บทที่2 เจ้าเป็นผู้ใดกันแน่?!
ภายใต้ทุกสายตาตื่นตะลึงจนแทบสติกระเจิงของเย่เยวี่ยอวี่และคนอื่นๆ เย่หลานผู้ที่ทั่วทั้งกายามีแต่น้ำโลหิตเปรอะเปื้อนและส่งกลิ่นคาวคละคลุ้งไปทั่ว ค่อยๆทรงตัวลุกขึ้นนั่งอย่างเชื่องช้า ดวงเนตรคู่นั้นแผ่รัศมีอันน่าเกรงขามชวนให้รู้สึกสยองพองขนถึงแก่นจิต ตลอดทั่วใบหน้าเต็มไปด้วยบาดแผลฉกรรจ์อันเกิดจากของมีคม ที่กรีดลึกลงไปจนน่ากลัวปรากฏเด่นชัด
ผู้ใดมิรู้คงต้องนึกไปเองว่า บัดนี้ตัวนางหาใช่สิ่งใดอื่นไม่ หากแต่เป็นเพียงหนึ่งในซากศพทั่วไปในบริเวณนี้ที่ถูกปลุกขึ้นมาเท่านั้น
แต่หากผู้ใดรู้ย่อมต้องกระจ่างแก่ใจดีว่า ภายใต้บาดแผลนับร้อยนี้ แต่เดิมคือโฉมงามล้ำเลิศเหนืออิสตรีทั้งปวง!
หากถามว่าแล้วผู้ใดคือคนทำลายโฉมหน้าอันงดงามแสนประณีตนี้ แน่นอนว่าย่อมมิใช่ใครอื่น นอกเสียจาก...เย่เยวี่ยอวี่!
เดิมที เย่หลานตั้งใจจะใช้สองมือสองขาพยุงร่างให้ลุกขึ้นมาด้วยตัวเอง ทว่าช่างน่าเสียดายสองที่ทั้งสองมือสองขากลับถูกหักทิ้งจนสิ้น จึงมิอาจเคลื่อนไหวได้เลยแม้แต่น้อย สุดท้าย นางจำต้องนั่งแช่อยู่ในโลงเช่นนั้น แล้วเอื้อนเอ่ยวาจาสั่งการเหล่าซากศพข้างกายอย่างไม่ร้อนอกร้อนใจนัก
“จงแบกข้าขึ้นมา”
เหล่าซากศพทั้งหลายแม้ใบหน้ายังคงปราศจากอารมณ์ความรู้สึกประหนึ่งไร้วิญญาณ ทว่ากลับฟังคำสั่งของเย่หลานได้เข้าใจเต็มร้อยส่วนทุกถ้อยวาจา พวกมันต่างร่วมแรงร่วมใจกันเข้าไปยกโลงศพขึ้นจากหลุมได้โดยง่ายดาย
บัดนี้เย่หลานยังคงนั่งทอดกายนิ่งอยู่ในโลงศพ ก่อนจะค่อยๆเอียงคอหันศีรษะพร้อมกวาดสายตาเย็นยะเยือกไร้อารมณ์ไปทางเย่เยวี่ยอวี่และบรรดาบ่าวไพร่ทั้งหลายอย่างเชื่องช้า นางสะบัดมือขวาที่ยังไม่ขาดจากกันดี แต่ก็ห้อยต่องแต่งไร้การควบคุม พลางขานสั่งเสียงเรียบว่า
“คนเหล่านี้ พวกเจ้ากินได้ตามสบาย”
ข้อมือขวาข้างนั้นยังคงสั่นไหวห้อยแกว่งอยู่กลางอากาศ ทว่าสีหน้าการแสดงออกของนางกลับไร้ซึ่งร่องรอยแห่งความเจ็บปวดอย่างสิ้นเชิง
ในเสี้ยวพริบตา ซากศพเดินได้นับร้อยตัวรอบด้าน ต่างก็พากันกระสับกระส่ายบ้าคลั่งขึ้นมาทันใด ดวงตาไร้แววชีวิตทุกคู่ล้วนหันขวับจ้องเขม็งไปทางเย่เยวี่ยอวี่และเหล่าบริวารของนาง คล้ายเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่า งานเลี้ยงเนื้อมนุษย์ครั้งใหญ่อันแสนหรูหรากำลังจะเริ่มต้นขึ้น ณ บัดนี้แล้ว!
เย่เยวี่ยอวี่และทุกคนต่างหน้าเสียหนักจนขาวโพลนราวแผ่นกระดาษ หวาดกลัวจนแทบสิ้นสติ!
มาถึงตอนนี้ ผู้ใดบ้างเล่าจะยังไม่เข้าใจสถานการณ์...
ปรากฏการณ์ตรงหน้าทั้งหมดนี้ หาใช่ผู้ใดอื่นไม่ที่เป็นตัวการ หากแต่เป็นฝีมือของเย่หลานนั่นเอง!
แต่ประเดี๋ยว! นังนั่นยังใช่ยัยโง่ปัญญาอ่อนเย่หลานผู้นั้นจริงรึ?!
เย่เยวี่ยอวี่กัดฟัดกรอด นางทำใจดีสู้เสือร้องตะโกนโหวกเหวกเสียงดังลั่นแต่กลับสั่นเทา
“เย่หลาน! นี่เจ้าถึงขั้นหมายจะเอาชีวิตกันเลยงั้นรึ?! ยังไม่รีบสั่งให้ผีดิบพวกนี้ล่าถอยออกไปอีกรึ!!?”
เสียงตวาดก่นด่าของเย่เยวี่ยอวี่ดังไปถึงหูเย่หลาน หากมิใช่เพราะฝูงซากศพเหล่านี้ยืนขัดขวางอยู่เบื้องหน้าแล้วล่ะก็ เกรงว่าป่านนี้นางคงพุ่งเข้าไปตบตีอีกฝ่ายฉาดใหญ่เพื่อระบายโทสะเหมือนเคยไปแล้วเป็นแน่
ทว่าในเวลานี้ เย่หลานกลับมิได้สนใจเสียงก่นด่าของนางเลยแม้แต่น้อย มากที่สุดก็เพียงปรายหางตาเย็นชาใส่นางปราดหนึ่งเท่านั้น
และสายตาที่ว่า...ก็ประหนึ่งกำลังแลมองเพียงเห็บหมัดสุนัขที่แสนไร้ค่าเท่านั้น ปราศจากคุณค่าใดๆให้นางต้องสนใจเลยด้วยซ้ำ
“ถอนตะปูฝาโลงออกมา”
หนึ่งคำบัญชาราบเรียบดังกังวานขึ้น ฝูงซากศพเร่งสดับรับคำสั่ง และได้พากันเก็บตะปูขึ้นมาทีละดอกเพื่อส่งมอบให้ เย่หลานอ้าปากเอื้อมรับมาดอกหนึ่ง หลังจากใช้ปากขบกัดให้มั่นแล้ว ก็ได้ทำการปักลงบนข้อมือขวาที่ขาดห้อยของตน ประกบทั้งสองส่วนเข้าด้วยกันโดยแทงตะปูเจาะฝังลงไปใช้เป็นตัวเชื่อมต่อ!
จังหวะที่ปักแทงลงไปนั้น น้ำเลือดได้สาดกระเซ็นเปื้อนเปรอะไปทั่วทั้งฝาโลง!
เพียงชั่วพริบตาเท่านั้น นางก็สามารถขยับข้อมือขวาขึ้นลงได้ตามปกติ
และภาพนี้ก็ได้ทำให้เย่เยวี่ยอวี่และคนอื่นๆถึงกับต้องเบิกตากว้าง...
นาง...ใช้ตะปูตอกฝาโลงเชื่อมกระดูกที่หักให้ประกบติดกันได้อย่างหน้าตาเฉย?!
จากนั้น เย่หลานก็ได้เริ่มกระบวนนี้ซ้ำกับขาทั้งสองข้างของตน จนสามารถกลับมายืนตรงได้อีกครา จะเหลือก็เพียงแขนข้างซ้ายที่ยังหักห้องคาอยู่เพราะยังมิได้ซ่อมแซม
ภาพฉากสุดสยองตรงหน้านี้ทำเอาชิวหงและบรรดาบ่าวไพร่ที่เหลือ ต่างก็พากันตื่นตระหนกขวัญกระเจิงอย่างหนักจนวิญญาณหลุดลอย มิวายกรีดร้องเสียงหลงออกมา
“ผี! นางถูกผีร้ายสิงสู่เข้าให้แล้ว!!”
เย่เยวี่ยอวี่เองก็จิตหลุดไปด้วยเช่นกัน
นี่มันเกิดเรื่องบ้าอันใดขึ้นกันแน่?
หรือว่านังปัญญาอ่อนเย่หลานจะถูกวิญญาณร้ายเข้าสิงแล้วจริงๆ?!
ครั้นจัดการต่อแขนขาเสร็จแล้ว เย่หลานจึงค่อยพยุงกายลุกก้าวออกจากโลง โดยมีซากศพสองร่างเข้าไปช่วยกันจับประคองอยู่ข้างกาย นางตบเท้าก้าวเดินขึ้นหน้ามาทีละก้าว ก่อนจะมายืนประจันหน้ากับทุกคน
นางตวัดสายตาคู่เย็นเยียบจ้องเขม็งไปทางเย่เยวี่ยอวี่ พร้อมเอ่ยวาจาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“เจ้าคงจะเป็น...เย่เยวี่ยอวี่กระมัง? เมื่อครู่ข้าได้ยินว่า...ผู้ที่สั่งการให้หักแขนหักขาร่างนี้ก็คือเจ้าใช่หรือไม่?”
ด้วยบริบทคำพูดที่ฟังดูประหลาดนี้ เย่เยวี่ยอวี่ยิ่งหน้าถอดสีซีดเผือดมากกว่าเดิมเป็นเท่าทวี คล้ายว่าสิ่งที่นางกำลังหวาดระแวงได้รับการยืนยันแล้ว...
ผู้ที่กำลังเอ่ยขานวาจาอยู่เบื้องหน้านี้ หาใช่นังปัญญาอ่อนเย่หลานที่นางเคยรู้จักไม่!
“เจ้า...เจ้าเป็นผู้ใดกันแน่?! เจ้าหมายจะทำสิ่งใดกัน?!”
เสียงร้องถามของนางสั่นเครือจนฟังแทบไม่รู้เรื่อง ดวงตาฉายแววพรั่นพรึงจ้องมองเย่หลานอย่างไม่ละสายตา นางยังเอ่ยข่มขู่ซ้ำด้วยว่า
“ข้าขอเตือนเจ้าไว้ก่อน! ข้าผู้นี้เป็นถึงคุณหนูรองแห่งตระกูลเย่! หากคิดแตะต้องข้าแม้เพียงปลายเส้นผม ท่านพ่อย่อมมิปล่อยเจ้าให้ลอยนวลไปแน่!”
แต่ผู้ใดจะคาดคิดเล่าว่า เย่หลานเพียงบ้วนถุยน้ำเลือดลงพื้นคำหนึ่งอย่างมิใส่ใจ ก่อนจะเริ่มเชิดหน้าตั้งสูงมองเหยียดใส่เยี่ยงเศษขยะข้างทางชิ้นหนึ่ง
บัดนี้ เย่หลานได้ซึมซับความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมไว้หมดสิ้นสมบูรณ์แล้ว สารพัดเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นกับเจ้าของร่างในอดีต ล้วนฉายปรากฏชัดอยู่ในห้วงความคิดของนาง...
เมื่อสิบเจ็ดปีก่อน...
เย่อวิ๋นเฟิง ประมุขแห่งตระกูลเย่ ได้อุ้มทารกน้อยที่เพิ่งลืมตาดูโลกไม่นานกลับมาที่จวน เขาป่าวประกาศต่อหน้าสมาชิกทั้งหลายในตระกูลว่า เด็กผู้นี้คือบุตรีที่เป็นสายเลือดแท้ๆของตนและได้ขนานนามให้นางว่า เย่หลาน
ทว่าเมื่อเติบใหญ่ขึ้นมา กลับพบว่าแท้จริงแล้วนางเป็นเด็กที่มีสติปัญญาบกพร่องไม่สมประกอบแต่กำเนิด พัฒนาการสมองของนางเท่ากับเด็กในวัยสามขวบเท่านั้น และที่สำคัญ นางมิอาจฝึกปรือปราณยุทธ์ได้เลยแม้แต่น้อย
ไม่นานหลังจากนั้น เย่อวิ๋นเฟิงจึงรับอนุภรรยาเข้าจวนอีกสองคน ต่อมาจึงได้ให้กำเนิดบุตรีสองนางซึ่งได้แก่ เย่เยวี่ยอวี่และเย่เยวี่ยเหลียน และนับตั้งแต่บัดนั้นมา เย่หลานก็มิได้รับความสนใจหรือใส่ใจจากผู้เป็นบิดาอีกเลย...
เมื่อเติบใหญ่เป็นสาว เย่หลานกลับหาได้มีชีวิตดั่งเช่นผู้อื่น กระทั่งคำว่า ‘มนุษย์’ ยังมิได้ใกล้เคียงเลยด้วยซ้ำ ทุกวันนางจำต้องกลายมาเป็นกระสอบทรายสำหรับให้ผู้คนระบายอารมณ์ใส่ ต้องทนเป็นที่รองมือรองเท้า ปล่อยให้น้องสาวทั้งสองทุบตีดุด่าเพื่อความบังเทิง วันและคืนผ่านไป สถานะความเป็นคนของนางก็ยิ่งต่ำต้อยเสียยิ่งกว่าสุนัขขี้เรื้อนตามท้องถนนเสียอีก
จนกระทั่งเมื่อสามวันก่อน เย่เยวี่ยอวี่และเย่เยวี่ยเหลียนได้พานางไปงานเทศกาลชมบุปผา ซึ่งจัดขึ้นภายในจวนตระกูลเหอ นางถูกล่ามโซ่ไว้ที่คอและบังคับให้ทำตัวเยี่ยงสุนัขเลี้ยง เดินด้วยสี่เท้าเลียนแบบสุนัขไปทั่วงาน สร้างความบันเทิงและเสียงหัวเราะเย้ยหยันให้กับผู้คน พร้อมทั้งวาจาเหยียดหยามสารพัด
ระหว่างที่เย่หลานจำใจต้องทำการแสดงเป็น ‘สุนัขปีนต้นไม้’ และหากนางทำไม่ได้ก็จะถูกน้องสาวทั้งสองไล่ต้อนไล่เฆี่ยน ภายใต้ความตื่นตระหนกระคนหวาดกลัวนั้น ส่งผลให้เย่หลานมิทันได้ระวังตัว ระหว่างปีนขึ้นไปได้ครึ่งทางจึงพลัดตกลงมาจากต้นไม้สูง ล้มลงไปกองอยู่เบื้องบาทาของเหอเฉิน คุณชายใหญ่แห่งตระกูลเหอเข้าพอดิบพอดี มิหนำซ้ำนางยังเผลอเงยหน้าขึ้นสบตาประสานสายตากับเขาโดยบังเอิญ จึงได้เผยโฉมหน้าที่งามล้ำเหนือกว่าน้องสาวทั้งสองคนให้อีกฝ่ายเห็น
เมื่อเหอเฉินได้ยลโฉมความงามล่มเมืองของนางเข้า จึงได้บังเกิดจิตใจสกปรก แสร้งทำเป็นยื่นมือเข้าไปช่วยจับประคองนางให้ลุกขึ้นมา ภายใต้สายตาโลมเลียที่เต็มไปด้วยความหื่นกระหาย เขาลอบฉวยโอกาสล้วงจับทั้งหน้าอกและก้นของนางอย่างสำราญ
และภาพฉากเหล่านั้นก็ดันบังเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาเย่เยวี่ยอวี่ ทำให้นางปักใจเชื่อสนิทว่า เย่หลานมีจิตใจชั่วช้าจงใจยั่วยวนท่านพี่เหอเฉินของนาง โทสะจึงได้สุกงอมอยู่เต็มอก ครั้นกลับถึงจวนจึงเริ่มเกณฑ์บ่าวไพร่มาไล่หักแขนหักขาของเย่หลานทิ้งเสีย ซ้ำยังใช้มีดกรีดใบหน้าที่งดงามของนางเสียจนพังยับเยินและเลือดพุ่งกระฉูด
หลังจากแก้แค้นจนสำราญใจแล้ว จึงได้สั่งคนให้จับนางยัดใส่เข้าไปในโลงศพ แล้วลอบนำออกไปนอกเมืองเพื่อทำการฝังนางทั้งเป็นให้สาสมใจ
เรื่องทั้งหมดนี้จึงเป็นที่มาของการเกิดภาพฉากเหตุการณ์ในตอนต้น...
ส่วนยามนี้–
เย่หลานเปล่งเสียงราบเรียบแต่เย็นสะท้านจับจิต
“มิว่าเจ้าจะเป็นคุณหนูรองหรือคุณหนูสาม ก็หาได้สำคัญไม่... เพราะถึงอย่างไรเมื่อตายลง ก็มิพ้นต้องกลายสภาพเป็นซากศพเน่าไร้ค่า สำหรับข้าแล้ว หามีสิ่งใดแตกต่างกันไม่”
เย่เยวี่ยอวี่เนื้อตัวสั่นเทาด้วยความพรั่นพรึงสุดขั้ว มองเห็นอีกฝ่ายนำพาฝูงซากศพเดินได้ย่างกรายเข้าใกล้มากขึ้นทุกที บัดนี้หัวใจของนางมีเพียงความหวาดผวาที่สุกงอม ได้แต่ถอยกรูดหลบหนีอย่างช่วยไม่ได้
หนึ่งท่าปรากฏ เพียงแค่เย่หลานโบกมือส่งสัญญาณเบาๆ
ซากศพเน่าเหม็นจำนวนสองตนก็ตบเท้าก้าวเข้าไปโดยพร้อมเพรียง ตรงเข้าคว้าร่างของเย่เยวี่ยอวี่และตรึงจับขนาบเอาไว้ทั้งซ้ายขวา
เย่เยวี่ยอวี่เริ่มสังหรณ์ใจไม่ดีมากขึ้นเรื่อยๆ นางดิ้นรนสุดกำลังหวังจะหนีตายพร้อมกับส่งเสียงกรีดร้องดังลั่น
“ปล่อยข้า! ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้นะ! ไอ้พวกเศษสวะโสโครก! บอกให้ปล่อยอย่างไรเล่า!!”
ทว่าซากศพทั้งสองร่างหาได้สนใจฟังคำสั่งของเย่เยวี่ยอวี่ไม่ ตรงกันข้าม พวกมันเริ่มบังคับฉุดลากร่างของนางมาส่งให้ตรงหน้าของเย่หลาน
“นี่เจ้าต้องการช่วยนางล้างแค้นอย่างนั้นรึ?”
ได้ยินคำถามนี้ เย่หลานถึงกับต้องหลุดหัวเราะเสียงเย็นชืดออกมา สายตาที่จ้องมองมามีเพียงความดูหมิ่นเย้ยหยัน ริมฝีปากเริ่มคลี่เปิดเอ่ยตอบ
“หาใช่ไม่... ข้ามิได้มีจิตใจเมตตากรุณาถึงเพียงนั้น ทั้งหมดเพียงเพราะเห็นเจ้าแล้วช่างขัดหูขัดตานัก ข้าจึงอยากฆ่าทิ้งก็เท่านั้นเอง”
“เจ้า?!”
เย่เยวี่ยอวี่ได้ฟังเหตุผลก็ยิ่งเดือดดาลจัด เพิ่งจะอ้าปากหมายโต้กลับสักคำ แต่ในเสี้ยวพริบตาถัดมา กลับมีฝ่ามือพิฆาตพุ่งตะปบบีบคอนางไว้ ซ้ำยังออกแรงกระชับแน่นมากขึ้นเรื่อยๆ
“อึก! ...ไม่ ...ขอร้อง อย่า... อย่าฆ่า..!!”
เมื่อเริ่มขาดอากาศจนหายใจไม่ออก ก็ยิ่งสัมผัสกลิ่นอายแห่งความตายได้ชัดเจนมากขึ้น เย่เยวี่ยอวี่พยายามดิ้นรนอย่างสุดกำลังจนฉี่เล็ดอึราด อาศัยใช้เล็บทั้งสิบจิกแขนข้างนั้นของเย่หลานสุดแรง หมายจะกระชากดึงออกจากลำคอให้จงได้ แต่ทว่าทั้งหมดทั้งมวลกลับไร้ผลอย่างสิ้นเชิง!
และอีกเพียงหนึ่งอึดใจถัดมา...
เสียงกระดูกลั่นแตกดัง ‘กร๊อบ!’ ก็ดังกึกก้องกังวานขึ้น
กระดูกบริเวณลำคอของเย่เยวี่ยอวี่ถูกหักทิ้งอย่างไร้ปราณี!
เย่เยวี่ยอวี่ตายทั้งที่ดวงตายังถลนเบิกโพลงภายใต้ความหวาดกลัวและคับแค้น ดวงวิญญาณมิอาจหลับใหลได้โดยสงบ เย่หลานหรี่ตาจ้องมองอย่างสมเพช ก่อนจะสะบัดมือเหวี่ยงร่างไร้วิญญาณนั้นทิ้งกระแทกลงกับพื้นเสียงดังตุ้บ
“นอกจากเศษซากสวะที่ข้าเพิ่งฆ่าทิ้ง ที่เหลือถือว่าเป็นอาหารของพวกเจ้า จงไปแบ่งสรรกันเอาเองก็แล้วกัน”
สิ้นวาจานั้น บรรดาบ่าวไพร่หญิงชายทั้งหลายต่างก็กรีดร้องโหยหวนกันระงม เสมือนฝูงมดแตกฮือ ต่างคนต่างแตกตื่นหนีกันไปคนละทิศละทางเพื่อเอาชีวิตรอด
แต่ไม่ว่าจะวิ่งหนีได้รวดเร็วปานใด ก็หาได้รอดพ้นจากฝูงผีดิบกระหายเลือดนับร้อยนี้ไปได้ ท้ายสุด ก็ไม่มีผู้ใดรอดจากการถูกรุมกินโต๊ะ ต้องกลายมาเป็นอาหารสดให้แก่พวกมันกันถ้วนหน้า
เย่หลานเอนกายพิงพักข้างโลงศพ ใบหน้าไร้ระลอกคลื่นอารมณ์ผันผวนใดๆ ระหว่างนั้นได้ทอดสายตามองภาพฉากที่เหล่าผีดิบกำลังรุมฉีกกระชากกัดเนื้อมนุษย์สดๆกินอย่างสงบ พลางยกมือควานหาบางสิ่งบางอย่างออกมาจากใต้แผ่นอก ก่อนจะควักเอาก้อนวิญญาณสีขาวหม่นดวงหนึ่งออกมา
และนั่นก็คือ –เศษเสี้ยวดวงวิญญาณที่หลงเหลือจากเจ้าของร่างเดิมนี้
เย่หลานเอื้อนเอ่ยวาจาผ่านน้ำเสียงราบเรียบ
“ตัวข้าผู้นี้ถือคติประจำใจอยู่หนึ่งข้อ หากยอมรับเงื่อนไขจากข้าเพียงหนึ่ง ข้าผู้นี้ย่อมตอบแทนให้เป็นสอง”
พูดจบ นางก็จับจ้องมองไปทางดวงวิญญาณที่แสนพร่าเลือนเบื้องหน้า ซึ่งแม้ตายไปแล้วก็ยังแสดงอากัปกิริยาโง่งมมิแปรเปลี่ยน ภายใต้คู่สายตาแสนสงบ นางทำได้เพียงถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่งคล้ายปลงตก
“ช่างน่าเสียดายนักที่เจ้าสิ้นชีพไปแล้ว ใยเล่าจะสามารถตกปากรับเงื่อนไขจากข้าได้ เช่นนี้ก็แล้วกัน เพื่อเป็นการตอบแทนที่เจ้ายอมสละร่างเนื้อนี้ให้ข้าได้ใช้งาน ข้าก็จะทำความปรารถนาสุดท้ายสองประการของเจ้าให้เป็นจริง”
คำมั่นสัญญาที่ดังกึกก้องนั้นได้แทรกซึมเข้าสู่ดวงวิญญาณโดยตรง ประหนึ่งเป็นคำบัญชาในนิมิต
ดวงวิญญาณแสนพร่าเลือนพยายามขยับปากสั่นเครือ เอ่ยขึ้นอย่างตะกุกตะกักว่า
“หยก...ตราหยก... ท่านแม่...ตามหา...”
เย่หลานรับฟังและพยายามจับใจความ ก่อนจะเลิกคิ้วกระตุกเล็กน้อยพร้อมกับเอ่ยถามออกไปว่า
“นี่เจ้ากำลังบอกข้าว่า ให้ข้าช่วยตามหาตราหยกของเจ้าคืน แล้วก็ช่วยตามหาท่านแม่ของเจ้าให้ใช่หรือไม่?”
ดวงวิญญาณรูปทรงบิดเบี้ยวไม่เสถียรพยักหน้ารับเบาๆ
เย่หลานแสยะยิ้มมุมปาก ก่อนจะเสนอขึ้นว่า
“แล้วเจ้าไม่ต้องการแก้แค้นบ้างรึ? ข้าสามารถล่าสังหารทุกคนที่เคยกลั่นแกล้งเจ้าได้ มิว่ามันผู้นั้นจะเป็นใครหน้าไหนก็ตาม”
ขานกล่าวได้เพียงครึ่งทาง สายตาของนางยังฉายประกายอำมหิต
“อย่าว่าแต่ตระกูลเย่เลย...ต่อให้เป็นทั้งเมืองหนิงอัน ข้าผู้นี้ย่อมแผดผลาญให้สิ้นซากได้!”
บทที่ 3 รูปโฉมอันน่าอัศจรรย์ตา
ดวงวิญญาณที่ลางเลือนได้แต่เอียงศีรษะเล็กน้อย ฉายแววโง่งมในดวงตา
“แก้...แค้น? คือสิ่งใด...อะไรคือแก้แค้น?”
ท่าทางการแสดงออกที่โง่เขลาเยี่ยงเด็กน้อยไร้เดียงสานี้ ทำเอาเย่หลานถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ นางถึงกับต้องถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมาหนึ่งครา
“ช่างเถิด...พัฒนาการทางสมองเจ้าเทียบเท่ากับเด็กอายุเพียงสามขวบ ถูกเหยียบย่ำรังแกเยี่ยงเดรัจฉานยังมิรู้จักตอบโต้ ไหนเลยจะเข้าใจคำว่าแก้แค้นได้”
นางกล่าวเสียงเรียบและเปลี่ยนประเด็นทันที
“ไม่เป็นไร เช่นนั้นที่เหลือต่อจากนี้ข้าจะจัดการแทนเจ้าเอง ส่วนเจ้าเพียงแค่อยู่เฉยๆก็พอ รอจนกว่าข้าผู้นี้จะทำความปรารถนาของเจ้าให้สำเร็จก็พอ ดวงวิญญาณของเจ้าจะได้ไปสู่สุขติ”
เย่หลานคว้ากำดวงวิญญาณกลับเข้าไปไว้ในฝ่ามือ บรรจงบีบขยำเพียงไม่กี่ครั้ง มันก็แปรสภาพเปลี่ยนเป็นเม็ดไข่มุกสีขาวขุ่นงดงาม นางดึงเส้นด้ายออกมาจากชายเสื้ออาภรณ์ แล้วร้อยทำเป็นจี้แขวนห้อยไว้บนลำคอของตน
สายตาคู่คมกริบของเย่หลานพลันเหลือบมองไปด้านหนึ่ง จ้องตรงไปทางร่างไร้วิญญาณของเย่เยวี่ยอวี่ บัดนี้เหนือร่างที่ว่าปรากฏเป็นเงาวิญญาณสีดำหม่นระคนแดงชาด ครู่หนึ่งจึงแปรสภาพเป็นรูปร่างคล้ายอสูรกายดุร้าย ส่งเสียงกรีดร้องและพุ่งถลาจู่โจมใส่นางทันที
ทว่าเย่หลานกลับมิได้เหลือบแลต่อแต่อย่างใด นางเปล่งวาจาสั้นๆแต่เย็นจับขั้วหัวใจออกมาประโยคหนึ่ง
“ดับสลาย!”
ทันใดนั้น ดวงวิญญาณอาฆาตแค้นของเย่เยวี่ยอวี่ก็แตกสลายกลายเป็นเถ้าธุลี แล้วปลิดปลิวหายวับไปในพริบตา
ครั้นจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เย่หลานจึงหันกายหมายจะโยนศพของเย่เยวี่ยอวี่ให้แก่ฝูงผีดิบทั้งหลายได้ฉีกกัดแบ่งกันกิน
หากแต่เวลาเดียวกันนั้น นางก็พลันเหลือบไปมองซากศพเน่าเฟะร่างหนึ่งที่อยู่ใกล้กัน โดยไม่พูดพล่ามทำเพลง นางรีบล้วงมือเข้าไปในร่างศพนั้น กระชากดึงเถาวัลย์ดำทมิฬเส้นหนึ่งที่กำลังดิ้นพลิ้วคล้ายพยาธิออกมา
เย่หลานถึงกับร้องอุทานคำโตเมื่อค้นพบสิ่งนี้
“เหลือเชื่อโดยแท้ ดินแดนโลกีย์ของพวกมนุษย์ยังมีเถาวัลย์เมฆาภูตอยู่ด้วยรึ?”
แท้จริงแล้วเถาวัลย์เส้นนั้นหาได้คิดจะหลบหนีไม่ มันรีบพันรัดนิ้วมือของเย่หลานไว้แนบแน่น เหมือนจะส่งสัญญาณว่าต้องการติดตามนางไปด้วยหลังจากนี้
เย่หลานฉีกยิ้มมุมปากพร้อมกับเอ่ยขึ้นว่า
“นับว่าเจ้ายังพอมีความฉลาดเฉลียวอยู่บ้าง”
พินิจดูจากขนาดของเจ้าเถาวัลย์เมฆาภูตเส้นนี้ คาดว่าคงพำนักอาศัยอยู่ในสุสานร้างแห่งนี้มาเนิ่นนานแล้ว เพียงแต่พลังของมันกลับอ่อนแอยิ่งนัก เสมือนขอทานที่หากินเศษแป้งไม่อิ่มท้อง จึงเติบโตเพียงขนาดแต่ไร้ซึ่งกำลังวังชา
เมื่อเห็นเย่หลานสามารถดึงพลังมารด้านลบจากในสุสานแห่งนี้ออกมาเพื่อควบคุมหมู่ศพได้ เถาวัลย์เมฆาภูตผู้ดำรงชีพด้วยการดูดซับกลิ่นอายแห่งความตายในการยังชีพ จึงรู้สึกตื่นเต้นเกินกว่าจะซ่อนตัวได้อีกต่อไป มันแทบจะพลีกายเข้ามาตีสนิทชิดเชื้อกับนาง ประหนึ่งว่าขอยอมสวามิภักดิ์ต่อเจ้านายคนใหม่
เย่หลานแค่นหัวเราะออกมาคำหนึ่ง
“ช่างพอดีนัก บัดนี้ข้าเองก็เพิ่งจุติใหม่ ยังขาดศาสตราอาวุธคู่มือ หากเจ้าเต็มใจ ข้าย่อมใช้เจ้าเป็นมือเท้าไปพลางก่อนได้”
สิ้นวาจานั้น เถาวัลย์เมฆาภูตก็ไม่รอช้า เร่งแทงหนามเล็กจิ๋วลงไปบนปลายนิ้วของนางอย่างประณีตเบามือ รีดนำหนึ่งหยาดโลหิตให้หลั่งรินสัมผัสกับร่างของมันเท่านั้น ราวกับกลัวว่าเจ้านายคนใหม่จะรู้สึกเจ็บ เท่านี้ก็บังเกิดเป็นสัญญาณเชื่อมวิญญาณระหว่างเจ้านายกับทาสแล้ว และตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เถาวัลย์เมฆาภูตก็ได้กลายมาเป็นศาสตราวุธประจำกายของนางแล้ว
เท่ากับว่าในตอนนี้ เย่หลานก็อาวุธสำหรับใช้ป้องกันตัวบ้างแล้วเช่นกัน
แต่น่าเสียดายนัก พลังบ่มเพาะปราณยุทธ์ที่นางเคยฝึกปรือมาชั่วชีวิตก่อนหน้านี้ หาได้ติดตามนางมายังร่างใหม่นี้ด้วยไม่
หรือก็คือ...นางจำต้องเร่งบ่มเพาะพลังปราณยุทธ์ใหม่ทั้งหมด เริ่มตั้งแต่ขั้นพื้นฐาน!
แต่ไม่เป็นไร...
อย่างน้อยที่สุด ทั้งเคล็ดวิชาต่อสู้และบ่มเพาะพลัง ล้วนยังคงสถิตอยู่ในสมองของนางเพรียบพร้อมสมบูรณ์ดี ขอเพียงมีเวลาและโอกาสสักหน่อย เย่หลานย่อมสามารถหวนคืนสู่ความยิ่งใหญ่เป็นคำรบสองได้แน่!
ทว่าทั้งหมดทั้งมวลนั้น มีเงื่อนไขสำคัญอยู่ประการหนึ่ง –
ห้ามมิให้พวกตาเฒ่าน่าตายบนดินแดนศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ล่วงรู้โดยเด็ดขาดว่านางยังไม่ตาย!
หากพวกมันรู้เข้า มีหวังได้ยกทัพศึกบุกลงมายังแดนโลกีย์อย่างพิภพมนุษย์แห่งนี้เป็นแน่!
หากถูกกวาดล้างครานี้ มีหวังนางได้สิ้นซากอย่างแท้จริง!
เย่หลานตรึกตรองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะได้บทสรุปในใจว่า
‘หากคิดจะซื้อเวลาเพื่อเร่งฝึกปรือบ่มเพาะพลังปราณยุทธ์ จำต้องเสาะหาที่พักพิงสักแห่งหน... จวนตระกูลเย่...เห็นจะเหมาะสมที่สุดแล้ว’
ด้วยเหตุนี้เอง
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครานี้ ทั้งหมดล้วนเป็นเพราะเย่เยวี่ยอวี่แอบลักพาตัวเจ้าของร่างเดิมออกมา และในเมื่อเย่เยวี่ยอวี่กับผู้ติดตามของนางล้วนตายสิ้นแล้ว ย่อมเท่ากับว่าจะไม่มีผู้ใดเอะใจสงสัยถึงตัวตนของนางในปัจจุบัน
เย่หลานคนนี้ยังคงเป็นยัยปัญญาอ่อนในสายตาของทุกคน
หากเป็นเช่นนั้น นางก็ยังจะสามารถใช้ภาพจำอันแสนโง่งมนี้เป็นเกราะกำบังตนเองได้ เร้นซ่อนตัวจริงเอาไว้ภายใต้เงามืด พลางสืบหาเรื่องตราหยกที่ดวงวิญญาณน้อยเอ่ยถึง พร้อมกับตามหาเบาะแสท่านแม่ที่หายสาบสูญไป
หนึ่งกระบวนออกท่า...นำมาซึ่งสามผลลัพธ์อันน่าพอใจ
เย่หลานตัดสินใจอย่างแน่วแน่–
กลับสู่จวนตระกูลเย่ก่อนเป็นดีที่สุด!
ครั้นเงาร่างของเย่หลานอันตรธานหายลับไปในดงไผ่แล้ว บรรดาซากศพผีดิบเดินได้ในสุสานรกร้างล้วนกลับคืนสู่สภาพเดิม ต่อให้ผู้ใดสัญจรผ่านไปมา ณ ที่แห่งนี้ ย่อมมิอาจตรวจพบสิ่งผิดปกติแม้เพียงเล็กน้อยได้
เย่หลานกับเจ้าเถาวัลย์เมฆาภูตที่เกาะเกี่ยวพันรอบแขน ต่างพากันตรงดิ่งเข้าสู่เบื้องลึกในป่าดงไผ่เวิ้งว้าง เดิมที นางได้อาศัยใช้ความทรงจำเจ้าของร่างเดิมเพื่อกลับสู่จวนตระกูลเย่ แต่กลับคาดไม่ถึงจริงๆ... ไม่ว่าจะพยายามค้นหาเท่าใด ภายในห้วงความทรงจำที่ว่ากลับไม่มีแม้แต่เส้นทางกลับบ้าน!
ก็นางเป็นคนปัญญาอ่อนนี่นะ...
นางเดินวนเวียนอยู่ในป่าดงไผ่หลายต่อหลายรอบ จนกระทั่งดวงตะวันลับฟ้าสู่ห้วงราตรี ก็ยังไม่สามารถเสาะหาหนทางออกไปได้...
ใบหน้าของเย่หลานเริ่มคล้ำดำมืด ริมฝีปากเริ่มกระตุกเล็กน้อย
“ช่างน่าตายนัก... อุปสรรคแรกหลังจากการเกิดใหม่ของข้า แท้จริงแล้วหาใช่การบ่มเพาะพลังปราณยุทธ์ หรือแม้แต่กลัวว่าความลับจะรั่วไหล ทว่าดันเป็น...การหลงป่า!”
ครุ่นคิดไปพลางถอนหายใจถี่รัวไปด้วย มิใช่เพียงแค่จะกลับสู่จวนตระกูลเย่ยังทำไม่ได้ ลำพังจะเดินออกจากป่าดงไผ่ก็ยังยาก!
เมื่อหันไปถามเจ้าเถาวัลย์เมฆาภูต มันก็เอาแต่ส่ายหัวดุ๊กดิ๊ก แม้จะอยู่ที่นี่มาเนิ่นนาน แต่เจ้านี่กลับไม่เคยออกไปไหนไกลพ้นเขตสุสานเลย เหตุเพราะกลัวจะถูกสัตว์อสูรรุมทำร้าย
เจ้าเถาวัลย์นี้ช่างขี้ขลาดโดยแท้!
ระหว่างกำลังครุ่นคิดเพื่อเสาะหาหนทางออกจากป่าอยู่นั้น จู่ๆสีหน้าแววตาของเย่หลานก็พลันเปลี่ยนผันทันใด จากที่เคยสงบกลับเริ่มตึงเครียด และเริ่มกวาดตาสำรวจมองไปรอบทิศ แฝงทีท่าหวาดระแวงเกินแปดส่วน
นี่มัน...หมอกอันใด?
มิรู้ตั้งแต่เมื่อใดที่รอบด้านสิบทิศได้ปรากฏม่านหมอกสีขาวขุ่นขึ้น และค่อยๆขยับขยายฐานแผ่ซ่านเข้ามาใกล้ร่างของนางทีละน้อย เจ้าเถาวัลย์เมฆาภูตรีบยื่นหนวดยาวสีดำออกไปลองสัมผัสกับชั้นหมอกนั้นโดยเร็ว ก่อนจะส่งสัญญาณกลับมาหานางว่าไร้พิษเจือปน
แต่แม้จะไร้พิษแอบแฝง เย่หลานก็ยังมิกล้าวางใจ เบื้องหน้าม่านหมอกขาวทึบชั้นหนาตีประกบรุดใกล้เข้ามาทุกที นางค่อยๆสาวเท้าล่าถอยเตรียมจะหลีกหนีโดยเร็ว...
แต่ทันใดนั้น ม่านหมอกนี้กลับเสมือนมีชีวิต มันรีบโถมปะทะเข้าปกคลุมทั่วทั้งร่างของนางในชั่วพริบตา!
ท่ามกลางความตื่นตระหนกตกใจ ร่างของเย่หลานก็ได้หายวับไปจากจุดเดิมที่เคยยืนอยู่!
.....
“ซู่วว...”
เสียงน้ำตกไหลรินดังอยู่ข้างหู เมื่อเย่หลานเริ่มรู้สึกตัวฟื้นคืนสติขึ้นมาทีละเล็กละน้อย เปลือกตาคู่โศกจึงค่อยๆเปิดลืมขึ้นอย่างเชื่องช้า
ต่อให้ลืมตาตื่นขึ้นมาแล้วก็จริง ทว่าวิสัยทัศน์การมองเห็นเบื้องหน้ากลับยังคงพร่ามัวไปหมด ยามนี้เย่หลานเพิ่งจะตระหนักได้ว่า หาใช่ดวงตาของตนที่เลือนรางมองไม่ชัด แต่ทั้งหมดเป็นเพราะตัวนางยังจมอยู่ในม่านหมอกสีขาวทึบ และม่านหมอกแห่งนี้ก็เปรียบเสมือนประตู...ที่ย้ายนางมาอีกสถานที่หนึ่งเสียแล้ว
นางสัมผัสได้ชัดแจ้ง ม่านหมอกขาวทึบในครานี้ทั้งชื้นและร้อนกว่าก่อนหน้าหลายเท่า มวลอากาศเจือผสมกลิ่นกำมะถันอ่อนๆแทรกผสม ผนวกกับเสียงน้ำตกที่อยู่ไม่ไกลนัก ยิ่งชัดเจนแล้วว่า ที่นี่คงจะเป็นบ่อน้ำพุร้อนสักแห่งหนึ่งแน่
เย่หลานยังคงรักษาความสงบนิ่งครบส่วน ไม่แยแสต่อความแปลกพิสดารเหล่านี้ และเลือกที่จะก้าวเท้าเดินตรงสู่เบื้องหน้าต่อไป
ไม่ถึงสิบก้าวด้วยซ้ำนางจึงได้หยุดลง สายตาจ้องจับไปทางบ่อน้ำพุร้อนที่เริ่มเผยโฉมต่อหน้า ซึ่งภายในบ่อดังกล่าว...ปรากฏเงาร่างสูงใหญ่พร่าเลือนของบุรุษผู้หนึ่งกำลังแช่ตัวอยู่ท่ามกลางไอหมอกร้อน
“สหายเต๋าท่านนี้มีธุระอันใดกับเราผู้น้อย?”
เย่หลานเปล่งวาจาเอ่ยถามด้วยความนอบน้อม เสมือนเป็นการโยนหินถามทางไปสักคำ
“คงจะเชื้อเชิญเราผู้น้อยให้มาเป็นแขกแช่อาบน้ำพุร้อนด้วยกันกระมัง?”
ร่างสูงใหญ่ในบ่อมิได้ไหวติงใดๆ หากแต่ส่งเสียงทุ้มลึกดั่งขลุ่ยเหล็กกล้าเปล่งบรรเลงก้องเข้าเต็มสองใบหู
“หาใช่เชื้อเชิญให้มาเป็นแขก แต่วานให้เจ้าเดินทางมาช่วยเหลือข้า”
เย่หลานมิรั้งรอปล่อยให้อีกฝ่ายได้พล่ามต่อ รีบเอ่ยปฎิเสธตัดบทโดยเร็ว
“ตัวเราผู้น้อยเป็นเพียงสตรีอ่อนแอไร้ค่านางหนึ่ง ไฉนจะมีปัญญาช่วยเหลือท่านได้? สหายเต๋าท่านนี้ รบกวนปล่อยเราผู้น้อยไปเสียดีกว่า รั้งอยู่ต่อไปก็จะสร้างความรำคาญใจให้แก่ท่านเสียเปล่าๆ”
หากแต่อีกฝ่ายกลับทำเสมือนมิได้ยินถ้อยปฏิเสธใดๆทั้งสิ้น เพิกเฉยต่อวาจาของนาง และเอ่ยตอบเพียงหนึ่งคำสั้นๆ
“เข้ามานี่”
เย่หลานหรี่ตาคมกริบสะท้อนแสงเย็นเยียบ
แน่นอน...นางไม่มีวันก้าวเข้าไปหาอยู่แล้ว!
แต่น่าเสียดายที่บุรุษผู้นั้นเห็นทีจะมิยอมลดราวาศอกให้กับนางโดยง่าย จากใจกลางบ่อน้ำพุร้อนตรงนั้น เรียวมือขาวเนียนพลันยกขึ้นอย่างกะทันหัน เขาเพียงกระดิกปลายนิ้วเบาๆพร้อมเปล่งวาจาอีกครา
“เข้ามา”
ทันใดนั้นเอง เย่หลานก็รู้สึกราวกับถูกพลังเหนือธรรมชาติอันทรงอำนาจเกรี้ยวกราด พันธนาการรัดตนไว้ทั่วร่าง พร้อมกับแรงฉุดกระชากดุจถูกหลุมดำดูด ร่างของนางเข้าไปยืนประจันหน้ากับฝ่ายบุรุษอย่างมิทันได้ตั้งตัว!
หนึ่งอึดใจนั้นเอง นางจึงมีโอกาสได้แลเห็นโฉมหน้าของอีกฝ่ายชัดถนัดตา
ภายใต้แสงจันทราสีเงินที่ให้บรรยากาศเย็นนุ่มนวล โครงหน้าสันกรามตัดคมชัดเข้ารูป ช่างสวยงามไร้ที่ติประดุจผลงานแกะสลักชิ้นเอกผ่านคมมีดที่แสนวิจิตล้ำ หว่างคิ้วแฝงเร้นพลังอำนาจที่สูงศักดิ์เหนือโลกีย์ ริมฝีปากบางยกยิ้มเป็นทรงโค้งเล็กน้อย อวดอ้างรัศมีหยิ่งผยองซ่อนงำเสน่ห์แสนมืดดำผ่านมัดกล้ามเนื้อแกร่งกำยำทั่วร่าง เพียงได้ปรายตามองพินิจสักครา ย่อมทำเอาใครต่อใครต้องใจสั่น เสมือนถูกดูดกลืนวิญญาณสู่ห้วงแห่งความลุ่มหลงทั้งเป็น
หากเป็นอิสตรีทั่วไปคงประหม่าขวัญเสียจนทำอะไรไม่ถูก แต่หาใช่กับเย่หลาน... นางกลับไร้ซึ่งความหวาดหวั่นแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม นางกลับกลอกลูกนัยน์ตาเพ่งพินิจมองเรือนร่างกำยำแน่นของบุรุษตรงหน้าอย่างสนอกสนใจ
มวยผมยาวถูกรวบรัดด้วยสายคาดสีเงินวาววับ ที่สื่อแสดงถึงสถานะศักดิ์อันสูงศักดิ์ ทอดสายตาเคลื่อนลงอีกเล็กน้อยก็ตกลงสู่ช่วงไหลกว้างกับกระดูกไหปลาร้ายเด่นชัด ที่บัดนี้ชุ่มชโลมไปด้วยหยาดหยดน้ำ ไต่ไล่ลงมาจนถึงกล้ามท้องที่ทั้งแน่นทั้งเต่งตึง เพียงแค่มองก็ทำเอานางรู้สึกคันไม้คันมือขึ้นมายิบๆ หมายปองต้องการจะลูบไล้สัมผัสเสียเหลือเกิน...
ยิ่งทอดสายตาต่ำลงไปเรื่อยๆ... นางถึงกับต้องเช็ดน้ำลาย อดที่จะพึมพำอยู่ภายในใจไม่ได้จริงๆ
‘บุรุษรูปงามแห่งใต้หล้าอย่างแท้จริง!’
ทว่าเมื่อสายตาของนางเหลือบไปเห็นกลุ่มก้อนหมอกควันสีดำประหลาด ที่ลอยคลุ้งจางๆอยู่รอบกายของเขาเข้า สีหน้าของเย่หลานก็พลันเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นอีกครา พร้อมกับคู่คิ้วที่ถักขมวดเข้าหากันแน่น...
พ่อรูปโฉมวิจิตรล้ำเลิศผู้นี้ ดูท่าจะ...ถูกเพลิงพิษร้อยปีศาจเข้าสิงสู่เล่นงานอยู่กระมัง?