“เจ้าไม่กลัวข้าโกรธแล้วลงโทษเจ้าหรือ?” ไท่ชินอ๋องถามเสียงเรียบๆ ดังเดิม
“จะอย่างไร…ข้าก็ต้องตายอยู่แล้ว” หลี่ชิงตอบ “ถ้าท่านโกรธแล้วลงโทษข้า อย่างมากก็แค่ตาย แล้วคนเราตายได้เพียงหนเดียวเท่านั้น”
ไท่ชินอ๋องยกยิ้มมุมปากขวาขึ้นนิดหนึ่ง “เจ้าจะแสดงความกล้าหาญ…เช่นนั้นหรือ?”
แต่…คำตอบของเด็กหนุ่มทำให้ท่านอ๋องผู้ยิ่งใหญ่ปรากฏแววประหลาดใจในดวงตาวูบหนึ่ง
“ข้ากำลังเรียกร้องความสนใจจากท่านอยู่”
“เพื่อ?”
“ถ้าท่านสนใจข้า ข้าอาจจะมีชีวิตรอด…แต่ถ้าท่านไม่สนใจข้า ข้าก็แค่ถูกฝังตายทั้งเป็นเหมือนเดิมเท่านั้น”
“ทำไมเจ้าไม่อ้อนวอนขอร้องข้าดีๆ ละ?”
“ผู้สูงศักดิ์อย่างท่านไม่ใจอ่อนง่ายๆ หรอก…ท่านผ่านคำอ้อนวอนขอร้องจากผู้คนมามากมายอย่างไม่ใส่ใจ แล้วจะมาสนใจอะไรกับคำอ้อนวอนของข้า” หลี่ชิงกล่าวตรงๆ “แต่ถ้าท่านไม่มีความสนใจข้าเลย ท่านคงไม่ให้คนนำตัวข้ามาให้ท่านดู”
“อืม…เจ้าพูดถูก” ไท่ชินอ๋องยกมุมปากนิดหนึ่ง ก่อนจะกล่าวต่อว่า “ข้าอยากเห็นว่าบุรุษแบบไหนกันนะจึงทำให้มหาอำมาตย์เฉาฮั่วถึงกับตายคาเตียงได้” หยุดเล็กน้อยก่อนจะกล่าวต่อว่า “แต่เห็นแล้ว…ก็เป็นเพียงเด็กน้อยคนหนึ่งเท่านั้น!”
แววตาของหลี่ชิงหม่นแสงลง แต่ไม่เอ่ยอะไรออกมา…เขาหมดคำพูดแล้ว ลูกอนุอย่างเขาแม้ตะเบ็งจนสุดเสียง ก็คงดังไม่เท่าเสียงแมลงหวี่ พูดไปก็ไร้ค่า สู้อย่าอ้อนวอนให้ถูกหัวเราะเยาะดีกว่า
“ท่านอ๋อง…ข้าน้อยจะให้ลากตัวเขาออกไป จะได้ไม่อยู่ขัดหูขัดตาของท่านดีหรือไม่ขอรับ?” เฉาฉุนประจบประแจง
แต่ไท่ชินอ๋องปฏิเสธ “ไม่ต้อง…รูปร่างหน้าตาของเขาออกจะเจริญหูเจริญตามากอยู่ ไม่ขัดตาแม้แต่น้อย”
ทำเอาเฉาฉุนถึงกับไปไม่เป็น “อ้า…”
ไท่ชินอ๋องละเลียดดื่มชาช้าๆ…ท่ามกลางหัวใจที่เต้นตึกตักอย่างรอคอยความหวังอันริบหรี่ของหลี่ชิง และความอึดอัดของเฉาฉุน
กึก…เสียงวางถ้วยชาเบาๆ
แต่สะท้านใจทุกคนในห้องโถงรับรองใหญ่แห่งนั้น เพราะทุกคนต่างเงียบกริบ
“เจ้ามีคุณสมบัติอะไรบ้าง?” ไท่ชินอ๋องถาม นัยน์ตาคมกริบมองตรงมาที่หลี่ชิง
“ข้าสามารถบรรเลงฉิน ร่ายกลอน เล่นหมากล้อมขอรับ” หลี่ชิงตอบ
“ในระดับไหน?”
“แค่พอได้ขอรับ”
“ไร้ประโยชน์…เด็กรับใช้ของข้าน่าจะเชี่ยวชาญกว่าเจ้าเสียอีก” ไท่ชินอ๋องสะบัดแขนเสื้อเบาๆ ก่อนจะถามต่อว่า “แล้วความสามารถบนเตียงล่ะ?”
หลี่ชิงอึ้งไปเป็นครู่…จะให้เขาตอบว่าอย่างไรล่ะ เขาไม่เคยมีสัมพันธ์ทางเพศกับใครแม้สักครั้งเดียว ตาเฒ่าเฉาฮั่วนั่นก็ไม่ได้แตะต้องถูกเขาแม้แต่นิดเดียว ก็เป็นลมตายไปเสียก่อน ทว่าเขากลับถูกเอาไปร่ำลือว่าร่านราคะจนตาเฒ่านั้นสิ้นใจตาย!
“ช่างเถอะ…” ไท่ชินอ๋องกล่าวขึ้น “นานๆ ครั้ง ทำการค้าขาดทุนสักทีก็น่าสนุกดี” แล้วหันไปถามเฉาฉุน “ท่านมหาอำมาตย์ว่าจริงหรือไม่?”
“จริงขอรับ” เฉาฉุนรีบประจบ
“ท่านเห็นด้วย?”
“ขอรับ”
“ดี” กล่าวแล้วไท่ชินอ๋องก็หันไปเรียก “หวังเสียง"
“ขอรับ” หวังกงกง ขันทีคนสนิทของไท่ชินอ๋องวัยสามสิบ รูปร่างสูงใหญ่ ดวงหน้าสี่เหลี่ยม แววตาเท่าทันคน น้อมกายรับคำ
“เอาทองคำน้ำหนักเท่าเด็กคนนี้ให้ท่านมหาอำมาตย์ใส่โลงฝังร่วมกับบิดา เป็นค่าตัวของเด็กคนนี้ แล้วนำเด็กคนนี้กลับจวนไปดูแลให้ดี ข้าจะรับเขาเป็นเด็กรับใช้ห้องข้าง(ชายบำเรอ)”
ฟังถึงตรงนี้…หลี่ชิงก็ร่ำร้องอย่างแทบจะบ้าคลั่งในใจ…ข้ารอดตายแล้วหรือ? ข้ารอดตายจริงๆ หรือ?
พอรู้ว่าตนเองรอดจากการถูกฝังทั้งเป็น ประสาทที่ตึงเครียดจนแทบจะขาดสะบั้นอยู่รอมร่อ กินไม่ได้นอนไม่หลับมาหลายวันหลายคืน ก็ผ่อนคลาย…ร่างบอบบางที่คุกเข่าอยู่ทรุดซบลงบนพื้นหมดสติไป!
*
*
หลี่ชิงรู้สึกตัวอีกทีก็มานอนอยู่บนเตียงที่ปูฟูกนุ่มในห้องนอนที่สวยงามมีระเบียบห้องหนึ่ง แม้ไม่ถึงกับหรูหราอลังการ แต่ก็ดีกว่าห้องนอนเก่าของเขาที่จวนตระกูลหลี่หลายสิบเท่า…ที่นอนผ้าห่มหมอนหนุนล้วนนุ่มอุ่นสะอาดเอี่ยม
พอลืมตาขึ้น…ก็เห็นเด็กรับใช้วัยไล่เลี่ยกันกับเขาคนหนึ่ง หน้าตาน่ารักยืนส่งยิ้มให้จนลักยิ้มที่สองข้างแก้มเป็นรอยบุ๋ม
“คุณชายหลี่ตื่นแล้วหรือขอรับ?”
หลี่ชิงไม่ได้ตอบคำถาม แต่ถามกลับว่า “เจ้าคือ?”
“บ่าวชื่ออาเฟย ท่านหวังกงกงให้บ่าวมาอยู่เป็นเด็กรับใช้ประจำตัวของคุณชาย และสั่งว่าหลายวันนี้ให้คุณชายพักผ่อนให้สบาย กินให้อิ่ม นอนให้หลับ หากท่านอ๋องจะให้คุณชายไปรับใช้ จะให้คนมาบอกกล่าวเองขอรับ”
กล่าวแล้วอาเฟยก็ปรนนิบัติให้หลี่ชิงแปรงฟันบ้วนปากล้างหน้า แล้วไปยกสำรับอาหารมาให้…นี่นับเป็นมื้อแรกที่หลี่ชิงได้กินอาหารดีๆ ไม่ใช่ของเหลือเดนจากในครัว อย่างที่ได้รับจากจวนตระกูลหลี่
“อาเฟยนั่งกินด้วยกันสิ” หลี่ชิงกล่าวกับเด็กรับใช้ประจำตัวคนแรกในชีวิต
อาเฟยยิ้มแล้วส่ายหน้า “บ่าวกินอิ่มมาจากในครัวแล้วขอรับ”
“อาเฟย…ข้าถามอะไรเจ้าบางอย่างได้หรือไม่?” หลี่ชิงกินไปพลางถามไปพลาง
“ได้ขอรับ” อาเฟยรับคำ
“เจ้ามาอยู่ที่จวนไท่ชินอ๋องนานเท่าไหร่แล้ว?”
สีหน้าอาเฟยสลดลงเล็กน้อย ก่อนจะตอบว่า “ตั้งแต่เกิดมาขอรับ”
“ตั้งแต่เกิด…บิดามารดาเจ้าล้วนอยู่ในจวนนี้หรือ?”
“หามิได้ขอรับ” อาเฟยเอ่ย “บ่าวถูกทิ้งตั้งแต่แรกเกิด มีคนเก็บบ่าวได้ที่พงหญ้า แต่ครอบครัวนั้นไม่พร้อมจะเลี้ยงบ่าว จึงนำบ่าวมาขายให้ท่านพ่อบ้านของจวนนี้ ชื่ออาเฟยนี้ก็เป็นท่านพ่อบ้านตั้งให้ขอรับ”
หลี่ชิงมองอาเฟย แล้วได้แต่ปลงในใจ…พ่อแม่ของอาเฟยเอาอาเฟยมาทิ้งไว้ในพงหญ้า ไม่สนใจว่า…เด็กแรกเกิดจะอยู่รอดหรือไม่ จะถูกสัตว์ทำร้ายหรือไม่…จิตใจทำด้วยอะไรหนอ?
ส่วนเขานั้น…คนที่ได้ชื่อว่าเป็นบิดาบังเกิดเกล้ากลับผลักเขาให้ตกนรก ยกเขาให้เป็นชายบำเรอของตาเฒ่าตัณหากลับได้หน้าตาเฉย!
บทที่ 2
“อาเฟย…” หลี่ชิงเรียกเสียงนุ่มนวล
“ขอรับ คุณชาย” อาเฟยขานรับด้วยรอยยิ้มสดใส
“ข้าเป็นคนมาใหม่…เจ้าพอจะช่วยบอกเล่าความเป็นไปของจวนแห่งนี้ให้ข้ารับรู้ได้หรือไม่?” หลี่ชิงไม่ใช้ถ้อยคำออกคำสั่งแต่ใช้ถ้อยคำขอร้องอย่างสุภาพกับอาเฟยแทน
อาเฟยยิ้มจนตาแทบปิด พยักหน้ารัวๆ “ได้ขอรับ”
แล้วเล่าให้หลี่ชิงฟังว่า…ไท่ชินอ๋องมีนามว่าเฉินเจี๋ย มีพระชายาเอกนามว่าฟางหมิงซิน นางเป็นธิดาคนเดียวของอำมาตย์ฟางเหยียนเจ้ากรมพิธีการ พระชายาฟางหมิงซินมีนิสัยเจ้าระเบียบและหึงหวงแรง ไท่ชินอ๋องจึงไม่ได้แต่งตั้งพระชายารอง แต่มีอนุชายาสามนางคือ จูอี๋เหนียง หยวนอี๋เหนียง และเหมยอี๋เหนียง(อี๋เหนียง คือคำเรียกอนุชายา หรืออนุภรรยา)
ส่วนอำนาจจัดการเรื่องราวทุกสิ่งทุกอย่างในจวนขึ้นตรงกับพ่อบ้านเจา ยกเว้นเรื่องส่วนตัวของไท่ชินอ๋องที่จะอยู่ในการดูแลของขันทีหวังเสียง
“เมื่อวาน ตอนที่คุณชายยังนอนหลับอยู่…พระชายาฟางหมิงซินก็ส่งสาวใช้มาดูขอรับ” อาเฟยเอ่ยเสียงเบาอย่างเกรงๆ “เจี่ยเจีย(พี่สาว…เป็นคำเรียกยกย่องสาวใช้) บอกว่า…หากคุณชายได้สติแล้ว ให้ไปคำนับพระชายาโดยเร็ว”
หลี่ชิงได้ยิน ก็อดขมวดคิ้วเล็กน้อยไม่ได้… งานเข้าหรือเปล่านี่?
สาวใช้นางนั้น ไม่น่าจะมาแค่บอก น่าจะมาสั่งมากกว่า แต่อาเฟยคงกลัวเขาตกใจ จึงพูดจาให้ฟังนุ่มนวลขึ้น…ที่นี่ท่าจะอยู่ไม่ง่ายเสียแล้ว!
แต่เพียงแวบเดียว…เขาก็ปรับสีหน้าให้เป็นปกติ “เดี๋ยวกินข้าวเสร็จ ข้าจะรีบไปคำนับพระชายา”
“อ่า…” อาเฟยอ้ำๆ อึ้งๆ อยู่ครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยต่อว่า “คุณชายต้องระมัดระวังตัวด้วยนะขอรับ”
“อืม…ขอบใจเจ้ามาก” หลี่ชิงส่งยิ้มให้อีกฝ่าย แล้วถามต่อว่า “เจ้าได้ข่าวอะไรจากข้างนอกบ้างหรือไม่?”
“ข่าวจากข้างนอกจวนหรือขอรับ?”
“ใช่…โดยเฉพาะข่าวจากจวนอำมาตย์หลี่”
“ไม่เลยขอรับ…ข้าน้อยเป็นเด็กรับใช้ภายในจวน ไม่สามารถออกนอกจวนตามอำเภอใจได้” อาเฟยส่ายหน้าเบาๆ “แต่ถ้าต้องการรู้ข่าวคราวภายนอกจริงๆ ก็ต้องซื้อข่าวจากทหารยามขอรับ”
“ซื้อข่าว?”
“ขอรับ”
“ต้องใช้เงิน?”
“ขอรับ”
“อาเฟย…”
“ขอรับ”
“เจ้ามีเงินให้ข้ายืมก่อนหรือไม่?”
อาเฟยอึ้งไปนานหลายอึดใจ ก่อนจะรับคำเสียงอ่อยๆ ว่า “ขอรับ”
*
*
หลี่ชิงเดินตามอาเฟยไปยังตำหนักพระชายา จนถึงประตูสวนที่กั้นเขตระหว่างตำหนักพระชายาอันเป็นส่วนในที่เป็นที่อยู่ของฝ่ายสตรีกับส่วนนอกของจวนที่เป็นที่อยู่ของฝ่ายบุรุษ ก็พบเข้ากับสาวใช้สาวใหญ่ที่ใหญ่ทั้งร่างกายและอายุราวยี่สิบกว่าๆ จำนวนสี่นาง พวกนางต่างถือไม้พลองยืนเฝ้าประตูสวน หนึ่งในนั้นตวาดถามว่า
“พวกเจ้ามาทำอะไร?”
“ข้า…อาเฟยอย่างไรล่ะ กู่กู(อาหญิงหรือป้า=เรียกอย่างยกย่องสาวใช้)จำข้ามิได้หรือ?” อาเฟยรีบกล่าวเสียงอ่อนน้อม
“จำได้” นางตอบด้วยน้ำเสียงมะนาวไม่มีน้ำ “แล้วเขาล่ะ?”
“ท่านนี้คือคุณชายหลี่ชิง จะมาคำนับพระชายา” อาเฟยตอบน้ำเสียงสุภาพ
พวกนางปรายตามองมาที่หลี่ชิงอย่างหยามหยัน แล้วนางหนึ่งก็ทำเสียงดูหมิ่น “เฮอะ…คุณชายหรือ?”
อีกนางหนึ่งก็เอ่ยว่า “พระชายามีคำสั่งให้ผู้แซ่หลี่คุกเข่าอยู่ตรงนี้ เป็นการลงโทษที่ทำให้พระชายาต้องรอ”
“กู่กู ท่านช่วย…” อาเฟยพยายามจะประนีประนอม แต่กล่าวไม่ทันจบประโยค
อีกฝ่ายก็แหวว่า “คำสั่งพระชายา พวกเจ้ากล้าขัดหรือ?”
อาเฟยจึงได้แต่หุบปาก
หลี่ชิงรู้ว่า…พระชายาจงใจวางอำนาจประกาศศักดาให้เขาสำนึก
เขาก็จะสำนึกเอาไว้ จดจำบัญชีแค้นนี้เอาไว้ให้ขึ้นใจ!
ทว่ายามนี้…ไม้ซีกไม่อาจงัดไม้ซุง
ร่างบอบบางค่อยๆ คุกเข่าลงตรงนั้น โดยไม่ปริปากว่าอะไร
“คุณชาย…” อาเฟยเรียกเสียงเบาอย่างอดสงสารไม่ได้
“มีอะไร?” นางเฝ้าประตูตะคอกอาเฟย “หรือเจ้าก็อยากคุกเข่าด้วย?”
อาเฟยเลยได้แต่ยืนนิ่งทำตาปริบๆ
สาวใช้วัยสิบเจ็ดนางหนึ่งถือกาละมังที่ทำด้วยทองคำใส่น้ำเดินออกมาเทราดน้ำลงบนศีรษะของหลี่ชิง แล้วกล่าวว่า “นี่เป็นน้ำล้างเท้าของพระชายามอบมาให้เจ้าล้างซวย”
แล้วพวกนางก็พากันหัวเราะเยาะเย้ย…
*
*
หลี่ชิงคุกเข่าอยู่นานหนึ่งชั่วโมงยาม(สองชั่วโมง) พวกนางจึงไล่ให้เขากลับ
อาเฟยรีบพาเขากลับไปอาบน้ำสระผม และนำชุดใหม่มาให้เปลี่ยน แล้วนำน้ำขิงร้อนๆมาให้ดื่ม
“คุณชายดื่มน้ำขิงขอรับ จะได้ไม่เจ็บป่วย”
“อาเฟย…เจ้ารีบไปซื้อข่าวของจวนอำมาตย์หลี่มาให้ข้าที โดยเฉพาะข่าวของซูอี๋เหนียง”
ซูอี๋เหนียงคือซูไห่ถังมารดาของหลี่ชิง
“คุณชายดื่มน้ำขิงก่อนขอรับ” อาเฟยยังห่วงหน้าพะวงหลัง
“เจ้ารีบไปเถอะ…น้ำขิงนี่ข้าจะค่อยๆ ดื่มเอง” หลี่ชิงเร่งอีกฝ่าย
อาเฟยจึงยอมออกจากห้องนอนของหลี่ชิงไปซื้อข่าว
ครึ่งชั่วยาม(หนึ่งชั่วโมง)ต่อมา…อาเฟยก็กระหืดกระหอบกลับมาเพราะวิ่งมาตลอดทาง
“ว่าอย่างไร?” พอมาถึง หลี่ชิงก็รีบถามอย่างร้อนใจ
“เมื่อสามวันก่อน…ซูอี๋เหนียงไปตีกลองร้องทุกข์ที่ศาลอาญา เพื่อขอร้องให้ใต้เท้าจินไประงับการฝังคุณชายทั้งเป็น พอดีวันนั้นไท่ชินอ๋องกำลังเล่นหมากล้อมอยู่กับใต้เท้าจิน ท่านอ๋องเกิดสนใจขึ้นมา จึงไปที่จวนมหาอำมาตย์เฉาเพื่อดูตัวคุณชาย และพาคุณชายกลับมา ส่วนซูอี๋เหนียงนั้น…” อาเฟยหยุดเล่า
“ซูอี๋เหนียงเป็นอย่างไร?” หลี่ชิงยิ่งร้อนใจกว่าเดิม
อาเฟยกลืนน้ำลายอย่างฝืดคอ ก่อนจะกล่าวต่อว่า “นางถูกท่านอำมาตย์หลี่สั่งให้ตีขาให้หัก เพราะหนีออกจากจวนมาร้องทุกข์!”