นางเป็นฮูหยินที่ถูกต้อง แต่เขากลับเฉยชาใส่
มีเพียงบนเตียงเท่านั้นที่เขาเร่าร้อนจนนางแทบมอดไหม้
แนะนำตัวละคร
จ้าวจื่อรั่ว : อายุสิบหกปี ลูกอนุของเสนาบดีสกุลจ้าวถูกสับเปลี่ยนตัวมาเป็นเจ้าสาวมาแต่งงานกับแม่ทัพที่ชายแดน
กู้ตงหยาง : อายุยี่สิบสี่ปี ฉายาแม่ทัพปีศาจ
จ้าวเฟยฉี จ้าวเฟยหลิง : น้องชายร่วมมารดาของจ้าวจื่อรั่ว
เฉียวฉู่ : บุตรสาวของเฉียวโจว เจ้าเมืองต้าเหลียง
สับเปลี่ยนเจ้าสาว
จ้าวจื่อรั่วนั่งอยู่ในห้องหอเพียงลำพัง เจ้าบ่าวไม่ได้มาเปิดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาว หลังเสร็จสิ้นพิธีต่างๆ เขาก็หายไป แรกทีเดียวนางเข้าใจว่าเขาคงไปดื่มสุรากับเหล่าทหารของเขา ทว่านางนั่งรอจนฟ้าใกล้สางแล้วจึงมั่นใจว่าเขาไม่กลับเข้ามาอย่างแน่นอน
ช่างเถิด จะว่าเขาก็ไม่ได้
ฮ่องเต้มีราชโองการให้หญิงสาวสกุลจ้าวแต่งงานกับแม่ทัพแดนใต้นามกู้ตงหยาง เดิมทีคนที่ต้องแต่งงานควรเป็นบุตรสาวจากภรรยาเอก แต่ชื่อเสียงของแม่ทัพแดนใต้ที่แสนเหี้ยมโหดและต้องเดินทางมาใช้ชีวิตชายแดนอันแสนห่างไกล ฮูหยินใหญ่ไม่สามารถตัดใจยกลูกสาวแสนรักให้ออกเรือนได้ บิดาผู้เป็นเสนาบดีก็เห็นดีเห็นชอบกับความคิดของฮูหยิน จึงสับเปลี่ยนเจ้าสาวให้นางซึ่งเป็นลูกของอนุเดินทางมาแต่งงานกับแม่ทัพกู้ตงหยาง
นางเดินทางมาเพื่อแลกกับชีวิตความเป็นอยู่ของน้องชายอีกสองคน มารดาของนางสิ้นใจหลังคลอดน้องชายคนเล็กได้ไม่นานนัก นางจึงเป็นทั้งพี่สาวและแม่ ยามนี้เพื่อให้น้องชายมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ตามที่ฮูหยินใหญ่รับปาก นางจึงยอมเดินทางไกลเพื่อเป็นเจ้าสาวของแม่ทัพปีศาจ-กู้ตงหยาง
เดือนทางแรมรอนมาหนึ่งเดือน ว่าที่เจ้าบ่าวดูไม่ยินดียินร้ายกับเจ้าสาวที่ถูกสับเปลี่ยนตัวนัก ในราชโองการก็ไม่ได้ระบุชื่อตัว การที่สกุลจ้าวส่งนางมาแต่งงานก็ไม่เรียกว่าผิดอันใด แต่แน่นอนว่าชื่อเสียงพี่สาวของนางนั้น เป็นหญิงงามเป็นหนึ่งในเมืองหลวง คงทำให้กู้ตงหยางไม่พอใจที่ได้เห็นสตรีไร้ชื่อเสียงและหน้าตาแสนธรรมดาอย่างนาง พิธีแต่งงานก็จัดแบบไม่ได้ใส่ใจนัก คล้ายงานสังสรรค์ดื่มสุราของเหล่าทหารเสียมากกว่า ขันทีที่ติดตามมาจากเมืองหลวงก็ดูเพียงว่าแม่ทัพกู้รับนางไว้เรียบร้อยแล้วรีบกลับโดยเร็ว
บางทีนางคิดว่าตนฝันไป แค่ลืมตาก็อยู่ที่จวนสกุลจ้าว แต่ยามนี้นางรู้แล้วว่า มันคือความจริงที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้
จ้าวจื่อรั่วเลิกผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวด้วยตนเอง แต่เพราะนั่งนานจึงเมื่อยขาอยู่บ้าง นางยื่นมือทุบขาตัวเองให้หายเมื่อยก่อนลุกขึ้นยืนผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า เพราะเป็นเพียงลูกอนุจึงไม่มีสาวใช้ข้างกาย เดินทางจากเมืองหลวงก็มีเพียงสินเดิมติดตัวมาเล็กน้อย เวลานี้ไม่มีใครปรนนิบัติดูแลก็ไม่รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจแต่อย่างใด
วันเวลาผ่านมา
ใครเลยจะคิดว่า…
นางเข้าจวนเข้ามาครึ่งเดือนยังไม่พบหน้าเขา
แต่เมื่อแม่ทัพใหญ่กลับเข้ามา ก็มาพร้อมกับหญิงสาวนางหนึ่ง ได้ยินบ่าวไพร่พูดคุยกันว่า ท่านแม่ทัพไปล้อมทลายรังโจร ยึดทรัพย์สินที่โจรปล้นไปกลับมาด้วย และหนึ่งในของมีค่าคือหญิงงามที่ถูกฉุดมา
แม้เขาไม่ได้ออกคำสั่งกับนางโดยตรง แต่ให้พ่อบ้านมารายงานเพื่อให้นางจัดห้องพักให้หญิงงามผู้นั้น จ้าวจื่อรั่วเม้มริมฝีปากครุ่นคิดก่อนเอ่ยปากให้จัดห้องพักใกล้เรือนของท่านแม่ทัพ แม้สั่งการบ่าวไพร่ไปแล้ว แต่นางยังไม่มั่นใจจึงเดินไปดูด้วยตนเอง ทว่าไม่คิดว่าเมื่อก้าวเท้าเข้าไปใกล้ก็ได้ยินเสียงหัวเราะกังวานใส แต่สิ่งที่ทำให้นางไม่กล้าขยับเท้าเข้าไปใกล้ก็คือบุรุษผู้นั้นยืนอยู่ใกล้หญิงงามที่อยู่ในชุดสีแดงสดใส
"ท่านแม่ทัพ ที่นี่สวยมาก ข้าชอบมาก” หญิงงามพูดพลางหมุนตัวไปมา กระโปรงสีแดงสวยพลิ้วไหวราวกลีบดอกไม้ ทว่าเท้าของนางเสียหลักเกือบหกล้ม แต่มือใหญ่ของท่านแม่ทัพประคองไว้ได้ทัน
ภาพใกล้ชิดสนิทสนมนี้บาดใจจ้าวจื่อรั่วนัก แต่นางกลับฝืนยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบาก่อนยอบกายคาวะแม่ทัพกู้อย่างเต็มพิธี
“จ้าวจื่อรั่วคารวะท่านแม่ทัพเจ้าค่ะ” นางเกรงว่าเขาจะจำหน้านางไม่ได้จึงแนะนำพูดไปเช่นนั้น เมื่อเงยหน้าขึ้นก็เห็นเพียงเขาปรายตามองเล็กน้อย
“เจ้าเป็นหัวหน้าสาวใช้หรือ?” หญิงงามพูดขึ้นด้วยรอยยิ้ม “ข้าชื่อเฉียวฉู่”
จ้าวจื่อรั่วสบตากับแม่ทัพหนุ่ม เขาไม่ขยับปากพูดแก้ไขความเข้าใจผิดนี้ แสดงว่าเขาคงต้องการให้ผู้อื่นเข้าใจไปเช่นนั้น คิดได้ดังนั้นนางจึงไม่ปริปากพูดสิ่งใดได้แต่ยิ้มน้อยๆ เท่านั้น
“ข้าหิวแล้ว”
“ประเดี๋ยวจะให้คนยกอาหารมาให้” นางเอ่ยเพียงแค่นั้นก็เห็นมือใหญ่ของท่านแม่ทัพประคองหญิงงามเข้าไปด้านในโดยไม่เอ่ยคำพูดใด
“ฮูหยิน ท่าน...”
สาวใช้ในจวนแม่ทัพย่อมต้องดูสีหน้าท่านแม่ทัพเป็นหลัก แต่เห็นภาพเมื่อครู่แล้วก็อดสงสารฮูหยินไม่ได้ แรกๆ บ่าวไพร่ในจวนก็ไม่ค่อยพอใจที่จู่ๆ ฮ่องเต้ก็ส่งหญิงสาวที่ใดไม่รู้มาให้แต่งงานกับท่านแม่ทัพ แต่เมื่ออยู่ด้วยกันหลายวันเข้าก็รู้สึกว่าฮูหยินผู้นี้ก็ไม่ได้เลวร้ายอันใดนัก หนำซ้ำยังจิตใจดีไม่ข่มเหงบ่าวไพร่ และใช้ชีวิตเรียบง่ายในจวนอย่างเงียบสงบ
“ข้าจะไปดูในครัว เจ้าหาสาวใช้ไว้ที่นี่สักคนเผื่อแม่นางเฉียวฉู่ต้องการเรียกใช้”
จ้าวจื่อรั่วหมุนตัวเดินออกมาอย่างเงียบๆ หากเขาไม่ต้องการให้รู้ว่านางคือ ‘ภรรยา’ นางก็จะอยู่ในที่ๆของตัวเองเงียบๆ ไม่เรียกร้องสิ่งใด ชีวิตลูกอนุอย่างนางก็ไม่เคยอยู่ในสายตาใครอยู่แล้ว.
กู้ตงหยางไม่เคยพบสตรีนางใดใจกล้ายั่วโทสะเขาเช่นนี้มาก่อน ซ้ำยังทำด้วยหน้าตาใสซื่อราวกับเขาต่างหากที่เป็นฝ่ายผิด! เขาให้นางจัดห้องพักให้แม่นางเฉียวฉู่ ก็จัดห้องนางไว้ใกล้ห้องนอนของเขา
แล้วนี่อะไร เขาสั่งให้บ่าวไพร่เอาสุรารสแรงมาดื่ม แต่นางกลับให้คนนำสุราหวานบ้าบออะไรมา ซ้ำยังอ้างว่าเพื่อรักษาสุขภาพของเขาเห็นเขาเป็นคนป่วยหรือไรกัน หรือตำแหน่งฮูหยินแม่ทัพไม่คู่ควรกับนาง ขนาดยอมให้ผู้อื่นเข้าใจผิดว่าเป็นสาวใช้ แม่ทัพใหญ่บันดาลโทสะจนยกมือทุบไปบนโต๊ะอย่างแรง จนทหารที่คอยรับใช้อยู่ใกล้ๆ ถึงกับสะดุ้งโหยง
“นางอยู่ที่ใด”
“นาง?” ทหารสองคนหันมามองหน้ากัน “หมายถึงแม่นางเฉียวฉู่หรือขอรับ?”
“ข้าหมายถึง...”
เอ่อ...ผู้หญิงคนนั้นชื่ออะไรนะ
“จ้าวจื่อรั่ว”
ทหารทั้งสองยังทำหน้างุนงงหนักกว่าเดิม ยิ่งทำให้แม่ทัพใหญ่โมโหเพิ่มขึ้นไปอีก เขาลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้เดินดุ่มๆ ไปยังเรือนทางปีกซ้ายของจวน จำได้ว่าตอนนางมาถึง เขาให้พ่อบ้านจัดที่พักให้ พ่อบ้านก็จัดเรือนปีกซ้ายทั้งที่เรือนของเขาอยู่ปีกขวา คนพวกนี้ก็อย่างไรกัน ช่างรนหาที่ตายโดยแท้ มีใครกันแยกห้องสามีภรรยาอยู่คนฟากของจวนเช่นนี้
แม่ทัพใหญ่เดินไปที่เรือนของนาง ทว่ายังไม่ทันพ้นประตูวงพระจันทร์ก็เห็นเจ้าตัวขนสีขาววิ่งมาชนขาจนมันเสียหลักเซไปทางอื่น เขาก้มมองเจ้า ‘แพะน้อย’ อายุน่าจะประมาณแค่สองเดือน ดูจากสายตาเอาเรื่องมันแล้วก็ทำให้เขาขมวดคิ้วไม่รู้ตัว
“เปาเป่า กลับมานี่”
เสียงหวานใสร้องเรียกปนหัวเราะทำให้ยามอาทิตย์อัสดงมีชีวิตชีวา เขาเงยหน้าขึ้นมองพลันสบตากับเจ้าของร่างเล็กที่เดินเร็วๆ มาทางเขา แววตากลมโตกระจ่างเบิกกว้างขึ้นดูคล้ายตกใจก่อนจะปรับอารมณ์วูบหนึ่งหลุบตาลง
“ท่านแม่ทัพ” จ้าวจื่อรั่วคารวะอย่างมีมารยาท “ท่านมาถึงเรือนของข้า มีเรื่องใดรึเจ้าคะ”
“จวนข้า ข้าจะไปที่ใดต้องรายงานเจ้ารึ”
จ้าวจื่อรั่วเงยหน้าขึ้น ไม่รู้ว่านางทำเรื่องใดผิดจึงทำให้เขาดูอารมณ์ร้ายนัก นางยังไม่ทันเอ่ยปากอธิบาย เจ้าแพะน้อยทำท่าจะวิ่งพุ่งเข้าใส่ท่านแม่ทัพ
“เปาเป่า!”
พูดยังไม่ทันขาดคำ เจ้าแพะน้อยสีขาวก็พุ่งเข้าใส่ จ้าวจื่อรั่วร้องอย่างตกใจ แต่กู้ตงหยางก้มลงหิ้วคอแพะน้อยขึ้นมาไว้ก่อน
‘เจ้านี้มันร้ายจริง!’
“เหตุใดมีแพะอยู่ในจวนได้”
“เป็นแพะจากโรงครัวเลี้ยงเอาน้ำนมเจ้าค่ะ” เสี่ยวฉู่ที่ถูกส่งมาเป็นสาวใช้รับใช้ฮูหยินรีบพูดขึ้น “เจ้าแพะน้อยตัวนี้ตั้งแต่ได้พบหน้าฮูหยินก็เดินตามไม่ยอมห่าง จนฮูหยินขอนำมันมาเลี้ยงไว้ดูเล่นเจ้าค่ะ”
ปกติบ่าวไพร่แทบไม่มีผู้ใดกล้าปริปากพูดกับเจ้านาย แต่ยามนี้เพื่อปกป้องฮูหยินจึงกล้าพูดขึ้น กู้ตงหยางประหลาดใจยิ่งนัก นางมาอยู่จวนเขาไม่นานกลับซื้อใจคนในจวนได้ เห็นทีว่าเขาจะประเมินสตรีสกุลจ้าวน้อยเกินไป
จ้าวจื่อรั่วย่อมไม่เข้าใจความคิดของกู้ตงหยาง นางพึ่งระลึกเสมอว่าตนเองเป็นเพียงผู้อาศัย จะทำสิ่งใดต้องเกรงใจเจ้าของบ้าน แม้แพะตัวนี้เป็นแพะของจวน แต่นางนำมาเลี้ยงที่เรือนของตน อาจทำให้เขาไม่พอใจได้ ก่อนที่เขาสั่งการใดออกมา นางจึงรีบเอ่ยปากสั่งเสี่ยวฉู่เสียก่อน
“รีบพาเปาเป่าไปเถิด วันนี้เล่นซนทั้งวันแล้ว”
“เจ้าค่ะ”
เสี่ยวฉู่รีบเข้าไปอุ้มเจ้าแพะน้อยออกไปทันที ทำให้ยามนี้ในเรือนของนางไม่มีบ่าวไพร่คนอื่นคอยรับใช้ เหลือเพียงนางและผู้เป็นเจ้าของจวนเท่านั้น
ยามตะวันพลบค่ำท้องฟ้าเป็นสีแดงเรื่อคล้ายย้อมแก้มนวลให้แดงปลั่ง ริมฝีปากบางขบเม้มจนเรียบตึงอย่างครุ่นคิด นางแต่งกายด้วยอาภรณ์สีเขียวใบบัว เรือนผมก็เกล้าอย่างเรียบง่าย แตกต่างจากเฉียวฉู่ราวฟ้ากับดิน ทว่าภาพที่เห็นเบื้องหน้ากลับให้ความรู้สึกอ่อนโยน สงบนิ่งและสบายใจ
“ท่านแม่ทัพ” จ้าวจื่อรั่วเรียกเสียงเบาด้วยยังไม่เข้าใจว่าเขาต้องการสิ่งใด “ท่านมาถึงเรือนข้ามีสิ่งใดหรือเจ้าคะ เหตุใดไม่ให้บ่าวไพร่มาเรียกข้าไปพบ”
กู้ตงหยางได้สติก็สูดลมหายใจลึก พลันได้กลิ่นหอมของอาหาร ทำให้นึกได้ว่าตนเองยังไม่ได้กินมื้อเย็น เขากระแอมไอขึ้นเล็กน้อยแล้ววางท่าราวกับสนทนากับผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาของตน
“เจ้าใช่ไหมที่เป็นคนเปลี่ยนสุราของข้า”
“อ่อ...เรื่องนั้นเป็นข้าเองเจ้าค่ะ” นางยิ้มรับแต่โดยดี “หมอทหารแจ้งว่าท่านแม่ทัพยังมีอาการบาดเจ็บเรื้อรังไม่ควรดื่มสุรารสแรง ข้าจึงเปลี่ยนเป็นสุรายาให้ท่าน”
“หมอทหารกล้าเอาเรื่องนี้มาพูดกับเจ้ารึ!” เขาขึงตาใส่นาง แต่หญิงไม่หลบสายตาซ้ำยังคงระบายยิ้มอย่างอ่อนหวาน
“ทุกคนล้วนเป็นห่วงสุขภาพของท่านแม่ทัพใหญ่ผู้กุมกำลังพลทหารนับแสน ข้าอยู่หลังบ้านช่วยได้เพียงเล็กน้อย จึงรับปากท่านหมอทหารว่าจะช่วยดูแลเรื่องอาหารการกินของท่านแม่ทัพเจ้าค่ะ”
พูดออกไปแล้วก็รู้สึกโล่งใจ หลายวันก่อนหมอทหารพูดคุยกับนางจึงพอได้รับรู้ความลับเล็กๆ เรื่องนี้ นางจึงได้แต่ปรับเปลี่ยนอาหารเพื่อบำรุงสุขภาพของท่านแม่ทัพ หญิงสาวเห็นเขายังยืนนิ่งเป็นท่อนไม้อยู่จึงเอ่ยถาม
“ท่านแม่ทัพกินอะไรมาหรือยังเจ้าคะ ข้าทำน้ำแกงหัวปลาไว้ ท่านอยากลองชิมสักชามไหมเจ้าคะ”
แววตานางเหมือนเด็กที่อยากอวดของเล่น เอาเถอะ แค่น้ำแกงชามเดียวไม่เสียเวลานัก เขาพยักหน้ารับแล้วเดินเข้าไปด้านใน ตั้งแต่รับนางมาไว้ในจวนตลอดจนเข้าพิธีแต่งงาน เขาไม่เคยเข้ามาดูความเป็นอยู่ของนางเลยสักนิด เรือนของนางตบแต่งเรียบง่าย นอกจากภาพอักษรที่แขวนที่ผนังและต้นไม้เล็กๆ ไม่กี่กระถางแล้ว ก็ไม่มีสิ่งใดเป็นพิเศษ
“เหตุใดเจ้าทำตัวอัตคัดยิ่งนัก”
จ้าวจื่อรั่วถูกตำหนิก็นิ่งไป นางอดก้มมองตนเองไม่ได้ เมื่อเงยหน้าขึ้นก็เห็นดวงตาคมกริบจ้องมองอยู่ หรือเขาจะคิดว่านางทำตัวไม่สมฐานะเป็นฮูหยินของท่านแม่ทัพ
“ข้าเป็นสตรีที่ออกเรือนแล้วไม่ควรแต่งกายสีสันฉูดฉาด เกล้าผมก็ทรงของสตรีที่ออกเรือน ไม่ทราบว่าท่านแม่ทัพต้องการให้ข้าปรับปรุงจุดไหนเจ้าคะ”
นางถามกลับด้วยแววตาใสซื่อแต่ทำเอากู้ตงหยางอยากกระอักโลหิตออกมา กินดีหมีหัวใจเสือมาหรือไร ช่างกล้าต่อปากต่อคำกับเขานัก แต่เขาเป็นบุรุษทั้งแท่งจะมาโต้เถียงกับสตรีก็ไม่ใช่เรื่อง เขาจึงนั่งลงที่เก้าอี้กลมแล้วโบกมือไปมา
“ไปยกน้ำแกงของเจ้ามา”
“เจ้าค่ะ”
หญิงสาวก้าวออกไปแล้ว เขาจึงกวาดตามองโดยรอบอย่างสำรวจ ทุกอย่างเรียบง่ายจนน่าประหลาดใจ ผิดกับห้องของเฉียวฉู่ เขาไม่ได้ช่วยเพียงนาง แต่สตรีอีกหลายคนที่ถูกช่วยมาพร้อมกัน แต่นางอ้างว่าตนเป็นบุตรสาวของเฉี่ยวโจว เจ้าเมืองต้าเหลียง เขาจึงรับตัวนางไว้และให้คนส่งข่าวเพื่อไปแจ้งกับบิดาของนาง จะได้ส่งคนมารับคนกลับไป
ครู่ต่อมาจ้าวจื่อรั่วประคองถาดใส่อาหารเดินกลับเข้ามา นางวางอาหารบนโต๊ะแล้วค่อยปรนนิบัติเขาอยู่ด้านข้าง
“เจ้าเข้าครัวเอง?”
“ทางโรงครัวส่งสำรับอาหารมาครบทุกมื้อ แต่ข้าอยู่ว่างๆ จึงทำอะไรเล่น ท่านแม่ทัพลองชิมดูนะเจ้าคะ”
นางเกรงว่าเขาจะตำหนิผู้อื่น ปกตินางอยู่ที่จวนสกุลจ้าวก็เข้าครัวทำอาหาร ทั้งของตัวเองและน้องๆ รวมทั้งของผู้อื่น ยามมารดายังมีชีวิตอยู่ เพราะมีบุตรชายจึงไม่ค่อยมีใครกล้ารังแก แต่เมื่อมารดาตายและน้องยังเล็ก น้องชายคนรองอายุสิบสองขวบ คนเล็กเพียงหกขวบ นางจึงต้องเข้มแข็งดูแลน้องๆ ด้วยตนเอง
กู้ตงหยางชิมน้ำแกงหัวปลา หลังกลืนน้ำแกงลงท้องแล้วรู้สึกสบายตัว นอกจากอาหารอุ่นร้อนพอดีแล้วยังให้รสชาติกลมกล่อมอีกด้วย
จ้าวจื่อรั่วเห็นเขากินไปหลายคำจึงใจชื้น กล้าเอ่ยถามเขา “ท่านแม่ทัพจะรับข้าวไหมเจ้าคะ ยังมีปลาผัดเปรี้ยวหวานกับ ผัดผักเจ้าค่ะ”
เขาพยักหน้าแทนคำตอบรับเพียงแค่นั้นหญิงสาวก็หมุนตัวเดินออกไป เขาแปลกใจที่นางไม่เรียกคนรับใช้ ก็นึกได้ว่า เสี่ยวฉู่อุ้มแพะไปเก็บ แต่นางก็ใช้เวลาไม่นาน อาหารก็วางบนโต๊ะ แม้เป็นอาหารง่ายๆ แต่เลิศรสไม่น้อย เขาเองยังไม่กินมื้อเย็นจึงเผลอกินเข้าไปจนเกลี้ยงทุกอย่างจึงนึกได้ว่า... อาหารบนโต๊ะเป็นของนาง ครั้นจะถามก็ปากหนักเกินไป จึงได้แต่ทำหน้านิ่งและรับน้ำชาจากนางมาดื่ม
“ไม่รู้ว่าคนสกุลจ้าวกินดีหมีหัวใจเสือมาจากไหนถึงกล้าส่งสาวใช้มาเป็นฮูหยินแม่ทัพใหญ่เช่นข้า”
จ้าวจื่อรั่วได้ยินพลันชะงักมือไปเล็กน้อย แต่ยังส่งผ้าเปียกให้เขาเช็ดมือ
“เป็นเพราะราชโองการของฮ่องเต้ หากไม่แล้ว ข้าเป็นเพียงลูกอนุไม่อาจเอื้อมตำแหน่งสูงส่งนี้” นางกล่าวอย่างเจียมตัว “แต่ท่านวางใจได้ ข้าจะอยู่ในที่ของตนเองอย่างสงบเจ้าค่ะ”
‘อยู่ในที่ของตัวเอง’
เขาแค่นหัวเราะในลำคอแล้วยื่นหน้าไปใกล้หญิงสาวที่นั่งอยู่ด้านข้าง
“เจ้าติดค้างข้า ไม่ว่าจะเล่นลิ้นอย่างไร เจ้าย่อมรู้ดีว่าสกุลจ้าวปลิ้นปล้อน อย่าได้หวังว่าจะได้อยู่อย่างสุขสบายเลย”
พูดจบชายหนุ่มก็ผุดลุกขึ้นเดินจากไปอย่างรวดทิ้งให้หญิงสาวนั่งเพียงลำพัง แม้จเตรียมใจไว้แล้ว แต่ก็อดเศร้าใจไม่ได้
ชีวิตนางจะได้พบความสุขเช่นคนอื่นบ้างไหม.
“ขนมดอกกุ้ยของฮูหยินนี่อร่อยยิ่งนัก”
“พวกเจ้านี่ก็อย่างไรกัน ปล่อยให้ฮูหยินเข้าครัวแล้วพวกเจ้านั่งกิน!”
“ก็ฮูหยินไม่ให้เราช่วยนี่”
“ยังจะเถียงอีก”
“เอาเถิด เรื่องเล็กน้อยแค่นี้เอง”
จ้าวจื่อรั่วหัวเราะน้อยๆ มองดูบ่าวไพร่ในครัวพูดคุยกันอย่างเป็นกันเอง หลังจากอยู่ที่นี่มาหนึ่งเดือน นางสนิทสนมกับทุกคน จดจำชื่อและตำแหน่งหน้าที่ของแต่ละคนได้ ยิ่งได้รู้ ยิ่งนับถือแม่ทัพกู้ตงหยาง ภาพนอกดูโหดเหี้ยมแต่แท้ที่จริงห่วงใยผู้อื่น เหล่าบ่าวไพร่ในจวนล้วนเป็นญาติพี่น้องของคนในกองทัพที่ไม่มีที่ไป บางคนบาดเจ็บพิการไม่มีญาติพี่น้อง ท่านแม่ทัพก็ให้อยู่ในจวน ทำงานเล็กๆ น้อยๆ มีหญิงหม้ายที่สามีตายในสนามรบและไม่มีที่ไปก็มาอยู่ช่วยงานในจวน หากบางคนอยากออกไปตั้งตัว ท่านแม่ทัพก็ให้พ่อบ้านจัดการดูแลต่อไป
แม้เขาไม่เห็นนางเป็นภรรยา แต่สำหรับนาง เขาคือสามีสุดประเสริฐ นับว่าเป็นวาสนาของนางนัก หญิงสาวตั้งใจจะทำหน้าภรรยาที่ดีชดเชยที่ตระกูลจ้าวส่งลูกอนุต่ำต้อยเช่นนางมาเป็นภรรยาของท่านแม่ทัพใหญ่ แทนที่จะเป็นบุตรสาวภรรยาเอกผู้เลอโฉมผู้นั้น
“อาหารที่ฮูหยินทำเลิศรสมาก ข้าแอบเห็นท่านแม่ทัพเติมข้าวตั้งสองถ้วย” เสี่ยวฉู่พูดด้วยท่าทีตื่นเต้น แต่ถึงกระนั้นคนทั้งจวนก็รู้ว่ามีแต่ท่านแม่ทัพที่หมางเมิน
“วันๆ ไม่เห็นมาหาฮูหยิน เอาแต่สนใจสตรีชุดแดงผู้นั้น” เสี่ยวฉู่พูดอย่างน้อยใจ ฮูหยินดีถึงเพียงนี้ ทำไมท่านแม่ทัพไม่เหลียวแลภรรยาของตน
“เสี่ยวฉู่!” แม่ครัวหันมาตำหนิสาวใช้ แต่คนอื่นก็ลอบมองสีหน้าฮูหยิน แม้เห็นรอยยิ้มบนใบหน้าแต่ท่าทีขมขื่นไม่น้อย
“ฮูหยิน ท่านอย่าคิดมากนะเจ้าค่ะ ท่านแม่ทัพของเรา ปกติเป็นคนใส่ใจผู้อื่น คงเห็นว่าแม่นางผู้นั้นน่าสงสารจึงดูแลเป็นพิเศษ”
นางจะไปมีสิทธิ์รู้สึกอะไรได้ แค่เขาไม่เอาเรื่องที่ถูกเปลี่ยนตัวเจ้าสาวก็นับว่าดีมากแล้ว
“ฮูหยินขอรับ บ่าวมีเรื่องอยากขอความช่วยเหลือขอรับ”
“มีเรื่องใดรึ ถ้าข้าช่วยได้ย่อมทำสุดกำลัง”
“เป็นเรื่องของท่านแม่ทัพขอรับ” พ่อบ้านมีสีหน้าหนักใจ แล้วเชิญฮูหยินออกมาสนทนาด้านนอกห้องครัว
“ที่นี่ไม่มีผู้อื่นแล้ว พ่อบ้านพูดมาเถิด” จ้าวจื่อรั่วร้อนใจ
“หมอทหารกำชับให้บ่าวดูแลท่านแม่ทัพให้ดี ท่านแม่ทัพกรำศึกมานาน มีอาการบาดเจ็บเรื้อรัง แต่เรื่องนี้ย่อมให้ผู้อื่นรู้มิได้”
“ข้าเข้าใจ ข้าจะเก็บเป็นความลับ”
ได้ยินดังนั้น พ่อบ้านก็มีสีหน้าดีขึ้นและรีบพูดต่อ
“บ่าวอยากรบกวนฮูหยิน ช่วยดูแลท่านแม่ทัพขอรับ”
“ให้ข้าดูแลท่านแม่ทัพ? ทำอย่างไรเล่า? ปกติเขาไม่เคยเรียกพบข้าด้วยซ้ำ”
หากนางเสนอหน้าไปโดยที่เขาไม่เรียก จะไม่กลายเป็นว่าไปรบกวนสายตาและยังรบกวนเวลาที่อยู่กับแม่นางเฉียวฉู่หรือ?
“ข้าน้อยก็จนปัญญาขอรับ” เสียงถอนหายใจดังขึ้นเฮือกหนึ่งก่อนพูดต่อ “เป็นหน้าที่พ่อบ้านอย่างข้าต้องดูแลใส่ยาให้นายท่าน แต่ต้องมารบกวนฮูหยินเช่นนี้ รู้สึกละอายใจยิ่งนัก”
“ใส่ยา?”
“ขอรับ นายท่านมีบาดแผลที่ด้านหลัง ใส่เองไม่สะดวก แต่พอข้าเข้าไปที่ไรก็โดนไล่ออกมาทุกที บรรดาหมอทหารก็ส่ายหน้าในความดื้อรัน แต่ทุกคนล้วนเป็นห่วงท่านแม่ทัพ”
“ก็ได้ ข้าจะลองดู” นางพยักหน้ารับ อย่างไรเขาก็เป็นสามี ให้ภรรยาเข้าไปปรนนิบัติก็คงไม่เป็นเรื่องผิดสังเกตใดกระมัง
“พ่อบ้านอธิบายมาเถิด ข้าต้องทำอย่างไรบ้าง”
พ่อบ้านยิ้มกว้างและเริ่มอธิบาย หลังจากนั้นไม่นาน ฮูหยินก็เดินกลับเรือนไป สาวใช้และคนครัวที่แอบอยู่หลังบานประตูจึงโผล่หน้าออกมา
“ท่านพ่อบ้านพูดอะไรกับฮูหยินรึ” เสี่ยวฉู่เอ่ยถาม “มีอะไรก็ให้ข้าไปทำก็ได้นี่”
“ไม่ได้ เรื่องนี้ต้องให้ฮูหยินเป็นคนลงมือ”
“เรื่องใดกัน”
“พวกเจ้าไม่รู้อะไรนั้นก็ดีแล้ว” พ่อบ้านหัวเราะ “เอาล่ะ เสี่ยวฉู่ เจ้ารีบยกน้ำชาไปให้แม่นางเฉียวฉู่ได้แล้ว”