ตอน 1

ในค่ำคืนที่เงามืดกลืนกินแสงสว่างรอบตัวจนหมดสิ้น แสงไฟจากพุ่มไม้ประดับที่ถูกปลูกเอาไว้เป็นแนวยาวส่องให้เห็นสองร่างที่กำลังกอดรัดกันนัวเนีย

ริมฝีปากของคนที่บังเอิญมาพบเห็นเผยอค้างเติ่ง ไม่ต่างจากดวงตาที่แทบจะถลนออกมากับภาพที่ได้เห็น แม้จะไม่ชัดเจนนัก แต่ก็สามารถบอกได้เต็มปากเต็มคำเลยว่าสองร่างนั้นคือผู้ใด

มือเรียวเล็กขาวสะอาดขององค์หญิง มารีอาห์ บิน ชารีฟ อัล ซานัล น้องสาวแท้ๆ ขององค์สุลต่าน ลูฟาส บิน ชารีฟ อัล ซานัล ผู้ปกครองนคร ฟาดิลาห์อันยิ่งใหญ่ไพศาล ยกขึ้นปิดปากเพื่อไม่ให้เสียงอุทานด้วยความตกใจเล็ดลอดออกมา

ฮันนา ลูกสาวคนสวยของอัครมหาเสนาบดีฝ่ายซ้าย กำลังนั่งกอดจูบพลอดรักอยู่กับ ฮูเซ็น พี่ชายบุญธรรมของตนเอง

ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดเรื่องนี้ขึ้นมาได้ เพราะฮันนาคือว่าที่องค์สุลตาน่าแห่งนครฟาดิลาห์ ซึ่งจะเข้าพิธีอภิเษกสมรสอันแสนยิ่งใหญ่กับเสด็จพี่ของหล่อนในอีกสองอาทิตย์ข้างหน้า

องค์หญิงมารีอาห์รีบเร้นตัวห่างออกไปอย่างระมัดระวัง ความตกใจยังคงอัดแน่นอยู่ภายในอก หากค่ำคืนนี้หล่อนไม่ได้ลอบหนีออกจากตำหนักเพื่อปลอมตัวไปเที่ยวนอกวัง หล่อนก็คงจะไม่บังเอิญมาเห็นเหตุการณ์น่าสะอิดสะเอียนในครั้งนี้ มือขาวสะอาดกำเข้าหากันแน่น และแน่นอนว่าหล่อนจะต้องนำเรื่องที่พบเจอไปบอกพี่ชายของตนเอง

เรือนร่างสูงใหญ่ราวๆ หกฟุตสามนิ้วก้าวออกมาจากห้องประชุม ใบหน้าหล่อจัดเคร่งเครียดไม่ต่างจากทุกครั้ง ดวงตาสีสนิมรียาวหรี่แคบมองเรือนร่างอรชรของน้องสาวที่มาดักรออยู่ถึงหน้าห้องประชุมด้วยความแคลงใจ

หลังจากที่บิดาและมารดาสิ้นพระชนม์ไปในเวลาไล่เลี่ยกัน ตั้งแต่เขาอายุได้เพียงแค่สิบห้าปี ทิ้งให้เขาต้องแบกรับภาระอันยิ่งใหญ่นั่นก็คือการปกครองนครฟาดิลาห์ และก็ดูแลน้องสาวเพียงคนเดียวนั่นก็คือเจ้าหญิง มารีอาห์ผู้แสนซุกซน

“วันนี้ไม่มีเรื่องสนุกอะไรให้เจ้าทำแล้วหรือ เจ้าถึงได้ดั้นด้นมาหาพี่ถึงห้องประชุมน่ะ มารีอาห์”

มารีอาห์ฉีกยิ้มประจบประแจง ก่อนจะเดินเข้าไปกอดแขนล่ำสันของพี่ชาย “หม่อมฉันคิดถึงเสด็จพี่นี่เพคะ”

“เจ้าอย่ามาปากหวานเลย มีอะไรก็ว่ามา”

“แหม เจ้าพี่น่ะ ทำไมรู้ทันหม่อมฉันเสมอเลยเพคะ” องค์หญิงแสนงามกล่าวกับพี่ชายด้วยความหมั่นไส้ พร้อมกับทำจมูกย่นใส่ “เสด็จพี่ฉลาดในการมองคนเสมอ แต่ว่าทำไมถึงมองฮันนาไม่ออกเพคะ”

“เจ้าพูดแบบนี้อีกแล้วนะ มารีอาห์” น้ำเสียงของลูฟาสเต็มไปด้วยความเบื่อหน่าย

“ก็หม่อมฉันรู้จักนิสัยนางดียังไงล่ะเพคะ”

คนเป็นพี่ชายดันร่างน้องสาวออกห่าง และจ้องลึกเข้าไปในดวงตาหวานซึ้งของหญิงสาว “เจ้าน่ะไม่ชอบนาง เพราะเจ้าเป็นเพื่อนกับน้องสาวขี้อิจฉาของนาง อย่าคิดว่าพี่ไม่รู้นะมารีอาห์”

มารีอาห์ได้ยินผู้เป็นพี่ชายกล่าวถึงเพื่อนของตนเองแบบนั้นก็อดที่จะกางปีกปกป้องไม่ได้ “เสด็จพี่ตรัสแบบนี้ไม่ถูกต้องนะเพคะ จินนี่ไม่ได้เป็นคนขี้อิจฉาสักหน่อย มีแต่ถูกพี่สาวขี้ริษยารังแกเสียมากกว่า”

มารีอาห์ทำหน้าไม่พอใจ เพราะหล่อนยังจำรอยฟกช้ำที่ต้นแขนของจิรัชยาได้เป็นอย่างดี

“เจ้าน่ะหูเบารู้ไหม มารีอาห์”

“เสด็จพี่นั่นแหละเพคะที่พระกรรณแสนเบาหวิว ฮันนาทูลอะไรหน่อยก็ทรงหลงเชื่อ ทั้งๆ ที่ทุกคนในวังนี้ก็รู้กันทั้งนั้นว่า ฮันนาและแม่ของนางกลั่นแกล้งจินนี่กับแม่เสมอ”

ลูฟาสส่ายหน้าไปมา ชื่อของจิรัชยาทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ

ดวงตากลมโตที่เต็มไปด้วยความเศร้าหมองตลอดเวลา กลีบปากอิ่มเต็มที่ดูหนาเกินไปเล็กน้อย ปลายจมูกโด่งเชิด และท่าทางสงบเสงี่ยมเจียมตัวที่หล่อนมักจะแสดงออกมา ซึ่งเขารู้ทันว่ามันก็แค่ภาพลวงตาเท่านั้น

ฮันนาโชว์รอยเขียวช้ำให้เขาดูหลายครั้ง รอยฟกช้ำที่ฮันนาบอกว่าถูกจิรัชยารังแก

“พี่ว่าเจ้าถูกหลอกแล้วละ มารีอาห์”

“หม่อมฉันทูลเสด็จพี่ตามความจริงเพคะ ฮันนาน่ะไม่ได้สวยและแสนดีอย่างที่นางแสดงออกมาให้เจ้าพี่ทอดพระเนตรหรอกเพคะ”

ลูฟาสแค่นยิ้มหยัน “พี่ว่าเพื่อนของเจ้ามากกว่าที่ไม่ได้แสนดี และน่าสงสารอย่างที่พยายามเสแสร้งแสดงออกมา”

“เสด็จพี่เพคะ... ทำไมตรัสแบบนี้ล่ะเพคะ”

ลูฟาสกระแทกลมหายใจออกมาแรงๆ อย่างเบื่อหน่าย และยกมือขึ้นเป็นเชิงห้ามปราม

“เจ้าหยุดพูดก่อนเถอะ พี่ปวดหัว”

“แต่ว่า...”

“ถ้าหากการที่เจ้ามาดักรอพี่ที่หน้าห้องประชุมแบบนี้ คือแค่จะมาใส่ร้ายใส่ไฟฮันนา และก็ยกยอเพื่อนรักของเจ้าให้พี่ฟังละก็ พี่ไม่ว่างฟังหรอกนะ มารีอาห์”

“มันไม่ใช่อย่างนั้นเพคะเสด็จพี่”

“แล้วมันอย่างไหน”

“เอ่อ...” มารีอาห์หยุดพูดเล็กน้อย เพื่อตั้งหลัก หล่อนจะต้องเรียบร้อยคำพูดให้ดี เพราะลูฟาสเชื่อมาเสมอว่าฮันนาเป็นหญิงงามแสนดีราวกับนางเอกในนิยาย

“เจ้ามีอะไรก็ว่ามา แต่ถ้าไม่มี พี่จะไปแล้วนะ”

“เดี๋ยวเพคะเสด็จพี่” มือเล็กของมารีอาห์รีบคว้าแขนล่ำของพี่ชายเอาไว้

“คือ เมื่อคืน...”

ดวงตาสีสนิมหรี่แคบมองใบหน้าหวานอ่อนเยาว์ของผู้เป็นน้องสาวนิ่ง อย่างรอคอยฟัง

“หม่อมฉันออกไปนอกวัง...”

“นี่เจ้าหนีออกไปเที่ยวเล่นอีกแล้วหรือ มารีอาห์!”

“เอ่อ หม่อมฉันยอมรับผิดเพคะ เสด็จพี่ค่อยด่าว่าหม่อมฉันทีหลัง แต่ได้โปรดฟังเรื่องที่หม่อมฉันจะเล่าก่อน”

กรามแกร่งของลูฟาสขบกันแน่น ดวงตาสีสนิมมืดดำเพราะไม่พอใจกับการกระทำของน้องสาว เขาต้องใช้ความอดทนสูงเลยทีเดียวกว่าจะยืนนิ่งรอฟังคำพูดต่อไปของมารีอาห์ได้

“งั้นก็รีบพูดมาให้จบ โดยเร็ว”

มารีอาห์หน้าซีดเผือด คิดอยู่แล้วว่าจะต้องถูกตำหนิ หรือดีไม่ดีอาจจะถูกทำโทษด้วยการกักบริเวณ แต่กระนั้นหล่อนก็ต้องเสี่ยงพูดออกมา เพราะหล่อนไม่ต้องการให้ผู้เป็นพี่ชายได้ภรรยาเป็นคนไม่ดี มีราคีมลทิน

“คือ... ตอนกลับมา หม่อมฉันพบเห็นชายหญิงคู่หนึ่งกำลังพลอดรักกันอยู่ท้ายอุทยานเพคะ”

“แล้วเจ้าเห็นไหมว่าใคร”

“เห็นเพคะ” มารีอาห์ช้อนตาขึ้นมองหน้าพี่ชาย “และก็เห็นชัดเจนเสียด้วย”

“งั้นเจ้าก็บอกพี่มาเสียทีสิว่าใคร เพราะการแสดงความรักกันในที่สาธารณะเยี่ยงนั้น แม้จะเป็นในยามค่ำคืน แต่ก็มีความผิดทางอาญา พี่จะได้เรียกคนพวกนั้นมาลงโทษ”

“ฮันนากับพี่ชายบุญธรรมของนาง ฮูเซ็น เพคะ”

สีหน้าของลูฟาสเต็มไปด้วยความตกใจ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นความพิศวง

“เจ้ารู้ไหมว่าพูดอะไรออกมา มารีอาห์”

“หม่อมฉันพูดความจริงเพคะ และหม่อมฉันก็ยืนยัน นอนยันได้เลยว่าเป็นนางและพี่บุญธรรมของนางจริงๆ”

แทนที่พี่ชายของหล่อนจะเชื่อ เขากลับแค่นยิ้มหยัน ก่อนจะโต้ตอบออกมา

“พี่ว่าผู้หญิงที่เจ้าเห็นน่าจะเป็นเพื่อนรักของเจ้ามากกว่านะ มารีอาห์”

“เสด็จพี่หมายถึงอะไรเพคะ” มารีอาห์ไม่เข้าใจสิ่งที่พี่ชายตอบกลับมาเลย

ลูฟาสจ้องหน้าน้องสาว ก่อนจะเค้นเสียงเล็ดลอดไรฟันขาวสะอาดออกมา

“นี่เจ้าเป็นเพื่อนรักกับจิรัชยาได้ยังไงกัน ถึงไม่รู้ว่านางแอบคบหากับพี่ชายบุญธรรมของตัวเอง”

มารีอาห์อ้าปากค้างเติ่ง ก่อนจะส่ายหน้าดิก “ไม่จริงเพคะ จินนี่ไม่ได้คบหากับฮูเซ็น ฮันนาต่างหากล่ะเพคะ หม่อมฉันเห็นกับตาจริงๆ นะเพคะเสด็จพี่”

“เลิกทำให้พี่กับฮันนาแตกแยกกันได้แล้วละมารีอาห์” ลูฟาสบอกน้องสาวอย่างอ่อนอกอ่อนใจ “เพราะยังไงซะ ในนครฟาดิลาห์ก็มีเพียงฮันนาคนเดียวที่เหมาะสมที่จะเป็นองค์สุลตาน่าของพี่ และที่สำคัญ พี่มีใจให้นาง”

“เสด็จพี่เพคะ... แต่นางไม่เหมาะสมกับเสด็จพี่ด้วยประการทั้งปวงนะเพคะ”

“แล้วเจ้าคิดว่าใครเหมาะสมกับพี่ล่ะ เพื่อนรักของเจ้าอย่างนั้นหรือ มารีอาห์”

“เพคะ จินนี่เป็นคนดี นางสวย และนางก็นิสัยดีมากๆ”

“แต่พี่เกลียดนาง”

“เสด็จพี่น่ะ ทำไมทรงตรัสแบบนี้เพคะ” มารีอาห์ทำเสียงกระเง้ากระงอดใส่พี่ชายอย่างไม่พอใจ แต่ลูฟาสกลับไม่สนใจจะฟังอะไรอีก เขาโบกมือไล่

“เจ้ากลับตำหนักได้แล้ว อย่ามายุ่งกับเรื่องส่วนตัวของพี่อีก เพราะถึงยังไง ฮันนาก็คู่ควรกับพี่ที่สุด”

“แต่นางลักลอบคบหากับฮูเซ็นนะเพคะ”

ลูฟาสมองน้องสาวอย่างอ่อนอกอ่อนใจนับครั้งไม่ถ้วน “แล้วเจ้าก็เลิกใส่ร้ายนางได้แล้ว เพราะพี่ไม่เชื่อหรอก”

“เสด็จพี่”

“เจ้าไปได้แล้ว”

มารีอาห์อ้าปากจะพูดต่อ แต่ผู้เป็นพี่ชายตัดสินใจเดินหนีไปเสียเอง

“เสด็จพี่นะ ทำไมไม่เชื่อกันบ้างเลย” องค์หญิงผู้สูงศักดิ์ถอนใจแรงๆ อย่างกลัดกลุ้ม

“แล้วนี่เราจะทำยังไงดี ถึงจะช่วยให้เสด็จพี่ไม่หลงกลผู้หญิงร้ายกาจอย่างฮันนา”

มารีอาห์ก้าวเดินกลับตำหนัก ตลอดทางก็พยายามขบคิดหาทางออกให้กับพี่ชาย แต่จนแล้วจนรอดก็ยังคิดไม่ออก

หล่อนถอนใจออกมาแรงๆ

“คิดไม่ออก ทำยังไงดีนะเนี่ย”

ตอน 2

ทะเลทรายโซฟีเรียเป็นทะเลทรายที่ใหญ่ที่สุดในโลก และก็เป็นที่ตั้งของนครกลางทะเลทรายมากมาย แต่ถ้าพูดถึงมหานครอันยิ่งใหญ่ไพศาลก็ต้องมีนครฟาดิลาห์ติดโผไปด้วยเสมอ

นครฟาดิลาห์ คือดินแดนทรายอันยิ่งใหญ่ไพศาลซึ่งตั้งอยู่ในทิศเหนือของทะเลทรายโซฟีเรีย โดยที่ทิศใต้ของทะเลทรายโซฟีเรียคือที่ตั้งของนครซาเรียอันยิ่งใหญ่ ทิศตะวันออก และทิศตะวันตก คือที่ตั้งของนครความาร์ และเฮตินีตามลำดับ

ตามธรรมเนียนที่ถือปฏิบัติสืบทอดกันมาช้านาน องค์สุลต่านแห่งฟาดิลาห์จะไม่อภิเษกกับผู้หญิงที่ไม่ใช่เชื้อสายฟาดิลาห์ ดังนั้น ส่วนมากลูกสาวของเสนาอำมาตย์ชั้นผู้ใหญ่จึงถูกแต่งตั้งขึ้นเป็นองค์สุลตาน่านับครั้งไม่ถ้วน และในสมัยขององค์สุลต่าน ลูฟาส บิน ชารีฟ อัล ซานัล ก็ไม่ต่างไปจากบรรพบุรุษของตนเอง ซึ่งองค์สุลต่านหนุ่มหล่อได้เลือกสตรีนางผู้เหมาะสมสำหรับตำแหน่งองค์สุลตาน่าเอาไว้เรียบร้อยแล้ว นั่นก็คือ ฮันนา ลูกสาวของอัครมหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายนั่นเอง

ฮันนาสาวงามที่ได้รับสมญานามจากชาวฟาดิลาห์ว่าคือกุหลาบแห่งทะเลทราย หล่อนคือผู้มีวาสนาที่จะได้เป็นองค์สุลตาน่าลำดับต่อไป ซึ่งผู้หญิงทุกคนต่างใฝ่ฝันที่จะได้ครอบครองตำแหน่งอันทรงเกียรตินี้ ฮันนาเองก็ไม่ต่างจากผู้หญิงพวกนั้นนัก แต่ติดปัญหาอยู่นิดเดียว นั่นก็คือหัวใจของหล่อนเกิดผูกพันกับพี่ชายบุญธรรมที่เห็นกันมาตั้งแต่สมัยเยาว์วัยเสียแล้ว

“ท่านพ่อเรียกฉันมาพบ มีอะไรกับฉันหรือคะ”

ฮาริสนั่งอยู่บนเก้าอี้นวม มองลูกสาวคนโตที่เขาประคบประหงมมาอย่างดีด้วยความไม่พอใจนัก

“เมื่อคืนเจ้าออกไปไหนมา”

ฮันนาหน้าซีดเผือด แต่เพราะสมองที่ชาญฉลาดของหล่อน ทำให้แก้ตัวได้อย่างทันท่วงที “ฉันออกไปเดินเล่นน่ะท่านพ่อ”

“ดึกดื่นขนาดนั้น เจ้าออกไปเดินเล่นคนเดียวทำไม มันอันตรายมาก ไม่รู้หรือไง”

ฮันนาลอบเป่าปากด้วยความโล่งอก เมื่อบิดาไม่ได้สงสัยอะไรอีก นอกจากตำหนิเพราะความเป็นห่วง “ฉันจะไม่ทำอีกแล้วค่ะท่านพ่อ”

ฮาริสระบายลมหายใจออกมา ชายชราลุกขึ้นจากเก้าอี้ เดินมาหยุดตรงหน้าลูกสาวคนสวย

“เจ้าต้องรักษาเนื้อรักษาตัวให้ดี อีกเพียงไม่นาน เจ้าก็จะได้เป็นใหญ่เคียงคู่กับองค์สุลต่านแล้วนะ”

“ฉันรักษาตัวดีเสมอค่ะท่านพ่อ ท่านไม่ต้องเป็นห่วงฉันหรอก”

“ดีแล้วละ พ่อไม่อยากให้เกิดความผิดพลาดอะไรขึ้น เพราะถ้าเจ้าได้ขึ้นเป็นองค์สุลตาน่า ตระกูลของพวกเราก็จะยิ่งใหญ่มากยิ่งขึ้นจนไม่มีใครในฟาดิลาห์กล้าต่อกร”

“ค่ะท่านพ่อ ฉันเข้าใจดีเสมอ”

ฮันนาระบายยิ้มตอบรับบิดา หล่อนรักฮูเซ็น ทั้งรักทั้งผูกพัน แต่กับองค์สุลต่านลูฟาส หล่อนก็ไม่อาจจะปล่อยมือจากพระองค์ได้เช่นกัน เพราะพระองค์ทั้งหล่อ ทั้งมีอำนาจ ดังนั้นหล่อนคงต้องเหยียบเรือสองแคมแบบนี้ไปอีกนาน

“แล้วนี่เจ้าจะออกไปไหนเหรอ ฮันนา”

“ฉันจะไปเข้าเฝ้าองค์สุลต่านน่ะค่ะ จะนำสำรับฝีมือของฉันไปถวายพระองค์”

ฮาริสส่ายหน้าน้อยๆ มองลูกสาวคนโตที่เกิดจากวีณาเมียเอกอย่างรู้ทัน

“เจ้าทำเอง หรือว่าจินนี่ทำกันแน่”

จิรัชยา หรือว่า จินนี่ หล่อนเป็นลูกสาวอีกคนหนึ่งของเขา แต่เขาไม่ได้ยกย่องหล่อนเกินกว่าคำว่าลูกสาวนางบำเรอ เพราะแม่ของหล่อนคือเมียทาส ที่เขาพลั้งเผลอมีความสัมพันธ์ด้วยเพียงครั้งเดียวและก็เกิดตั้งท้อง

เขาเลี้ยงดูจิรัชยาไม่ต่างจากทาสในเรือนเบี้ย หล่อนต้องทำงานหนักไม่ต่างจากคนรับใช้ ซึ่งหน้าที่ที่จิรัชยาได้รับมอบหมายจากเขา นอกเหนือไปจากการทำงานบ้านก็คือตามรับใช้ฮันนาลูกสาวคนโปรดของเขานั่นเอง

หลายต่อหลายครั้งที่จิรัชยาหน้าตาบวมเจ่อ ปากแตก เนื้อตัวเขียวช้ำ เพราะถูกฮันนาระบายอารมณ์ใส่ แต่เขาก็เลือกที่จะเข้าข้างลูกสาวคนโปรดมากกว่าลูกสาวเมียทาสอย่างจิรัชยา เพราะฮันนาคือความหวังทุกอย่างของตระกูลนั่นเอง

“แหม ท่านพ่อน่ะ ทำไมท่านถึงคิดว่าฉันทำสำรับพวกนี้ไม่ได้ล่ะคะ”

ฮาริสหัวเราะออกมาอย่างขบขัน “ก็เพราะว่าตั้งแต่เจ้าเกิดมา เจ้าไม่เคยเข้าครัวแม้แต่ครั้งเดียว และอาหารทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นของคาวหรือว่าของหวาน รวมถึงผลไม้ที่แกะสลักอย่างสวยงาม ที่เจ้านำไปถวายองค์สุลต่านก็เป็นฝีมือของจินนี่ทั้งนั้น”

ฮันนาหน้าตาบูดบึ้ง โมโหบิดาไม่น้อยที่ท่านพูดเหมือนชื่นชมนังลูกไพร่อย่างจิรัชยา “นี่ท่านพ่อชื่นชมนังจินนี่เหรอคะ”

“เปล่า พ่อก็แค่พูดตามความจริง เจ้าไม่ต้องทำหน้าบูดหรอก เพราะจินนี่มีหน้าที่ทำคำสั่งของเจ้าอยู่แล้ว”

ใบหน้าหวานที่บูดบึ้งค่อยผ่อนคลายลงเล็กน้อย แต่ก็ยังกระเง้ากระงอดบิดาอยู่

“แล้วท่านพ่ออย่าเอาความนี้ไปแพร่งพรายนะคะ ฉันไม่ต้องการอับอายคนอื่น โดยเฉพาะองค์สุลต่าน”

“พ่อไม่ทำอะไรให้เจ้าเดือดร้อนเยี่ยงนั้นหรอก เจ้าสบายใจได้ฮันนา”

“ขอบคุณค่ะท่านพ่อ งั้นฉันขอตัวก่อนนะคะ”

“ไปเถอะ แล้วอย่าลืมใส่จริตลงไปในกิริยาของเจ้าให้เยอะๆ นะ องค์สุลต่านจะได้ยิ่งลุ่มหลงเจ้า”

“ท่านพ่อไม่ต้องบอกฉันหรอก เพราะฉันทำประจำอยู่แล้ว” ฮันนาระบายยิ้มอย่างจองหอง “และตอนนี้พระเนตรขององค์สุลต่านก็มีแต่เพียงฉันคนเดียวเท่านั้น”

“เก่งมากลูกพ่อ ไม่เสียแรงที่พ่อรักและทุ่มเทกับเจ้า”

ฮันนายิ้มให้บิดา ก่อนจะเดินลงจากเรือนพักมา หัวใจลิงโลดไปด้วยความสุข แต่แล้วก็ต้องชะงักเท้ากึก เมื่อเห็นฮูเซ็นยกมือขึ้นลูบศีรษะของจิรัชยาเบื้องหน้า

หล่อนกำมือแน่น ความหึงหวงแล่นพล่านแน่นอก ตอนแรกหล่อนตั้งใจจะเดินเข้าไปอาละวาด แต่ความร้ายกาจในอกร้องเตือนให้ทำอย่างอื่นแทน

ฮันนารีบหมุนตัวเดินกลับขึ้นไปบนเรือน และรีบตรงไปหาบิดา แสดงท่าทางร้อนรน

“ทำไมเจ้าหน้าตาตื่นแบบนั้นล่ะ ฮันนา”

“ก็ฉันมีเรื่องบัดสีจะมาบอกท่านพ่อน่ะสิคะ”

“เรื่องอะไรเหรอ”

ฮันนายังคงแสดงทำหน้าตื่นตกใจ ขณะก้าวเข้าไปดึงแขนบิดาให้เดินออกไปยังระเบียง ก่อนจะชี้ไปตรงข้างหน้า

“นังจินนี่มันอ่อยพี่ฮูเซ็นค่ะ” น้ำเสียงของฮันนาเต็มไปด้วยความหึงหวง เพราะอะไรที่เป็นของตนเอง หล่อนจะหวงแหนยิ่งกว่าไข่ในหินเสียอีก

“ไหนล่ะ พ่อไม่เห็นเลย...”

“นั่นไงคะท่านพ่อ”

ฮาริสมองตามนิ้วเรียวของลูกสาวคนโตไป ก็เห็นว่าฮูเซ็นลูกชายบุญธรรมที่เขารับมาเลี้ยงตั้งแต่แบเบาะกำลังยืนคุยอยู่กับจิรัชยา

“พ่อก็ไม่เห็นมีอะไรบัดสีสักหน่อย เจ้าคิดมากไปเองหรือเปล่าฮันนา”

“ฉันไม่ได้คิดมากนะท่านพ่อ แต่ฉันรู้จักนิสัยของนังจินนี่ดี มันก็นิสัยเหมือนแม่ของมันนั่นแหละ อยู่ใกล้ผู้ชายคนไหนก็เลื้อยไปทั่ว หรือว่าท่านพ่อลืมเรื่องที่มันแอบหนีออกไปเที่ยวกับผู้ชายแล้วคะ”

ความจริงจิรัชยาไม่ได้หนีออกไปเที่ยวกับผู้ชายคนไหนหรอก แต่หล่อนต่างหากเป็นคนจัดฉากให้เกิดเรื่องขึ้นแบบนั้น เพื่อทำให้น้องสาวต่างมารดาได้รับความอับอาย และชื่อเสียงเสียหายป่นปี้

“พ่อไม่ลืมหรอกว่าจินนี่นิสัยแย่แค่ไหน แต่นั่นมันฮูเซ็น พี่ชายของจินนี่นะ พ่อคิดว่าคงไม่ใช่อย่างที่เจ้าคิดหรอกฮันนา”

“พี่ชายที่ไหนกันคะ พี่ฮูเซ็นเป็นแค่พี่ชายบุญธรรมเท่านั้น คนละสายเลือดกัน” ฮันนาโต้เถียงออกมา และนั่นก็ทำให้ฮาริสอดที่จะมองลูกสาวคนโตด้วยความแคลงใจไม่ได้

“นี่เจ้าคิดเสมอหรือว่าฮูเซ็นไม่ใช่พี่ชายของเจ้า ฮันนา”

“ปละ เปล่านะท่านพ่อ ฉันก็แค่... พูดในสิ่งที่ฉันรู้ว่านังจินนี่มันจะคิดเท่านั้นเองค่ะ”

ฮันนารีบแก้ตัว และกลบเกลื่อนด้วยการเร่งเร้าบิดให้ทำโทษจิรัชยา

“ไม่รู้แหละ ท่านพ่อจะต้องทำโทษมันนะคะ”

“แต่พ่อยังไม่เห็นความผิดของจินนี่เลยนะฮันนา”

“ก็อย่างที่ฉันบอกท่านพ่อยังไงล่ะคะ นังจินนี่มันอ่อยพี่ฮูเซ็น มันร่านมันแรดเหมือนแม่ของมันไม่มีผิด”

“เจ้าพอได้แล้ว ยิ่งเจ้าพูดแบบนี้ พ่อก็ยิ่งคิดว่าตัวเองโง่ ที่ไปเผลอเกลือกกลั้วกับผู้หญิงคนนั้น”

ฮาริสขอร้องลูกสาวด้วยสีหน้าเคร่งเครียด และนั่นก็ทำให้ฮันนาถอนใจออกมา แต่ก็ยังไม่หยุดความคิดที่จะทำร้ายจิรัชยา

“นังไพร่ชั้นต่ำพวกนี้ มันอ่อยเก่งค่ะ ท่านพ่อไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมมันหรอก”

“โอเค เราจะไม่พูดถึงเรื่องในอดีตแล้วนะฮันนา”

“ก็ได้ค่ะท่านพ่อ แต่ถ้าท่านพ่อไม่จัดการนังจินนี่ ฉันขออนุญาตจัดการมันเองนะเจ้าคะ”

ฮาริสส่ายหน้าไปมา แต่ก็ไม่อยากจะขัดใจลูกสาวคนโปรด “ก็แล้วแต่เจ้าเถอะ แต่อย่าทำให้นางตายในบ้านของพ่อก็เป็นพอ”

“ฉันไม่ทำมันตายหรอกเจ้าค่ะ แค่ให้ตายทั้งเป็นก็พอ ฉันขอตัวก่อนค่ะท่านพ่อ”

ฮันนาแค่นยิ้มอย่างริษยา ก่อนจะเดินลงไปจากเรือนอีกครั้ง พร้อมกับมุ่งหน้าไปหาจิรัชยาที่ตอนนี้กำลังกวาดถนนหน้าบ้านพักอยู่ตามลำพังด้วยความโทสะแรงกล้า

“นังจินนี่!”

จิรัชยาสะดุ้งโหยง หันมองพี่สาวต่างมารดาด้วยความสายตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว หล่อนถอยร่นออกห่าง แต่ฮันนาก็ก้าวตามไปจิกเส้นผมเอาไว้เต็มแรง

“โอ๊ย... พี่ฮันนา ปล่อยฉันเถอะค่ะ ฉันเจ็บ...”

ตอน 3

ความเจ็บปวดทำให้น้ำตาของจิรัชยาเอ่อคลอเบ้า แต่กลับไม่ได้รับความเมตตาจากฮันนาเลยแม้แต่น้อย เพราะอุ้งมือของฮันนายังคงกำเส้นผมนุ่มสีดำขลับของหล่อนแน่นหนา

“แกกล้าดียังไงไปอ่อยพี่ฮูเซ็น!”

“เปล่านะ ฉันไม่ได้ทำอย่างที่พี่ฮันนากล่าวหานะคะ”

“ก็ฉันเห็นกับตา นังสารเลว แกจะแรดจะร่านอะไรนักหนา”

ฮันนาเค้นเสียงเดือดดาลลดหน้าน้องสาว ก่อนจะผลักร่างอรชรของจิรัชยาที่ดูอวบอิ่มกว่าตนเองลงไปกระแทกพื้นถนนอย่างแรง จากนั้นก็ตามเข้าไปเอาเท้าเหยียบที่ข้อมือเล็ก

“โอ๊ย... พี่ฮันนา... อย่าทำฉันเลย ฉันเจ็บ...”

“ฉันจะทำยิ่งกว่านี้อีก” แล้วฮันนาก็จิกเส้นผมของจิรัชยาอีกครั้ง ขยุ้มและดึงแรงๆ ก่อนจะฟาดฝ่ามือลงบนแก้มนวลสุดแรง

“โอ๊ย...”

ใบหน้าของจิรัชยาสะบัดไปตามแรงปะทะจากฝ่ามือเล็กของฮันนา หยาดเลือดทะลักซึมออกมาจากมุมปากอิ่มหนา น้ำตาของจิรัชยาไหลรินเป็นทางด้วยความเจ็บปวด

“อย่าทำฉัน... พี่ฮันนา... อย่าทำฉันเลย ฉันกลัวแล้ว...”

แม้น้องสาวต่างมารดาจะวิงวอนสักแค่ไหน แต่ฝ่ามือและฝ่าเท้าของฮันนาก็ยังไม่หยุดกระทำแม้แต่น้อย ความริษยาในรูปโฉมของจิรัชยาอัดแน่นเต็มอก เพราะหล่อนรู้ดีว่าหากจิรัชยาแต่งหน้าแต่งตัว น้องสาวจะต้องงามหาใครเทียมได้ แม้กระทั่งหล่อนก็เช่นกัน

“ฉันเกลียดแก! แกมันก็แค่ลูกไพร่...”

“พี่ฮันนา... ฉันกลัวแล้ว... อย่าทำฉันเลย อย่าทำฉันเลย... ได้โปรดหยุดเถอะค่ะ ได้โปรด...”

จิรัชยาถูกทั้งตบทั้งกระทืบจนสะบักสะบอม แต่ฮันนาก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุด หญิงใจร้ายก้มลงหยิบไม้กวาดที่จิรัชยาใช้กวาดถนนมาถือเอาไว้ หล่อนเงื้อสูงกลางอากาศ และกำลังจะฟาดใส่ร่างของผู้เป็นน้องสาว แต่แล้วก็มีร่างของใครคนหนึ่งถลาเข้ามากอดร่างของจิรัชยาเอาไว้

“คุณหนูเจ้าคะ ได้โปรดอย่าทำร้ายจินนี่เลยเจ้าค่ะ อย่าทำจินนี่เลย...”

นางผู้นั้นคือจันจิรา มารดาไพร่ที่บังอาจยั่วยวนบิดาของหล่อนจนเกิดมีมารหัวขนอย่างจิรัชยาขึ้นมานั่นเอง ฮันนากำด้ามไม้กวาดแน่น ก่อนจะแค่นยิ้มร้ายกาจ

“แกห้ามใคร นังไพร่!”

“แม่จ๋า... แม่ออกไปเถอะจ้ะ อย่าเข้ามาเลย” จิรัชยาพยายามดันร่างของมารดาออกไป แต่ผู้เป็นมารดาไม่ยอม ยังกอดรัดร่างของหล่อนเอาไว้แน่น

“ไม่ แม่ไม่ไปไหน แม่จะไม่ยอมให้ลูกถูกตีตาย”

“หึ ดี... งั้นก็ถูกฉันตีทั้งสองคนก็แล้วกัน” แล้วฮันนาก็เงื้อด้ามไม้ฟาดขึ้นสูง ก่อจะฟาดลงมาไม่ยั้ง ร่างของจันจิราพยายามรับแรงกระแทกจากด้ามไม้กวาดแทนลูกสาว จนจิรัชยาร้องไห้คร่ำครวญเพราะสงสารมารดา

“พี่ฮันนา... อย่าตีแม่... อย่าตีแม่ของจินนี่ ได้โปรด... หยุดเถอะค่ะ ได้โปรดเถอะค่ะ...”

“ฉันจะตีพวกแกให้ตาย” เสียงไม้กระทบกับร่างของมนุษย์ดังสนั่นหวั่นไหว จนกระทั่งฮาริสได้ยิน และลงมาห้ามปราม เพราะเกรงว่าเมียทาสกับลูกสาวที่ตัวเองไม่ต้องการจะตายคามือของฮันนา

“ฮันนา หยุดเดี๋ยวนี้”

“ท่านพ่อ” ฮันนาชะงักมือที่จะตีลงบนร่างของสองแม่ลูก หันไปมองบิดาที่เดินเข้ามาหา

“หยุดเถอะ ตีไปพวกมันก็ตายเปล่าๆ”

“แต่ฉันโมโหนี่คะท่านพ่อ”

ฮาริสดึงไม้กวาดออกจากมือของลูกสาวคนโปรด และพยายามคลี่คลายสถานการณ์

“ไหนว่าเจ้าจะต้องนำพานอาหารคาวหวานไปถวายองค์สุลต่านยังไงล่ะ นี่ก็เกือบจะได้เวลาที่พระองค์จะเสวยพระกระยาหารเที่ยงแล้วนะฮันนา”

“ฝากไว้ก่อนเถอะ นังพวกไพร่!” ฮันนายืนกัดฟันแน่น มองสองแม่ลูกที่ตอนนี้สภาพยับเยินด้วยความเกลียดชัง

“งั้นฉันไปก่อนนะคะท่านพ่อ”

เมื่อฮันนาเดินกระฟัดกระเฟียดมุ่งหน้าเข้าไปในพระราชวังแล้ว ฮาริสก็มองสภาพสองแม่ลูกทาสของตนเอง วูบหนึ่งก็รู้สึกสงสารขึ้นมา แต่ไม่ช้ามันก็จางหายไป

“ไปทายาให้เรียบร้อย แล้วออกมาทำงานต่อ”

จิรัชยาช้อนตามองบิดาของตนเอง บิดาที่ไม่เคยยอมรับว่าหล่อนคือลูกแม้แต่ครั้งเดียว ด้วยความปวดร้าวทรมาน ท่านแค่ทำให้หล่อนเกิดมา แต่ไม่เคยรัก ไม่เคยเมตตา และไม่เคยแม้แต่จะกอดให้ความอบอุ่นเลยสักครั้ง

หล่อนโหยหาอ้อมกอดของบิดาเสมอมาตั้งแต่เล็กจนโต แต่ท่านก็ไม่เคยที่จะมอบให้ มีเพียงความเย็นชา ห่างเหินเท่านั้นที่หล่อนได้รับจากฮาริสทุกเมื่อเชื่อวัน

แม่บอกกับหล่อนเสมอว่า หล่อนเป็นลูกที่เกิดมาจากความผิดพลาด แต่แม่ก็รักหล่อนยิ่งกว่าดวงใจ ในขณะที่พ่อ ไม่เคยหยิบยื่นแม้แต่เสี้ยวเศษของความรักให้เลย

“ไปสิ ยังจะมามองอยู่อีก หรือว่าอยากถูกฉันเฆี่ยน” ฮาริสตวาดไล่อย่างไม่ไยดี

“เจ้าค่ะ ท่านเสนาฯ”

แม่ของหล่อนตอบรับด้วยน้ำเสียงเศร้าหมอง ก่อนจะพาหล่อนคลานออกจากตรงนั้น หอบร่างกายบอบช้ำกลับไปยังเรือนพักคับแคบทั้งน้ำตา

“แม่จ๋า... ทำไมพวกเขาถึงต้องทำกับเราอย่างนี้ด้วยจ๊ะ ทำไมเขาถึงไม่เห็นเราเป็นญาติพี่น้องบ้างเลย”

หล่อนรู้ดีว่าตนเองถามมารดาแบบนี้นับครั้งไม่ถ้วน แต่ทุกครั้งที่ถามออกไป แม่ก็ทำได้แค่เพียงร้องไห้ และมอบคำตอบเดิมๆ ให้กับหล่อนเสมอ

“เราเป็นไพร่ลูก” แม่ตอบเหมือนเดิมอีกครั้ง

“แล้วเมื่อไหร่... เราถึงจะหลุดพ้นจากความทุกข์นี้เสียทีจ๊ะแม่ ฉันทรมานเหลือเกิน”

“คงจนกว่าชีวิตของพวกเราจะหาไม่”

“แต่ฉัน... อยากไปจากฟาดิลาห์ ฉันไม่อยากทนอยู่ที่นี่อีกแล้ว แม่ไปกับฉันนะจ๊ะ”

มารดาของหล่อนส่ายหน้าปฏิเสธเหมือนเช่นเคย “แม่ไปไม่ได้หรอก แม่รักพ่อของลูก”

“แต่ท่านพ่อ... ไม่เคยเห็นแม่เป็นภรรยาเลยนะคะ” แม่ของหล่อนร้องไห้เงียบๆ ขณะทำแผลให้กับหล่อนอย่างเบามือ หล่อนมองแม่ด้วยความสงสาร และก็เลือกที่จะไม่พูดอะไรออกมาอีก เพราะรู้ดีว่าแม่ไม่มีทางเปลี่ยนใจ

ภายในอุทยานของฟาดิลาห์ถูกประดับตกแต่งด้วยไม้ดอกไม้ประดับอย่างประณีตสวยงาม ดอกไม้นานาพันธุ์แข่งขันกันผลิดอกแตกใบเบ่งบานรับภมรหนุ่ม เสียงน้ำตกจำลองดังกังวานคลอเคลียราวกับเสียงเครื่องดนตรีที่ถูกบรรเลงด้วยนางสวรรค์ และเหตุผลนี้เองทำให้องค์สุลต่านลูฟาสแห่งฟาดิลาห์ชื่นชอบการรับประทานอาหารกลางวันที่นี่ยิ่งนัก

“ถวายบังคมเพคะ องค์สุลต่าน”

เสียงอ่อนหวานไม่ต่างจากระฆังแก้วของฮันนาดังขึ้น เจ้าหล่อนระบายยิ้มหวานไม่ต่างจากน้ำเสียงให้กับเขา หล่อนมักจะมาหาเขาเวลานี้เสมอ พร้อมกับอาหารคาวหวานรสเลิศที่หล่อนเป็นคนทำเองกับมือมาถวาย

“เราคิดว่าเจ้าจะไม่นำอาหารอร่อยๆ มาให้เราเสียแล้ว”

“หม่อมฉันมัวแต่เข้าครัวน่ะเพคะ ก็เลยลืมเวลาไปเลย หม่อมฉันต้องขอประทานอภัยด้วยนะเพคะ”

ลูฟาสระบายยิ้ม มองฮันนาด้วยความเอ็นดู เพราะเจ้าหล่อนงามทั้งกาย งามทั้งกิริยามารยาท แถมฝีมือทำอาหารก็ยังยอดเยี่ยม จนเขาเสพติดอาหารฝีมือของหล่อนเสียแล้ว

“เราไม่เคืองเจ้าหรอก แค่กำลังรอเท่านั้นแหละ”

“ขอบพระทัยเพคะ” ฮันนายิ้มหวานอย่างมีจริต

“เจ้าขึ้นมานั่งกับเราเถอะ แล้วก็มากินด้วยกัน” ลูฟาสตบที่นั่งข้างๆ และเชื้อเชิญ

“เอ่อ... หม่อมฉันเกรงว่าจะไม่งามน่ะเพคะ”

“เจ้ากำลังจะได้รับการแต่งตั้งเป็นองค์สุลตาน่าของเราในไม่ช้านี้แล้วนะฮันนา ไม่มีอะไรไม่งามหรอก”

“แต่ว่า... องค์หญิงมารีอาห์ทรง...” ฮันนาได้ทีก็อดที่จะกล่าวหามารีอาห์ไม่ได้ “เอ่อ... ทรงไม่โปรดหม่อมฉันเพคะ”

“เรื่องนั้นเรารู้อยู่เต็มอก แต่เจ้าอย่าไปใส่ใจอะไรมารีอาห์เลย นางยังเยาว์นัก”

“หม่อมฉันไม่เคยบังอาจโกรธเคืององค์หญิงมารีอาห์หรอกเพคะ ไม่เคยแม้แต่ครั้งเดียว” ฮันนาแสดงท่าทางเป็นคนดีที่น่าสงสารได้อย่างแนบเนียนจนน่าได้รางวัลออสการ์ “เพราะหม่อมฉันรู้ดีว่าองค์หญิงทรงฟังความจากผู้ใดมา”

ใบหน้าหล่อจัดของลูฟาสดุกระด้างขึ้น เมื่อสมองมีชื่อของจิรัชยาดังขึ้น

“น้องสาวของเจ้าสินะ”

“ความจริงหม่อมฉันก็ไม่อยากจะพูดถึงน้องสาวในทางที่ไม่ดีหรอกนะเพคะ แต่ว่านาง... นิสัยแย่จริงๆ เมื่อคืนก็เพิ่งจะหนีออกไปเที่ยวนอกวังมา ท่านพ่อจับได้ก็เลยเฆี่ยนนางเพคะ หม่อมฉันสงสารก็เข้าไปห้าม แต่ก็ช่วยอะไรนางไม่ได้มากนัก...”

“คงออกไปพร้อมกับมารีอาห์สินะ” ลูฟาสเค้นเสียงเดือดดาลเล็ดลอดไรฟันออกมา

“เมื่อคืนองค์หญิงมารีอาห์เสด็จออกนอกวังอีกแล้วเหรอเพคะ” ฮันนาแปลกใจ

“ใช่ เราเตือนเท่าไหร่ก็ไม่ยอมฟัง” ลูฟาสถอนใจยาวๆ

“องค์สุลต่านอย่าทรงตำหนิองค์หญิงมารีอาห์เลยเพคะ เพราะถ้าหม่อมฉันเดาไม่ผิด ผู้ที่ชักชวนองค์หญิงจะต้องเป็นจินนี่แน่ๆ เพราะนางชอบเที่ยวกลางคืน”

ยิ่งได้ฟังคำพูดของฮันนา ความเกลียดชัง ความขยะแขยงของลูฟาสที่มีต่อจิรัชยาก็ยิ่งเพิ่มพูนมากยิ่งขึ้น และเขาก็คิดว่าตัวเองจะต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว เพื่อหยุดความเกเรของสตรีนางนี้

“เลิกพูดถึงนางเถอะ เดี๋ยวเราจะกินอาหารอร่อยๆ ของเจ้าไม่ได้”

“เพคะ องค์สุลต่าน”

“เจ้าขึ้นมานั่งข้างเรา มาเร็วสิ”

เมื่อลูฟาสออกปากเรียกอีกครั้ง ฮันนาก็ยิ้มกว้าง และเดินขึ้นไปนั่งข้างเรือนกายกำยำของจ้าวผู้ครองแคว้นทันที จากนั้นก็ปรนนิบัติชายหนุ่มด้วยมารยาหญิงพันเล่มเกวียน

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED