มหาลัย A [11.28 น.]
"ใครมีคำถามอะไรไหม"
"ไม่มีนะ โอเค รายงานส่งวันศุกร์หน้าก่อนเข้าคาบเรียน วันนี้เลิกเรียนได้ค่ะ"
เสียงอาจารย์สาววัยกลางคนพูดขึ้นปล่อยคาบเรียน ฉันรีบหันไปหาลลินกับโรสลินเพื่อนรักของฉันที่นั่งอยู่ด้วยกันเราทั้งสามคนเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เข้าปีหนึ่ง หลังจากที่เราทั้งสามคนเก็บของเรียบร้อยก็เดินออกมาหน้าห้องเรียนเพื่อจะออกไปกินข้าวแล้วกลับมาเข้าเรียนอีกหนึ่งวิชาที่เหลือ ฉันล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าสะพายข้างหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาต่อสายหาแฟนของฉัน
[วาคีน]
ตืด~ ตืด~ ตืด~
รอสายอยู่นานวาคีนก็ไม่รับ ฉันก็กดต่อสายไปใหม่เขาก็ยังไม่รับสายฉันเหมือนเดิม ฉันกับวาคีนเราคบกันมาหลายปีแล้วเราเรียนที่เดียวกันตั้งแต่อยู่ มอ.ปลาย ฉันกับเขาคบกันตั้งแต่อยู่ มอ.ห้า จนตอนนี้เราทั้งคู่ก็มาเรียนที่มหาลัยเดียวกัน เพียงแต่เรียนคนละคณะเท่านั้น
"โทรหาวาคีนเหรอ"
ลลินถามขึ้นเพราะว่านี่เป็นสิ่งที่ฉันทำทุกวันแม้ฉันกับวาคีนเราจะอยู่ด้วยกันแล้วโดยที่ผู้ใหญ่ของทั้งสองฝั่งรับรู้ เวลาที่มาเรียนฉันกับวาคีนมาด้วยกันหากวันไหนพักเที่ยงตรงกันฉันก็อยากจะกินข้าวกับเขาเหมือนอย่างสมัยก่อนที่เขาจะเป็นฝ่ายวิ่งมารับฉันไปกินข้าวเอง
"ไม่เบื่อบ้างเหรอ ที่ต้องคอยตามอยู่ฝ่ายเดียวน่ะ"
โรสลินก็อีกคนฉันรู้นะว่าทั้งสองคนเป็นห่วงฉันมาก เพราะฉันกับวาคีนเราทะเลาะกันค่อนข้างบ่อย เขาไม่ใส่ใจฉันเหมือนเดิมเขาจะดีกับฉันแค่ช่วงหนึ่งเท่านั้น เฮ้อ... ก็ฉันรักวาคีนนี่คะฉันจะทำอะไรได้ละ
"ฉันว่าแกไม่ต้องโทรแล้วละเฟิร์น"
ฉันหันไปหาเพื่อนทั้งสองคนที่พูดขึ้น พลางมองไปตามสายตาของเพื่อนทั้งสอง ในร้านข้าวขาหมูร้านหนึ่งหน้ามหาลัยฉันเห็นคนที่ฉันโทรหานั่งกินข้าวอยู่กับผู้หญิงหุ่นสวย หัวใจฉันสั่น แขนฉันสั่น ขาฉันสั่น มือยังกำโทรศัพท์มือถือเอาไว้แน่น จ้องมองภาพนั้นด้วยหัวใจที่ปวดร้าว วาคีนของฉันกับผู้หญิงคนนั้นนั่งด้วยกันอย่างใกล้ชิดสนิทสนมราวกับจะสิงกันอยู่แล้ว
ฉันหายใจไม่ค่อยออก เหมือนหัวใจฉันเต้นแรงเกินกว่าจะควบคุมได้ กดโทรศัพท์หาวาคีนอีกครั้งมองดูว่าเขาจะรับสายของฉันไหม ขณะที่รอสายน้ำตาของฉันเริ่มคลอเบ้าตาสวยอย่างห้ามไม่ได้ และ...
(ฮัลโหล) เขารับสายฉัน แถมยังจ้องหน้ากับผู้หญิงคนนั้นอมยิ้มอย่างมีความสุขอยู่ด้วยทั้งๆ ที่ฉันอยู่ในสาย
"อยู่ไหนวาคีน"
(กินข้าวอยู่ มีไร) เขาตอบฉันน้ำเสียงห้วน
"เฟิร์นถามว่าอยู่ไหน"
(กูบอกว่ากินข้าวอยู่ไง มึงพูดไม่รู้เรื่องเหรอ)
ฉันเงียบ ไม่รู้จะพูดอะไรออกไป มันจุกอยู่ที่อกจนพูดแทบไม่ออก ฉันกดตัดสายยังจ้องมองภาพนั้นด้วยหัวใจที่ร้าวราน ด้วยความที่ฉันกับเขาเรารุ่นเดียวกัน อาจจะเพราะเคยเป็นเพื่อนกันมาก่อนตั้งหนึ่งเทอมมันเลยทำให้เขาชินที่จะพูดกับฉันแบบนี้ ฉันก็ไม่ได้ว่าอะไรนะคะ
"ไปเถอะเฟิร์น"
ลลินเรียกสติฉันให้กลับมา ในขณะที่ฉันกำลังจะเดินไปสายตาของฉันกับวาคีนก็ประสานกันอย่างไม่ตั้งใจ เขามองฉันมีสีหน้าตกใจเล็กน้อย ส่วนฉันก็น้ำตาร่วงแหมะลงมาที่พื้นถนน ฉันเดินออกมาจากจุดนั้น ไม่นานนักก็ได้ยินเสียง
ตึกๆ ตึกๆ ตึกๆ
เท้าหนักของใครบางคนวิ่งเข้ามาใกล้ คว้าแขนเรียวของฉันเอาไว้ด้วยน้ำหนักมือที่คุ้นเคย กลิ่นหอมที่คุ้นเคยทำให้ฉันรู้ทันทีว่าใครเป็นคนวิ่งมาคว้าแขนของฉัน
"มึงจะไปไหน"
"กินข้าวอร่อยไหมวาคีน"
ฉันถามวาคีนทั้งน้ำตา เขาก็จ้องฉันอยู่อย่างนั้นด้วยอาการเหนื่อยหอบเพราะวิ่งมา ไม่นานนักผู้หญิงคนนั้นก็เดินมายกมือขึ้นไหว้ฉัน แต่รอยยิ้มนั่นมันแปลกๆ
"สวัสดีค่ะพี่ใบเฟิร์น หนูชื่อต้นอ้อนะคะเป็น..."
"เพื่อนพี่ไม่ได้อยากรู้หรอกค่ะ ว่าน้องเป็นอะไร" โรสลินพูดแทรก
"เพราะไม่บอกก็รู้ว่าคงเป็นผู้หญิงหน้าด้าน ที่จ้องแต่จะแย่งผัวชาวบ้าน" ลลินพูดต่อ ทั้งสามคนจ้องหน้ากันนิ่งโดยที่วาคีนไม่ได้ทำอะไรเลย เขาลากฉันออกมาจากตรงนั้น พาฉันไปที่ซอยเล็กๆ ข้างมหาลัยแล้วพูดขึ้น
"เป็นอะไร"
"ทำไมวาคีนไม่รับสายเฟิร์น" ฉันถามออกไปทั้งน้ำตา เขาก็ตอบฉันกลับมาน้ำเสียงเรียบๆ
"ก็ไม่ว่าง กินข้าวอยู่"
"กับใครเหรอ"
"น้อง" น้องไหนล่ะ ตอนนี้เป็นน้อง แล้วอนาคตจะเป็นอะไรละ
"น้องงั้นเหรอ น้องไหนละ เรียนคณะไหน คณะเดียวกันรึไง"
วาคีนไม่ตอบฉัน เอาแต่ยืนนิ่งจับแขนฉันอยู่อย่างนั้น เขาชักสีหน้าเล็กน้อยราวกับรำคาญที่ฉันถามเขามากมายขนาดนี้ ก่อนจะกุมมือฉันแล้วดึงฉันเข้าไปกอด พูดด้วยน้ำเสียงอบอุ่นเหมือนเดิม
"มันไม่มีอะไร น้องมันอาสาช่วยกูทำรายงาน"
เพียงแค่ใบหน้าของฉันสัมผัสเข้าที่อกอุ่นของเขาที่ฉันคุ้นเคย ฉันก็ปล่อยหยาดน้ำตาออกมามากมายจนเปียกเสื้อเชิ้ตสีขาวของวาคีน ร่างกายของฉันราวกับไม่มีแรงเลยแม้แต่น้อย ยืนร้องไห้ที่อกอุ่นของวาคีนอยู่นานสองนานจนรู้สึกดีขึ้น
"ทำไมต้องให้เขาช่วยด้วยละ"
"ก็มันอาสา มึงอย่าคิดมากเลยมันไม่มีอะไร"
"วาคีน เฟิร์นรักวาคีนมากนะไม่รู้เหรอ" ฉันบอกวาคีนตอนที่เขาจับมือของฉันเอาไว้ แล้วเรากำลังจะเดินออกไปจากซอยเล็กๆ ตรงนี้
"กูก็รักมึง มึงไม่รู้เหรอ"
ถ้าเป็นเมื่อก่อนฉันก็รู้ แต่ตอนนี้ฉันไม่แน่ใจฉันมองตามแผ่นหลังกว้างของวาคีนแม้ว่ามือของเราจะจับประสานกันอยู่แน่น แต่ฉันกลับรู้สึกหนาวขึ้นมาที่หัวใจ เราใกล้กันถึงขนาดนี้ แต่ฉันเหมือนกับคนที่อยู่ห่างไกลกับเขานับพันไมล์
"หิวไหม กูพาไปกินข้าว"
"หิว แต่กินไม่ลง"
วาคีนยิ้มกว้างให้ฉัน หันมาลูบหัวฉันนิดหน่อยแล้วก้มลงหอมแก้มของฉัน เขาพาฉันเดินออกไปจากซอยเล็กๆ นี้ เลี้ยวไปทางซ้ายเดินตรงไปอีกสองซอยก็ถึงร้านข้าวต้มโต้รุ่งที่เปิดตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง
"กินอะไร สั่งสิ"
"ไม่อยากกิน" ฉันพูดออกไป วาคีนก็ไม่ได้ว่าอะไรหยิบเอาเมนูออกมาแล้วสั่งเองทุกอย่าง รอไม่นานอาหารที่วาคีนสั่งก็เริ่มทยอยมาเสิร์ฟ
"ยังไม่หายคิดมากอีกเหรอ กูรักมึงคนเดียวเข้าใจบ้างดิ"
"รักเฟิร์นแล้วไปยุ่งกับผู้หญิงคนอื่นทำไม"
"กูไม่ได้คิดอะไรกับมัน กูแค่เลี้ยงข้าวที่มันช่วยกูทำรายงาน" ฉันพยักหน้าตอบรับ แต่ใจของฉันเหมือนกับมีรอยร้าวฉันไม่ได้โง่ถึงกับขนาดไม่รู้ว่าคำพูดพวกนั้นเป็นเรื่องโกหก แต่เพราะฉันรักวาคีนมากจนเกินไปฉันเลยยอมเงียบและเชื่อฟัง
"รีบกิน เดี๋ยวหมดเวลาพักกูไม่ไปส่งที่ห้องเรียนนะ"
ฉันนั่งเรียนด้วยใจที่ไม่เป็นสุขสักเท่าไหร่ เพราะเหตุการณ์ที่เจอเมื่อกลางวันมันไม่ได้ทำให้ฉันมีกะจิตกะใจจะทำอะไรเลย แม้วาคีนจะพูดออกมาแบบนั้น แต่ฉันก็รู้ว่ามันเป็นเรื่องโกหก เพราะอะไรรู้ไหมคะ เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ฉันเจอ วาคีนเริ่มเปลี่ยนไปตั้งแต่ขึ้นปีสองไม่รู้ว่าเป็นเพราะเราคบกันมานานหรือเปล่า แค่ฉันก็พยายามปรับปรุงตัวเองทุกอย่างให้เหมือนตอนที่เรารักกันใหม่ๆ
ทุกครั้งที่ฉันจับได้ วาคีนจะแสดงออกมาอย่างชัดเจนว่าเลือกฉัน แต่ต่อให้เป็นอย่างนั้นก็เถอะฉันก็ไม่ได้ดีใจสักนิดที่เขาเลือกฉัน ฉันอยากให้เขามีฉันคนเดียว มีฉันแค่คนเดียว ฉันไม่ได้อยากเป็นหลวง ฉันไม่ได้อยากเป็นน้อย ฉันอย่างเป็นคนเดียวของเขา
"เฟิร์น แกเป็นอะไร อาจารย์เรียกแกนานแล้วนะ"
ลลินเรียกฉันทำให้ฉันได้สติขึ้นมา ก่อนที่ฉันจะถูกทำโทษให้ออกไปยืนหน้าห้องเพราะไม่ตั้งใจเรียน ฉันก็เดินออกมาเงียบๆ แล้วมองไปที่กลางสนามฟุตบอล เห็นวาคีนกำลังเตะบอลเล่นกับเพื่อนอยู่น่าจะเพราะต้องรอฉันกลับบ้าน เพราะอันที่จริงตอนนี้วาคีนเลิกเรียนแล้ว
ฉันยืนมองภาพนั้น พลางย้อนกลับไปนึกถึงเมื่อตอนที่เรารักกันใหม่ๆ วาคีนก็ชอบที่จะพาฉันไปนั่งดูเขาเตะบอลด้วยทุกครั้งที่สนามบอล ไม่ว่าเขาจะไปไหนก็จะหอบหิ้วเอาฉันไปด้วยจนเป็นฉันเองที่ไว้ใจเขามากเกินไป หลังๆ ฉันเลยให้เขาไปเองฉันจะได้อยู่บ้านทำงานบ้าน นอนดูหนัง ไม่ต้องไปนั่งตากยุง แต่แล้วเขาก็ทำเรื่องจนได้…
เมื่อเพื่อนของเขาพาแฟนตัวเองมาที่สนามบอลด้วย และผู้หญิงคนนั้นยังเหน็บเพื่อนของตัวเองมาด้วย ด้วยความที่ฉันปล่อยให้วาคีนไปเตะบอลเองคนเดียวบ่อยๆ โดยที่ไม่มีฉัน และนั่นก็เป็นจุดที่ทำให้เขาสานสัมพันธ์กับเพื่อนของผู้หญิงคนนั้น ฉันน่ะไม่รู้เรื่องอะไรหรอกนะคะ มารู้เพราะผู้หญิงคนนั้นพยายามหาทางติดต่อฉันเองเพื่อบอกให้ฉันรู้ว่าเขามีตัวตนและฉันจะได้เลิกรากับวาคีน แต่ผลมันไม่ได้เป็นอย่างนั้นฉันกับวาคีนทะเลาะกันและฉันไม่รู้ว่าเขาไปจัดการยังไงจนถึงตอนนี้ผู้หญิงคนนั้นก็หายไปจากชีวิตของฉันกับวาคีนแล้ว
"โดนทำโทษเหรอเรา"
"พี่เก้า"
พี่เก้าเป็นรุ่นพี่ฉันปีนึงและฉันก็เป็นน้องรหัสเขา ทำให้เราค่อนข้างที่จะสนิทกันอยู่แต่ไม่มาก ทุกคนในมหา'ลัยนี้ต่างรู้ว่าฉันกับวาคีนเราเป็นอะไรกันฉะนั้น พี่เก้าจึงมักจะเว้นระยะห่างเอาไว้เพราะไม่อยากมีปัญหา แม้ว่าสายตาของเขาที่มองฉันจะไม่ได้อยากเว้นระยะห่างเลยแม้แต่น้อย
"ไปทำอะไรเข้าล่ะ ทำไมถึงโดนทำโทษได้"
"เฟิร์นนั่งเหม่อค่ะ ไม่ได้ยินที่อาจารย์เรียก" ฉันตอบพี่เก้ากลับไป
"ที่เหม่อเพราะเรื่องเมื่อกลางวันเหรอ"
พี่เก้าพูดขึ้นทำให้ฉันเผลอมองไปที่สนามฟุตบอลอีกครั้ง เป็นจังหวะเดียวกันกับที่วาคีนเงยหน้าขึ้นมาพอดี สายตาของวาคีนเปลี่ยนไปจ้องมองฉันกับพี่เก้าอย่างดุดัน ก่อนจะเดินไปที่ข้างสนามเปิดขวดน้ำเปล่าแล้วกระดกดื่มอย่างรวดเร็ว วาคืนโยนขวดน้ำลงที่พื้นแล้วมองขึ้นมาที่ฉันอีกครั้งเขาเดินไปหยิบเสื้อนักศึกษาแขนสั้นของตัวเอง แล้วหายเข้ามาในอาคาร
"ไม่ใช่หรอกค่ะ" ฉันตอบกลับไปแล้วยิ้มแห้งๆ ให้พี่เก้า
"งั้นก็ดี พี่เป็นห่วงถ้ามีอะไรก็... ทักมาคุยกับพี่ได้นะ" พี่เก้าพูดแล้วเว้นจังหวะอยู่ช่วงหนึ่ง เป็นตอนเดียวกันกับที่ฉันได้ยินเสียงฝีเท้าหนักๆ เดินใกล้เข้ามาเรื่อยๆ พี่เก้าส่งยิ้มให้ฉันแล้วเดินออกไปในขณะที่กำลังสวนกับคนที่กำลังเดินมาทั้งสองคนก็จ้องตากันอย่างเอาเรื่องราวกับว่ามีกระแสไฟฟ้าฟาดใส่กันทางสายตาอย่างดุเดือด ก่อนที่วาคีนจะเป็นฝ่ายผละสายตาออกแล้วจ้องสายตาเข้มดุมาที่ฉันแทน
"มึงทำอะไร!" ตะคอกฉันเสียงดัง
"อะไร เบาๆ สิวาคีนเฟิร์นกำลังเรียนอยู่นะ"
"เรียนเหี้ยอะไร กูรอมึงแต่มึงระริกระรี้คุยกับผู้ชายเหรอ"
"วาคีน!"
ฉันเสียงดังใส่เขาคืนบ้าง แต่วาคีนก็ยิ่งจ้องฉันจนทำให้ฉันรู้สึกกดดัน เขายกนาฬิกาข้อมือดูก่อนที่จะนั่งลงที่ม้านั่งฝั่งตรงข้ามซึ่งไม่ไกลห้องเรียนของฉันมากนัก
"กูจะรอตรงนี้ มึงอย่าคิดแรดไปคุยกับใครอีกนะ"
วาคีนชี้หน้าฉันจ้องหน้าฉันอยู่ตลอดเวลาที่ฉันถูกทำโทษ ก่อนที่จะเป็นลลิลชะโงกหน้าออกมาตามฉันให้เข้าไปนั่งเรียนได้แล้ว
"ทะเลาะกันเหรอ เสียงดังมากเลย"
"อืมม"
ฉันนั่งเรียนไปเรื่อยๆ โดยที่รู้สึกกดดันอยู่เล็กน้อยทั้งจากสายตาของเพื่อนร่วมห้อง อาจารย์ และคนที่นั่งอยู่ข้างนอก หลังจากนั้นไม่นานอาจารย์ก็ปล่อยคาบเรียน ฉันรีบเก็บของอย่างรวดเร็วเพราะไม่อยากให้วาคีนต้องรอนานเดี๋ยวเขาโมโหก็มาลงที่ฉันอีก
ฉันเดินออกไปในตอนที่วาคีนยืนพิงประตูห้องเรียนของฉันอยู่ เขากระชากกระเป๋าสะพายของฉัน แล้วจูงมือฉันออกไปทันทีด้วยอารมณ์โมโหที่มีอยู่ก่อนแล้ว วาคีนพาฉันเดินมาที่ลานจอดรถเราผ่านหลายคณะทำให้ใครหลายๆ คนต่างก็มองมา
วาคีนของฉันนับเป็นผู้ชายที่หล่อดูดีเลยทีเดียว ใบหน้าหล่อไร้ที่ติราวกับหนุ่มเกาหลี อีกทั้งยังเป็นนักกีฬาฟุตบอลประจำมหา'ลัยอีกต่างหาก เขามีผิวกายค่อนข้างขาวแต่ก็ไม่ได้ขาวมากนัก สูงหนึ่งร้อยแปดสิบห้ารูปร่างของเขาก็ดีแน่นไปทุกส่วนเพราะชอบดูแลตัวเองมากเรียกว่าสมบูรณ์แบบเลยทีเดียว เขาชอบออกกำลังกาย และสามารถเล่นกีฬาได้ทุกชนิด แถมที่บ้านยังทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ใหญ่โตติดอันดับธุรกิจร่ำรวยเป็นอันดับที่เก้าของประเทศ มันเลยไม่แปลกที่จะมีใครหลายคนอยากจะเข้าหาเขาใช่ไหมคะ
ตุบ!
"โอ๊ย! เฟิร์นเจ็บนะ!" วาคีนเหวี่ยงฉันเข้าไปในรถหรู พร้อมกับกระเป๋าสะพายข้างของฉันที่เขาโยนเข้ามาบนตักของฉันก่อนจะปิดประตูรถจนเสียงดังสนั่นแล้วเดินด้วยความรวดเร็วไปนั่งตำแหน่งคนขับ
"มึงคิดจะมีคนอื่นเหรอเฟิร์น มึงไว้หน้ากูบ้างไหม"
"วาคีน! เฟิร์นไม่ได้คิดอะไรแบบนั้นเลยนะ"
"แล้วที่คุยกับไอ้เหี้ยเก้าล่ะ กูบอกมึงแล้วใช่ไหมว่าไม่ให้ยุ่งกับมันอ่ะ มันจ้องจะเอามึง มึงอย่ามาทำเป็นไม่รู้"
พอเข้ามาในรถก็สาดอารมณ์ใส่ฉัน อันที่จริงพี่เก้าแค่เดินมาคุยกับฉันเท่านั้น ฉันตวัดสายตาไม่พอใจหันไปมองหน้าวาคีนที่กำลังขับรถหรูของตัวเองอยู่ เขาขับรถเร็วตามแรงอารมณ์ของตัวเองจนฉันหวาดกลัวรีบดึงเข็มขัดนิรภัยมาคาดเอาไว้
"มึงอย่าคิดจะไปจากกูนะเฟิร์น กว่ากูจะได้มึงมามันไม่ใช่เรื่องงายเลยนะ"
"ในเมื่อพูดแบบนี้ แล้วทำไมวาคีนถึงได้ไปกับคนนั้นคนนี้อยู่บ่อยๆ ละ วาคีนคิดว่าเฟิร์นไม่รู้รึไง"
"ก็กูบอกว่าไม่มีอะไรไง มึงจะเอาเรื่องเก่ามาพูดทำไม"
"แล้วถ้าเฟิร์นบอกว่า กับพี่เก้าเราก็ไม่ได้มีอะไรเหมือนกันละ"
"มึงไม่มี แต่มันมีไง! มึงอย่าท้าทายกูนะเฟิร์น" ตวาดฉันอีกครั้งเสียงดังลั่นรถจนฉันตกใจ
ใช่ค่ะ เราทะเลาะกันอีกแล้ว...
เราสองคนมาถึงคอนโดแล้ว ที่นี่เป็นคอนโดของฉันเอง หลังจากที่เราทะเลาะกันบนรถฉันก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาอีกเพราะไม่อยากทะเลาะด้วย ฉันเหนื่อย ฉันเบื่อ เบื่อที่ต้องมานั่งทะเลาะอะไรแบบนี้ ฉันเคยโทรปรึกษาแม่ของวาคีนนะคะ เรื่องที่วาคีนเริ่มมีคนอื่นแล้วแม่เขาก็มักจะชอบพูดกับฉันว่า
'ผู้ชายก็แบบนี้'
บ้างก็พูดว่า
'ที่นี่ก็เป็นแบบนี้ สังคมรอบตัวเป็นแบบนี้ ถ้าเฟิร์นไม่อยากมีแฟนที่เป็นแบบนี้ เฟิร์นต้องไปคบกับคนต่างชาติ เพราะคนต่างชาติเขาไม่เป็นแบบนี้กัน'
ฉันเองก็อึ้งไปเหมือนกันนะคะที่แม่เขาตอบมาแบบนี้แรกๆ ก็ดีกับฉันทำเหมือนกับว่ารักฉันเหมือนลูกหลาน แต่ตอนนี้ความคิดฉันเปลี่ยนแล้วค่ะ แม่ของเขาน่าจะเป็นประเภทลูกแม่เป็นคนดี
"อ่ะ! เจ็บนะ"
"ถึงแล้ว จะนั่งอีกนานไหม" วาคีนเดินมาเปิดประตูรถให้ฉันแล้วกระชากแขนของฉันลงไป เขาจูงมือฉันเดินเข้าไปในห้องพัก และทันทีที่ประตูเปิดออกเขาก็เงียบใส่ฉัน ไม่พูดกับฉัน ทำเอาฉันถึงกับต้องถอนหายใจออกมาเพราะความอึดอัด
ฉันตัดสินใจเดินไปอาบน้ำ แล้วทำความสะอาดห้องพักเล็กๆ น้อยๆ ไม่นานนักวาคีนก็เดินไปเข้าห้องน้ำ เขาเอาโทรศัพท์มือถือเข้าไปด้วยนี่เป็นครั้งแรกที่เขาเอาโทรศัพท์มือถือเข้าไป และภายในห้องน้ำก็เงียบกริบ ไม่มีแม้แต่เสียงน้ำไหล
หัวใจของฉันมันเต้นแรงอีกแล้ว ราวกับว่าในห้องน้ำนั้นน่าจะมีอะไรที่ฉันไม่รู้ ฉันทำความสะอาดเล็กๆ น้อยๆ เสร็จ ก็มานั่งลงที่โซฟาแล้วดูโทรทัศน์อย่างใจไม่เป็นสุขนัก ครั้งนี้วาคีนอาบน้ำนานมาก เรียกว่ามากกว่าครึ่งชั่วโมงเสียอีก ฉันเองก็แอบหวั่นใจแต่ก็ไม่ได้ทำอะไรไปมากกว่าการเงียบและทำเป็นไม่รู้เรื่องไม่สนใจ
แกร๊ก!
เสียงประตูห้องน้ำเปิดออกพร้อมกับวาคีนที่ดูอารมณ์ดีกว่าเดิม เขาเดินเข้าไปในห้องนอนแล้วเดินออกมาอีกครั้งในชุดอยู่บ้าน นั่นคือใส่เสื้อยืดสีขาวกับกางเกงขาสั้นที่ใส่สบายๆ เดินมาถึงก็นั่งลงซ้อนหลังฉันวางโทรศัพท์มือถือของตัวเองลงแล้วคว่ำหน้าจอเอาไว้ ฉันเหลือบตามองนะคะเขาคว่ำหน้าจอจริงๆ ฉันชักจะสงสัยว่าในโทรศัพท์นั่นมีอะไรหรือเปล่า
ฉันกับวาคีนเราคบกันมาตั้งแต่มอ.5 มอ.4 เทอมหนึ่งเราเป็นเพื่อนกัน พอเข้าเทอมสองวาคีนก็ลงทุนจีบฉันตลอดทั้งเทอมจนมาถึงเราขึ้นมอ.5 ช่วงต้นเทอมแรกเรายังไม่ได้เป็นอะไรกัน แต่ฉันก็เริ่มมีความรู้สึกดีๆ ให้เขาบ้างแล้ว และเราเริ่มมาคบกันจริงจังก็ตอนช่วงสอบมิดเทอมของเทอมแรก
"ขอโทษ~"
วาคีนโอบกอดเอวของฉันเอาไว้ เขาวางปลายคางไว้ที่บ่าเล็กของฉัน พร้อมกับพูดคำพูดคุ้นหูที่ฉันได้ยินบ่อยๆ ออกมา และฉันเองก็ทำเหมือนเดิมเพราะอยากรักษาเขาเอาไว้ ฉันอยากรักษาความรักของเราเอาไว้ ฉันยกมือขึ้นลูบใบหน้าของเขา แล้วหันไปหอมแก้มสากของเขาเบาๆ เพียงเท่านี้เรื่องที่เราทะเลาะกันรุนแรงนั้นก็หายไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ยกเว้นเพียงแค่ความรู้สึกของฉันที่มันไม่ได้ดีขึ้นเลย
ฉันคบกับวาคีนมานานไม่เคยแม้แต่เช็กโทรศัพท์มือถือเขาเลยสักครั้งเดียวนะคะ มีแต่วาคีนที่คอยเช็กของฉันอยู่ตลอด แต่ตั้งแต่เกิดเรื่องวาคีนไปมีคนอื่นครั้งแรก ฉันเองก็อดที่จะระแวงไม่ได้หลังๆ แม้จะยังไม่ได้เช็กจริงจังแต่ฉันก็มักจะเริ่มสังเกตพฤติกรรมของเขา
"พรุ่งนี้วันหยุดมึงอยากไปไหน"
"ไปวัดกันไหม ไหว้พระเสร็จก็ไปเดินตลาดน้ำกัน"
"ไม่เอาอะ กูไม่ชอบไปวัด ไปหาอะไรตลาดน้ำกินกันดีกว่า" เขายังกอดฉันทำราวกับเราไม่เคยทะเลาะกันมาก่อน และฉันก็เห็นว่าถ้าฉันพูดอะไรออกไปมันอาจจะทำให้เราทะเลาะกันหนักกว่าเดิมก็ได้ ไม่นานนักวาคีนก็ปล่อยเอวฉัน เดินไปหยิบน้ำแล้วปิดไฟแต่เรายังนั่งดูหนังกันอยู่ที่ห้องรับแขก ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นเอนตัวลงนอนกอดกัน และดูหนังไปด้วยกัน
"เฟิร์น"
"อะไร"
"วันจันทร์กูไปเตะบอลนะ ช่วงเย็นมึงกลับเองได้เปล่า" เตะบอลอีกแล้วเหรอ ช่วงเย็นด้วย ฉันไม่ได้ตอบออกไปเป็นคำพูด แต่ฉันพยักหน้าเป็นคำตอบให้วาคีนแทน วาคีนกดจูบลงที่หน้าผากของฉันซ้ำๆ ก่อนจะค่อยๆ ผล็อยหลับไปแต่ฉันยังไม่หลับ
ฉันหันไปมองที่โทรศัพท์มือถือของเขาที่ตอนนี้มันสั่นอยู่ที่ข้างตัวเขาอีกฝั่งหนึ่ง ฉันอยากรู้มากว่าใครกันที่โทรมา ฉันพยายามยกตัวเองขึ้นอย่างเบาและเงียบที่สุด ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์มือถือของวาคีนขึ้นมาดู หน้าจอโทรศัพท์ของเขาแสดงชื่อ 'บอล' นั่นเป็นเพื่อนของเขา ฉันเองก็แอบโล่งใจก่อนจะวางโทรศัพท์มือถือของเขาลงตามเดิมเพราะฉันไม่เคยรับสายแทนเขานอกจากเขาจะอนุญาตเท่านั้นฉันถึงรับแทน
.
.
.
เช้าวันต่อมา...
"เฟิร์น มึงแต่งตัวให้มันดีๆ ดิ ไปวัดทำบุญนะ ไม่ได้ไปอ่อยพระ!"
วาคีนบ่นฉันตั้งแต่เช้าตั้งแต่ฉันแต่งหน้าอ่อนๆ เขาก็พูดว่าไม่ชอบ พอแต่งตัวเข้าหน่อยเขาก็บอกว่าไม่ดี ส่วนตอนนี้ฉันใส่ขายาวรัดรูปกับเสื้อสายเดี่ยวสีดำ ก็เห็นบอกว่าจะไม่พาฉันไปวัดฉันก็เลยไม่ได้แต่งอะไรที่มันสุภาพ
"สรุปจะพาเฟิร์นไปวัดใช่ไหม"
"ก็มึงอยากไป"
"รอแป๊บนะเดี๋ยวเฟิร์นเปลี่ยนชุดแป๊บนึง"
"อืม" ฉันรีบไปเปลี่ยนชุด รอบนี้เป็นชุดที่ดูสุภาพขึ้นมาหน่อย แต่ดูเหมือนวาคีนก็จะไม่ชอบอีกนั่นแหละเพราะเสื้อตัวนี้เวลานั่งก็จะเห็นผิวเนื้อของฉันที่ช่วงเอว แต่ฉันมีเสื้อคลุมไปนี่คะ ไม่น่าจะเป็นอะไรหรอกมั้ง
"ดูแต่งหน้าเหมือนอุรังอุตังเลย"
"วาคีน!"
"ก็พูดจริง เนี่ย ปากก็แดงเกินไปไหม ไหนมาเอาออกหน่อยดิ" ว่าแล้วก็กดจูบฉันหนักๆ บดเบียดริมฝีปากลงมาราวกับจะลบมันออกให้หมด อันที่จริงฉันไม่ได้ทาปากแดงอย่างที่เขาพูดสักหน่อย ฉันทาลิปมันที่เปลี่ยนสีได้เท่านั้นเอง
"ค่อยดีขึ้นมาหน่อย ปะ"
นี่แหละค่ะ วาคีน ถ้าเขาไม่ได้มีใครเขาจะดีกับฉันเป็นปกติ แต่ถ้าเขามีใครเขาจะดีกับฉันเป็นพิเศษ หรือไม่ก็เลวกับฉันเป็นพิเศษไปเลย ไม่รู้เพราะอะไรที่ทำให้ฉันรักผู้ชายคนนี้นะคะ และบางทีฉันก็คิดนะคะว่าเพราะอะไรที่ทำให้เขาเปลี่ยนไป หรือแท้จริงแล้วเขาเป็นคนแบบนี้อยู่แล้วแต่ปิดบังฉันเอาไว้ หรือเพราะสังคมรอบข้างของเขามันเปลี่ยนไป
ติ๊ง~
เสียงแจ้งเตือนข้อความจากโทรศัพท์มือถือของวาคีนดังขึ้นในตอนที่เขากำลังขับรถอยู่ ฉันเหลือบตามองที่หน้าจอโทรศัพท์ของเขาก็เป็นชื่อเดิมที่โทรมาเมื่อคืนส่งเป็นข้อความมาหาเขา
'บอล'
บอล : เมื่อวานมึงคุยกับน้องพัดปะ กูเห็นแม่งเอามาพูดใหญ่เลยว่ามึงหลงมันนักหนา