค่อยว่ากันอีกที
หลังจากตกปากรับคำเป็นเจ้าสาวแทนน้องสาว วันรุ่งขึ้นทางฝ่ายเจ้าบ่าวก็พากันมาปรึกษาหารือเรื่องนี้ นั่นทำให้เจ้าบ่าวกับเจ้าสาวกำมะลอได้เจอหน้ากัน ดารากานต์ขอตัวคุยกับอัคนีเพียงลำพังเพื่อตกลงกันก่อนจะก้าวเท้าเข้าสู่แผนวาห์กำมะลอเพื่อกู้หน้าให้สองตระกูล
“นี่คุณอัคนี ที่ฉันยอมแต่งงานกับคุณแทนยายดาวเพราะเห็นแก่ชื่อเสียงของพ่อแม่ฉันและพ่อแม่คุณ ดังนั้นเราต้องตกลงกันก่อน” ดารากานต์เป็นคนตรงๆ จึงไม่อ้อมค้อมให้เสียเวลา
“ก็ว่ามาสิครับคุณดาว ผมรอฟังอยู่”
อัคนียิ้มรับด้วยใบหน้าแต้มรอยยิ้ม ชายหนุ่มนั่งเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ไม้ในสวนหลังบ้าน ท่าทางดูไม่มีกังวลกับเรื่องนี้สักนิด เหมือนเขาไม่ได้สนใจว่าจะแต่งงานกับใครไม่ว่าจะเป็นพี่สาวหรือน้องสาว ทำเอาคนคุยด้วยรู้สึกไม่พอใจเล็กๆ แต่จำต้องข่มความรู้สึกนั้นไว้ เจรจาความให้รู้เรื่อง
“เราจะ...” แก้มนวลร้อนวูบขึ้นมาเมื่อต้องเอ่ยเรื่องสำคัญ “เราจะแต่งงานแต่กันในนาม พอพ้นคืนแต่งไปก็ต่างคนต่างอยู่”
“อืม... เรื่องนี้ผู้ใหญ่ของเราเขาตกลงกันแล้ว”
เขายกยิ้มมุมปาก มองหน้าของเธอด้วยสายตาพราวระยับ ราวกับขบขันกับท่าทีกังวลเกินเหตุของเจ้าสาวตัวแทน
“รู้แบบนี้ก็ดีแล้ว ฉันจะได้ไม่ต้องพูดซ้ำ แต่ฉันมีเรื่องคุยกับคุณเรื่องยายเดือนด้วย”
ดารากานต์ หลบสายตาคมวาวของอีกฝ่าย รู้สึกหายใจติดขัดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ผู้ชายอะไรหน้าหล่อคมเข้มดวงตาคมกริบเหมือนเพชร แค่เผลอไปสบตาด้วยเธอก็แทบจะเข่าอ่อน หล่อบาดตาแบบนี้ทำไมถึงไม่มีแฟนแล้วยังยอมแต่งงานแบบคลุมถุงชนอีก มันน่าจะมีอะไรผิดปกติสักอย่าง หญิงสาวอดนึกในแง่ร้ายไม่ได้
“ว่ามาครับ ผมรอฟังอยู่”
เขาพูดประโยคเดิมอีก ขยับกาย นั่งตัวตรง ท่าทีตั้งอกตั้งใจ แต่สายตาคมๆ ของเขาไม่ละจากดวงหน้างามของเธอ
ดารากานต์สูดลมหายใจแรงๆ ลดสายตาลงมองแผงอกของเขาแทนใบหน้า เพื่อไม่ให้ตัวเองหลุดจากความควบคุม เจอผู้ชายมาก็เยอะไม่เคยใจเต้นแรงหรือประหม่าเขินอายแบบนี้มาก่อน แต่ทำไมดันมาตกม้าตายกับเจ้าบ่าวของน้องสาวได้
“ถ้ายายเดือนกลับมา คุณจะแต่งงานกับยายเดือนอีกไหม”
เธอถามเขาเสียงเบา แม้ตาจะไม่มองสบตาเขาแต่หัวใจก็ดันเต้นแรงเมื่อเปลี่ยนมามองแผงอกหนาที่ลอดผ่านกระดุมเสื้อของเขาแทน คนอะไร หล่อไม่พอยังล่ำบึกชนิดนายแบบชิดซ้าย ผู้ชายที่มีรูปร่างแบบนี้ได้ต้องขยันออกกำลังกายสม่ำเสมอ ท่าทางของเขาดูบึกบึนแข็งแกร่งเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์แห่งบุรุษเพศจนคนมองโพรงจมูกร้อนผ่าวขึ้นมา ต้องเปลี่ยนจุดโฟกัสไปที่อื่นเกร็งเลือดกำเดาจะพุ่งเพราะหุ่นทรมานสายตานั้น
“เรื่องของผมกับคุณเดือนจบลงแล้วตั้งแต่เธอหนีไป ผมไม่อยากบังคับคนที่ไม่เต็มใจหรอกครับ” เขาบอกเสียงเข้ม
“ขอบคุณที่เข้าใจค่ะ”
ดารากานต์เงยหน้าขึ้นสบตาเขา รู้สึกดีกับชายหนุ่มที่เขาเข้าใจอะไรง่ายกว่าที่คิด
“ฉันสัญญาว่าจะทำหน้าที่เป็นเจ้าสาวกำมะลอของคุณ ไม่ให้คุณเสียชื่อเสียง”
คำสัญญานั้นทำให้ดารากานต์มาเดินเคียงข้างอัคนี สุริยะกุลในวันนี้ เธอถอนหายใจแรงปัดความคิดกังวลใจทิ้งไป ตั้งหน้าตั้งตาฉีกยิ้มเดินเคียงคู่กับเขาทักทายแขกเหรื่อในงานต่อไป
“นี่คุณ จะหนีออกจากห้องหอ ตั้งแต่คืนแรกเลยหรือไง”
อัคนีเอ่ยเสียงเข้ม เมื่อเห็นเจ้าสาวหมาดๆ ของเขาทำท่าย่องออกนอกห้อง งานวิวาห์เสร็จสิ้นลงอย่างเรียบร้อยงดงาม พิธีส่งตัวเข้าหอก็ทำครบถ้วน พ่อญาติผู้ใหญ่ออกไปกันหมดเจ้าบ่าวอย่างเขาก็เข้าไปอาบน้ำ พอออกมาก็เห็นเจ้าสาวของเขาเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดกางเกงยีนส์กับเสื้อเชิ๊ตแบบผู้หญิงสีขาว กำลังจะเปิดประตูออกจากห้องหอไป
“ฉันไม่ได้หนี แต่ฉันจะกลับบ้านฉันย่ะ”
ดารากานต์หันมามองหน้า เจ้าบ่าวของเธอตาเขียวปั้นหน้าให้ดูเคร่งขรึม ทั้งๆ ที่ในใจประหม่าขัดเขินเหลือคณา ตั้งแต่เกิดมาโตเป็นสาวเธอไม่เคยร่วมห้องกับผู้ชายมาก่อน
ตอนที่ 2. เพลิงเสน่หา
ตอนถูกส่งเข้าหออุตส่าห์กระซิบบอกมารดาขอแยกห้อง ท่านก็บอกว่าให้ทำตามน้ำไปก่อนเสร็จพิธีค่อยว่ากันอีกที ตอนนี้พิธีการก็เสร็จแล้ว เธอจะออกไปจากห้องนี้แล้วกลับบ้านตัวเอง คงไม่ผิดอะไร มันไม่ใช่การแต่งงานจริงๆ สักหน่อย
“กลับไม่ได้ คุณแต่งงานกับผมแล้วนะ” เขาเอ่ยท้วง
ร่างหนาเข้ามาหาเธอ ดวงตาคมมองหน้าอ่อนใสไร้เครื่องสำอางของดารากานต์อย่างพอใจ เขาไม่ชอบผู้หญิงแต่งหน้าจัด แม้จะดูสวยแต่คล้ายสวมหน้ากากไว้ตลอดเวลา เจ้าสาวของเขามีผิวพรรณเนียนละเอียดขาวผุดผ่องน่ามองไปทั้งเนื้อทั้งตัว ทำให้เจ้าบ่าวหมาดๆ อย่างเขาอดมองตาปรอยไม่ได้ แม้จะรู้ว่าได้แค่มองไม่มีสิทธิ์แตะต้องก็ตาม
“คุณก็รู้ดีนี่ ว่าเราแต่งงานกันแต่ในนาม ฉันไม่ใช่เจ้าสาวจริงๆ ของคุณสักหน่อย อย่ามาโมเมนะ”
ดารากานต์ขยับถอยห่าง รู้สึกใจเต้นแรงเมื่อสบสายตาพราวระยับของอีกฝ่าย อัคนีเป็นผู้ชายที่หล่อคมเข้มอย่างไทยแท้ เรือนร่างบึกบึนสมชายรูปร่างของเขาแม้จะอยู่ในชุดนอนก็ดูดีมาก ชวนให้คนเห็นใจสั่นไหว จนต้องเบนสายตาหนีไม่ให้ตัวเองถูกจับได้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่
“ถึงอย่างนั้นก็เถอะ แต่มันไม่สมควรที่คุณจะออกจากห้องหอในตอนนี้ ใครเห็นเข้าผมจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน เข้าหอคืนแรกก็ถูกเมียทิ้งให้เฝ้าหอเสียแล้ว ไหนๆ ก็แต่งงานกับผมแล้ว ก็ทำหน้าที่ให้ครบดีกว่า”
เขายิ้มตาพราวจ้า มองร่างงามอย่างมีความหมาย ทำเอาคนถูกมองรีบขยับถอยห่างไปอีกพร้อมกับแว๊ดเสียงใส่
“จะบ้าเหรอ ไอ้คนลามก!” แก้มนวลร้อนวาบ แดงปลั่งเมื่อได้ยินคำพูดชวนคิดแบบนั้น
“ผมหมายถึง ให้คุณอยู่ในห้องนี้ไปจนถึงเช้าต่างหาก ไม่ได้จะชวนคุณทำอะไรสักหน่อย คิดเยอะนะเนี่ย ฮ่า ฮ่า ฮ่า”
อัคนีหัวเราะลั่น มองหน้าแดงๆ ของดารากานต์อย่างเอ็นดู เจ้าสาวกำมะงอของเขาช่างตื่นตูมเสียจริง ยิ่งมองยิ่งน่ารักจนอยากจับมาหอมสักฟอดสองฟอด
“บ้า ก็คุณพูดแบบนี้ ใครจะคิดน้อยได้ล่ะยะ”
ดารากานต์แก้ตัวอุบอิบ ส่งค้อนให้เขาวงใหญ่ คันมืออยากข่วนหน้าคนหัวเราะเหลือเกิน จะให้เธอคิดอะไรได้เมื่อเขาพูดชวนให้คิดในแง่ร้ายเสียแบบนี้ ยังจะมาหัวเราะขันเธออยู่ได้ ผู้ชายอะไรนิสัยเสีย
“เอาเป็นว่าผมขอโทษนะ ที่พูดไม่เคลียร์ คืนนี้ผมจะนอนที่โซฟา ส่วนคุณนอนบนเตียง โอเคไหม”
อัคนียื่นข้อเสนอ เขาเหลือบมองนาฬิกาข้างฝา ตีสองแล้วขืนยังโต้คารมกันต่อ ไม่ได้หลับไม่ได้นอนกันพอดี
“ก็ได้แต่ขอเตือนไว้ก่อนนะ ว่าอย่าคิดทำอะไรฉัน ไม่อย่างนั้นฉันจะเอาไอ้นี่ช็อตคุณให้เป็นหมันเลยคอยดูสิ”
ดารากานต์ดึงเครื่องช็อตไฟฟ้าในกระเป๋าออกมาขู่เขา ดวงตากลมสวยส่งสายตาดุๆ ให้คนมอง ก่อนจะยอมขึ้นไปนอนบนเตียงโดยดี
อัคนีถอนหายใจยาว มองร่างเล็กบางที่ดึงมาห่มมาห่มจนมิดคออย่างขบขัน ขนาดขู่เขาแท้ๆ ยังทำท่าระแวงภัยราวกับนางกวางสาวแบบนั้น หากเขาคิดจะทำอะไรเธอจริงๆ แค่เครื่องช็อตไฟฟ้าขี้ปะติ๋วนั่น จะมีปัญญามาทำอะไรเขาได้ ชายหนุ่มเดินไปหยิบหมอนกับผ้าห่มในตู้ ก่อนจะล้มตัวลงนอนบนโซฟาโดยไม่ลืมปิดไฟกลางห้อง เหลือเพียงโคมไฟหัวเตียง ที่เขาปล่อยให้เจ้าของเตียงจัดการเอง
ดารากานต์นอนตัวแข็งทื่อ จ้องมองร่างสูงใหญ่ที่นอนขดตัวบนโซฟายาวเขม็งอย่างระแวง คนตัวโตนอนนิ่งบนโซฟายาว พลิกตัวหันหลังให้เธอเหมือนไม่ได้สนใจว่ามีคนร่วมห้องด้วย เขานอนไม่กระดุกกระดิกจนคนมองเริ่มเบาใจ คิดว่าเขาคงมีความเป็นสุภาพบุรษเหลืออยู่บ้าง ผ่านไปร่วมชั่วโมงความเมื่อยล้าจากการทำหน้าที่เจ้าสาวที่ต้องยืนขาแข็งฉีกยิ้มเดินแจกของชำร่วยให้แขกตามโต๊ะต่างๆ ตลอดงาน ก็ทำให้หญิงสาวทนไม่ไหว ดวงตากลมหรี่ปิดลงเข้าสู่ห้วงนิทราอย่างไม่รู้ตัว
เช้าวันรุ่งขึ้นอัคนี ตื่นขึ้นในเวลาหกโมงเช้าเหมือนทุกวัน แม้จะนอนดึกแค่ไหนแต่เขาไม่เคยตื่นสายได้สักที ร่างสูงขยับลุกขึ้นนั่งบิดกายให้หายเมื่อยขบ โซฟาแม้จะนุ่มแต่ก็แคบเกินไปสำหรับผู้ชายรูปร่างสูงใหญ่อย่างเขา มันนอนไม่สบายเหมือนเตียงนอนขนาดคิงไซส์ที่ถูกคนตัวเล็กจับจองอยู่
“นอนสบายเลยนะ ยายตัวเล็ก”
อัคนีเดินมาหยุดข้างเตียง ชะโงกหน้ามองคนที่หลับตาพริ้มอย่างหมั่นไส้ ขนาดนอนหลับมือน้อยยังกำเครื่องช็อตไฟฟ้าไว้แน่น คงจะกลัวเขาย่องไปทำมิดีมิร้ายกระมัง ชายหนุ่มค่อยๆ ดึงเจ้าเครื่องช็อตมหาภัยนั้นออกจากมือเธอ เจ้าของไม่รู้ตัวสักนิดยังคงนอนหลับสนิทแบบนั้น อัคนีถอดแบทเตอรี่ออกแล้วเอาไปโยนทิ้งในถังขยะ เขาวางเครื่องช็อตอันนั้นไว้หัวเตียง ยิ้มกริ่มเมื่อดารากานต์ยังไม่ยอมตื่น ดวงตาคมมองร่างระหงที่นอนตะแคงอย่างพินิจ ใบหน้างามเอียงซบหมอนนุ่ม แก้มนวลอ่อนใสล้อสายตา ริมฝีปากแดงเรื่ออิ่มเต็มเหมือนผลเชอรี่สุก เมื่อเธอขยับพลิกตัวนอนหงายผ้าห่มก็หลุดรุ่ยออกพ้นกาย เสื้อเชิ้ตสีขาวของเธอยามนี้กระดุมแบะออกกว้างเห็นเนินทรวงขาวผ่องยั่วตา ชวนให้คนมองกลืนน้ำลายฝืดคอ
“ยายตัวเล็ก ยั่วกันแต่เช้าเลยนะเรา”
อัคนีขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ข่มกลั้นความรู้สึกที่ตื่นโพลงให้สงบลง แต่มันไม่ได้ผลเท่าไหร่ เมื่อเจ้าของร่างงามบิดตัวนอนตะแคงอีกหน ทรวงอิ่มอวบล้นสะท้านสายตายั่วใจคนมองให้เต้นเร่าขึ้นไปอีก ในที่สุดความอดทนก็ขาดผึง ชายหนุ่มก้มลงไปจุมพิตริมฝีปากอิ่มอย่างอดใจไม่อยู่
“อื้อ...” เสียงครางแผ่วๆ ดังอยู่ในลำคอระหง
อัคนีรีบผละออกอย่างตกใจ แต่ต้องยิ้มพรายเมื่อเห็นดารากานต์ยังหลับสนิทอยู่
ขี้เซาแบบนี้ก็เสร็จโจรสิครับ...
ชายหนุ่มก้มลงไปประทับริมฝีปากอิ่มอีกครั้ง รสหวานซ่านทรวงจากริมฝีปากนุ่มทำให้คนจูบถึงกับครางครวญในใจ มือหนาลูบโลมทรวงอิ่มตึงนุ่มคลึงเคล้าอย่างย่ามใจ เมื่อเจ้าของยังหลับตาพริ้มไม่รู้ตัวอยู่แบบนี้เปิดโอกาสให้ขโมยลักลอบดูดกลืนความหวานจนฉ่ำใจ อัคนีละเลียดเล็มจุมพิตริมฝีปากอิ่มสีสวยอย่างติดอกติดใจ เจ้าของยังคงหลับไหลไม่ได้รู้เรื่องเลย ว่าถูกจอมโจรจอมหื่นขโมยจูบไปหลายจุ๊บ ทรวงอวบก็ถูกมือหนาคลึงขยำทั้งสองเต้า
ร่างงามบิดตัวไปมาเมื่อรู้สึกอึดอัด แต่ก็ยังไม่ยอมตื่นง่ายๆ ความเหน็ดเหนื่อยจากงานเมื่อคืนทำให้ร่างกายอ่อนล้าจนเพลียหลับลึก สิ่งที่เกิดขึ้นเจ้าตัวคงคิดว่าเป็นความฝันอันแสนรัญจวนใจ ปล่อยให้คนหื่นทำตามอำเภอใจ ไม่พอยังร้องครางเสียงแผ่วหวานสนองตอบความวาบหวามที่เจ้าตัวคิดว่าเป็นความฝันเสียอีก
อัคนีจูบสาวขี้เซาจนหนำใจ เขามองริมฝีปากแดงเรื่อที่เริ่มเจ่อนิดๆ จากรสจูบของเขาอย่างติดใจ จูบผู้หญิงมาก็มากไม่เคยริมฝีปากใครหวานเท่าดารากานต์มาก่อน ขนาดเจ้าของไม่ตอบสนองเขาก็แทบไม่อยากผละออก ริมฝีปากหยักระตูกยิ้มเมื่อนในหัวจินตนาการไปว่าสาวเจ้าตอบกลับจุมพิตของเขาขึ้นมา มันจะวาบหวามใจน่าหลงใหลแค่ไหน พ่อเลี้ยงหนุ่มแห่งไร่สุริยะห้ามใจตัวเองไม่ไหวก้มลงไปสัมผัสริมฝีปากอิ่มอีกหน กว่าจะข่มใจเงยหน้าผละห่างจากริมฝีปากหวานหอมนั้นได้ก็นานหลายนาที และกว่าจะหยุดความวาบหวามในอารมณ์ได้ พ่อเลี้ยงหนุ่มก็แทบขาดใจ เมื่อความต้องการประทุขึ้นมาในกายจนทำให้เขาอยากลักหลับสาวงามตรงหน้า แต่ติดที่ว่าเธอไม่ใช่เจ้าสาวของเขาจริงๆ และได้รับปากกับผู้ใหญ่ไว้แล้ว ว่าจะแต่งงานกับเธอเพียงในนามเท่านั้น
“ฝากไว้ก่อนนะหนูดาว...”
ตอนที่ 3. เพลิงเสน่หา
อัคนีกระซิบบอกคนขี้เซา ก่อนจะหอมแก้มอีกฟอด แล้วเดินเข้าห้องน้ำไป พอกลับออกมาก็พบว่าคนที่นอนอยู่ตื่นแล้ว ผมยาวยุ่งนิดๆ ใบหน้างามยู่ยี่เมื่อเห็นเขา
“เช้าแล้ว ฉันจะกลับบ้านแล้วนะ”
เธอบิดกายไปมา ไล่ความเกียจคร้านหากเป็นยามปกติ เธอไม่มีวันตื่นเช้าแบบนี้แน่ แต่จะให้นอนกินบ้านกินเมืองต่อก็ไม่ควร เมื่อมีคนร่วมห้องอยู่ด้วย
“ผมว่าคุณไปอาบน้ำแปรงฟันก่อนดีไหม เมื่อคืนก็ไม่อาบน้ำไม่นึกว่าจะซกมกแบบนี้” เขาแกล้งแซว
ดารากานต์หน้าแดง “ฉันไม่ได้ซกมกย่ะ ฉันแค่ป้องกันตัวจากคนบ้ากามเท่านั้นแหละ”
คำแก้ตัวของเธอฟังแปลกๆ จนคนได้ยินต้องนิ่วหน้า
“ไม่อาบน้ำเนี่ยนะ ป้องกันตัว ประหลาดจริง”
“ก็ใช่น่ะสิ ฉันไม่อยากตัวหอม เดี๋ยวคุณได้กลิ่นแล้วเกิดอารมณ์ทางเพศ คิดปลุกปล้ำฉันขึ้นมาจะทำยังไง ตัวเหม็นๆ แบบนี้แหละ คุณจะได้หมดอารมณ์”
เจ้าตัวคงไม่รู้ว่า วิธีการป้องกันตัวของเธอใช้ไม่ได้ผล เมื่อเนื้อตัวของเธอยังหอมกรุ่นน่าหอมน่าดมไปทั้งตัว คนพิสูจน์กลิ่นลอบยิ้มขำ
“วิธีของคุณได้ผลจริงๆ เมื่อคืนผมนอนหลับสนิท ไม่อยากทำอะไรคุณสักนิด”
เขาแสร้งทำหน้าตายเห็นพร้องไปกับเธอด้วย ทั้งที่ในใจแอบหัวเราะขำกลั้นไว้จนปวดแก้ม
“ถ้าคุณยังมีอารมณ์กับคนตัวเหม็น คุณก็โรคจิตแล้ว” ดารากานต์ย่นจมูกใส่เขา
อัคนีเกือบหลุดขำ “ผมลงไปข้างล่างก่อนนะ กลัวจะถูกหาว่าเป็นโรคจิตน่ะ”
เขาเดินออกไปจากห้องเปิดโอกาสให้เธอได้ทำธุระส่วนตัว ขืนยังอยู่ต่อ มีหวังได้หัวเราะแน่
“อีตาบ๊องเอ้ย!”
ดารากานต์แลบลิ้นใส่คนตัวใหญ่อย่างหมั่นไส้ ก่อนจะเดินเข้าห้องน้ำไปจัดการธุระส่วนตัว แล้วกลับออกมาในชุดใหม่
หญิงสาวเดินลงมาชั้นล่างมองหาร่างสูงใหญ่ ที่ลงมาก่อนหน้านี้ กลิ่นหอมของอาหารลอยฟุ้งมากระทบจมูก ท้องส่งเสียงร้องประท้วงเจ้าของทันที
“นี่คุณ มากินข้าวเช้าก่อน !” เสียงทุ้มของอัคนีตะโกนเรียก
ดารากานต์เดินไปตามเสียงและกลิ่นยั่วใจ พบว่าคนเรียกนั่งเอ้เต้อยู่ที่โต๊ะอาหาร บนโต๊ะมีชามข้าวต้ม และกาแฟวางอยู่ อีกทั้งยังมีขนมปังไข่ดาวไส้กรอกหมูแฮม กับไข่ลวกวางไว้ด้วย
“ตามสบายนะคุณ ชอบแบบไทยก็ทานข้าวต้ม ถ้าชอบแบบฝรั่งก็มีให้เลือกหลายอย่าง” เจ้าบ้านผายมือเชื้อเชิญ
ดารากานต์เป็นคนไม่เรื่องมากเรื่องกิน หญิงสาวเลือกรับประทานไส้กรอกและไข่ดาวเป็นอันดับแรก ตบท้ายด้วยข้าวต้มอีกชาม คนรับใช้สองคนที่คอยบริการแอบอมยิ้ม เมื่อครู่นายของพวกเธอก็จัดการกับไข่ลวกไปสามฟอง ต่อด้วยข้าวต้มเหมือนกัน สงสัยเมื่อคืนคงใช้พลังงานมาก ตามประสาคู่บ่าวสาว
เสร็จจากมื้ออาหาร อัคนีก็ไม่ยอมพาดารากานต์ไปส่ง เขาชวนเธอไปเที่ยวในไร่ของเขาแทน
“อยากเห็นไร่กาแฟไหม ขับรถขึ้นดอยไปไม่ถึงสองชั่วโมงก็ถึงแล้ว ไร่กาแฟสุริยะไม่เปิดให้ใครเข้าชมง่ายๆ นะ ถ้าสนใจผมจะพาไปชม”
เขาวางเหยื่อล่อ ภาวนาให้หญิงสาวนึกอยากเห็นไร่กาแฟอันกว้างใหญ่ของเขา ซึ่งปลูกอยู่บนยอดดอยสูงเพื่อให้ได้ผลผลิตคุณภาพดี
“ไปกลับไม่กี่ชั่วโมงใช่ไหมคะ กลับลงมาคงไม่เย็นมากทันเข้าเมืองอยู่มั้ง” เธอถามเขา แววตาซ่อนความสนใจไว้แทบไม่มิด
อัคนีพยักหน้ารับ “ไปกลับประมาณครึ่งวันครับ”
“งั้นไปก็ได้ค่ะ”
หญิงสาวอยากเห็นไร่ของเขาจึงยอมไปด้วย จากบ้านพักต้องขับรถขึ้นเขาสูงชันไปหลายกิโลกว่าจะถึงไร่กาแฟ ซึ่งปลูกอยู่ในที่สูงกว่าระดับน้ำทะเลเพื่อให้ได้กาแฟคุณภาพดี ที่นั่นมีน้ำตกอยู่ไม่ไกลจากไร่ หลังจากพาเดินชมไร่แล้วอัคนีก็พาภรรยาในนามของเขาไปเที่ยวน้ำตก
“คุณจะเล่นน้ำไหม น้ำที่นี่ใสน่าเล่นนะ”
อัคนีเอ่ยชวน เขาอยากถ่วงเวลา ให้เธออยู่ที่นี่นานๆ ไม่อยากพาเธอกลับบ้านอย่างที่เจ้าตัวต้องการ ไหนๆ ก็ตกกะไดพลอยโจน แต่งงานกันแล้ว เขาไม่คิดปล่อยให้เธอหลุดมือไป ชายหนุ่มจ้องร่างงามอย่างมีแผนการ เขาขับรถพาเธอไปยังจุดที่มีน้ำตก ซึ่งต้องจอดรถไว้ตรงทางเข้าและเดินเท้าเข้าไปอีกสิบนาที พอไปถึงก็พบกับน้ำตกที่ทอดตัวลงมาจากผาหินสูง สายน้ำไหลรี่แรงกระทบโขดหินเบื้อล่าง ความเย็นฉ่ำทำให้โดยรอบอุดมสมบูรณ์ด้วยต้นไม้นานาพันธุ์
“เล่นน้ำไหมคุณดาว น้ำใสน่าเล่นดีนะ” เจ้าถิ่นเอ่ยชวน แต่อีกฝ่ายส่ายหน้าปฏิเสธ
“ไม่ล่ะค่ะ ฉันขอนั่งเล่นแถวนี้ดีกว่า”
ดารากานต์ปฏิเสธ หญิงสาวพาตัวเองมาหาที่นั่งตรงโขดหินข้างน้ำตกมองดูสายน้ำอย่างชอบใจ เสียดายที่เธอไม่ได้เอาโทรศัพท์มาด้วย ทิ้งไว้ในรถเพราะเกรงจะทำตกน้ำ เลยอดถ่ายภาพสวยๆ ไปอวดใคร
“ผมอยากเล่น ขอผมเล่นสักพักนะแล้วค่อยกลับกัน” อัคนีบอกหญิงสาว
แล้วก็จัดการถอดเสื้อผ้าออกเหลือเพียงกางเกงบ๊อกเซอร์ขาสั้นตัวเดียว เขากระตุกยิ้มเมื่อเห็นแก้มนวลของเธอแดงระเรื่อขึ้น จงใจเดินช้าๆ อวดหุ่นล่ำบึกซึ่งลงทุนออกกำลังกายทุกวัน เพื่อให้ได้รูปร่างทรมานใจสาวนี้มา มันทำให้เขาเชื่อมั่นในตัวเองทุกครั้งยามต้องถอดเสื้อผ้าเผยสัดส่วนให้หญิงสาวมอง ใครว่าผู้หญิงทะลึ่งไม่เป็นดูสิตอนนี้เจ้าสาวหมาดๆ ภรรยาป้ายแดงของเขามองเขาตาแป๋วอย่างลืมตัว เขาอยากมีอำนาจวิเศษจริงๆ จะได้รู้ว่าเจ้าหล่อนคิดอะไรอยู่ พ่อเลี้ยงหนุ่มลอบยิ้มขำ ขณะหย่อนกายลงแหวกว่ายในสายธาร
สายน้ำตกไหลแรงน้ำใสไหลเย็น ชวนให้คนมองอยากลงไปอาบเล่น ดารากานต์นั่งมองเจ้าของไร่หนุ่มกำลังดำผุดดำว่ายในสายน้ำอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะอดใจไม่ไหวยอมลงไปเล่นน้ำกับเขาด้วย ร่างบางลงไปทั้งชุดที่สวมมาแหวกว่ายเล่นอย่างสนุกสนาน โดยมีร่างหนาว่ายอยู่ใกล้ๆ
“น้ำที่นี่ใสจัง เย็นดีด้วย”
ดารากานต์ว่ายไปยังโขดหินใต้สายน้ำตก อัคนีตามไปนั่งลงข้างๆ สายตาคมแอบลอบมองเรือนกายงามผุดผ่อง เสื้อผ้าของเธอเปียกแนบตัวผ้าเนื้อบางมองทะลุเห็นบราเซียร์ตัวน้อย ทรวงอิ่มทะลักล้นอวบสะพรั่ง จนคนเห็นใจสั่นสะท้าน หวนนึกถึงสัมผัสเมื่อรุ่งเช้าขึ้นมาไม่ได้
“มองอะไร หันไปทางอื่นเลยนะอีตาลามก”
ดารากานต์เริ่มรู้สึกตัวว่าถูกสายตาของคนข้างกายแอบลอบมองเนื้อตัวของเธอ แก้มนวลร้อนวูบเมื่อพบแววตากรุ้มกริ่มของสามีในนามของตัวเอง หญิงสาวขยับลงไปแช่ตัวในน้ำหลบสายตาของคนจ้องอย่างนึกเขิน คนอะไรจ้องเอาๆ อย่างกับไม่เคยเห็นผู้หญิง
“ก็คุณสวยนี่ ผมเลยต้องมองไง” อัคนียิ้มกว้าง ขยับตามลงมาด้วย
“ไปไกลๆ เลยนะ อย่ามาลามกกับฉันนะ” หญิงสาวขู่ฟ่อ
“แหม มองแค่นี้ก็ทำมาเป็นหวง”
อัคนียอมว่ายถอยออกมาห่างจากร่างงาม ปล่อยให้เธอเพลิดเพลินกับความชุ่มฉ่ำของสายน้ำ จนผ่านไปครู่หนึ่งท้องฟ้าจู่ๆ ก็มีเมฆดำเคลื่อนเข้ามาปกคลุม ลมพัดแรงขึ้นแสดงว่าฝนกำลังจะตกลงมาในไม่ช้า ชายหนุ่มจึงตะโกนเรียกหญิงสาว
“คุณดาว รีบขึ้นจากน้ำเถอะ ฝนกำลังจะตก!”
ดารากานต์แหงนหน้ามองฟ้า เมื่อเห็นว่าท้องฟ้าเริ่มครึ้ม มีละอองฝนโปรยปรายลงมาบ้างแล้วก็รีบว่ายกลับเข้าฝั่ง แต่ต้องสะดุ้งเฮือกเมื่อขาของเธอเจ็บแปลบขึ้นมา ผลจากการแช่น้ำนานเกินไปเลยเป็นตะคริวที่น่อง ร่างบางพยายามหาที่ยึดเกาะแต่ไม่ทันการเมื่อขาขยับไม่ได้
“ช่วยด้วย คุณอัคนี ฉันเป็นตะคริว!” เธอร้องเรียกให้เขาช่วยเหลือ
อัคนีรีบกระโดดลงน้ำว่ายไปหาร่างที่กำลังตะเกียกตะกายด้วยความตกใจ กว่าจะไปถึงร่างบางก็จมลงไปใต้น้ำเสียแล้ว สายฝนก็เทกระหน่ำลงมาทำให้น้ำไหลรี่แรง ชายหนุ่มดำลงไปใต้น้ำควานหาร่างบางด้วยความร้อนรน ในที่สุดเขาก็พาตัวเธอขึ้นมาบนฝั่งได้
“คุณดาว ได้ยินผมมั้ย!”
อัคนีเขย่าร่างที่ไร้สติแรงๆ แต่เธอไม่ยอมลืมตาขึ้นมา ชายหนุ่มพยายามปฐมพยาบาลเบื้องต้นด้วยการทำให้เธอสำรอกน้ำออกมา แต่ดารากานต์ก็ไม่ยอมฟื้นสักที ลมหายใจแผ่วอ่อนจนน่าตกใจ อัคนีจึงต้องผายปอดให้เธอ