“แม่จะไปกับหนูจ้ะ”
น้ำเสียงนั้นเด็ดเดี่ยวเสียเหลือเกิน แล้ววงแขนเรียวก็โอบรัด ร่างของเด็กหญิงอายุสิบสองเอาไว้...มีความรักใคร่อย่างลึกซึ้งสอดแทรก แต่สำหรับเขาที่มองดูอยู่ห่างๆ รู้ได้ลึกซึ้งและเท่าทันว่าเธอไม่เพียงแต่รัก แต่หล่อนหลงลูก...เหมือนพิจิกาจะเป็นชีวิตจิตใจ และเป็นดวงวิญญาณทั้งหมดของเธอทีเดียว
“ไปเสียจากที่นี่...แม่เบื่อที่นี่เต็มทน”
หล่อนกวาดตาไปรอบๆ แววตาของหล่อนบ่งบอกและหล่อนก็ทำให้เขาไหวสะท้าน...สิบสองเกือบจะสิบสามปีที่เขาได้เรียนรู้ว่าเมื่อความรักจืดจางลง มันก็นำมาแต่ความเบื่อหน่าย เขายังรักหล่อนเสมอ...ยังรัก ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลย แต่หล่อนเหมือนจะไม่เหลือความรักยิ่งใหญ่นั้นเอาไว้อีก
“ไม่เห็นจะมีอะไรดีขึ้น…บ้านนอกคอกนาแท้ๆ”
“เป็นอันว่าคุณจะไป”
“ใช่”
คางของหล่อนเชิดขึ้น หล่อนเพิ่งจะอายุสามสิบปีนี้ ยังสาวพริ้งสำหรับการมีลูกสาววัยสิบสอง...อีกหน่อยเมื่อพิจิกาเป็นสาว เมษา ก็จะเป็นเหมือนพี่สาวมากกว่าแม่ของเธอแน่นอน
“ลูกของเมควรจะได้รับสิ่งดีๆ ลูกมีโอกาสก้าวหน้า มีโอกาส ที่จะเป็นดาวดวงใหม่ในฟากฟ้า...ลูกของเรามีพรสวรรค์ในการ จะเป็นนักร้องนะคะ คุณเคยรู้ข้อนี้บ้างไหม คุณเคยสนใจบ้างหรือเปล่า ว่าเสียงของลูกไพเราะเหลือเกิน...เปล่าเลย หูของคุณบอดสนิทสำหรับ เสียงลูก...โน่นแน่ะ” เธอพยักหน้าอย่างเย้ยหยันออกไปนอกบ้าน...ถัดไปในโรงนา “เสียงวัวนั่นแหละที่คุณซาบซึ้ง...คุณรู้อารมณ์ของวัวไปเสียหมดว่ามันต้องการอะไร...ลูกคน...เมียอีกคน...คุณไม่เคยรู้”
คอของโอมเหมือนจะตกลง…เขาไม่เถียงหล่อน เพราะถึงอย่างไรเขาก็ไม่เคยเถียงหล่อนได้ทันสักหน หล่อนเป็นฝ่ายพูดคนเดียวเสียเป็นส่วนใหญ่ และเขาก็เป็นฝ่ายรับฟังมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว
“แล้วคุณจะกลับมากันอีกไหม”
“เมก็ไม่รู้”
หล่อนยังไม่มั่นใจ...หล่อนมาหมดเวลานานพอสมควรแล้วกับเขา ชีวิตมีแต่จะเงียบเหงาและอับเฉาลงทุกที แต่หล่อนก็ยังมีเยื่อใยบางๆ หลงเหลืออยู่บ้าง...เมื่อมองเห็นท่าหมดอาลัยตายอยากของเขา
“เมจะไม่ลืมหรอกว่ายังมีคุณ และก็ยังมีลูกชายของเมอยู่กับ คุณอีกคน...ให้เมได้ไปดูแลลูกสาวของเรา แกจะต้องมีแม่ที่เข้มแข็ง คอยอยู่ใกล้ๆ เมรู้ว่าในวงการพวกนี้มันมีมายาอยู่เยอะ เมจะคอยกลั่นกรองแต่สิ่งดีๆ ให้กับลูก”
โอมคร้านจะบอกกับเมษาเหลือเกินว่าหล่อนจะกลั่นกรองได้ดี สักเพียงใด ในเมื่อตัวหล่อนก็ยังไม่มีวุฒิภาวะเพียงพอ บางครั้งบางคราวเมษาก็ยังทำตัวเหมือนเด็กๆ
แต่เมื่อหล่อนอยากจะไป เขาจะทำอย่างไรได้นอกจาก ปล่อยหล่อนไป เขาไม่อยากขวางกั้นหล่อนเอาไว้ให้หล่อนพูดกระแทกแดกดันว่าเขาขวางกั้นอนาคตลูก...แต่โอมยังมองไม่ออกว่าเด็กหญิง อายุสิบสองที่ยังเรียนมัธยมสองไปปั้นให้เป็นนักร้องดังได้ดีเพียงใด แววของพิจิกาพอมี...แต่ก็แค่เด็กหญิงเสียงดีคนหนึ่ง การจะเป็นนักร้องดังได้มันจะต้องอาศัยองค์ประกอบมากมายหลายอย่าง เมษาหลงเชื่อ คำหว่านล้อมของเจ้านายหน้าคนนั้นมากเกินไป หล่อนวาดความฝันเอาไว้มากมาย…จนเขาเองก็ได้แต่ละเหี่ยเพลียใจแทน
“มีอีกอย่างที่ผมอยากจะขอร้อง”
“ว่าไปซิคะ”
อ้อมกอดของหล่อนคลายลง และพิจิกาก็มองบิดาเขม็ง เธอไม่สนิทสนมกับเขานัก นอกจากจะเคารพว่าเขาเป็นพ่อ…ชีวิตของเธอ มีแต่แม่เสียเป็นส่วนมาก แม่ที่ทะนุถนอมเธอประดุจอัญมณีล้ำค่า ปกป้องทะนุถนอมเธอ...เมื่อยามใดได้ซุกอยู่ในอ้อมอกแม่ เธอจะอบอุ่นใจเสมอ
“ผมจะไม่หย่านะ...ไม่เป็นอันขาด” เขายกมือขึ้นเมื่อหล่อน ทำท่าจะค้าน “คุณจะไปกับลูกก็ได้...แต่ผมก็จะไม่หย่าให้คุณ เราจะยังเป็นผัวเมียกัน มีทะเบียนสมรสอยู่อีกหนึ่ง...แล้วคุณก็ต้องจำให้ได้ว่า คุณยังมีผัวอีกหนึ่ง...ลูกชายอีกหนึ่ง ไม่ว่าคุณจะหอบหิ้วยัยขิมไปถึงไหน ก็ตามที”
“พ่อขา”
เสียงเรียกนั้นเบาแผ่วเหมือนลังเล เหมือนไม่แน่ใจ...แม่ไม่ให้ เธอเข้ามาหาเขา แต่เหมือนในจิตใต้สำนึกลึกๆ บอกว่าเธอควรจะเข้ามาที่นี่ มาเพื่อลาเขาให้ถูกต้องหลังจากที่เธอได้เป็นต้นเหตุของเรื่องบ้านแตกหนนี้...เธอเป็นคนเริ่มต้นกระตุ้นแม่ให้เห็นด้วยที่จะให้เธอเป็นนักร้อง ได้อัดแผ่น แม่ผู้เฝ้ารอคอยมานานนักตั้งแต่ในชีวิตของตัวเอง แต่แม่ไม่เคยมีโอกาสดังว่านั้น แม่เคยเป็นนักร้องตามร้านอาหาร...แม่มีเสียงดี แต่แม่ก็โชคร้าย
...พวกเขาบอกให้แม่รอ...รอ...รอ แม่ก็หลงเชื่อแล้วสุดท้าย มันก็ไร้ค่า แม่เจอพ่อของขิมเข้าเสียก่อน แม่ก็เลยแต่งงาน แล้วแม่ก็ไม่มีโอกาสเหลือเลย แม่ต้องมาจมอยู่ที่นี่กับไร่แคบๆ วัวอีกจำนวนหนึ่ง แม่เป็นเมียเกษตรกรจมปลักอยู่กับความยากจน…
“ขิมจะไปแล้ว”
เธอเข้ามาคุกเข่าเบื้องหน้าเขา...จับมือของเขามากุมเอาไว้ ถึงอย่างไรเขาก็เป็นพ่อของเธอ ให้กำเนิดชีวิตของเธอ ที่โรงเรียนแม่ชีนั้นสอนเธอในสิ่งดีๆ มากมาย และเธอก็เป็นเด็กเฉลียวฉลาด ผลการเรียนของพิจิกาอยู่ในเกรดสี่เสียเป็นส่วนมาก แต่เรื่องร้องเพลงก็เป็นสิ่งที่เธอ ไม่อยากจะรอคอยอีกต่อไป เธอกระหายสิ่งนั้น...กระหายชื่อเสียงที่จะมีมาเธอไม่ชอบบ้านไร่นี้เลย มันดูเหงาเงียบไม่มีชีวิตชีวา...เธอรู้สึกเหมือน ได้ยินเสียงร้องเรียกให้เธอออกไป...ไปให้พ้นจากที่นี่เสียโดยเร็ว
“พ่อจะไม่อวยพรให้ขิมหรือคะ”
เขาก้มลงมองลูกสาว เธอได้ผิวพรรณขาวสะอาดมาจากเมษา ได้ความเข้มคมจากเขาไป...จึงออกมาเป็นเด็กหญิงที่งดงามมาก ดวงหน้า รูปไข่ปลายคางเรียว มีดวงตาคู่ที่แจ่มใส ดวงตาที่มองแล้วก็ต้องใจอ่อนเสมอ...เขายกมือขึ้นลูบเส้นผมที่รวบเปิดหน้าผากตึงไปทางด้านหลัง ถักเป็นเปียแน่นๆ แล้ววางมือนิ่งกลางศีรษะอยู่เช่นนั้น ลำคอของเขา ตีบตันเกินกว่าจะมีคำพูดใดออกมาได้
“ไปเถอะ”
เขาเค้นคำนั้นออกมา รู้สึกว่าใจโหวงว่างเปล่า เขาอาจจะ ไม่ได้เลี้ยงเธอด้วยมือของเขาเอง ไม่ได้ฟูมฟักเธอเท่าเทียมกับที่เมษาได้ทำแต่เขาก็ได้สำนึกอย่างหนึ่งในตอนนี้ว่าเขาทำผิดไปใหญ่หลวงนัก เมษาได้ปลูกฝังหลายสิ่งหลายอย่างที่ล้วนแล้วแต่แก้ไขได้ยากให้กับพิจิกาประกอบกับการที่เขาส่งเธอเข้าเรียนในโรงเรียนที่ดีที่สุดของเมืองนี้ โรงเรียนที่สอนให้เด็กๆ กล้าหาญ...กล้าแสดงออก...กล้าคิดและ กล้าตัดสินใจ นั่นเป็นช่องโหว่ที่ทำให้พิจิกาเล็ดลอดไป...และเธอก็จะไปพ้นจากบ้านนี้ พ้นจากสายตาของเขาจะมองเห็นได้อีกต่อไป
โอมไม่กล้าสร้างความหวังใดๆ ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นชื่อเสียงของ
พิจิกาหรือการหวนกลับคืน
แต่หากเขาทัดทาน...เมษาก็จะก่นโทษว่าเขาไปจนชั่วชีวิต และหล่อนก็จะเสี้ยมสอนให้ลูกเกลียดชังเขาอีกด้วย เขาไม่อยากให้มีความเกลียดชังเกิดขึ้นในบ้านนี้ เขาเป็นคนรักสงบ เขาใฝ่หาสันติอยู่เสมอ แม้หล่อนจะจากไป...พิจิกาจากไป แต่เขาก็ยังเหลือลูกชายอีกคน ลูกชายที่จะเป็นของเขา ให้เขาเป็นต้นแบบหล่อหลอมทั้งจิตและวิญญาณ
“ขิมไปนะคะ”
น้ำเสียงนั้นไพเราะแม้ในยามบอกลา...โอมมองดูลูกสาวตัวน้อยของเขา รับรู้แต่ว่ายังเยาว์วัยนัก เธอยังอ่อนเดียงสาเกินไป แต่เด็กหญิงอ่อนเดียงสาเล็กๆ คนนี้แหละที่มีความทะเยอทะยานแรงเหลือเกิน อาจจะเป็นเพราะเมษาได้เสี้ยมสอนปลูกฝังมาตั้งแต่เธอยังเป็นเด็กทารก
สิ่งใดที่เมษาทำไม่ได้...ลูกของหล่อนจะต้องทำได้
หล่อนคาดหวังเอาไว้ในตัวลูกสาวคนเดียว และโอมก็สำนึกผิดเมื่อสายเกินไป
เขาปล่อยปละลูกสาวของเขามากเกินไป จนพิจิกาไม่เห็นความสำคัญ ของพ่อมากไปกว่าแม่
เธอกราบเขาที่มือ...ดวงตามองสบประสานกัน เขาได้เห็น ความเด็ดเดี่ยวในดวงตาของลูกน้อย วัยสิบสองเท่านั้นแต่ดูเหมือนพิจิกาจะเติบโตเกินวัย เธอได้ความเด็ดเดี่ยวจนเป็นดื้อรั้นมาจากแม่ ผสมผสานกับความมุมานะแรงกล้าของเขาเอง เขากลืนก้อนสะอื้นในอกลงไป เขามีคำอวยพรอยู่ในอก...เขาอยากเห็นเธอไปได้ดีดังใจปรารถนา ลูกเขา เป็นเด็กที่น่ารักน่าเอ็นดูและยังเยาว์วัยเหลือเกิน เขาได้แต่ภาวนาจากพระขอให้เธอไปได้ดี ขอให้เมษาจงเข้มแข็งพอจะปกป้องเธอด้วยเถิด
“ถ้า...มันไม่เหมือนที่คิด ก็กลับบ้านเรา...กลับบ้านนะ...ลูก”
รถยนต์คันนั้นแล่นจากไป ทิ้งฝุ่นให้ปลิวฟุ้งขึ้นมาจาก ท้องถนนที่เป็นเพียงทางโรยกรวดทับลงไปบนลูกรัง...เมียหนึ่ง ลูกสาวอีกหนึ่งได้ไปจากชีวิตของเขาแล้ว...โอมยังนั่งอยู่ที่เก้าอี้ ริมหน้าต่าง เขาอยากจะลุกขึ้นแต่แข้งขาของเขาก็ไม่ได้เป็นใจ เอาเสียเลย มันยังอ่อนเปลี้ย ต้องรวบรวมกำลังใจอยู่นานก่อนจะลุกขึ้นได้...เขาจะต้องยืนหยัดต่อไปไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น จะดี หรือจะร้ายแค่ไหน...เขาก็ยังต้องสู้กับชีวิต การจากไปของ คนสองคนไม่ได้เป็นเครื่องบ่งบอกว่าชีวิตของเขาจะต้องหยุดนิ่ง เพียงเท่านี้
และเมื่อเขาออกมาถึงประตู ก็มีรถอีกคันแล่นสวนเข้ามา เป็นรถสองแถวที่รับเด็กนักเรียนมาส่งบ้าน...ครูสาวท่าทางเรียบร้อย ลงมาจากรถก่อน ดูหล่อนมีจิตวิญญาณเป็นครูตั้งแต่เส้นผมไปจรด ปลายเท้านั่นทีเดียว...ดวงหน้าของหล่อนเกลี้ยงเกลาไร้เครื่องสำอางใดๆ โดยสิ้นเชิง
โอมรับลูกชายมาจากวงแขนของหล่อน ลูกชายเขาอายุสี่ขวบกว่าเกือบจะห้าขวบ...อายุเท่านี้แต่ลูกชายเขาได้กำพร้าแม่ไปแล้ว เนื้อตัวตันๆ นั่นทำให้อ้อมแขนของเขาหนักอึ้ง คางสากๆ ของเขาถูไถกับแก้มนิ่มเนื้อของเด็กชายจนแกเบือนหน้าหนี หัวเราะเอิ๊กอ๊ากไปหมด ดวงตาของเขาแดงก่ำเหมือนกลั้นน้ำตาเอาไว้ และเพ็ญพรรณก็มองเห็นเสียด้วย หล่อนก้าวเข้ามาอีกนิด
“คุณไม่สบายหรือเปล่าคะ”
เมื่อสักครู่ตอนเลี้ยวรถเข้ามา หล่อนมองเห็นเมษาและพิจิกา นั่งอยู่บนเบาะหลังของรถยนต์คันนั้น เพ็ญพรรณรู้ต่อไปอีกด้วยว่า พิจิกาขาดเรียนมาสามวันแล้ว...โรงเรียนแม่ชีกับโรงเรียนอนุบาล มีอาณาเขตติดต่อกัน ทุกทีหล่อนจะรับพิจิกาติดรถไปแวะส่งที่ โรงเรียนก่อน และรับกลับจากโรงเรียนในตอนเย็นอีกด้วย แต่พิจิกา ไม่ได้นั่งรถคันนี้มาแล้วสามวันเต็มๆ
“ปละ...เปล่า”
เขาปฏิเสธ...ยอมเสียมารยาท อุ้มลูกเดินเข้าบ้านโดยเร็ว เพ็ญพรรณมองตามหลังเขาไปอย่างครุ่นคิด หล่อนไม่ปฏิเสธว่าหล่อนพอใจชายคนนี้ แม้เขาจะมีเมียแล้วและยังมีลูกอีกสอง แต่หล่อนก็เก็บซ่อนความรู้สึกของตัวเองเอาไว้ลึกๆ ไม่แสดงออกมาภายนอก เพียงแต่ เพ็ญพรรณบอกตัวเองว่าหล่อนจะต้องรู้ให้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา
...ถึงจะไม่ใช่วันนี้ก็เถอะ...
**********************************************************
พิจิกานั่งเบียดอยู่ข้างๆ หล่อน เด็กหญิงหันไปข้างหลัง มองดูบ้านที่เคยอยู่ด้วยดวงตาละห้อย เมื่อจะไปจากบ้านเธอก็รู้สึกใจหาย และเมษาก็เข้าใจความรู้สึกของลูกสาวตัวน้อยเป็นอันดีหล่อนโอบกอดลูกสาว...ดึงให้หันหน้ากลับมา
“เราจะไปดีกันนะ...ลูก” หล่อนปลอบโยน “ลูกจะได้ร้องเพลง อัดแผ่น จะมีโอกาสมากมายในชีวิต จะได้เรียนต่อ และจะเป็นที่รู้จัก ของคนทั้งประเทศ...ลูกจะโด่งดัง”
แต่สายตาของเด็กหญิงมองไปเห็นรถสองแถวที่แล่นสวน จนฝุ่นฟุ้งเข้ามา เธอมองเห็นเด็กๆ มากมายในรถคันนั้น...รวมทั้งเด็กชายตัวน้อย น้องชายของเธอเองอีกด้วย
“แม่ขา...นั่น...น้อง”
เมษาไม่ยอมหันไปมอง หล่อนได้ตัดขาดแล้วโดยสิ้นเชิง จากผัว...จากลูกชาย
หล่อนจะให้ความอาวรณ์มาเป็นเครื่องฉุดดึงหล่อนเอาไว้ในปลักนี้อีกไม่ได้ หล่อนมาจมปลักอยู่นานแล้ว นี่เป็นโอกาสเดียวที่หล่อนได้สัมผัส เหมือนต่อลมหายใจของหล่อนให้ยืนยาวออกไป
“แม่ไม่มองน้องเลย”
“เกิดน้องเห็นแม่จะร้องไห้งอแง...แล้วเราก็ไม่ต้องไปไหนกันพอดี ขิม...ฟังแม่นะ เราจะไปหาความก้าวหน้าด้วยกัน ถ้าลูกยังอาลัยอาวรณ์นัก...ลูกจะเสียโอกาสที่ดีที่สุดไป”
หล่อนมองสบตากับคนขับรถทางกระจกบานเล็กๆ นั่น แล้วหล่อนก็เปิดยิ้มหวาน เมษายังสวยมากอยู่ ลูกสองของหล่อนไม่ได้ทำให้หล่อนด้อยความสวยลงไปเลย...ตรงกันข้ามหล่อนกลับมีน้ำมีนวลเปล่งปลั่งขึ้น ดวงหน้ายังเฉิดแฉล้ม ยามยิ้มหล่อนก็ยังทำให้คนมองตะลึงลานได้
“ฉันมาจากกรุงเทพฯ หลายปีแล้วนะคะ...จำกรุงเทพฯ แทบจะไม่ได้”
“เปลี่ยนไปมากเลยฮะ แต่อีกนานกว่าจะถึง จะพักผ่อนไปก่อน ก็ได้นะฮะ...แอร์เย็นพอไหม” เขาเร่งแอร์และส่งไปข้างหลังอีกพร้อมกับเปิดเพลงบรรเลงเบาๆ ให้อีกต่างหาก
“เย็นค่ะ...เย็นแล้ว กำลังสบายเชียว”
“ถ้าหิวก็บอกนะฮะ”
“ค่ะ”
หล่อนไม่หิวแน่นอน...หล่อนกำลังอิ่ม เหมือนอิ่มทิพย์ อย่างนั้นแหละ และหล่อนก็รั้งลูกสาวให้ซุกแนบอก กระซิบเบาๆ กับลูก
“ถ้าง่วงก็นอนเลยนะลูก”
ไม่เพียงแต่พูด หากแต่หล่อนจับขาลูกสาวขึ้นมาให้พาด เหยียดยาวไปตามเบาะแล้ววางศีรษะเอาไว้บนตัก ฮัมเพลงตามทำนอง ที่ได้ยินเป็นเพลงกล่อมลูกสาว...แล้วหล่อนก็ฝันถึงกรุงเทพ เมืองสวรรค์ ฝันทั้งที่หล่อนยังลืมตามองออกไปภายนอกรถเจิดจ้าด้วยแดดใส และท้องทุ่งกว้าง