"เหวอ!! น..นายท่าน!! ได้โปรดข้าน้อย..ข้าน้อยผิดไปแล้วขอนายท่านโปรดเมตตาข้าน้อยด้วย!"
ชายแก่ท่าทางลนลาน คุกเข่าคลานหมอบกับพื้นด้วยท่าทางหวาดกลัวต่อชายผู้ยืนอยู่เบื้องหน้า ใบหน้างามหยดย้อยแต่หารู้ไม่ว่านั่นเป็นเพียงรูปลักษณ์ภายนอกที่ภายในหม่นหมองเน่าเปื่อยเหมือนกับจิตใจของเจ้าของใบหน้าที่กำลังยิ้มเย้ยนั่น
"ให้อภัยหรือ? ให้ข้าให้อภัยเจ้าผู้ทรยศงั้นหรือ? หึหึ..."
ใบหน้าจ้องมองชายที่กำลังอ้อนวอนด้วยท่าทางสมเพชเวทนาเปี่ยมสุขพลางเอ่ยถามขึ้นเพื่อไตร่ตรองคำอ้อนวอนนั่น แต่ล้วนแล้ว นิสัยใจของของเขาผู้นี้ คงจะมีเพียงคำตอบเดียวที่เลือกขึ้นมาเป็นอย่างแรก
"ได้โปรดนายท่าน ข้าน้อย... ข้าน้อยเพียงแค่ทำแบบนั้นเพราะตั้งใจจะช่วยครอบครัวของข้า... ฮึก พวกเขากำลังลำบากข้าถึง... แต่..แต่ข้ามิได้ตั้งใจจะทำร้ายท่านเลยแม้แต่น้อยนะขอรับ"
"หื้ม? ครอบครัว?"
"อึก..."
ชายแก่กระตุกตัวสั่นเมื่อเสียงที่เอ่ยนั่นกำลังแสดงท่าทางตั้งคำถามอย่างไม่สบอารมณ์นัก
"ไหนเจ้าบอกข้าว่า ครอบครัวของเจ้าถูกคนในตระกูลหลินฆ่าตายหมดสิ้นแล้วนี่? ไยถึงเอ่ยว่าช่วยครอบครัว?"
".....น..นายท่านเฉินจือหาน! ได้โปรด! ข้า...ข้ามิได้มีเจตนาคิดปองร้ายต่อท่าน ข้าสาบาน ข้าสาบาน!! ได้โปรด!!"
ชายแก่ไร้ทางออก ได้แต่ก้มลงคว้าเข้าที่ขาของผู้เป็นนาย กอดไว้แน่นอ้อนวอนร้องขอความเมตตาจากนายของตนเอง น้ำตาไหลรินลงมาอย่างยากที่จะหยุดยั้ง แต่ใบหน้าของเฉินจือหานกลับมิใช่เช่นนั้นเลย
"ทันทีที่เจ้ากล้าทรยศข้า แสดงว่าเจ้าเตรียมตัวตายมาเสียอย่างดี ไยข้าจักไม่ตอบสนองความต้องการของเจ้ากันเล่า?"
"เอ๊ะ? น..นายท่าน ม..ไม่..ด..ได้โปรดเถิด! อึก อั๊ก!!! อ๊าก!!"
เสียงกรีดร้องดังขึ้นอย่างน่าสยดสยอง ร่างนอนหมอบกับพื้นค่อยๆ ลอยขึ้นเรื่อยๆ ใบหน้าซีดเผือดพร้อมกับมือของตนเองที่กำลังกำคอของตนเหมือนมีอะไรบางอย่างมารัดคอไว้เสียแน่น เฉินจือหานจ้องมองชายตรงหน้าที่กำลังทรมานอย่างสุขสมขณะอีกฝ่ายสีผิวเริ่มเหี่ยวย่นซีดเซียว สีตาขาวโพลนแต่กายยังมีวิญญาณอยู่ เสียงร้องตะโกนด้วยความเจ็บปวดค่อยๆ แผ่วลงเรื่อยๆ ไอหมอกหนาสีดำไหลลอยออกจากร่างเหี่ยวย่นเข้าสู่ร่างของอีกฝ่ายราวกับดูดกลืนพลังชีวิตจนเกลี้ยง ก่อนที่จะมีแสงสว่างกลมสีขาวสดบริสุทธิ์หลุดออกมาจากร่างชราก่อนสิ้นใจ
".... ทั้งที่บอกว่ารับใช้ข้าเยี่ยงทาสแต่ดวงวิญญาณกลับสีใสบริสุทธิ์ ใสจนน่าคลื่นไส้..."
เขาเอ่ยขึ้นสั้นๆ ริมฝีปากจรดลงบนดวงแก้วกลมสีขาวเรืองรอง ก่อนกินดวงแก้วนั่นเข้าสู่ร่างกาย
"สกุลหลิน.... ไม่ว่ายังไงก็มักจะเข้ามาสอดแนมข้าเสมอ หึ... แต่อีกไม่นานหรอก... ประเดี๋ยวพวกเจ้าก็ใกล้สิ้น.. ข้าจะกินวิญญาณพวกเจ้าให้หมดทั้งสกุลเอาให้เท่ากับสิ่งที่พวกเจ้าแย่งชิงมาจากข้า หึหึ ฮ่า ฮ่า ฮ่า!"
...
"หลีเหว่ย.. หลีเหว่ย!!"
"เหวอ!!! อึก.. อะไรของพวกนายเนี่ย! เรียกเบาๆ ไม่ได้หรือไง คนกำลังหลับเพลินๆ"
สีหน้างัวเงียถูกปลุกขึ้นจากการหลับ ชายหนุ่มกวาดตามองไปรอบๆ ห้องถึงได้รู้ว่าตัวเองยังคงอยู่ในหอสมุดใจกลางเมือง
"ปลุกนายเป็นชาติแล้วไม่ยอมตื่นเองนี่! พวกเรามาหาข้อมูลนะ ไม่ใช่ให้มานั่งหลับ"
"จ้าๆ ขอโทษครับ แล้ว..พวกนายอ่านอะไรกันล่ะ?"
ชายหนุ่มชะโงกหน้ามองเหล่าเพื่อนของตัวเองที่กำลังนั่งอ่านหนังสือจดลงสมุด เพื่อหาข้อมูลไว้ศึกษาในการวิจัยที่จำเป็น
"กลไกราคา ส่วนเจ้านั่นอ่านทฤษฎีการคํานวณ"
"อะไรกัน อ่านอะไรไม่เห็นบันเทิงเลย"
"งั้นแกก็ไปหาอะไรที่มันบันเทิงมาอ่านแล้วเงียบๆ เซ่! อ่ะ นี่!"
เพื่อนของเขายื่นหนังสือเล่มหนาส่งมาให้
"อ่านนี่แล้วมาเล่าให้ฉันฟังสิ เล่าให้ละเอียดไม่เอาเล่าแบบส่งเดช"
"อะไร? นิทานกระต่ายกับเต่าหรอ?"
"แกอยากตายไหมล่ะหลีเหว่ย?"
"จ้าๆ ขอโทษ ว่าแต่ หนังสืออะไรล่ะ..."
เขาจ้องมองหนังสือเล่มหนา ที่บันทึกเรื่องราวเรื่องเล่าของสงครามเลือดเมื่อหลายพันปีก่อน แต่แล้วก็หลุดหัวเราะออกมาเพราะคิดว่ามันเป็นเรื่องตลกเหลวไหลซะมากกว่า
"ฮิฮิ เอาจริง? จะให้ฉันอ่านเรื่องนี้จริงดิ มันก็แค่เรื่องแต่งที่โด่งดังสมัยก่อน มีความจริงแค่5เปอร์เซ็นต์ นอกนั้นเป็นเรื่องแต่งที่ทำให้เรื่องมันดูสนุกก็แค่นั้นเอง"
"ถ้านายจะมาพูดแค่นี้ก็กลับบ้านไปเถอะ คนเขาจะอ่านหนังสือ"
"อ้าๆ รู้แล้วๆ ฮิฮิ ฉันเคยอ่านเรื่องนี้แล้ว แต่ก็จำไม่ค่อยได้เยอะหรอกนะ รู้แค่ว่าตอนจบของสงครามเลือด ตระกูลชื่อดังทั้ง5 ตระกูลต้องห้ำหั่นต่อสู้กับแม่ทัพมารนามว่าเฉินจือหาน ต้องเสียสละสมาชิกของคนในตระกูลไปนับร้อยนับพันชีวิต สงครามก็จบลง โดยที่แม่ทัพมารถูกสังหาร ตัดหัวเสียบประจาน แต่ตระกูลที่เหลือรอดมีเพียงสองตระกูลคือ ตระกูลหลินและตระกูลโจว แล้วต่อมาตระกูลหลินคิดก่อกบฏแต่ไม่สำเร็จและถูกสังหารหมู่ในที่สุดจนเหลือเพียงตระกูลโจวที่ยังอยู่รอดจนถึงตอนนี้"
"เอาจริงๆนะ ถ้าแม่ทัพมารอะไรนั่นไม่ก่อสงครามเรื่องพวกนี้ก็คงไม่เกิด บ้านเมืองคงสงบสุขกว่านี้เยอะ" เพื่อคนหนึ่งออกความเห็น
"อะไรกันพวกนาย ไม่ตั้งใจอ่านหนังสือแต่มาฟังฉันเล่าเนี่ยนะ แล้วก็มาด่าฉันว่าไม่สนใจอ่านหนังสือ? บ้าแล้ว"
"ก็นายนั่นล่ะ เล่าให้อยากฟัง ไปๆ อ่านต่อ อีกไม่นานก็จะมืดแล้ว หอสมุดปิดแล้วนี่แหละจะเป็นเรื่องแย่" ทั้งสามคนเริ่มกลับมาเข้าสู่โหมดตั้งใจกันอีกครั้ง
'กริ้ง.... กริ้ง..'
"อ่ะ.." หลีเหว่ยหันมองไปตามเสียงของกระดิ่งด้วยท่าทางฉงน
"อะไรหรอ?" เพื่อนในกลุ่มเอ่ยปากทักขึ้นกับท่าทางของเขาที่ดูเหม่อไปเล็กน้อย
"ฉัน..คิดว่าได้ยินเสียงกระดิ่ง"
"กระดิ่ง? ในนี้มีใครเขาสั่นกระดิ่งกันเล่า เงียบออกจะตาย หูนายเพี้ยนหรือไง? อ่านหนังสือกันได้แล้วจะได้รีบกลับบ้าน"
ใบหน้าจ้องมองหาที่มาของเสียงอย่างไม่ละสายตา แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่เจอเจ้าของเสียงกระดิ่งที่ว่านั่นเลยสักนิด หลีเหว่ยหันกลับมาสนใจบนโต๊ะของตัวเองอีกครั้งแล้วถอนหายใจเบาๆ
"คิดไปเอง..มั้ง"
...
"ท่านเฉินจือหาน น้ำสำหรับอาบได้เตรียมไว้ให้ท่านแล้วเจ้าค่ะ"
"....อย่าให้ใครเข้ามาตอนที่ข้ากำลังบำเพ็ญ"
ใบหน้านิ่งเรียบเดินตรงเข้ามายังด้านในห้องที่มีบ่ออาบน้ำขนาดใหญ่ ไฟจากตะเกียงจุดเปล่งแสงสีส้มนวลรอบบริเวร ฝีเท้าย่างก้าวเดินลงไปในบ่อแช่ที่ควันพวยพุ่งจากไอร้อนมายังจุดกึ่งกลางของบ่อ ยกมือขึ้นปัดเป่าแสงไฟรอบๆ ให้เปร่งเป็นสีม่วง พลางสูดลมหายใจรวบรวมญาณของตนเองให้เป็นหนึ่ง
".....ท่านเฉินจือหาน"
"...เฉินจือหาน!!! "
"อึก!" เปลือกตาลืมขึ้นกวาดตามองไปรอบๆ "ผู้ใดบังอาจมารบกวนข้า!"
ต่อให้เปร่งเสียงเอ่ยถามออกไป แต่กลับไม่มีใครกล่าวขานตอบรับ สีหน้าหงุดหงิดคลายกังวลพลางกลับมานั่งตั้งญาณของตนเองใหม่ เหงื่อเริ่มไหลซึม ร่างกายกลับรู้สึกหนักอึ้ง
"เฉินจือหาน!! เจ้าตัวอัปยศ!!"
"อึก!! ข้าถามว่าใครกัน!!! " แววตาโมโหร้ายผุดขึ้น จ้องมองไปรอบๆ อย่างไม่สบอารมณ์นัก
"เฉินจือหานสมควรตาย!!" เสียงนั่นยังคงดังก้อง แต่กลับไม่มีใครอยู่ในบริเวณนั้นเลยแม้แต่น้อย
"อึก บ้าเอ้ย..."
"เฉินจือหาน เฉินจือหาน เฉินจือหาน!! ช่วยด้วย ท่านเฉินจือหานโปรดไว้ชีวิตข้า! ท่านเฉินจือหาน!!"
มือกุมศีรษะไว้แน่น ร่างกายเริ่มหนักอึ้งขึ้นเรื่อยๆ ขณะรีบพยุงร่างเดินกลับขึ้นจากบ่อ เปลวไฟสีม่วงเริ่มโหมกระหน่ำ แต่เมื่อมองไปรอบๆ ด้าน มันกลับทำให้เขานั้นมองเห็นเพียงความมืด
"อ..อะไรกัน ข้า..เกิดอะไรขึ้น! อึก... ในหัวจะ..ระเบิด.."
"เฉินจือหาน!! ข้าจะฆ่าเจ้าซะ!! "
"อึก..อ๊าก!! ออกไปให้พ้น!! "
มือปิดหูแน่นกรีดร้องอย่างร้อนรนเพื่อหยุดยั้งเสียงเรียกปริศนาที่ร้องออกมารอบด้าน "ออกไป อย่ามาเข้าใกล้ข้า!! พวกเจ้ารู้ไหมว่าข้าเป็นใครกัน!! อย่ามาเหิมกับข้า เจ้าพวกวิญญาณ ข้าเป็นนายเจ้า อย่า..อึก..."
"นายท่าน? เกิดอะไรขึ้น! " เสียงฝีเท้าย่ำเข้ามาด้วยท่าทางแตกตื่นพยายามดึงสติอีกฝ่ายจากความมืดที่แผ่ออกมา
"อึก.. อ๊าก!! ออกไป!! เสียง.. อึก ออกไป!!"
นิ้วเรียวยาวคว้าเข้าที่คอของทหารรับใช้แล้วบีบไว้แน่น ร่างลอยเหนือพื้น ดิ้นทุรนทุรายก่อนถูกอีกฝ่ายกลืนกิน ผิวหนังเหี่ยวย่นเหมือนกับที่ชายคนก่อนเคยเป็นก่อนจะสิ้นใจทรุดตัวลงไปนอนแน่นิ่งทั้งที่ไม่มีความผิด แต่ถึงอย่างนั้นมันกลับไม่ได้ทำให้ความสงบสติของเฉินจือหานนั้นลดลงมาได้เลย
"ทำไม..ทำไมล่ะ..ข้า..ข้าดึงพลังชีวิตมาแล้ว ข้ากินมันไปแล้ว ทำไมข้ายังไม่ดีขึ้น ทั้งที่ อึก..อ๊าก!!"
ดวงตามองร่างกายตัวเองด้วยความสับสน นิ้วมือหยาบกระด้างเหี่ยวย่นราวกับคนแก่ แม้แต่ดวงตาเริ่มค้ำเปลี่ยนเป็นสีขาวโพลน สภาพของเขาไม่ต่างอะไรกับศพของคนที่จือหานคร่าชีวิตไป
"อึก.. มันจะต้องผิดพลาด มันจะต้องผิด..พลาด ทำไม..ข้าถึง.. อึก... อะ..อ๊าก!!! " ราวกับเวลานั้นได้หยุดนิ่ง ร่างยืนแน่นิ่งเหมือนวิญญาณนั้นหลุดออกจากร่างและดับสูญ สายตาที่เคยเกรี้ยวกราดหม่นหมองจนกระทั่งร่างทั้งร่างเซล้มลงจมหายไปในบ่อ
...
"ย่าส์~ ทำไมวันนี้อากาศมันหนาวขนาดนี้นะ"
"ทำมาบ่น ดึกป่านนี้แล้วแท้ๆ รีบกลับบ้านกันเถอะ พรุ่งนี้ไว้เจอกันนะพรรคพวก"
ชายหนุ่มทั้งสามแยกย้ายกันกลับบ้านตามเวลาที่สมควรขณะ หลีเหว่ยยังคงเดินเตร่ไปเรื่อยๆ ริมถนน ใบหน้าหยุดยืนจ้องมองรูปปั่นขนาดใหญ่ที่เป็นรูปปั้นของโจวเฉิงเคอ บุรุษผู้กำราบแม่ทัพมารในสงครามเลือดในสวนสาธารณะกลางเมือง
"อ้า ยังไม่อยากกลับบ้านเลยแฮะ โอ๊ะ ลืมเลย ต้องโทรหายัยนั่นก่อน"
ใบหน้าเปี่ยมสุขยกโทรศัพท์ขึ้นโทรติดต่อหาใครสักคนก่อนกลับบ้าน ขณะรถขับผ่านถนนใหญ่ที่เริ่มน้อยนิดเต็มที
"ฮัลโหล"
[พี่คะ ดึกดื่นป่านนี้ทำไมยังไม่กลับบ้าน แม่เป็นห่วงอยู่นะคะ]
"รู้แล้วๆ กำลังกลับแล้ว เธอน่ะ ยังไม่นอนหรือไง? "
[กำลังจะนอนค่ะ แต่เห็นพี่โทรมาหาน่ะ]
"ขอโทษแล้วกันที่โทรกวน ฉันกำลัง..'กริ้ง... กริ้ง...' อึก.." แววตาหันมองไปยังต้นตอของเสียงนั่น มันดังมาจากริมแม่น้ำที่ไม่ห่างกันมากนัก "ขอโทษนะ พี่จะรีบกลับ แค่นี้ก่อน"
[เอ๊ะ? พี่คะ มีอะไรหรือเปล่า?] หลีเหว่ยตัดสายไปในทันที เขาเริ่มเร่งฝีเท้าตามเสียงของกระดิ่งที่ยังสั่นเปร่งเสียงออกมาเป็นระยะ กวาดตามองไปรอบๆ ถึงแม้จะไม่เจออะไรเลย แต่เสียงกลับยิ่งใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
"เสียงนี่.. เหมือนเคยได้ยินที่ไหนมาก่อนจริงๆ ด้วย" ร่างกายเดินตรงมายังแม่น้ำขนาดใหญ่ จ้องมองหาเสียงนั่นอย่างสงสัย "เสียงอยู่แถวๆ นี้ แต่ทำไม.."
"เฉินจือหาน..."
"อึก.." เสียงทุ้มต่ำเรียกดังออกมาจากในแม่น้ำ ใบหน้าเริ่มซีด แต่ไม่ว่ายังไงก็ยังไม่รู้ที่มาของเสียงนั่นที่ดังออกมาเพื่อล่อลวงให้เขานั้นตามเข้าไป
"อะไรกัน..อึก! อ้ะ! ป..ปวดหัว.." มือยกกุมศีรษะด้วยความปวดร้าวที่จู่ๆ กลับรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาเหมือนถูกบีบอย่างรุนแรง
"จือหาน..."
"อึก..ป..ปวดหัว.. ใคร..ใครกำลัง.. อ้ะ! ว..เหวอ!"
ร่างเซตกลงไปในแม่น้ำขณะรีบตะเกี่ยตะกายขึ้นจากฝั่งแต่กลับรู้สึกเหมือนถูกดึงให้จมลงไป
"อึก! แอ๊กๆ ช..ช่วยด้วย! อึก! "
ผิวน้ำเคลื่อนไหว แต่ร่างยิ่งจมลงไป หลีเหว่ยดิ้นรนพยายามขึ้นมาจากฝั่ง แต่สุดแล้วกำลังก็เริ่มค่อยๆหายไปเรื่อยๆ ร่างเริ่มคล้อยจมลงไปในแม่น้ำลึก ริมฝีปากได้แต่กรีดร้องด้วยความหวาดกลัว
'กำลังตาย..ฉัน..ฉัน..กำลังจะตาย..'
...
อะไรกัน... ที่นี่..ที่ไหน ทำไมถึงรู้สึก.. "อึก ฮ้า!!" ชายหนุ่มรีบพยุงตัวขึ้นจากบ่อน้ำแล้วหอบหายใจอย่างลนลาน "อึก เฮ้อ.. แอ๊กๆ นึก..นึกว่า..นึกว่าจะตายซะแล้ว"
มือลูบน้ำออกจากหน้า กวาดตามองไปรอบๆ บ่อด้วยความสงสัย
"...ทำไม.. ถึงมาโผล่นี่ ที่นี่มันที่ไหน?"
หลีเหว่ยพยุงร่างขึ้นจากบ่อน้ำด้วยความมึนงง พยายามไล่สายตามองไปรอบๆ เหมือนกับเป็นห้องกว้างขนาดใหญ่ที่จุดตะเกียงเล็กๆ ไว้ล้อมรอบ เขาเสยผมขึ้นแต่แล้วก็หยุดชะงัก
"ผ..ผม? ทำไม ฉันจำได้ว่าผมฉันไม่ได้ยาวขนาดนี้.." เมื่อลองสางผมตัวเอง ถึงได้รู้ว่าเส้นผมของเขานั้นมันยาวมากทั้งที่ตัดสั้นตลอด
"หรือว่า...ฉันตายแล้วมาอยู่บนสวรรค์? อ้า ต้องใช่แน่ๆ ใช่แน่ๆ .. ฮ่า ฮ่า ฮ่า"
หลีเหว่ยหัวเราะปลอบขวัญตนเองพลางฟุบตัวนอนลงกับพื้น
"ฉันตายแล้ว ฮรื่อ.. ยังไม่ได้บอกลาแม่กับน้องสาวเลย พวกเขาต้องคิดถึงฉันมาแน่ๆ ....อ่ะ อึก.. ฮึก..... ว๊าก!!!!!!!"
ระหว่างที่กำลังตั้งสติเรียกขวัญตนเองอยู่นั้น หลีเหว่ยรีบลุกขึ้นอย่างรวดเร็วแล้วกรีดร้องด้วยความตกใจเมื่อเห็นศพตรงหน้ากำลังนอนแน่นิ่งด้วยสภาพซูบผอม
"ว๊าก!! อ๊าก!! ผีหลอก ผีหลอก อ๊าก!!!"
"น..นายท่าน! เกิดอะไรขึ้น?"
ข้ารับใช้วิ่งวุ่นกันเข้ามาเมื่อตกใจเสียงกรีดร้องที่ออกมาจากห้อง ท่าทางลนลานจ้องผู้คนที่วิ่งเข้ามาเป็นโขยงยิ่งทำให้หลีเหว่ยตกใจ ในความงงฉงนเข้าไปอีก
"พวกนายๆ อ๊ากก อะไรกัน อื้ยย ท..ทำไม แต่งตัวอย่างนั้นล่ะ? คอสเพลย์กันหรอ? หรืออะไร?"
"ข..ขอรับ? " แต่ดูเหมือนว่าพวกเขานั้นจะไม่เข้าใจกับสำนวนที่อีกฝ่ายพูด ผู้คนจ้องมองมายังเขาด้วยท่าทางสงสัยผิดแปลก บ้างก็เริ่มส่งเสียงกระซิบพูดคุย บ้างก็ทำหน้าวิตกกังวลด้วยความกลัว
"ก..ก็พวกนาย แต่งตัวยังกับจะไปคอสเพลย์ที่ไหน น..นั่นศพ.. ศพจริงๆ ใช่ไหม อ๊าก!! "
"น..นายท่าน!!"
"ท่านพี่?"
"เอ๊ะ? .." เสียงเรียกมาแต่ไกล ขณะหญิงสาววิ่งตรงเข้ามาหาด้วยความเป็นห่วง "เกิดอะไรขึ้น?" ใบหน้าสะสวยเรียวยาว จ้องมองมายังหลีเหว่ยอย่างเศร้าสร้อย
"น..นายท่านจู่ๆ ก็กรีดร้องออกมา แล้วก็พูดแปลกๆ พวกข้าฟังแล้วมิค่อยรู้ความ" เธอฟังคำพูดของพวกเขาแล้วขมวดคิ้วด้วยความสงสัยก่อนเดินก้าวเข้ามาหาอีกฝ่ายด้วยท่าทางกล้าๆ กลัวๆ
"ท..ท่านพี่? เป็นอะไรหรือไม่เจ้าคะ?"
"ท่านพี่? ทำไมถึงเรียกฉันว่าท่านพี่ล่ะ นี่พวกนายโอเคกันหรือเปล่า? ฉันว่าพวกนายอินบทกันเกินไปนะ"
"..ท่านพี่จือหาน ท่าน.." สายตาสาดส่องหยุดชะงักจ้องมองหญิงสาวหลังถูกเรียกชื่อที่ไม่เคยคิดว่าจะได้ยิน "อะไรนะ เมื่อกี้ เธอ..เรียกฉันว่าอะไรนะ? "
"ท่าพี่..จือหาน? เฉินจือหาน?"
"..... อ่ะ ฮ่ะ ฮ่า ฮ่า ไม่น่าใช่ มันเป็นไปไม่ได้...."
ท่าทางสับสนรีบพยุงตัวขึ้นก่อนฝ่าผู้คนวิ่งออกไปจากห้อง หลีเหว่ยจ้องมองไปรอบๆ บริเวณ ยิ่งทำให้หน้าเริ่มซีดขึ้นเรื่อยๆ
"บ..บ้าไปแล้ว ฉันกำลังฝันหรืออะไรกันอยู่ คงไม่ใช่อย่างที่คิด ไม่ใช่..ไม่น่าใช่.."
เมื่อวิ่งออกมาจนถึงประตูใหญ่ บรรยากาศของอากาศที่หนาวจัดยิ่งทำให้ใบหน้าตกอกตกใจยิ่งซีดหนักขึ้นไปอีก
".....ไม่จริงน่ะ" อาคารบ้านเรือนเก่าแก่ที่ไม่ควรจะมีอยู่ แต่มันกลับมีทุกที่ ตึกรามบ้านช่องอาคารสูงๆ มันได้หายไปแล้ว "น..นี่ คุณครับ" มือเล็กคว้าชาวบ้านที่เดินผ่านไปมา แต่พวกเขากลับมองหลีเหว่ยด้วยความหวาดกลัวและเดินหนี
"ท..ทำไมถึงมองฉันแบบนั้นล่ะ ฉัน... อึก.."
ฝีเท้าวิ่งกลับไปยังบ่อน้ำนั่นอีกครั้ง สีหน้าหวาดหวั่นฉายขึ้นมาบนใบหน้าแล้วรีบนั่งลงที่ขอบบ่อเพื่อชะโงกหน้ามองดูตัวเองในน้ำ "..ม..มันก็ฉันหนิ.. หน้าฉันหนิ ทำไม.. เสื้อผ้า ผม เกิดอะไรขึ้น" ใบหน้าขาวซีดจ้องมองกลับไปยังข้ารับใช้และหญิงสาวที่อ้างว่าเป็นน้องอย่างฉงน
"อย่าบอกนะว่าเฉินจือหานที่ว่า... คือฉันในอดีตหรอ?"
ใบหน้าแหงนมองท้องฟ้ายามค่ำคืนด้วยท่าทางอิดโรย หลีเหว่ยพยายามนึกถึงเหตุการณ์ที่ซับซ้อนว่าตนเองนั้นทำไมถึงถูกส่งมาที่นี่กันแน่ นิ้วเรียวยาวกำมือไว้แน่นพลางถอนหายใจอย่างไม่ใคร่สบายใจนัก
"...ฉันถูกส่งมาที่นี่เพราะอะไร ทำไมถึง.. ไม่สิ ทำไมฉันในชาติก่อนถึงเป็นแม่ทัพมารที่โหดร้าย เพราะอะไรถึง.. อ้า คำถามเยอะแยะเต็มหัวไปหมด" ใบหน้าฉงนจ้องมองฝ่ามือทั้งสองข้างของตัวเองแล้วกำมือ
"ถ้าฉันเป็นถึงแม่ทัพมาร แสดงว่าฉันต้องมี.. พลัง? เวทมนตร์คาถา ศาสตร์มืดหรืออะไรสักอย่างสิ" สายตาขวักไขว่เหมือนกำลังประเดิมหาเรื่องอะไรใหม่ๆ เข้าใส่ตัวเอง ร่างพยุงตัวลุกขึ้นจากเตียงมองหาอะไรที่พอจะมาเป็นหนูทดลองได้บ้าง
"อ่ะ.. กาน้ำชานั่น ฉันเป็นถึงแม่ทัพมารเชียวนะ ของแค่นี้ต้องขี้ปะติ๋ว" สีหน้าสนอกสนใจรีบเดินตรงไปยังโต๊ะเล็กที่มีกาน้ำชาตั้งไว้ มือทั้งสองประคองอากาศขึ้นแล้วจ้องมองไปยังกาน้ำชาที่มีไอร้อนจากชาข้างใน "จงลอย"
'.....'
"ลอยสิ ลอย"
'......' ทุกอย่างเงียบกริบ ไม่มีอะไรบ่งบอกได้เลยว่ามันจะเกิดความเหนือธรรมชาตินั่นขึ้นจริง หลีเหว่ยในร่างจือหานเบ้ปากด้วยความไม่เข้าใจถึงความสมเหตุสมผลนั่น
"หรือบางที แม่ทัพมารอาจไม่ใช่ผู้มีพลังความสามารถปลุกวิญญาณภูตผีปีศาจอย่างที่หนังสือเล่าไว้ก็ได้ แต่.. แล้วทำไมถึงถูกเรียกแบบนั้น"
ใบหน้ามองวนกลับมาที่ตำหนักใหญ่ บรรยากาศของห้องเต็มไปด้วยความเงียบและวังเวงอย่างบอกไม่ถูก รู้สึกถึงบรรยากาศหนาวเย็นที่อบอวลไปทั่วบริเวณยากที่จะคาดเดา
"บรรยากาศห้องชวนขนลุกตลอดเวลาเลย เพราะสไตร์แบบนี้หรือเปล่าถึงโดนประณามน่ะ แค่ฉันเห็นยังขนลุกเองเลย อ..อะไรเนี่ย? .."
ร่างกายที่กำลังเดินสำรวจไปรอบๆ จนกระทั่งมาสะดุดตากับชั้นวางที่มีกระบี่เล่มหนาวางเก็บรักษาไว้อย่างดี
"ว้าว.. พึ่งเคยเห็นของจริงเป็นครั้งแรกเลยนะเนี่ย"
ใบหน้าสนใจใคร่รู้จ้องมองมันอย่างไม่วางตา ตั้งแต่หัวฝักจนถึงปลายด้ามของมัน ลายสลักฉลุไม้เป็นลวดลายของหมาป่าที่เป็นสัตว์วิเศษประจำตระกูล แต่แทนที่มันจะให้บรรยากาศของกระบี่ที่ควรจะงามสง่า มันกลับให้บรรยากาศสุขุมและน่าเกรงขามยิ่ง
"กระบี่จักรพรรดิมารของแม่ทัพมาร ของจริงด้วย.. ฉันกำลังเห็นกระบี่สุดแสนหายากที่ในพิพิธภัณฑ์ต่างตีตั้งราคาไว้สูงจนประเมินค่าไม่ได้ แถมมีตำนานเรื่องเล่าบอกว่ามันมีจิตวิญาณของนักรบที่ถูกสาป ม..ไม่อยากเชื่อว่าจะได้เห็นเป็นบุญตาแถมยังใหม่เอี่ยมกว่าในพิพิธภัณฑ์ที่เอาของปลอมมาตั้งโชว์กันขโมยนั่นอีกน่ะ"
หลีเหว่ยยืนมองกระบี่นั่นอย่างชื่นชมและตื้นตัน ขณะมือนั่นค่อยๆ เอื้อมเพื่อที่จะไปสัมผัสมันให้เป็นขวัญกับตนเอง
"ขอจับให้เป็นขวัญมือหน่อยเถอะ... เอ๊ะ? "
ไม่ทันได้สัมผัสมัน แต่กระบี่กลับลอยเข้าหามือของเขาอย่างง่ายดายเหมือนมีแรงดึงดูด ใบหน้าฉงนจ้องมองกระบี่เล่มยาวสีดำที่อัดแน่นไปด้วยความรู้สึกประหลาด แต่ในตอนนั้นเองที่จู่ๆ มันกลับแผ่รังสีอันน่าหวาดกลัวเข้าสู่ร่างกายของหลีเหว่ยจนร่างนั่นกระเด็นกระแทกออกมา
"อั๊ก! โอ๊ย! ..."
'ท่านแม่ทัพ..... ข้าเฝ้ารอที่จะได้พบท่านที่สมบูรณ์แบบมานับร้อยนับพันปี...บัดนี้ ทุกอย่างกำลังใกล้เข้ามา'
"อึก.. " เสียงเรียกดังก้องระงมหู มือเล็กยกขึ้นปิดกั้นมันทั้งสองข้างแล้วกรีดร้องออกมาอย่างเจ็บปวด
'นายท่าน... นายท่าน... ท่านแม่ทัพเฉินจือหาน.. ท่านกลับมาแล้ว.. กลับมา.. กลับมา..'
"อ...! อ๊า! ค..ใคร ออกไปจากหัวฉันนะ!"
'พลังของท่านกำลังฟื้นฟู...เพียงแค่ได้เติมเต็มเลือด หรือดื่มด่ำรสชาติของวิญญาณที่กำลังหวาดกลัว พลังของท่านก็จะกลับมา ต่อให้ท่านผลักไส แต่ชะตาของท่านไม่อาจต้าน....'
เสียงทุ้มต่ำที่เอ่ยกล่าวค่อยๆ แผ่วเบาลงจนกระทั่งหายไป แต่ความเจ็บปวดนั้นยังคงเดิม หลีเหว่ยจ้องมองพื้นด้วยสีหน้าหวาดกลัวขบริมฝีปากอย่างกล้ำกลืน แววตาจืดชืดเหมือนกับความสนุกสนานที่เคยมีในความทรงจำนั้นหายไปจนหมดสิ้น
".. เจ็บ.. แสบคอไปหมด.. น้ำ... หิวน้ำ.. ไม่.. ไม่ใช่.."
ร่างกายสั่นเทาเหมือนกำลังตกอยู่ในอำนาจอะไรบางอย่าง รูม่านตาที่เริ่มหดตัวลง หลีเหว่ยยกมือขึ้นสำผัสร่างกายที่อยู่ไม่สุข เขากวาดตามองหาพื้นที่ที่ทำให้รู้สึกสงบ แต่มันกลับกลายเป็นว่าบรรยากาศรอบๆ นั้นมืดเหมือนเขากำลังอยู่ในความมืดที่หาทางออกไม่ได้ ส่งเสียงร้องออกไป ก็คงไม่มีใครได้ยิน
'เกิดอะไรขึ้น ทำไมฉันถึงมองไม่เห็นอะไรเหมือนคนตาบอดเลย แถมยัง... แสบคอกระหายบางอย่างตลอดเวลา เกิดอะไรขึ้น..กับร่างกายนี้..'
"นายท่าน! เกิดอะไรขึ้น? นายท่าน? "
เสียงข้ารับใช้จากด้านนอกที่เหมือนจะได้ยินเสียงที่ไม่ค่อยดีออกมาจากในห้อง ได้ยินเสียงเปิดประตูเข้ามาพร้อมกับเสียงฝีเท้าที่วิ่งเข้ามาใกล้อย่างร้อนรนกังวลนัก
"ท่านเฉินจือหาน?"
"อึก... เลือด.." หลีเหว่ยส่งเสียงแหบแห้งราวกับคนขาดน้ำในร่างกาย
"ข... ขอรับ?"
ใบหน้าซีดเซียวเงยหน้ามองเจ้าของน้ำเสียงที่กำลังกล่าวอย่างเป็นห่วง แต่ตอนนี้สายตาของเขากลับมองเป็นเพียงบรรยากาศรอบๆ ตัวของคนผู้นั้นที่อบอวลไปด้วยออร่าสีแดงและกลิ่นชวนกระหายที่กำลังรบเร้าให้กลืนกิน
"เลือด... เลือด.."
"ท่านเฉินจือหาน ท่านต้องพัก อั๊ก! "
มือคว้าเข้าที่คอของข้ารับใช้ตรงหน้าอย่างไร้สติควบคุม บีบไว้แน่นเท่าสุดแรง สีหน้าหลุดลอยไร้สติจ้องมองเหยื่ออย่างกระหายก่อนจะใช้ริมฝีปากฝังกัดลงบนต้นคอของข้ารับใช้จนอีกฝ่ายดิ้นกรีดร้องขอความช่วยเหลือ
"อ้า! อั๊ก นายท่าน อ๊ากก!!" เสียงกรีดร้องแผ่วเบาลงช้าๆ ตอนนี้ เหยื่อที่ถูกสังเวยชีวิตอย่างน่าเวทนาได้หมดลมหายใจลงแล้วในทันทีทันใด มือปล่อยร่างนั่นล้มลงนอนจมกองเลือดจนกระทั่งเขาเริ่มได้สติ
"อึก.. ฮึก.. ฉ..ฉัน.. มันเกิด..อะไรขึ้น..."
ร่างกายทรุดลงอย่างไร้เรี่ยวแรง สายตาจ้องมองศพในห้องอย่างกระวนกระวายพลั้งน้ำตาเริ่มไหลอาบลงมา
"เกิดอะไรกันแน่.. ฉันเป็นตัวอะไรกันแน่..." สายตาจ้องมองกระบี่เล่มหนาเจ้าของสาเหตุนั้นอย่างหวาดกลัว ก่อนที่จะมีฝีเท้าวิ่งเข้ามาในห้องเพิ่มขึ้นอีก
"ท..ท่านพี่? เกิด... อึก.." หญิงสาวจ้องมองร่างชายผู้เคราะห์ร้ายด้วยสีหน้าหวาดกลัว ก่อนละสายตาวิ่งมาหาพี่ชายของตัวเองที่กำลังตื่นกลัว "ท่านพี่?"
"...ฉัน..ฉันทำอะไรลงไป.. ฉัน..ฉันมันตัวอะไรกันแน่"
ท่าทางสับสนวุ่นวายใจ ฝ่ามือเล็กประคบลงบนแก้มอย่างอ่อนโยนแล้วลูบมันอย่างแผ่วเบา
"ท่านมิใช่ปีศาจ.. มันมิได้ผิดที่ท่านเป็นแบบนี้ ท่านพี่..ท่านพี่ต้องฟังข้า ท่านแค่สูญเสียความทรงจำ ท่านจะมิใช่สัตว์ร้ายอย่างที่พวกเขาว่าไว้ ได้โปรดท่านพี่โปรดฟังข้านะเจ้าคะ"
ใช่แล้ว หลังจากการกลับมาของหลีเหว่ยที่มาอยู่ในร่างของเฉินจือหาน ทุกคนต่างพากันตกใจและสับสน ต่างคิดกันไป ว่าเฉินจือหานที่แสนโหดร้ายได้รับผลกระทบจากการบำเพ็ญญาณของตนเองจนความทรงจำแตกหัก
นิ้วสัมผัสมือเล็กของชายหนุ่มอย่างแผ่วเบาพร้อมจ้องมองไปยังในดวงตาที่กำลังอมทุกข์
"ฉันยังเรียบเรียงอะไรไม่ได้ แถมยัง.. เอ่อ ความจำเสื่อม แม้แต่ชื่อของเธอ ฉันก็นึกไม่ออก"
"ข้าชื่อหมิงเยี่ยน เฉินหมิงเยี่ยน เป็นน้องสาวของท่าน ท่านคือเฉินจือหาน เป็นบุตรชายคนโตของสกุลเฉิน"
"เฉิน...หมิงเยี่ยน หมิงเยี่ยน... อ่ะ.."
แววตาเบิกกว้างเมื่อนึกอะไรขึ้นได้ หลีเหว่ยจ้องมองไปยังหญิงสาวด้วยสีหน้าตกใจ เพราะหากในบัจจุบันนั้น เธอคือบุคคลสำคัญที่มีบทบาทในสงครามครั้งนี้
"ท..ท่านเฉินหมิงเยี่ยน!" ร่างรีบฟุบตัวลงคำนับแทบเท้าของเธอ ขณะหมิงเยี่ยนได้แต่กรีดร้องอย่างตกอกตกใจแล้วรีบพยุงพี่ชายของเธอให้ลุกขึ้น
"ว๊าย! ท..ท่านพี่ อย่าเจ้าค่ะ ท่านทำแบบนี้จะทำให้ข้าลำบาก"
"ข..ขอโทษนะ แค่.. กำลังคิดว่าต้องปรับตัวอีกเยอะสำหรับการมาอยู่ อ่ะ..ม..ไม่สิ หมายถึงการฟื้นความทรงจำ"
"..มิจำเป็นหรอก ข้าดีใจเสียมากกว่า" หมิงเยี่ยนส่งยิ้มเล็กน้อยให้ "ทำไมล่ะ?"
"ที่ท่านเป็นแบบนี้ มันเกิดจากหลายปัจจัย สกุลของเราถูกสาปแช่ง ที่บุตรชายคนโตเกิดมาจักต้องเข้าสู่วิถีมารอย่างไม่มีทางเลือก พวกเขาเมื่อเกิดมา จะมีนิสัยโหดร้ายและมีอำนาจเกินจะต้านทาน วิธีเดียว ที่จะทำให้คำสาปหายไป.... อ่า..ข้าว่าข้าคงจะพูดมากเกินไป มันจะทำให้ท่านเครียดและเสียสุขภาพ ข้ามิอยากให้ท่านป่วยจนมาร่วมงานแต่งของข้ามิได้หรอกนะเจ้าคะ"
"งานแต่งหรอ? เธอ.. ไม่สิ.. งานแต่งเจ้ากับผู้ใดกัน?" ใบหน้าหรี่ตาอย่างเศร้าสร้อยก่อนกลับมายิ้มเล็กน้อยอีกครั้ง
"ข้ากับท่านหลินจื่อฝาน"
"หลินจื่อฝาน..." ชายหนุ่มขมวดคิ้ว แต่แล้วก็นึกขึ้นถึงหน้าหนังสือที่ได้อ่าน หลินจื่อฝานนั่นมันคนชั่วก่อกบฏหนิ! "อ้ะ.. ไม่ ไม่ได้ อย่าแต่งกับเขาเชียว! "
"ท..ทำไมหรือเจ้าคะ?"
"ก็.." ใครจะไปกล้าบอกกัน ว่าตระกูลของเขาก่อกบฏน่ะ
"..ความจริงข้าก็มิอยากแต่งกับเขา... ข้ามีคนรักแต่แค่... ข้ามิอยากทำให้ท่านพ่อกับท่านแม่ต้องมาอับอายเพราะข้า"
".....ข้าไปเอง!"
"...อ่ะ..ค..คะ? "
ใบหน้าฉงนจ้องมองพี่ชายด้วยความตกใจกับคำตอบที่โพล่งออกมาขณะเดียวกันนั้นเอง ที่หลีเหว่ยพึ่งรู้ตัวว่ากำลังจะพูดอะไรแล้วรีบเอามือป้องปาก "ย้าส์!" พูดอะไรออกไปวะเนี่ย!
"มิเป็นไร ท่านพี่เคยพูดกับข้าว่ามันดีที่ข้าขะแต่งกับคุณชายจื่อฝาน มากกว่าสนใจคนรักของตัวเองที่เป็นสตรีเช่นกัน"
"..ว..ว่าไงนะ ส..สตรี?"
"..คนรักที่ข้าพูดถึง นางเป็นสตรี ท่านบอกข้าว่ามันน่ารังเกียจ แต่.."
"ไม่หรอก.. การที่เจ้าจะรักใคร ไม่จำเป็นว่าเขาจะต้องเป็นบุรุษเสมอไป แค่เธอ อ่ะ ไม่สิ..เจ้ารู้แค่ว่ามันคือความรัก แค่คำว่ารักมันไม่ได้กำหนดสักหน่อยว่าจะต้องชอบเพศไหน ขอโทษนะถ้าหากข้าในอดีตเคยพูดอะไรไม่ดีไว้ แล้ว...เอ่อ.."
ร่างหญิงสาวเข้าโผลกอดพี่ชายเอาไว้แล้วร่ำไห้ออกมาอย่างสะอึกสะอื้น "ข้าขอโทษที่เคยพูดว่าข้าเกลียดท่าน ขอ..ขอโทษนะเจ้าคะ"
"..ไม่หรอก มันสมควรแล้วที่จะพูด ถ้าหากว่าแต่ก่อนข้าเคยทำอะไรที่ไม่ดีกับเจ้าไว้"
ใบหน้ามองทอดไปยังนอกหน้าต่าง พระจันทร์ขึ้นส่องสว่างเต็มดวงแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ก่อนที่อีกฝ่ายจะเริ่มเปลี่ยนสีหน้าเหมือนนึกบางอย่างขึ้นได้ "คุณชายจื่อฝาน เคยเห็นหน้าเจ้ามาก่อนหรือเปล่า"
"ม..มิเคยเจ้าค่ะ.."
"..โอเค ข้าจะแฝงตัวเข้าไป" 'บางที ถ้าหากจะหยุดเรื่องสงครามเลือดที่จะตามมา ฉันอาจจะต้องแฝงตัวเข้าไปสืบค้นเรื่องราวให้ดีก่อน'
หมิงเยี่ยนเช็ดน้ำตาแม้จะยังร้องไห้สะอึกสะอื้นก่อนจะเอ่ยถามขึ้น "อ..โอเค.. คืออะไรหรือ?"
"เอ๊ะ? อ่ะ.. เอ่อ..แบบว่า.. รู้แล้ว รับทราบแล้ว เอ่อ แบบว่าเข้าใจแล้ว ล่ะมั้ง ฮ่า ฮ่า" พูดจบก็หัวเราะเสียงแห้งๆ
"ท่านพี่เปลี่ยนไปเยอะเลยนะเจ้าคะ"
หญิงสาวเผยยิ้มเล็กน้อย ในตอนนี้สีหน้าของหมิงเยี่ยนเริ่มมีความสุขขึ้นมาบ้างแล้ว
"ง..งั้นหรอ ฮ่า ฮ่า ง..งั้นมั้ง.."
ใบหน้ามองทอดไปยังพระจันทร์ที่ยังคงฉายแสงส่องลงมายังพื้นเบื้องล่าง ในหัวกำลังคิดถึงแผนการที่จะแก้ไขอดีตให้เพื่อยุติความวุ่นวายที่กำลังจะเกิดขึ้น
...
"กึกๆ ...."
เสียงฝีเท้าวิ่งกระทบผืนหญ้า การไล่ล่าในช่วงราตรีกำลังเริ่มขึ้น
"อ๊าก!!!"
เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด ปนเปไปกับเสียงโหยหวนคำรามของสิ่งมีชีวิตบางอย่าง ร่างชายหนุ่มล้มฟุบลงกับพื้นอย่างน่าอนาถก่อนที่จะถูกอะไรบางอย่างวิ่งเข้ามาใกล้แล้วฉีกร่างนั่นเป็นชิ้นๆ
"อึก! ปีศาจสิงร่างชาวบ้านงั้นหรือ?"
"พวกเราจะทำยังไงกันดี ต่อให้ใช้คนกันไว้สักกี่คนก็เอาไม่อยู่แน่ขอรับ! "
"ตั้งม่านอาคมเอาไว้! ยื้อเวลาจนกว่าคุณชายจะมาถึง!"
ม่านอาคมถูกกางออกเพื่อตั้งรับกับสิ่งที่ไม่คาดฝัน ปีศาจร้ายในคราบของชาวบ้าน ใบหน้าเหี่ยวย่นดวงตาแดงก่ำราวกับเลือดพยายามวิ่งชนม่านอาคมด้วยความรุนแรง แรงสั่นสะเทือนนี้ มันกำลังบ่งบอกถึงเวลาที่ไม่นานม่านนี้จะถูกทำลาย
"อ.... เราต้านไว้ไม่นาน มันกำลังจะสลาย"
"อดทนไว้! เพิ่มความหนาของม่านเข้าไปอีก! "
"มิไหวแล้ว คนของเราสูญเสียไปมาก จะสร้างม่านเพิ่มอีกมิได้! เหวอ!!" ม่านถูกทำลายโดยง่ายดายพร้อมๆ กับปีศาจวิ่งเข้าจู่โจมผู้เคราะห์ร้ายที่ใกล้ที่สุด
"หยุดนะ! ย..อย่า! อย่าเข้ามา อย่าเข้ามา!!"
'กริ้ง.... กริ้ง...'
เสียงกระดิ่งดังก้องในทันใดก่อนที่ปีศาจจะถูกหยุดชะงักด้วยเสียง
"ป..ปีศาจมัน...หยุดเคลื่อนไหว.."
ใบหน้าแฝงไปด้วยความดุร้าย หันขวับมองตามหาเสียงกระดิ่งที่สั่นกังวาน และตามมาด้วยเสียงของขลุ่ยไม้ที่เริ่มบรรเลงด้วยเสียงอ่อนช้อย มนุษย์ปกติที่ได้ฟังเสียงนี้นั้น มันกลับเป็นทำนองดนตรีที่ไพเราะงดงามด้วยจิตวิญญาณ
"ส..เสียงขลุ่ยไม้เลานี้มัน..."
ปีศาจร้ายหันหน้าไปทางต้นตอของเสียงขลุ่ยที่ดังอย่างนุ่มลึกก่อนเผยให้เห็นถึงชายปริศนาในชุดสีเขียวอ่อนประจำสกุลหลินที่กำลังบรรเลงเป่าขลุ่ยไม้อยู่ไม่ไกลนัก
"ค..คุณชาย คุณชายจื่อฝาน!"
"ชายแก่ถูกครอบงำด้วยไอความมืด ใบหน้าจ้องมองหลงระเริงในเสียงดนตรีที่ดังกังวานราวกับกำลังถูกหลอกล่อ ฝีเท้าเดินตามเสียงขลุ่ยไล่บรรเลงมาใกล้จื่อฝานที่ยังคงเป่าขลุ่ยเลานั่นอยู่ที่เดิม ร่างใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จนถึงระยะที่สามารถเกิดอันตรายได้ง่ายๆ เสียงดนตรีที่ถูกขับขานค่อยๆ เงียบลง
ริมฝีปากผละออกจากปลายขลุ่ยอย่างรวดเร็วพลางตวัดขลุ่ยเล็กน้อย ขณะเดียวกันนั้นเองเมื่อถูกแรงกระตุ้นจากการตวัดเบาๆ ขลุ่ยไม้ที่ดูไร้พิษสง กลับกลายสภาพเป็นกระบี่เล่มหนากวัดแกว่งปลายดาบเสียบศีรษะของปีศาจที่ถูกกลืนกินอย่างไร้เมตตา ไอปีศาจที่ครอบคลุมร่างระเหยหายออกไปจากร่าง ตอนนี้เหลือเพียงแค่ร่างที่ไร้วิญญาณนอนทรุดลงไปกับพื้นหญ้าอย่างหมดลมหายใจ
มือดาบกวัดแกว่งอย่างสง่างามกลับเข้าฝักที่มันเคยอยู่ก่อนกลายสภาพกลับเป็นขลุ่ยไม้ธรรมดาเช่นเดิม
".. ค..คุณชาย เหตุใดถึงลงมือฆ่าเขาล่ะขอรับ เขาเป็นเพียงแค่ชาวบ้านผู้บริสุทธิ์นะขอรับ"
".....ร่างกายและวิญญาณของเขาถูกไอปีศาจที่ควบคุมร่างกลืนกินจนหมด.... มิสามารถจะคงวิญญาณของเขาไว้ในร่างได้"
"... ช่างน่าเศร้า เขาคือชาวบ้านที่รับแจ้งมาว่าหายตัวไปเมื่อหลายวันก่อนหลังขึ้นไปบนเขากุ่ยอิงตามหาลูกสาวกับลูกชายที่หายไปหลังจากไปยังภูเขานั่นเพื่อเก็บผลไม้แล้วมิกลับมาอีกเลย บางที ข้าคิดว่าสาเหตุนั่นมาจากเขาลูกนั้น เราควรเข้าไป"
".......มิจำเป็นในยามนี้" จื่อฝานตอบด้วยน้ำเสียงเรียบ "ที่นั่นมีม่านอาคมสะกดไว้ มิอาจฝ่าเข้าไปยังปากถ้ำด้านในได้..... หรือต่อให้ฝ่าเข้าไป...อาจเจอภูตผีปีศาจขนาดใหญ่เฝ้ารออยู่"
จื่อฝานกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบพลางขยับตัวนั่งลงเพื่อตรวจสอบศพของชายแก่ที่เนื้อตัวเริ่มเน่าเปื่อย
".....อวัยวะหัวใจหายไป"
"อ.. ม..หมายความว่ายังไง?"
"....พาร่างของชายผู้นี้กลับไปที่ตำหนักของแม่ข้า ท่านจะเป็นคนตรวจสอบมันอย่างละเอียด"
"ขอรับคุณชาย" สีหน้านิ่งเรียบกล่าวพลางเดินห่างออกไป
"เจ้าจะไปไหนจื่อฝาน?"
ร่างหยุดชะงักด้วยเสียเรียก ขณะฝีเท้าก้าวยาวๆ เดินตรงมาจากด้านหลัง "จะไปหอสมุดอีกอย่างนั้นหรือ?"
"ถ้าท่านพี่รู้ว่าข้าจะไปที่ใด เหตุใดถึงถามข้าอีก..." ชายหนุ่มผู้เป็นพี่ ถอนหายใจอย่างแผ่วเบา
"ข้าแค่อยากให้เจ้าอยู่ที่อื่นนอกจากห้องสมุด เจ้ามิได้ไปไหนเลย นอกจากอยู่แต่ในห้องของเจ้า ไปยังหอสมุด และออกล่าปีศาจ เจ้าควรพักผ่อนเพราะอีกมินานจะถึงวันสำคัญ"
"....ท่านพี่รู้ว่าข้ามิเคยอยากแต่งงาน... ข้ามิอยากแต่งงานกับนาง ทั้งที่มิเคยพบหน้า... ข้า... ท่านรู้ว่าเหลียงเหลียง น้องสาวของเราชอบนาง ท่านจะให้ข้าทำใจเย็นทั้งที่กำลังจะแต่งงานกับคนที่น้องสาวตนเองรักงั้นหรือ?"
จื่อฝ่านตอบด้วยน้ำเสียงเรียบแต่เริ่มสั่นคลอน มือกำขลุ่ยไม้ประจำกายไว้แน่น เพื่อสะกดกลั้นความรู้สึกที่อึดอัดในใจ ก่อนเดินจากไป โดยไม่กล่าวอะไรต่อ
...
"หนึ่ง...คำนับฟ้าดิน"
ไม่กี่วันผันผ่านจนมาถึง พิธีแต่งงานได้เริ่มขึ้นอย่างราบรื่น ใบหน้าของผู้เป็นพ่อและแม่กำลังแสดงท่าทางปลาบปลื้มยินดีให้กับทั้งสองฝ่าย ชุดแต่งงานสีแดงกับใบหน้าภายใต้ผ้าคลุมสีแดงที่ไม่มีใครรู้ว่าเธอนั้นงดงามเพียงใด พิธีดำเนินต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมาถึงขั้นตอนสุดท้าย
"ส่งตัวเข้าห้องหอ"
"อึก..." ชิบหายแล้ว เข้าหอ..ข..ลืมคิดไปเลยว่าจะเอาตัวรอดตอนเข้าหอยังไง
"เหวอ!" ร่างตัวลอยลิ่วขณะเจ้าบ่าวตรงหน้าคว้าตัวอุ้มขึ้นมา ฝีเท้าอุ้มเจ้าสาวตัวลอยเดินตรงไปยังห้องหอขณะผู้คนกำลังยืนปีติยินดีพร้อมส่งตัวทั้งคู่เข้าหอ
ตอนนี้เหลือเพียงแค่สองคนเท่านั้น ไม่มีใครอื่นนอกจากว่าที่สามีภรรยาในห้องหอของเขาทั้งสอง จื่อฝานค่อยๆ เดินตรงอุ้มร่างที่เอาแต่แข็งทื่อตรงมายังเตียง ร่างพยุงอุ้มเจ้าสาววางลงที่เตียงอย่างเบาบางตามมาด้วยบรรยากาศที่เงียบอึมครึม
"....เอ่อ..."
"...." นิ้วมือเรียวยาวเคลื่อนใกล้เข้ามายังผ้าคลุมสีแดงพลางค่อยๆ เลิกผ้าคลุมนั้นขึ้นช้าๆ ใบหน้าของเจ้าสาวค่อยๆ เผยทีละน้อยจนกระทั่งเห็นใบหน้าใต้ผ้าคลุมนั้นอย่างชัดเจน กลหลอกของเจ้าสาวกำมะลอโดยเฉิจือหานก็ได้เริ่มขึ้น ภายใต้ใบหน้าสะสวยที่แท้จริงนั้นมิ ใช่เจ้าสาวตัวจริงแต่เป็นจือหานที่ปลอมตัวเข้ามาเองต่างหาก
"...ค..คือว่า ท่าน.."
"เจ้านอนเถอะ"
"ฮ..ฮ่ะ? " ใบหน้าเบิกตากว้างตั้งรับกับคำพูดอีกฝ่ายไม่ถูก "ท..ท่านพูดว่าอะไรนะเจ้าคะ? "
"นอน.. ข้าจะอ่านหนังสือ..." จื่อฝานกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาพลางลุกตัวขึ้นเดินออกไปนั่งโต๊ะ ที่ด้านข้างนั้นมีชั้นวางหนังสือเล็กของตนเองอยู่
"..ฮ่า....ฮ่า...ฮา..." จือหานกลอกตาไปมาหัวเราะแห้งขณะเฝ้ามองแผ่นหลังของอีกฝ่ายที่ไม่ได้สะสนใจอะไรในตัวเจ้าสาวเลยแม้แต่น้อย แต่นั่นเป็นการดี ที่จือหานยังคงปลอมตัวเป็นหมิงเยี่ยนโดยไม่ให้ใครจับได้อยู่
"ถือว่ารอดแล้วล่ะนะแต่.. ทำไม.. ทั้งที่ทั้งคู่ก็ไม่ได้ชอบพอกัน พ่อกับแม่ถึงจับแต่งกันโดยไม่ถามไถ่ แถมหน้าก็ไม่แม้แต่จะเคยเห็นด้วยซ้ำนะ"
หลีเหว่ยในร่างจือหานยังคงจ้องมองอีกฝ่ายอย่างสงสัย ก่อนผละตัวย่องเบาแอบมองอีกฝ่ายจากด้านหลังที่จดจ่อกับหนังสือ
"....." ใบหน้าจ้องมองอ่านหนังสืออย่างมีสมาธิค่อยๆ ผละหน้าออกห่างแล้วถอนหายใจหนักเมื่อรู้สึกถึงการก่อกวนในการอ่าน
"ข้าบอกให้เจ้าไปนอนพักผ่อน"
"..อ่ะ.. ข้าไม่ง่วงนี่ ยังไม่ดึกสักหน่อย ท่านไม่นอนข้าก็ไม่นอน"
'บางทีเราอาจจะตีสนิทกับเขาแล้วลองแอบถามข้อมูลเล็กน้อยที่พอจะช่วยแก้ไขอนาคตของฉันในชาตินี้ได้บ้าง'
"....." จื่อฝานถอนหายใจอีกครั้งก่อนกลับมาสนใจหนังสือของตัวเอง ครั้งนี้จือหานเริ่มที่จะขยับตัวลงมานั่งด้านข้างจ้องมองเพ่งนู่นนี่ทำเสียงเอะอะ "โอ๊ะ ท่านอ่านหนังสืออะไร? ตำราแพทย์หรอ?"
".....อืม"
"ท่าน อ่า..เป็นหมอ? "
".....มิใช่" ปลายคิ้วเริ่มขมวด พร้อมกับหายใจยาวเพื่อกดอารมณ์หงุดหงิดเอาไว้
"ไม่ใช่หมอ แสดงว่าท่านชอบที่จะรักษาผู้คน ช่างเป็นคนที่มีจิต...ใจ..เอ่อ..." สายตาจับจ้องมองมายังจือหานเพื่อกำลังบ่งบอกว่าเขานั้นกำลังอารมณ์เสีย จื่อฝานถอนหายใจยาวอีกครั้งเป็นครั้งที่สาม
"คนสกุลเฉินพูดมากแบบเจ้าทุกคนหรือไม่?"
"เอ๊ะ? อ่ะ..เอ่อ.. ฮ่า ฮ่า ...ไม่หรอก ข้าพูดมากเอง ซอรี่" 'ฉันตีสนิทเขามากไปหรือเปล่านะ บางทีอาจจะลองถามเขาเรื่องสาเหตุหรืออะไรสำคัญ เขาอาจจะไม่โมโหใส่ก็ได้...มั้ง..'
"...." จื่อฝานขมวดคิ้วตึงกลับมาอ่านหนังสืออีกครั้ง และครั้งนี้เขาคงคิดว่ามันจะดีขึ้นที่เขาได้อ่านมันอย่างมีสมาธิเสียที
"....เอ่อ..." จือหานพยายามหาโอกาสที่จะถามเรื่องสำคัญที่อยากรู้หลายเรื่อง แต่มันกลับเหมือนกำลังจุดชนวนระเบิดลูกใหญ่เสียมากกว่า
"...." ใบหน้าผละออกจากหนังสือจ้องมองอีกฝ่ายอย่างหมดอารมณ์ "จะไปนอนหรือมิไป? มิเช่นนั้นข้าจะจับเจ้าโยนออกไป"
"เอ๊ะ? ข้าบอกแล้วว่าถ้าท่านไม่นอนข้าก็ไม่นอนอ่ะ ท่านก็อ่านหนังสือไปสิ ข้าก็แค่..อ่ะ อะไร?"
จื่อฝานหลับตาลงเพื่อกลั้นความหงุดหงิด ปิดหนังสือลงเสียงดังแล้วดันมันไปไว้ตรงหน้าอีกฝ่าย
"อะไร? จะให้ข้าอ่านหรือไง? ข้าไม่ชอบอ่านหนังสือหรอกนะ มันทำให้ข้าเบื่อ อ้ะ.. อึก.. ครอก.." สายตาจ้องมองอย่างหมดความอดทน มือหนายกขึ้นดีดนิ้วเบาๆ และทันใดนั้นเอง อีกฝ่ายที่เอาแต่กระโตกกระตากพลั้งหน้าจุ่มหนังสือหลับคาโต๊ะอย่างหมดเรี่ยวแรง
".....น่ารำคาญ"
"อึก.. ย่า~ ปวดหัวชะมัดเลย"
ใบหน้างัวเงียลืมตาตื่นขึ้นหลังจากแสงอาทิตย์ส่องเข้ามายังด้านในหน้าต่าง ร่างฉงนผละหน้าออกจากหนังสือที่นอนหนุนมาตลอดทั้งคืน
"อ้าาา บ้าเอ๊ย หน้าฉัน... บ้าหรือเปล่าเอาหนังสือมาลองหน้าคนอื่นตอนหลับเนี่ย"
สายตากวาดมองไปรอบๆห้อง แต่ดูเหมือนจื่อฝานจะออกไปตั้งนานแล้ว
"อ่ะ.. เสื้อ? โห๊.. ก็ไม่ได้ปากร้ายซะทีเดียวหรอกนะ คุณชายจื่อฝาน~"
จือหานผละตัวลุกขึ้นบิดขี้เกียจ ขณะมือกำเสื้อคลุมที่อีกฝ่ายเอามาคลุมตัวทิ้งไว้ให้ระหว่างที่หลับ
"เอาล่ะ อาบน้ำดีกว่า ว่าแต่.. ห้องอาบน้ำอยู่ตรงไหน.." ร่างเดินจ้ำอ้าววิ่งตรงมายังประตูค่อยๆ เปิดออกอย่างระมัดระวังเหมือนกำลังคิดทำการร้ายบางอย่าง "ไม่มีใครอยู่แถวนี้สินะ"
"ใช่ไหมล่ะ! คิคิ"
"อึก" ร่างหมุนตัวกลับเข้าไปในห้องทันทีเมื่อได้ยินเหล่าข้ารับใช้กำลังเดินผ่านเข้ามาทางนี้
"เมื่อวานนี้ เห็นสีหน้าของคุณชายจื่อฝานหรือเปล่าล่ะ?"
"ใช่ๆ ข้าเห็น คุณชายรองทำหน้าตึงคิ้วขมวดตลอดทั้งงานเหมือนกับไม่อยากแต่งงาน ทำไมกันนะ ทั้งคู่แทบไม่ได้พบกันทำไมถึงจับแต่งงานกันล่ะ?"
"ข้าเห็นว่า สกุลเฉิน เป็นฝ่ายมัดมือชกล่ะ"
"เอ๊ะ? สกุลเฉินนี่ดีเด่นแต่เรื่องไม่ดีเสียจริง"
พวกเขาคิดกันบ้างหรือเปล่า ว่ากำลังนินทาเสียงดังแล้วมาอยู่ส่วนไหนของที่นี่น่ะ แถมยัง..มาว่าสกุลเฉินหน้าตาเฉย ทั้งที่เจ้าสาวอยู่ในห้องเนี่ยนะ?
"ยามเหม่าข้าเห็นคุณชายออกมาจากห้องหอ ทิ้งให้นางอยู่คนเดียวในห้อง สงสัยเมื่อคืนคงแทบจะไม่ได้แตะเนื้อต้องตัวกันด้วยซ้ำ" เฮ้ยๆ ... นินทากันระยะเผาขนเลยนะยัยพวกนี้
จือหานแหงนมองหาอุปกรณ์แก้แค้น แต่ถึงอย่างนั้น สิ่งที่ดีที่สุดคือการเอาตัวเองเข้าไปแหย่ มือเล็กยกขึ้นขยี้ผมของตัวเองให้ดูฟูฟ่องเหมือนผ่านสมรภูมิรบมาอย่างดุเดือด นิ้วไล่ปาดลิปสติกให้ดูเลอะเทอะเล็กน้อยก่อนผละตัวเดินออกไปจากห้องด้วยท่าทางสะลึมสะลือ "อะแฮ่ม!"
"หว๊าย! ค..คุณหนู"
พวกเธอทำหน้าตาปะหลับปะเหลือกทันทีเมื่อจือหานในคราบหมิงเยี่ยนเดินออกมาจากห้องแบบกะทันหันทั้งที่พวกเธอกำลังนินทากันสนุกปากในระยะเผาขน
"ขอโทษนะที่ข้าตื่นสาย พอดีเมื่อคืนควบม้ากันหนักไปหน่อย พอจะบอกได้ไหมว่าห้องอาบน้ำอยู่ตรงไหน?"
"ท..ท...ทะ.."
สีหน้าสับสนวุ่นวายจ้องหน้ากันไปมาแล้วกลอกตาด้วยความกลัว "ท....ทะอะไร?"
"ทางนั้นเจ้าค่ะ! ขอตัวก่อนนะเจ้าคะ"
ฝีเท้าสองสาววิ่งหลบหายออกไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งเพียงเสียงฝีเท้าที่ดังหายออกไปเรื่อยๆด้วยท่าทางกระสับกระส่ายตื่นตกใจยิ่งเสียกว่าเจอผี
"ฮิฮิ ฮ่า ฮ่า.... ให้มันรู้ซะบ้างว่าตรงนี้ถิ่นใคร... เอาล่ะ ไปอาบน้ำกันดีกว่า!"
...
หลังจากอาบน้ำจัดแจงชุดเสื้อผ้าได้ไม่นานนัก ฝีเท้าเดินก้าวตรงออกมายังทางเดินกว้างที่เงียบสงบไร้ผู้คนเดินผ่าน
"อ้า.. ยังดีนะเนี่ยที่ได้สกิลวิชาแต่งหน้าทำผมมาจากน้องสาวตัวเองน่ะ มีผู้หญิงเป็นหัวหน้าครอบครัวนี่มันได้ประโยชน์ตรงนี้นี่เอง"
จากประสบการที่ตัวเองนั้นใช้ชีวิตอยู่กับน้องสาวและแม่ของตัวเองมาอย่างโชกโชนนั้น จึงทำให้เรื่องการแต่งหน้าทำผมที่หลีเหว่ยมักเป็นหนูทดลองให้น้องสาวตัวเองละเลงหน้าเล่นจนได้ความสามารถติดตัวมาด้วย
"จะว่าไป บรรยากาศรอบๆ ของที่นี่เขียวไปหมด ใครไม่รู้คงนึกว่าที่นี่เป็นเขตอนุรักษ์พันธุ์ไม้แหง๋ๆ นู่นก็ต้นไม้ นี่ก็ดอกไม้ นั่นก็ใบหญ้า ตรงนู้นก็ต้นไม้อีก"
ชายหนุ่มในคราบหญิงสาววิ่งเตร่ชมสถานที่รอบๆ ระหว่างที่ไม่รู้ว่ามีอะไรให้ตัวเองทำเมื่ออยู่ที่นี่ สายตาสนใจใคร่รู้จ้องมองไปหาเหล่าข้ารับใช้ที่เดินตรงไปยังด้านในห้องครัวเพื่อเตรียมตัวทำสำรับอาหารในเช้าของวันนี้
"วู้ว กลิ่นหอมเตะจมูกดีแฮะ"
กลิ่นอาหารนำพามายังห้องครัวที่กำลังวุ่นวาย สายตาจ้องมองเหล่าอาหารวางตรงหน้าเพื่อรอเตรียมตัวเข้ากระเพาะน้อยๆ ของใครหลายคน
"อ่ะ คุณหนูหมิงเยี่ยน"
เมื่อรู้ถึงการมาของคุณหนูหมิงเยี่ยน ทุกคนที่ตั้งหน้าตั้งตากันอยู่นั้นจึงผละเวลาเพื่อกล่าวทักทาย
"ม..ไม่เป็นไร ไม่ต้องขนาดนั้นก็ได้ ว่าแต่.. ทำอะไรกันอยู่หรอ?"
"สำรับอาหารของเช้าวันนี้เจ้าค่ะ"
หน้าชะโงกมองอาหารที่ถูกจัดอย่างสวยงาม แต่สีสันมันกลับดูจืดชืดพิกล
"ขอข้าลองกินเจ้านี่ได้ไหม?"
ใบหน้าซุกซนยื่นมือชี้ไปยังสำรับอาหารถ้วยหนึ่งที่กำลังร้อนๆ
"เอ๊ะ? ม..ไม่ได้เจ้าค่ะยังไม่ถึงเวลา คุณหนูอดใจรอก่อนนะเจ้าคะ"
"อ..อะไรกัน แค่ชิมนิดนึง งั้นผลไม้นี่ล่ะ"
"ไม่ได้เจ้าค่ะ ตอนนี้.."
"ทำไมล่ะ แค่ชิมเองนะ"
"พวกเธอบอกว่าไม่ได้ก็ไม่ได้สิเจ้าคะคุณหนู"
เสียงหญิงคนหนึ่งเอ่ยขึ้นจากด้านหน้าประตู แต่เมื่อหลีเหว่ยหันกลับไปยังต้นตอของเจ้าของน้ำเสียงนั่น มันกลับทำให้เขาอ้าปากค้างจนไปไม่เป็น
"ม...ม...แม่? " หญิงรับใช้ที่ดูเหมือนจะมีตำแหน่งสูง เธอเดินตรงเข้ามาด้วยท่าทางสง่างาม แต่ใบหน้าของเธอนั้นกลับคล้ายกับแม่ของหลีเหว่ยเมื่อครั้งปัจจุบันก่อนมาที่นี่
"ขออภัยด้วยนะเจ้าคะ แต่ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลา รบกวนคุณหนู โปรดอดใจรอก่อน จนกว่าจะถึงเวลาอาหารเถอะนะเจ้าคะ"
"เพราะเห็นเป็นคุณ..ท..ท่านหรอก.... ก..ก็ได้" ไม่อยากจะเชื่อเลย ว่าชาตินี้ฉันจะได้เจอท่านที่นี่ ถึงจะไม่ใช่แม่ตัวจริงของฉันก็เถอะ ร่างเล็กยิ้มเจื่อนๆ ก้มหน้าก้มตาเดินกลับออกไปเงียบๆ ก่อนหันกลับมามองหญิงคนนั้นอีกครั้งให้แน่ใจ "..... อย่างน้อย แม่ในตอนนี้ก็ไม่ได้ดูน่ากลัวเหมือนอยู่บ้านล่ะนะ"
จือหานยอมถอยออกมาแต่โดยดี
"นี่!!! เหมี่ยนซิ่ว!! ใครใช้ให้เธอหันผักไปแบบนั้นกันห้ะ มันป่นขนาดนั้นจะกินลงเข้าไปยังไง? อยากโดนไม้ฟาดใช่ไหม!!"
"กรี๊ด! ข..ขอโทษเจ้าค่ะ!!"
แต่ไม่ทันไรก็ได้ยินเสียงตะโกนด่าดังลั่นมาจากในครัว
".... ข...ขอคืนคำเมื่อกี้ดีกว่า" เอาล่ะ จะไปไหนกันดี เดินไปไหนก็เจอแต่ต้นไม้ หมดอารมณ์จะเดินจริง
ฝีเท้าเดินตรงออกมาจากหน้าห้องครัว แทนที่ตนเองจะมายืนน้อยใจอยู่แต่หน้าประตูนั้น ท่ามกลางบรรยากาศที่ดูเงียบสงบแตกต่างจากที่เคยเป็น ผ่าน มา
"จะว่าไป อากาศที่นี่ดีจริงๆ หอมกลิ่นดิน กลิ่นน้ำชื้นๆ เย็นด้วย~"
"เหมียว~"
"เอ๊ะ.." ใบหน้ากวาดตามองรอบๆ เมื่อได้ยินเสียงของสัตว์ชนิดหนึ่งที่ร้องดังอยู่ไม่ไกล "เสียง..แมว? " เท้าเร่งเดินตามหาเจ้าตัวเจ้าของเสียงร้องครางยาวๆ นั่น แต่มันกลับไร้วี่แววของมันเลย
"เหมียว~"
"เสียงอยู่แถวนี้นี่ มันจะไปอยู่ไหน.. อ่ะ หวา~"
ใบหน้าแหงนมองต้นไม้สูง ถึงได้รู้ว่าเจ้าแมวตัวน้อยที่เอาแต่ร้องเสียงครวญครางอยู่นั้น กำลังร้องขอความช่วยเหลือ
"ตายห่าแล้ว แล้วทำไมแกถึงไปอยู่บนนั้นนะเจ้าเหมียว ร..รอแปบนะ ฉันจะปีนขึ้นไป!"
...
"อ่ะ! คุณชายจื่อฝาน อรุณสวัสดิ์เจ้าค่ะ"
"....." ใบหน้าพยักตอบรับเล็กน้อยโดยไม่พูดอะไร ท่าทางสง่างามเดินอย่างองอาจเรื่อยๆ มายังสวนด้านในไร้ผู้คนเพื่อหาที่สงบเงียบไว้พักพิงร่างกาย ร่างหยุดอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่สีเขียวสดซึ่งเป็นที่ที่จื่อฝานสามารถมาหยุดพักเรื่องราวความกังวลลงที่นี่ ใบหน้าไร้อารมณ์ นั่งอิงลงที่ใต้ต้นไม้ใหญ่พลางหยิบขลุ่ยไม้คู่กายที่มักถือติดตัวเป็นประจำขึ้นมาเป่าบรรเลงทำนองอ่อนๆ ที่ฟังแล้วชวนสงบจิตใจได้เป็นอย่างดี
"ย้าส์ๆ เจ้าพุงน้อย!"
"....." ดนตรีดังไพเราะหยุดชะงักลงเมื่อบรรยากาศแสนสงบถูกรบกวน ใบหน้าหันมองหาต้นตอของการรบกวนอันน่าหงุดหงิดนี้ขณะที่เสียงนั่นก็ยังดังอยู่
"ย้าๆ ขอจกพุงหน่อย เจ้าแมวอ้วน ฉันขึ้นมาช่วยแกบนต้นไม้ แต่ลืมไปเลยว่าฉันปืนขึ้นมาได้แต่ลงไม่ได้ ฮ่า ฮ่า ชิบหายจริงๆ ...."
ร่างถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่ายแหงนหน้ามองไปยังด้านบนของต้นไม้ ถึงได้เห็นชายกระโปรงที่สั่นไหวยุกยิกไปมาอยู่บนนั้น
"ระหว่างรอคนมาช่วย เราอยู่บนนี้กันเถอะนะเจ้าพุงน้อย"
ใบหน้าเล็กไล่ซุกลงบนหน้าท้องของเจ้าแมวขนปุกปุยสีขาวนวลตัวอ้วนปุกอย่างซุกซนทั้งที่ไม่รู้เลยว่ามีใครบางคนกำลังจ้องมองทั้งคู่อยู่บนต้นไม้
".....ไม่มีสตรีที่ใดทำตัวประหลาดเยี่ยงเจ้าหรอกนะหมิงเยี่ยน"
"เหวอ! พระเจ้าโคตรแม่ผีหลอก ท..ท่านจื่อฝาน!"
ใบหน้าหอบหายใจแฮกหลังสะดุ้งตัวด้วยความตกใจเมื่อพึ่งรู้ถึงตัวตนของอีกฝ่ายที่อยู่ใต้ต้นไม้
"ท..ท่าน มาอยู่ตรงนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่น่ะ! เอ๊ะ ย..อย่าบอกนะว่ามาแอบดูใต้กระโปรง!"
"....เหลวไหล... ข้ามาอยู่ที่นี่เป่าขลุ่ยเสียงดัง แต่เจ้ากลับไม่รู้ว่าข้ามาหรือ?"
"ส..เสียงเพลงเพราะๆ นั่นของท่านหรอกหรอ? โถ่ ก็นึกว่าใครมาเปิดเพลงรำไทเก๊กอยู่"
"...พูดจาเหลวไหลฟังไม่รู้ความเลยสักนิด ลงมา"
จื่อฝานกล่าวด้วยเสียงนิ่งแบบทุกครั้งพลางถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย
"ข้าขึ้นมาช่วยเจ้าแมวนี่ แต่ลงไปไม่ได้ ช่วยข้าลงไปทีสิ นะนะนะ นะคะนะนะ"
"...ขึ้นเองได้ เจ้าก็ต้องลงเองได้" ก็ตูลงไม่ได้ไงเล่า!!
"อ่ะ ..ข..ข้าลงไม่ได้ T T"
จื่อฝ่านจ้องมองแล้วถอนหายใจอีกครั้ง
"เอ๊ะ? อะไรของท่านเนี่ย? ข้าบอกให้พาข้าลงไป ไม่ใช่ให้ถอนหายใจ ตั้งแต่เมื่อวาน พอท่านเห็นข้าท่านก็ถอนหายใจ ถอนหายใจจนข้านับได้แล้วเนี่ยว่ากี่ครั้ง รู้สึกจะ..เมื่อวานสามรอบ วันนี้อีกสองรอบ"
"...เฮ้อ..."
"น่ะ ถอนหายใจอีกแล้ว!"
"....." ใบหน้าหงุดหงิดหลับตาเพื่อกดกลั้นความโกรธก่อนตั้งท่าเดินผละออกไป
"ด..เดี๋ยวก่อน ท่าจะไปไหนน่ะ? อ้ะ อ้า!!"
ร่างพลิกตัวตกลงมาจากต้นไม้เต็มแรง แต่กลับรู้สึกเหมือนตกลงมาบนเบาะนุ่มๆ เสียมากกว่า "อึก..หัวๆ .."
"..ถอย..ออก..ไป"
"เอ๊ะ"จือหานเงยหน้าขึ้นมองขณะพึ่งรู้ตัวว่ากำลังล้มคร่อมร่างอีกฝ่ายที่กำลังทำหน้าหงุดหงิดพร้อมเดือดเต็มทน
"อ่ะ อะไรกัน นึกว่าหล่นใส่เบาะรองนุ่มๆ ซะอีก ที่ไหนได้ คุณชายจื่อฝานสามีข้านี่เอง" จือหานพูดเย้าหยอกเล่นตามนิสัยของตัวเอง แต่อีกฝ่ายนั้นกลับมองด้วยสีหน้าที่เริ่มหมดความอดทนเรื่อยๆ
"ลุกออกไป..จากตัวข้า"
"ไม่ลุก" จือหานยกยิ้มกอดแมวไว้แน่น "...นี่เจ้า!"
"คุณชายเจ้าคะ ได้เวลา... เอ่อ..."
ข้ารับใช้เดินโพล่งเข้ามาไม่ทันมอง ใบหน้าซีดเซียวจ่องสถานการณ์ที่ไม่อาจตีไปในทิศทางอื่น
"เอ่อ..คือ..ขออภัยเจ้าค่ะ เชิญทั้งคู่ต่อกันได้เลย..."
ร่างรีบก้มหน้าก้มตาเดินผละออกไปอย่างรวดเร็ว พร้อมๆ กับที่จื่อฝานพยายามจะทักท้วงหญิงสาวตรงหน้าแต่ไม่ทันการ
"ฮิฮิ ย่าส์ ตายแล้วมีคนมาเห็น"
"ลุกออกไป"
"เอาข้าออกไปเองสิ"
คุณชายจื่อฝานถอนหายใจเป็นครั้งที่เท่าไหร่จนนับครั้งไม่ได้ ใบหน้าขมวดคิ้วจ้องมองอีกฝ่ายที่ยังคงทำตัวเหมือนเล่นไปเรื่อยจนกระทั่งมือหนาจับไหล่ที่กำลังสั่นด้วยอาการขำผละร่างนั่นล้มลงใส่พื้นหญ้าแล้วขึ้นคร่อมเสียเอง
"อึก จ..เจ็บ"
"...."
"คุณหนูเจ้าคะ อาหารพร้อม..แล้ว.. เอ่อ.."
เป็นครั้งที่สองที่มีผู้เคราะห์ร้ายเดินเข้ามาเห็น แววตาเบิกกว้างอ้าปากค้างก่อนหัวเราะแห้ง
"เอ่อ..ข้า..ข้าไม่รับกวนดีกว่าเจ้าค่ะ แฮะ แฮะ..."
"จ..เจ้า ไม่ใช่..อย่างที่.."
หญิงสาวปลีกตัววิ่งหายออกไปเป็นรายที่สองขณะร่างเล็กนอนหัวเราะคิกคักให้กับความโมโหของอีกฝ่ายที่ออกมาทางสีหน้าอย่างชัดเจน
"ฮิฮิ แหมะ คุณชาย คร่อมข้าไม่ยอมลุกเลยนะ"
"อึก! ...." ร่างสูงรีบผละตัวลุกขึ้นยืนแล้วกำมือไว้แน่น "เจ้ามันน่ารำคาญ..."
ฝีเท้าเดินย่ำหายออกไปจากสวนด้วยท่าทางหงุดหงิด เหลือไว้เพียงคุณหนูหมิงเยี่ยนหรือจือหาน ที่กำลังลุกขึ้นยืนกอดแมวตัวน้อยแล้วหัวเราะด้วยความสนุก
"อ้า~ คอยดูเถอะนะ ฉันจะทำให้ความหยิ่งอีโก้ของเขามันหายไปให้หมดเลย ฮิฮิ.. เอาล่ะเจ้าแมว กลับไปหาเจ้าของได้แล้ว"
...
ยามซวี ราตรีเข้าครอบคลุม ผู้คนในตระกูลหลิน ตอนนี้กำลังรวมตัวกันเพื่อทำพิธีบางอย่างที่ทำเป็นประจำในทุกๆ วันเพื่อปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายและไอปีศาจที่ครอบคลุมร่างกาย ใบหน้าฉงนจ้องมองเหล่าผู้คนที่กำลังตั้งมั่นกับพิธี จดจ้องด้วยแววตาสนอกสนใจ จนกระทั่งหญิงผู้หนึ่งเดินตรงเข้ามาหา
"เป็นอย่างไรบ้างหมิงเยี่ยน?"
"อ่ะ...ท่านหลินเป้ยอี๋"จือหานค่อยๆก้มโค้งกล่าวทักทายเมื่อหญิงสาวท่าทางสง่างามเดินตรงเข้ามากล่าวทักทาย นางคือหลินเป้ยอี๋ผู้เป็นมารดาของคุณชายจื่อฝาน
"อย่าเรียกข้าแบบนั้นสิ เจ้าอยู่ที่นี่ เรียกข้าว่าแม่เถอะ"
"เอ๊ะ อ่ะ..ค..ค่ะ"
"กับอาฝานเป็นยังไงบ้าง? พวกเจ้าเข้ากันดีหรือไม่? "
หญิงสาวยิ้มอย่างอ่อนโยนก่อนถาม
"อ่า... เอ่อ... ข้าว่าเขาไม่ชอบขี้หน้าข้าเท่าไหร่ แบบว่า..ฮ่าฮ่า ข้าอาจทำตัวไม่สมกับเป็นสตรีที่ดี"
"ข้าคิดว่าอาฝานชอบเจ้านะ ถึงเขาจะเป็นคนที่ถือทิฐิ ไม่ค่อยชอบยุ่งกับใคร แต่เขาไม่ใช่คนที่มักจะหลุดอารมณ์ของตัวเองได้ง่ายๆ เพียงแค่การยั่วยุเล็กน้อย"
"เขาอาจจะเกลียดข้ามากก็ได้นะเจ้าคะ"
จือหานยิ้มแห้งๆ ตอบกลับไป ก่อนมืออ่อนนุ่มของผู้เป็นแม่อย่างเป้ยอี๋จะค่อยๆ ยกมือของเขาขึ้นมาทาบและลูบมันอย่างอ่อนโยน
"คนสองคนมีชะตาลิขิตต้องกัน ต่อให้อีกฝ่ายพยายามต้านมากเท่าไหร่ สุดท้ายกำแพงที่สร้างขึ้นจะค่อยๆ พังทลายลงและเชื่อมสัมพันธ์ของทั้งคู่เอง"
"....เจ้าค่ะ ข้าเข้าใจแล้ว" จือหานพยักหน้าเบาๆ แล้วยิ้มเป็นการตอบกลับ
"เอาล่ะ ข้าเกรงว่าเจ้าคงเบื่อเสีย ทำไมไม่ไปเดินเที่ยวในเมืองดูล่ะ เวลานี้น่าจะกำลังคึกคัก ออกไปกับผู้ติดตามสิ"
"เอ๊ะ ได้หรือเจ้าคะ?"
"แน่นอนสิ"
"อืม..งั้นข้าไม่เกรงใจนะ"
ริมฝีปากฉีกยิ้มกว้างก่อนกล่าวลาแล้ววิ่งกลับออกไปจากพิธี ชายหนุ่มวิ่งตรงไปยังห้องของตัวเองแล้วลื้อค้นชุดเสื้อผ้าชายหอบกลับออกไป
"เอาล่ะ หิ้วชุดไปเปลี่ยนข้างนอกดีกว่า เปลี่ยนในนี้แล้วเดินออกไปโท่งๆ มีหวังโดนคนสงสัย"
จือหานวิ่งหิ้วห่อเสื้อผ้าแอบหลบหนีออกไปข้างนอกอย่างเงียบๆ เพื่อไม่ให้มีผู้คนสงสัย
"เอาล่ะนะ ทีนี้จือหานก็เริ่มออกโรง! อึก.."
ระหว่างที่เปลี่ยนเสื้อผ้าจนเสร็จนั้น ร่างกายกลับเริ่มสั่นเทาเหมือนกับครั้งที่สัมผัสกระบี่จักรพรรดิมารนั่น
"...อ..อีกแล้ว.." ฝีมือที่เริ่มแผงไอหมอกสีดำออกมา ราวกับว่ามันกำลังหาสิ่งมีชีวิตมาเติมเต็ม "บ้าน่า..อย่าพึ่งมาเป็นตอนนี้ได้ไหม.."
"ว๊าก!!! ปีศาจ!!!"
เสียงกรีดร้องดังมาจากในเมืองเหมือนกำลังเกิดความวุ่นวาย ร่างกระเสาะกระแสะค่อยๆ ค้ำกำแพงในมุมแคบๆ เพื่อตรงไปยังตำแหน่งของเสียงกรีดร้องนั่น ชาวบ้านวิ่งกันให้อลหมาดเมื่อพบกับชาวบ้านคนหนึ่งที่มีท่าทางแปลกๆ เหมือนถูกสิ่งชั่วร้ายเข้าสิงสู่
"อึก..อ๊าก!!! "
"ทุกคนถอยออกไป!!"
ชายหนุ่มวิ่งประจันหน้ากับปีศาจชั่วร้ายที่กำลังทำร้ายชาวบ้าน มือถือกระบี่กำไว้แน่นชักกระบี่ขึ้นมาพร้อมต่อกรกับมัน
"ค..คุณชาย! ร..ระวัง!"
"อึก! บ้าเอ้ย!"
ร่างกายเสียศูนย์ล้มตัวคุกเข่าเพื่อตั้งหลัก ครั้งนี้การต่อกรกับมันไม่ใช่เรื่อง่ายเลย
"ปีศาจอะไรกัน..ไอปีศาจรอบๆ ตัวนั่นไม่ใช่เล่นๆ เลย ต้องลง...สะกดวิญาณไว้ชั่วคราวก่อน.."
มือกำแน่นวาดอักษรบนอากาศพุ่งตรงไปยังศัตรูที่ไม่อาจเดาความสามารถได้ ปีศาจหยุดชะงักนิ่งอย่างที่อาคมนั่นได้ตรึงไว้ แต่ไม่นานนัก มันกลับพังทลายออกมาอย่างง่ายดาย
"ชิ.. สะกดไว้ไม่อยู่ คงต้องต้านเอาไว้จนกว่าคนของตระกูลหลินจะมาที่นี่"
"ค..คุณชายเสี่ยวเซียน แบบนี้ไม่ไหวแน่ พลังของมันมีมากเกินกว่าที่จะรับไหวนะขอครับ"
"มันไม่มีทางอื่นนี่! อึก.."
ร่างหลบจังหวะการจู่โจมของปีศาจได้อย่างง่ายดาย แต่การโจมตีของมันนั่นรวดเร็วมาก จึงมีโอกาสที่จะพลาดขึ้นได้
"อ..อั๊ก!"
"คุณชาย!"
"พาชาวบ้านไปหลบที่ปลอยภัยก่อนเถอะน่า!! อ้ะ!! อ้า!!"
"คุณชาย!!"
มันเข้ามาจู่โจมอย่างไม่ทันตั้งตัวและไม่มีทีท่าว่าจะหลบไปได้ทัน สายตาหลับลงเตรียมใจที่จะต้องเผชิญกับสิ่งที่ไม่อาจต้านทานได้ แต่ในตอนนั้นเองที่เวลาผ่านไปนาน แต่ร่างกายกลับไร้การถูกจู่โจม เสี่ยวเซียนค่อยๆ ปลือตาขึ้นมองดูสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ถึงได้รู้ว่ามีใครบางคนยืนขวางเอาไว้ พร้อมกับใช้เพียงแค่มือเปล่า จู่โจมเข้าไปที่คอของปีศาจที่กำลังอาละวาด บีบไว้แน่นจนร่างของมันลอยเหนือพื้นดิน
"อึก... อ่ะ.." ไอหมอกสีดำหลุดลอยระเหยออกมาจากร่างของชาวบ้านที่ไร้สติ เข้าสู่ร่างกายของชายอีกคนที่เข้ามาช่วยเหลือ จนปกคลุมไปทั้งร่างกายของเขาคนนั้น
"...น..นี่มัน.. ทำไมเขาถึง..ดูดไอปีศาจนั่น..ข..เข้าร่างตนเอง"
ปีศาจโอญร้องด้วยความทรมาณจนกระทั่งไอหมอกสีดำมืดนั่นหายออกไปจากร่างกาย เหลือเพียงแค่ชาวบ้านธรรมดาๆ ที่หมดสติจากการถูกมันควบคุม ชายปริศนาผละมือออกจากคอนั่นทันทีก่อนหอบหายใจหนักพลางกุมขมับตัวเองเพื่อคืนสติ
"ค..คุณชาย ปลอดภัยดีหรือไม่ขอรับ? "
เสี่ยวเซียวพยุงตัวลุกขึ้นจ้องมองชายตรงหน้าอย่างสังสัยใคร่ครวญ
"เจ้า..เจ้าน่ะ!"
เขาตะโกนทักชายตรงหน้าที่หันหลังให้เขาก่อนชายผู้นั้นจะหันกลับมามอง "เจ้ามีนามว่าอะไร? "
"เอ่อ.. อึก.. อื้อ.. ชื่อหรอ... ข้าชื่อจือหาน"
"หมิง..จือหาน.. ห..ห้ะ! เฉินจือหาน! เจ้าคนคิดก่อกบฏ เข้าวิถีมารนั่นหรือ!!"
ร่างกระโตกกระตากคว้ากระบี่ขึ้นจ่ออีกฝ่ายด้วยท่าทางตกใจกลัวต่อชื่อเสียงที่เคยได้ยิน "โว๊วๆ ใจเย๊น ใจเย็น เอ่อ..ข้าไม่ได้จะมาทำอะไรเจ้า โอเคไหม"
"เฉินจือหาน เจ้ามันปีศาจร้ายอย่างที่ใครกล่าวไว้! "
"เห้ย อะไรของนายเนี่ย? คนมาช่วยไม่คิดจะขอบคุณแต่มาบอกว่าเป็นปีศาจร้ายเนี่ยนะ? บ้าหรือเปล่า นี่ ถ้าฉัน.. ถ้าข้าจะฆ่าเจ้า สู้ข้าปล่อยให้เจ้านั่นจัดการเจ้าไม่ดีกว่าหรือไง?"
แววตาคิดเป็นศัตรูเริ่มลดลงเพื่อฉุกคิด เป็นจริงอย่างที่ว่า ถ้าหากเฉินจือหานจะจัดการใครสักคน เขาไม่จำเป็นต้องยื่นมือเข้ามาช่วยด้วยซ้ำ
"...จริงอย่างว่า.. แต่ แต่เจ้ามัน!"
"จะคิดอะไรก็ช่างเถอะ ที่รู้ๆ ข้าไม่ทำเรื่องเลวร้ายแบบสมัยนั้นแน่ ถ้ารู้ว่าคนจะพากันเกลียดขนาดนี้อ่ะนะ ไปล่ะ"
จือหานทำหน้าเบื่อหน่ายพลางหันหลังกลับ แต่ตอนนั้นเองที่เสี่ยวเซียนวิ่งเข้ามาฉุดรั้งไว้
"ท..ท่าน.. ตกลง ตกลง ข้าไม่คิดร้ายกับท่านก็ได้ อย่างน้อยให้ข้าได้เลี้ยงเหล้าท่านเป็นการขอบคุณที่ท่านช่วยชีวิตข้า"
"เอ่อ..." เหล้าหรอ? จะว่าไป ยังไม่เคยลองเหล้าของคนสมัยนี้เลยนี่นา แต่.. นี่มันก็นานแล้วที่ฉันออกมาโดยไม่บอกใคร พวกเขาต้องโกรธแน่ๆ
"ขออภัยด้วย ข้าไม่อาจอยู่ให้ท่านเลี้ยงเหล้าได้ ขอรับเป็นคำขอบคุณก็เพียงพอ"
"อ้าๆ งั้น.. เผิงจ้าน!"
"ขอรับคุณชาย"
"เอาเหล้าของสกุลอู๋ของข้าให้ท่านจือหาน"
"อ..เอ๊ะ แต่..เหล้านี่ท่านชอบ.."
"เถอะน่า ข้ากลับไปเอาที่เฟิงเยว่ก็ได้" เผิงจ้านพยักหน้าเบาๆ วิ่งกลับไปยังรถม้าเพื่อหยิบเหล้าส่วนตัวของเสี่ยวเซียนมาให้ "รับไว้เถอะ" เสี่ยวเซียนยิ้มเล็กน้อยขณะยื่นเหล้าที่ได้รับมาจากเผิงจ้าน "อ่ะ..อ้า ขอบคุณท่านมาก"
"ข้าลืมแนะนำตัวข้าไปเลย ข้าอู๋เสี่ยวเซียน บุตรชายคนโตของตระกูลอู๋ ไว้ครั้งหน้าหากเราพบกันอีก โปรดเรียกข้าเซียนจื่อ"
"อ่ะ.. ข้าจะจำไว้นะ ข้าขอตัวก่อนล่ะ"
จือหานก้มโค้งด้วยท่าทางลุกลี้ลุกลนมองท้องฟ้าที่เวลาเริ่มผ่านมานานแล้วก่อนรีบก้าวเท้ายาวๆ เดินหายออกไป "....เผิงจ้าน"
"ครับคุณชาย"
"จดจือหานลงไปในรายชื่อด้วย ข้าจะเอาเขาเป็นศิษพี่ข้าล่ะ"
"เอ๊ะ? ต..แต่ท่านมีรายชื่อคนที่ท่านอยากได้เป็นศิษพี่สามสิบสองรายชื่อแล้วนะขอรับ"
"หรอ..." เสี่ยวเซียวล่นคิ้วอย่างเสียดายจ้องมองสมุดเล่มหนาอย่างคิดพิจารณา "งั้น! ลบสามสิบสองคนนั้นออก เอาศิษพี่จือหานเข้าไปแทน ข้าอยากได้เขาเป็นศิษพี่คนเดียวของข้าล่ะ"
"อ..เอ๊ะ ข..คุณชาย~~ นี่หนังสือเล่มที่ห้าที่ข้าต้องทิ้งเพราะหน้ามันเต็มไปด้วยรายชื่อของท่านนะขอรับ T_T"
...
"แฮกๆ อ้า เหนื่อย..."
ใบหน้าเต็มไปด้วยเหงื่อ วิ่งมาด้วยท่าทางลนลานหอบชุดเสื้อผ้าที่เปลี่ยนกลับมาไว้ที่เดิม
"เฮ้อ.. จากในเมืองวิ่งมานี่เกือบๆ ครึ่งชั่วโมง ไม่ได้เดินดูอะไรสักนิด แต่.. ฮิฮิ ได้เหล้ามาด้วยแหละ"
จือหานยิ้มอย่างมีความสุข เดินตรงหอบไหเหล้ากับห่อเสื้อผ้าลักลอบเข้ามาข้างในจนถึงห้องของตัวเอง
"เอาล่ะ เข้าห้องๆ ไปกินเหล้าดีกว่า~" มือเลื่อนเปิดประตูห้องด้วยใบหน้ายิ้มกว้าง แต่ใครจะไปรู้กันว่า ทันทีที่เปิดประตูเข้ามา จื่อฝานกลับมายืนต้อนรับอยู่ที่หน้าประตูอย่างไม่ทันตั้งตัว
"ช..ชิบหาย"
*ยามเหม่า คือช่วงเวลา 05:00-06:59
*ยามซวี คือช่วงเวลา 19:00-20:59