หลิวฉูฉู่อดีตฮองเฮาตัวร้าย ในยามที่ยังมีชีวิตนางเป็นคนหลงใหลในอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นวางแผนชั่ว วางยาพิษเด็ก วางเพลิง เผากระท่อม นางล้วนทำมาทั้งหมดเพราะอำนาจอันสูงสุด ทว่าสวรรค์กลับลงโทษนางให้ผู้อื่นมาเข้าร่างของนางเอง ยามนั้นวิญญาณของหลิวฉูฉู่ออกจากร่างมาแล้วก็นับว่าได้ตายจาก นางโกรธแค้นผู้ที่ทำให้นางเป็นเช่นนี้นางจึงได้กลายเป็นวิญญาณอาฆาตกระทั่งถูกไต้ซือฉีกงจับขังเอาไว้ในร่างของกระต่ายน้อยตัวหนึ่งไม่ให้ทำเรื่องเลวร้ายได้อีก
แต่เพราะวิญญาณของนางร้ายกาจเกินไป นางจึงกลืนกินวิญญาณของกระต่ายตัวน้อยและหลบหนีไป ไต้ซือฉีกงสามารถติดตามจับนางเอาไว้ได้อีกครั้งจากนั้นจึงกักขังวิญญาณเอาไว้ในร่างของแมวอันมีพลังชีวิตที่แข็งแกร่งที่สุด
หลิวฉูฉู่เวียนว่ายตายเกิดถึงเก้าภพเก้าชาติในร่างของแมว และทุกชาตินางต้องพบเจอกับฉีกงไต้ซือผู้คอยกักขังและเลี้ยงดูนาง ไต้ซือผู้นี้แม้จะอยู่ในร่างกายที่แตกต่างทั้งหนุ่มและแก่ในแต่ละชาติภพ แต่เขาก็มีความทรงจำที่เกี่ยวกับนางโดยไม่ขาดตกบกพร่อง
ในชีวิตสุดท้ายหลิวฉูฉู่ได้กลายเป็นสัตว์เลี้ยงของท่านหญิงผู้หนึ่งนาม 'หลินจื่อเว่ย' บุตรีที่อ่อนแอของหลินอ๋อง สตรีผู้งดงามอ่อนหวานและมีจิตใจที่แสนดีจนไม่น่าเชื่อว่าจะสามารถใช้ชีวิตอยู่ในโลกนี้ได้ดั่งคนทั่วไป
และเป็นไปอย่างที่หลิวฉูฉู่คาดการณ์เอาไว้ บุตรีของหลินอ๋องร่างกายอ่อนแอ มารดาของนางซึ่งเป็นพระชายาจู่ ๆ ถูกใส่ความว่าคบชู้ และถูกทำโทษจนทนพิษบาดแผลไม่ไหวจึงสิ้นชีวิต
หลินจื่อเว่ยเสียใจจนล้มป่วย ยังถูกแม่เลี้ยงรังแกสารพัด หลินอ๋องผู้เป็นบิดานั้นหูเบา ยังคิดรังเกียจว่าหลินจื่อเว่ยอาจจะไม่ใช่บุตรสาวของตนเอง จึงไม่ไยดีนาง ทั้งเลื่อนชายารองขึ้นมาเป็นเป็นชายาเอก สนับสนุนลูกอนุให้เป็นท่านหญิงผู้สูงศักดิ์และข่มเหงหลินจื่อเว่ยไม่เว้นวัน
หลินจื่อเว่ยตกกระป๋อง กลายเป็นสตรีหลังจวนที่แม้แต่บิดายังไม่เหลียวแล นางถูกรังแกสารพัด และสุดท้ายก็ถูกผลักให้ตกน้ำจนตาย
เมื่อเจ้านายตายเดิมทีหลิวฉูฉู่ต้องหานายคนใหม่ ทว่าคนของท่านหญิงคนใหม่กลับไม่ละเว้นกระทั่งแมวตัวน้อยอย่างนางที่เป็นสัตว์เลี้ยงของหลินจื่อเว่ย
แมวน้อยจึงถูกมีดกระซวกแทงจนตายในสภาพอนาจ ไส้ไหลนองพื้น วิญญาณของหลิวฉูฉู่หลุดออกจากร่างทันใด และหลังจากนั้นด้วยเหตุผลบางประการทำให้หลิวฉูฉู่ต้องเข้าสู่ร่างของท่านหญิงหลินจื่อเว่ยเพื่อทวงความยุติธรรมคืนให้สตรีอ่อนแอผู้นั้น
พวกนางได้พบหน้ากัน หลินจื่อเว่ยร้องไห้อ้อนวอนให้หลิวฉูฉู่เข้าร่างของนางเพื่อคืนความยุติธรรมให้นางกับมารดา ไต้ซือบอกกับหลิวฉูฉู่ว่า นี่คือชาติสุดท้ายชีวิตที่เก้าของนางแล้ว หากหลิวฉูฉู่ไม่อยากลงนรกก็ต้องทำความดีชดเชยเสีย
โม่หรานอ๋อง มีสัญญาผูกพันธ์ต้องแต่งงานกับบุตรสาวคนโตอันเกิดจากพระชายาของหลินอ๋อง หลังจากที่ออกรบหลายปีจึงกลับเข้าวังหลวง เขาไม่เคยสนใจสตรีผู้นี้เพราะได้ข่าวว่านางอ่อนแอใกล้ตาย กระทั่งยังคิดจะปฏิเสธการแต่งงาน ทว่าเขากลับได้รับจดหมายขอความช่วยเหลือจากคู่หมั้นเพื่อแลกกับบางสิ่งบางอย่างที่ทำให้เขารู้สึกประหลาดใจ
เหมือนนางจะรู้ถึงความลับบางอย่างที่เขาซ่อนเอาไว้ และนางคิดหาผลประโยชน์จากเรื่องนี้ นางรู้ได้อย่างไร เขาสงสัยยิ่งนักที่สตรีใกล้ตายผู้หนึ่งไยจึงกล้าหาญท้าทายอำนาจมืดของเขาเช่นนี้ ในเมื่อนางไม่หวาดกลัวเขา เขาจะทำให้นางรู้ว่าความกลัวนั้นมีหน้าตาเป็นอย่างไร!
เรื่องนี้เป็นภาคต่อ ของเรื่อง ฮองเฮาไม่ได้ร้าย สามารถอ่านแยกกันได้ค่ะ เนื้อหาเกี่ยวข้องกันเพียงเล็กน้อยทั้งนี้ไม่ส่งผลต่อการอ่านแต่ประการใดเนื่องจากไรต์ได้ปูเนื้อหาในส่วนนี้ให้เข้าใจแล้ว
คืนนี้แม้จะเป็นยามจื่อ[1]แล้วหลิวฉูฉู่ในร่างของหลินจื่อเว่ยก็ยังนอนไม่หลับ นางขยับตัวอย่างเชื่องช้า ลุกขึ้นจากเตียงอุ่นเดินไปเปิดหน้าต่างบานเล็กบานหนึ่งแล้วนั่งลงที่ตั่งคนงามข้างหน้าต่างบานนั้น
ทันทีที่หน้าต่างบานเล็กถูกเปิดออกลมหนาวก็พัดโชยเข้ามาภายในกระทบร่างบอบบางและอ่อนแอของนางจนเกิดเป็นตุ่มขนเล็ก ๆ ไปทั้งร่างเพราะขนลุกชัน ทว่าแม้อากาศจะหนาวเพียงนั้นนางกลับนั่งนิ่ง สองมือวางบนกรอบหน้าต่างแล้วซบใบหน้าเล็กของตนเองลงมา
เรื่องราวในอดีตผุดขึ้นเบื้องหน้า หลายเรื่องที่นางได้ลืมไปแล้วด้วยเวลานั้นผ่านมาถึงสองร้อยปีตั้งแต่นางถูกกักขังอยู่ในร่างของแมวน้อย กลับยังมีสิ่งที่นางจำได้ดี ภาพอันสยดสยองที่นางฉีกทึ้งร่างกระต่ายน้อยจนเลือดไหลนองแล้วลอยออกมาจากซากศพสัตว์ตัวนั้นยังฝังแน่นอยู่ในความทรงจำ ก่อนที่นางจะหลบหนีและถูกไต้ซือเฒ่าจับนางได้อีกครั้ง
"เจ้าต้องอยู่ในร่างของแมวตนนี้และชดใช้เวรกรรมจนกว่าจะถึงเก้าชีวิต"
ผู้คนอาจจะคิดว่าอยู่ในร่างแมวนั้นแสนสบายนัก แต่หากไม่ใช่นางคงไม่รู้ว่าแสนทรมานเพียงใด การที่วิญญาณร้ายตนหนึ่งต้องฟังบทสวดทุกวันและถูกคุมขังอยู่ที่กรงเล็ก ๆ ตลอดสองร้อยปีที่ผ่านมานั้นทำอย่างไรก็ไม่เคยชินเสียที ทุกครั้งที่ฉีกงไต้ซือผู้นั้นสวดมนต์นางยังรู้สึกราวกับว่าบทสวดนั้นกำลังเชือดเฉือนจิตวิญญาณของนางจนเจ็บปวดจนต้องดิ้นทุรนทุรายแทบจะขาดใจตายอยู่ในกรงน้อย
แม้จะร้องขอความตาย นางก็ไม่อาจตายได้ คำกล่าวที่ว่าอยู่ไม่สู้ตายหลิวฉูฉู่รับรู้ได้ลึกซึ้งมากกว่าผู้ใด
กว่าสองร้อยปีแห่งความทรมานนั้นจะผ่านมาได้จนถึงวันนี้นางลงแรงอดทนไปไม่น้อย กระทั่งชีวิตที่เก้าของนางจึงได้รับการปลดปล่อยชีวิตนี้นางยังคงกำเนิดมาในร่างแมวเช่นเคยเพียงแต่ได้รับของกำนัลล้ำค่า คือนางไม่ต้องถูกคุมขังแล้ว และยังได้กลายเป็นสัตว์เลี้ยงของท่านหญิงผู้สูงศักดิ์ ใช้ชีวิตที่สุขสบายภายใต้แสงแดดอุ่นและความรักจากผู้เป็นนาย
ทว่านางใช้ชีวิตอย่างรื่นรมย์มาได้ไม่กี่ปีก็ต้องตกต่ำ เมื่อมารดาของเจ้านายถูกใส่ความว่าคบชู้และถูกลงโทษจนตาย ท่านหญิงหลินจื่อเว่ยแม้จะไม่ถูกลดฐานะทางสังคม แต่ฐานะในจวนกลับตกต่ำ บิดาของนางเลื่อนฐานะพระชายารองเป็นพระชายาเอก ลูกอนุทั้งหลายต่างได้ดิบได้ดี ตรงกันข้ามกับหลินจื่อเว่ยที่ถูกตราหน้าว่าอาจเป็นลูกชู้ จึงถูกจับโยนไว้ที่ท้ายจวนมีเพียงบ่าวที่ซื่อสัตย์คนเดียวคอยรับใช้
หลินจื่อเว่ยถูกพี่น้องรังแกสารพัด เดิมร่างกายอ่อนแออยู่แล้วก็ยิ่งทำให้นางเหมือนศพที่เดินได้ กระทั่งถูกผลักให้จมน้ำตาย เรื่องมันกำลังซ้ำซ้อน ชาติก่อนหลิวฉูฉู่ก็ตกน้ำเพื่อเรียกร้องความสนใจคน แต่กลับจมจริง ๆ และวิญญาณออกจากร่างถูกผู้อื่นสวมแทน
ชาตินี้คนที่ดูแลนางกลับจมน้ำอีก คนเราจะจมน้ำอะไรได้บ่อยครั้งเช่นนี้ หลิวฉูฉู่ย่อมคิดว่ามันไม่ปกติ
ในยามที่นางกำลังนั่งมองอย่างเกียจคร้านอยู่ที่หัวสะพาน ร่างแมวของนางกลับถูกคนผู้หนึ่งจับเอาไว้และในยามที่นางไม่ทันตั้งตัวก็ได้ยินคนผู้นั้นเอ่ยว่า
"ทุกอย่างที่เกี่ยวกับท่านหญิงจื่อเว่ยต้องสังหารทิ้งให้หมด"
หลิวฉูฉู่คิดว่าตนเองอาจถูกวางยา คงจะตายไม่ทรมานนักอย่างไรนางก็ตายมาหลายครั้งชักจะเคยชินแล้ว ทว่าคนที่จับนางกลับเหี้ยมโหดนัก ไม่ยอมวางยากลับใช้มีดแทงจนร่างนางพรุน ยังผ่าท้องลากไส้นางออกมาอีก
หลิวฉูฉู่จำหน้าคนผู้นั้นได้อย่างแม่นยำ นางต้องเอาคืนคนผู้นี้แม้จะผิดกฎที่นางรับปากไต้ซือไว้แล้วก็ตาม นางแค้นจนแทบจะทึ้งผมตนเองให้หลุดออกมาอยู่แล้ว
ทว่าหลังจากตายอย่างทรมานวิญญาณหลุดออกจากร่าง นางกระโจนเข้าหาคนผู้นั้นสิ่งที่ทำได้คือไม่สามารถแตะต้องผู้ใดได้ ให้ตายเถอะแล้วอย่างนี้จะให้นางอยู่มาจนสองร้อยปีเพื่อเหตุใดกัน วิชาอาคมอันใดล้วนไม่มีทั้งสิ้น
ยามนั้นโกรธมากนัก เห็นแจกันใบใหญ่ตั้งอยู่บนโต๊ะ จึงออกแรงสุดกำลังพุ่งชนแจกันจนหล่นลงมาทับหัวคนผู้นั้นแตกและร้องลั่น แม้จะไม่สาสมกับความผิดที่เขาฆ่าคน แต่ก็ยังพอบรรเทาความโกรธลงได้เล็กน้อย
วิญญาณกอดอกอย่างเย่อหยิ่ง เพียงนางออกจากร่างฉีกงไต้ซือก็ปรากฏกายทันใด
หลิวฉูฉู่ทำความเคารพเขาอย่างเสียไม่ได้ ใบหน้างามงอง้ำเมื่อมองเห็นร่างแมวของตนเอง
"ท่านจะให้ข้าตายดีสักชาติจะได้หรือไม่ ไยต้องให้แมวน้อยเช่นข้าต้องทรมานตายทุกชาติด้วยเล่า"
ฉีกงไต้ซือยกมือกล่าวถึงพระโพธิสัตว์แล้วเอ่ยว่า
"เป็นไปตามลิขิตสวรรค์ เพื่อให้เจ้าชดใช้บาปที่ก่อเอาไว้"
หลังจากนั้นนางก็ได้พบวิญญาณของหลินจื่อเว่ยที่ออกจากร่างเช่นกัน สองคนมองสบตากัน หลินจื่อเว่ยไม่รู้ว่านางคือแมวน้อยตัวนั้นเห็นนางอยู่กับไต้ซือที่อาคมแก่กล้าก็นึกว่านางเป็นเทพเซียน และร้องไห้อ้อนวอนทั้งน้ำตา
"ท่านเซียนขอร้องท่าน เข้าร่างของข้าคืนความเป็นธรรมให้ข้าหากเป็นท่านต้องทำสำเร็จแน่"
ฉีกงไต้ซือกล่าวอมิตาพุทธ เอ่ยอีกสองสามประโยค
"โอกาสแทนคุณและทำความดีเพื่อปลดปล่อยตนเองอยู่ในมือเจ้าแล้ว ชะตาเจ้าอย่างไรก็ผูกพันกับนางไม่อาจหลีกเลี่ยงได้"
"หากข้าทำความดีนี้ ข้าจะถูกปลดปล่อยหรือไม่"
หลิวฉูฉู่ย่อมไม่ยอมเสียเปรียบ นางต้องได้รับคำตอบแน่ชัดก่อนที่จะยื่นมือเข้าไปสอด
ผ่านมาสองร้อยปี นางก็คือนางไร้ความเห็นใจผู้อื่น เห็นประโยชน์เป็นสำคัญ เพียงแต่ลดความโหดเหี้ยมลงไปแล้ว บัดนี้หากจะสอดเรื่องผู้อื่นย่อมต้องลงมือเพื่อให้ตนเองรอดและได้ประโยชน์สูงสุด
นางไม่คิดทำชั่วอีกขอเพียงทำความดีแล้วนางไม่ต้องลงนรกนางก็ยินดีทำสุดชีวิต
ฉีกงไต้ซือพยักหน้า
"ผู้ทำความดีย่อมได้รับผลตอบแทน โอกาสนี้เป็นของเจ้าแล้ว"
หลิวฉูฉู่หัวเราะอย่างบ้าคลั่ง ตัดสินใจแน่วแน่
"ไม่ว่าผู้ใดก็ตามที่บังอาจใส่ร้ายพระชายาและทำร้ายหลินจื่อเว่ยจนถึงแก่ความตาย ข้าในฐานะพี่สาวสองร้อยปีจะจัดการมันและเรียกร้องความยุติธรรมให้เจ้าเอง ต่อไปข้าคือหลินจื่อเว่ย หลินจื่อเว่ยคือข้าทุกเรื่องปล่อยให้พี่สาวสะสางแทนเจ้าเอง"
คงเป็นเพราะอากาศเย็นเสียดแทงกระดูกภายนอกกำลังไหลเข้ามาทางหน้าต่าง สาวใช้ที่ซื่อสัตย์ของหลินจื่อเว่ยนามจินเจาที่นอนเฝ้าอยู่ปลายเตียงจึงตื่นขึ้นมา นางขยี้ตาและมองไปยังทิศทางของลมเย็นที่พัดโชย กระทั่งสายตาปะทะเข้ากับร่างเล็กของผู้เป็นนาย
"ท่านหญิง"
เสียงเรียกของจินเจาดึงความคิดฟุ้งซ่านของหลิวฉูฉู่ให้กลับมา นางหันมามองสาวใช้ที่เห็นเป็นเงามืดกำลังลุกขึ้นจากที่นอนพร้อมกับเดินมาหานาง
"ท่านหญิงนอนไม่หลับหรือเจ้าคะ ร่างกายท่านยังอ่อนแอทั้งยังไม่หายดีเปิดหน้าต่างเช่นนี้ไข้จะกลับเอาไว้นะเจ้าคะ พวกเราตอนนี้ไม่อาจเรียกท่านหมอได้ทุกเวลาเช่นเคย"
หลิวฉูฉู่ผินใบหน้างามไปมอง ปล่อยให้จินเจาปิดหน้าต่างอย่างเร่งร้อนพลางถูฝ่ามือตนเองแล้วจับมือของท่านหญิงของตน มือเรียวเล็กขาวผ่องนุ่มนิ่มนั้นเย็นเยียบคล้ายน้ำแข็งก้อนหนึ่ง
หลิวฉูฉู่รู้สึกสงสารตนเองอยู่เล็กน้อยที่ต้องมาอยู่ในร่างของหลินจื่อเว่ยผู้อ่อนแอ ยามนี้แม้แต่จะเอ่ยปากยังไม่อาจพูดได้ เพราะหากพูดเพียงไม่กี่คำนางก็จะไอออกมา หากไอเฉย ๆ ก็ไม่เท่าไหร่ทว่าทุกครั้งที่นางเริ่มไอจะหยุดไม่ได้กระทั่งมีเลือดติดออกมา อาการไอนี้หลินจื่อเว่ยนั้นเป็นมาตั้งแต่เด็กแล้ว
ทั้งภูมิแพ้ หอบหืด หลินจื่อเว่ยล้วนเป็นทั้งหมดและอาการยังรุนแรงอีกด้วย
ที่ผ่านมาหลินจื่อเว่ยก็เลี้ยงแมวน้อยเช่นนางห่าง ๆ ไม่เคยได้สัมผัสเลยสักครั้ง แต่หลิวฉูฉู่กลับชอบยิ่งนัก นางเป็นคนยโสจะให้คนอื่นสัมผัสร่างกายได้ง่าย ๆ ได้อย่างไร ดังนั้นการเป็นสัตว์เลี้ยงของหลินจื่อเว่ยจึงไม่นับว่าลดศักดิ์ลงแต่ประการใด
ก่อนหน้าที่จะเกิดเรื่อง หลินจื่อเว่ยอยู่ในฐานะท่านหญิงมีมารดาคอยดูแล เรื่องยาและการรักษาอันดีเลิศจึงไม่ได้ขาด
บัดนี้อยู่ในช่วงตกต่ำยาที่ได้รับจึงขาดคุณภาพไปมาก กระทั่งหมอในจวนยังไม่อาจจ่ายยาราคาแพงให้นางได้เช่นเดิม ช่างน่าอดสูนัก แต่หลิวฉูฉู่ไม่เกรงกลัว นางเก่งกาจเรื่องการรักษาและการวางยาคนยิ่งนัก สองร้อยปีที่ผ่านมานี้นอกจากฟังบทสวดแล้วทั้งวันก็เอาแต่จดจ้องไต้ซือผู้นั้นปรุงยารักษาคน
เพียงแต่ตอนนี้บ่าวของนางยังไม่อาจออกไปนอกจวนได้ คนที่ไว้ใจได้ก็ไม่มี ตอนนี้ต้องรักษาตนด้วยยาไร้ประสิทธิภาพพวกนี้ไปก่อน จนกว่าจะหาโอกาสออกนอกจวนและหาซื้อสมุนไพรมารักษาตนเองได้
เพียงแต่ยามนี้เงินติดตัวหลินจื่อเว่ยก็ไม่มีติดตัว เครื่องประดับล้ำค่าที่พอจะขายได้ก็ถูกพระชายาคนใหม่ยึดไปเสียหมด
เมื่อไม่มีเงินจึงเหมือนถูกตัดแขนตัดขา หลิวฉูฉู่จึงต้องคิดหาทางอย่างหนักเพื่อหาเงินก้อนใหญ่มารักษาร่างกายนี้ของตนเอง
อย่างน้อยยังมีเรื่องน่าดีใจอย่างหนึ่ง คนที่นางต่อสู้ด้วยร้ายกาจไม่น้อย ค่อยสมน้ำสมเนื้อที่จะสู้รบกับคนชั่วเช่นนางหน่อย
สิ่งแรกที่หลิวฉู่ฉี่คิด คือต้องหาคนหนุนหลังสักคน ทำศึกต้องหาทหารคอยคุ้มกัน หากไม่มีแล้วก็เท่ากับเอาชีวิตไปทิ้งโดยเปล่าประโยชน์ ว่าแต่ว่าคนที่พอจะพึ่งพาได้ยามนี้ จะมีผู้ใดกันนะ นางไม่เชื่อว่าท่านหญิงหลินจื่อเว่ยจะไร้ที่พึ่งพาจริง ๆ
น้ำเสียงของจินเจายังเอ่ยด้วยความรู้สึกเป็นกังวล ในขณะที่ปากอ้ากว้าง หาวจนน้ำตาเล็ด
"ถึงนอนไม่หลับก็กลับไปที่เตียงเถิดนะเจ้าคะ อย่างน้อยเตียงยังคงเป็นเตียงอุ่นบ่าวจะถือมือถูเท้าให้ท่านด้วย"
อีกโรคหนึ่งที่สตรีนางนี้เป็นก็คือโรคมือเท้าเย็น ให้ตายเถิด โรคคุณหนูพวกนี้หลินจื่อเว่ยผู้นี้ไม่พลาดเลยแม้แต่โรคเดียว
หลิวฉูฉู่ชี้ไปที่โคม จินเจาจึงรีบไปจุดโคมตามคำสั่ง หลิวฉูฉู่นอนไม่หลับคงเป็นเพราะนางเป็นแมวมาถึงสองร้อยปีจึงติดนิสัยไม่หลับไม่นอนตอนกลางคืนมามาก อย่างไรก็แก้ไม่หายยามนี้จึงพลอยทรมานจินเจาสาวใช้ผู้นี้ไปด้วย
จินเจาถือโคมมาวางใกล้ ๆ แล้ววางไว้ที่โต๊ะข้างเตียง สองมือของนางเริ่มถูมือถูเท้าให้ท่านหญิงที่ตนเองรักยิ่งกว่าชีวิตอย่างเบามือ คงเพราะได้รับการฝึกฝนมาตั้งแต่เด็กไม่นานจินเจาก็สามารถทำให้มือและเท้าของท่านหญิงอุ่นขึ้นมาได้
หลิวฉูฉู่ไม่เคยรักผู้ใดมาก่อน ยิ่งเป็นสาวใช้แล้วยิ่งคิดว่าเป็นคนที่อยู่คนละชั้นกับนาง แต่คงเพราะอยู่ในร่างสัตว์เดรัจฉานมาเนิ่นนานจึงทำให้ความรู้สึกระหว่างชนชั้นลดน้อยถอยลงไปมาก อีกทั้งยามที่เจ้าของร่างเดิมมีชีวิต จินเจาก็เป็นคนที่เลี้ยงดูแมวน้อยหลิวฉูฉู่ด้วยความรักใคร่แทนผู้เป็นนาย นางจึงมองจินเจาด้วยสายตาอ่อนแสงและขอบใจอย่างไม่ปิดบัง
หลิวฉูฉู่ยังคิดถึงหนทางหาเงินมารักษาตนเอง กระทั่งจู่ ๆ ก็คิดถึงใบหน้าหล่อเหลาเย็นชา ของคนผู้หนึ่งที่นางเคยเห็นอยู่ในภาพวาดยามที่หลินจื่อเว่ยแอบดูในยามค่ำคืนอยู่เสมอ
นางกระแอมเล็กน้อยแล้วเอ่ยคำหนึ่งออกมา
"หลินจื่อเว่ยมีคู่หมั้นใช่หรือไม่ เมื่อไหร่จะถึงกำหนดแต่งงาน"
กล่าวจบนางก็ไอจนสำลัก จินเจารีบส่งผ้าให้นางปิดปาก ใบหน้าซีดเผือด เอ่ยเพียงสั้น ๆ นายสาวก็ไอแทบเป็นแทบตายนานต่อเนื่องถึงหนึ่งก้านธูปกว่าจะดีขึ้น
แน่นอนว่ามีเลือดสีแดงติดอยู่ที่ผ้าสีขาวสะอาดด้วย อาการนี้ทำเอาเจาจินแทบจะหัวใจวายตายอยู่แล้วด้วยความกังวลใจ
"ท่านหญิง ท่านคงจมน้ำจนสติไม่ดีแล้ว ท่านคือท่านหญิงหลินจื่อเว่ยนะเจ้าคะ ไยพูดเหมือนคนผู้นั้นไม่ใช่ตนเอง"
หลิวฉูฉู่ไอออกมาอีกหลายคำ พยักหน้าพลางสูดหายใจ น้ำหูน้ำตาไหลออกมาไม่หยุด ในใจคิดว่า
ใช่ ข้าคือหลินจื่อเว่ย มิใช่หลิวฉูฉู่อีกต่อไป!
จินเจาเอ่ยด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก
"ท่านหญิงล้มป่วยหลายวัน บ่าวเองก็ไม่กล้าบอกเจ้าค่ะ ความจริงบ่าวได้ข่าวมาว่าท่านอ๋องไม่ต้องการให้คุณหนูแต่งให้โม่อ๋องแล้วเจ้าค่ะ บัดนี้ตำแหน่งคู่หมั้นจึงกลายเป็นของคุณหนูรองหลินหลงไปแล้วเจ้าค่ะ"
นางเงยหน้ามองเจาจินดวงตาแข็งกร้าว ไอสังหารแผ่ออกจากร่างของนางโดยไม่รู้ตัว จินเจาเองไม่เคยเห็นท่าทางเช่นนี้ของหลินจื่อเว่ยมาก่อนจึงรู้สึกขนลุกชันและหายใจอึดอัดไม่ใช่น้อย
หลิวฉูฉู่ยามนี้ยอมรับแล้วว่าตนเองคือหลินจื่อเว่ย สายตาที่แสดงออกไปนั้นช่างอำมหิตนัก ในใจคิดอย่างเหี้ยมโหด
คู่หมั้นผู้นั้นคือทางรอดเดียวของข้าที่จะผงาดกลับมาดังเดิม สตรีหน้าไหนก็ไม่มีสิทธิ์ทั้งนั้น!
เชิงอรรถ
1.^ ยามจื่อ คือ เวลาประมาณเที่ยงคืน
รุ่งเช้าวันต่อมาหลินจื่อเว่ยก็ยังไม่ตื่นคงเป็นเพราะเมื่อคืนกว่าจะข่มตาหลับลงไปได้ก็ต้องใช้ความพยายามจนเกือบจะรุ่งสาง ในขณะที่จินเจาตื่นมาตั้งแต่เช้าด้วยความเคยชิน แม้จะรู้สึกหนาวยะเยือกก็ยังล้างหน้าล้างตาเดินไปที่เรือนครัวดั่งเช่นทุกวัน
ป้าเซิงเป็นแม่ครัวประจำจวน นางผู้นี้รูปร่างอ้วนท้วนได้จัดเตรียมอาหารเอาไว้ให้ท่านหญิงหลินจื่อเว่ยแล้ว จินเจาเปิดกล่องอาหารเช้าสำรวจดั่งเช่นทุกวัน เดิมทีคิดว่าวันนี้คงไม่มีสิ่งใดผิดแปลกไปจากทุกวันทว่าสิ่งที่เห็นนี้กลับทำให้นางมองป้าเซิงด้วยความไม่เข้าใจ
"ป้าเซิงอาหารท่านหญิงวันนี้ไยมีเพียงน้ำข้าว กระทั่งซุปบำรุงร่างกายยังไม่จัดเตรียมเอาไว้ให้"
จินเจาย่อมรู้ดีว่าป้าเซิงไม่อาจลืมอาหารของท่านหญิงไปได้ หญิงวัยกลางคนผู้นี้อยู่ที่จวนอ๋องมาได้มากกว่าอายุของท่านหญิงเสียอีก ป้าเซิงถอนหายใจยาว ใบหน้าราบเรียบเอ่ยราวกับคนไร้หัวใจ
"เป็นพระชายาที่สั่งมา ข้าเป็นเพียงบ่าวผู้หนึ่งจะขัดรับสั่งได้อย่างไร อีกอย่าง เจ้ายังจะเรียกนางว่าท่านหญิงอีก สตรีนางนั้นเป็นลูกชู้หรือเปล่าก็ยังไม่รู้เลย ในฐานะที่ข้าเห็นเจ้ามาตั้งแต่เด็กจะสั่งสอนเจ้าสักประโยค อย่ายึดมั่นถือมั่นให้มากในเมื่อคนเขาหมดอำนาจวาสนาเจ้าก็ต้องรีบถอยออกห่าง มิเช่นนั้นคงได้เดือดร้อนไปด้วย"
จินเจารู้สึกโกรธจนใบหน้าแดงก่ำ ตะโกนด้วยน้ำเสียงแหลมเล็ก
"ล้วนเป็นเรื่องใส่ร้ายป้ายสี ท่านก็เชื่อด้วยหรือ อดีตพระชายาเป็นคนเช่นใด ท่านหญิงเป็นคนเช่นใดทุกคนก็รู้ น้ำพระทัยของพระชายาหลิวพวกท่านลืมแล้วหรือ"
ในยามนั้นเสียงหัวเราะของบ่าวไพร่ในโรงครัวกลับดังขึ้นโดยพร้อมเพรียงกัน
"จับได้คาหนังคาเขาเช่นนั้นยังจะแก้ต่างอันใดได้อีก นางเองก็อยู่สู้หน้าไม่ได้ไม่ใช่หรือจึงได้หนีความผิดผูกคอตายไปเช่นนั้น"
ร่างเล็กของจินเจาสั่นระริก "พระชายาถูกคนทำร้ายจนสิ้นชีวิต ไม่ใช่ตายเพราะผูกคอเรื่องนั้นเป็นการจัดฉากของคนชั่ว"
ป้าเซิงรีบขยับมาใกล้ร่างเล็ก ยกมืออุดปากจินเจาทันใด
"เจ้าอย่าตะโกนไป หากไม่อยากเดือดร้อน ข้าวกินซี้ซั้วได้แต่วาจาไม่อาจกล่าวซี้ซั้วออกมาได้ ภัยอาจถึงตัว"
ถึงอย่างไรป้าเซิงก็ยังเอ็นดูจินเจาไม่น้อย ที่นางเอ่ยออกไปล้วนหวังดีกับจินเจาทั้งนั้น เพียงแต่เด็กคนนี้ดื้อดึงหากยังทำตัวเช่นนี้อาจจะถูกขับออกจากจวนในสักวัน ยามนั้นผู้ใดก็ไม่อาจช่วยได้แล้ว
ในโรงครัวไม่มีใครอยากพูดกับจินเจาอีกแล้ว นางจึงได้แต่ก้มหน้าเช็ดน้ำตาที่บังเกิดขึ้นมาอย่างอดสู แล้วยกน้ำข้าวไปให้คุณหนูกินปะทังหิว สองขาตรงไปที่เรือนยาประจำจวน เพื่อรับยาของท่านหญิง ทว่าวันนี้ที่เรือนยากลับเงียบเชียบ ไร้คนปรุงยารอเช่นทุกวัน นางมองไปรอบ ๆ ก็ไม่เห็นผู้ใดสักคน
จินเจารู้สึกถึงความไม่ปกติ กระทั่งยาก็ยังไม่ต้มให้ พระชายาหว่านผู้นั้นจะบีบคั้นคนเกินไปแล้ว
จินเจาเตร่อยู่หน้าเรือนยาอยู่ครู่หนึ่ง จึงยอมล่าถอยและเดินกลับเรือนเล็กท้ายจวนด้วยน้ำตานองหน้าและเสียงสะอื้นที่พยายามอดกลั้นเอาไว้
เมื่อกลับมาถึงเรือนเล็กหลินจื่อเว่ยก็ยังไม่ตื่นนางเองก็ไม่ได้ปลุกจึงได้นั่งรออยู่เงียบเชียบด้วยหัวใจที่หดหู่ด้วยความรู้สึกสงสารท่านหญิงของตน
ทว่าเพียงไม่นานประตูเรือนเล็กก็ถูกเปิดออก สตรีนางหนึ่งในชุดคลุมสีแดงขนสัตว์ใบหน้าถูกแต่งแต้มงดงามก็เชิดใบหน้าเดินเข้ามาโดยไม่เกรงใจ
จินเจาลุกขึ้นทันใดนางยอบกายแล้วเอ่ยออกมาเบา ๆ
"คุณหนูหลินหลง"
หลินหลงตวัดสายตาเหี้ยมเกรียมมองจินเจา ส่งน้ำเสียงดุร้ายออกมา
"ข้ามีตำแหน่งเป็นท่านหญิงแล้ว ไยยังเรียกข้าว่าคุณหนูอีก คงเพราะมีนายเช่นนั้นจึงไม่ได้สั่งสอนให้ดี ผู้ใดก็ได้ช่วยสั่งสอนนางสักที"
ดวงตาเล็กของจินเจาเบิกกว้างขึ้นเมื่อถูกบ่าวของหลินหลงจับตัวของนางเอาไว้
"ท่านจะทำอะไรข้า"
หลินหลงสาดสายตาเย็นเยียบ
"ยังต้องถามอีกหรือ สั่งสอนเจ้าอย่างไรเล่า"
ก่อนที่ฝ่ามือของบ่าวคนหนึ่งจะเงื้อขึ้นมาแล้วตบลงบนใบหน้าของจินเจา เสียงเย็นของสตรีนางหนึ่งพลันดังขึ้น
"ผู้ใดกล้า"
ยามนี้ไม่รู้ว่าหลินจื่อเว่ยเอาแรงมาจากที่ใด นางลุกขึ้นจากเตียงคว้าร่างจินเจาเอาไว้แล้วดึงออกจากการเกาะกุมของบ่าวนางนั้น จินเจาไม่ได้หลบอยู่ข้างหลังหลินจื่อเว่ย แต่มายืนเคียงข้างประคองผู้เป็นนายเอาไว้
เห็นได้ชัดเจนว่าท่านหญิงของนางได้ใช้แรงทั้งหมดที่มีไปจนสิ้นแล้ว
หลินหลงส่งรอยยิ้มชั่วร้าย ยกมือห้ามบ่าวของตนเองเมื่อเห็นสภาพของคนใกล้ตายเช่นหลินจื่อเว่ย วันนี้นางแค่อยากมาดูว่าหลินจื่อเว่ยมีสภาพเช่นใด และจะทนได้นานเท่าใดกันเมื่อไร้อาหารและยาที่ใช้รักษาตนเองเช่นนี้
ทุกสิ่งที่สตรีนางนี้มีบัดนี้หลินหลงได้ครอบครองทั้งหมดแล้ว แต่ไม่รู้ด้วยเหตุใดหลินจื่อเว่ยจึงยังเป็นเสี้ยนหนามตำใจของนางเช่นนี้ คล้ายทำอย่างไรก็ไม่อาจบ่งมันออกจากใจได้จนกว่าหลินจื่อเว่ยจะตาย
นั่นคงเป็นเพราะคนผู้หนึ่งกระมัง บุรุษที่หลินหลงใฝ่ฝันถึงมาตั้งแต่เยาว์วัย ตั้งแต่วันนั้นที่ได้เห็นภาพวาดของเขาในเรือนของหลินจื่อเว่ย
หลินจื่อเว่ยสูดลมหายใจเข้าลึก จินเจาประคองให้นางนั่งลงบนเก้าอี้ตัวหนึ่ง หญิงสาวยืดอกขึ้นมา สายตากวาดสำรวจไปทั่วร่างของหลินหลง แล้วยิ้มน้อย ๆ ดูสูงส่งทั้งยังลำพองไม่แยแสผู้ใด
เรี่ยวแรงของหลินจื่อเว่ยพอฟื้นคืนมาบ้างแล้ว สาเหตุเพราะเมื่อคืนก่อนรุ่งสางหลินจื่อเว่ยได้ฝันว่า ฉีกงไต้ซือได้ปรากฏกายต่อหน้านางอีกครั้ง
"อาตมาช่วยเจ้าได้เท่านี้ เรื่องอื่นไม่อาจยื่นมือช่วยเหลือได้ เคราะห์กรรมนี้อย่างไรเจ้าก็ต้องปลดปล่อยด้วยตนเอง"
ฉีกงไต้ซือได้สอนให้นางสกัดจุดลั่วเสวียด้วยตนเอง จึงทำให้บัดนี้อาการไอของนางทุเลาลงไปมาก เพียงแต่ช่วยยับยั้งได้ชั่วคราวอย่างไรนางต้องหาสมุนไพรที่เหมาะสมมารักษาอยู่ดี
หลินหลงมองทุกอิริยาบถของหลินจื่อเว่ย พี่สาวต่างมารดาของนางคนนี้ก่อนหน้านี้ที่ได้พบเจอ ล้วนรู้จักหวาดกลัวยังทำตัวประดุจเต่าที่เอาแต่หดหัวอยู่ในกระดอง ทว่าวันนี้ไยจึงได้ดูยโสโอหังเช่นนี้
เพียงหลินจื่อเว่ยปรายตามองมาที่นางในใจของหลินหลงพลันรู้สึกอึดอัดคล้ายมีผู้ใดเอาผ้ามาอุดจมูกนางเอาไว้
แปลก ประหลาด คล้ายกับไม่ใช่หลินจื่อเว่ยคนเดิม
หลินหลงตกอยู่ในความเงียบงันชั่วครู่ เห็นท่าทางไม่ทุกข์ร้อนของหลินจื่อเว่ยแล้วในใจพลันร้อนรุ่ม กระทั่งริมฝีปากซีดเซียวดุจดอกสาลี่ของหลินจื่อเว่ยเอ่ยขึ้น
"น้องรองเจ้ามาที่นี่มีธุระอันใดหรือ"
หลินหลงเชิดใบหน้าขึ้นมา ในใจคิดหาทางเล่นงานหลินจื่อเว่ย
"ข้าเพียงแต่มาดูท่านเสียหน่อย พี่สาวผู้อ่อนแอของข้า อ๊ะ ข้าต้องขอโทษที่อาจจะเรียกพี่สาวไม่สะดวกปากแล้ว ด้วยไม่แน่ใจว่าท่านกับข้ายังเป็นพี่น้องกันอยู่หรือไม่ โอกาสที่ท่านจะเป็นลูกชู้นั้น รู้สึกว่าจะมีมากเต็มสิบส่วน"
จู่ ๆ หลินจื่อเว่ยก็หัวเราะขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่โอหังยิ่งนัก แน่นอนว่าวาจาส่อเสียดนี้ไม่มีผลกระทบกับนางเท่าใด บัดนี้หลินจื่อเว่ยมิใช่คนเดิม แต่เป็นวิญญาณที่หนังหนายิ่งนัก ไม่ใช่ว่าเด็กเมื่อวานซืนอย่างหลินหลงจะสามารถล่วงเกินได้ง่าย ๆ
"หลินหลง เรื่องของข้านั้นให้เป็นเรื่องของข้าเจ้าอย่ายื่นมือเข้ามาสอดจะดีกว่า ห่วงตัวเองเถิดว่าจะจัดการเช่นใด ที่มาหาข้าวันนี้คิดจะมาขอคำชี้แนะจากข้าใช่หรือไม่"
หลินหลงรู้สึกประหลาดใจในคำพูดหลินจื่อเว่ย นางเม้มปากแล้วเอ่ยถาม
"คำพูดของเจ้าหมายความว่าอย่างไร"
"อืม ไม่รู้สินะ ความจริงข้าก็ไม่อยากยุ่งเพียงแต่ความสงสัยมันล้นอก"
"เจ้าสงสัยสิ่งใด"
หลินหลงร้อนตัวแล้ว หลินจื่อเว่ยจึงเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงเล็กเสียงน้อย
"สงสัยว่าบทกลอนนั้นที่เจ้าเขียนให้คุณชายแซ่เฉิน ยังมีอีกผู้หนึ่ง รู้สึกจะแซ่อี้ใช่หรือไม่ ข้าคิดว่ามันยังไม่ดีพอเท่าที่ควรอยากให้ข้าชี้แนะหรือไม่ เรื่องกลอนโต้ตอบข้ามีฝีมือเหนือกว่าเจ้านัก ดูเหมือนว่ากระดาษสองแผ่นนั้นเขียนกลอนตอบไปเหมือนกันทุกประการ แต่ส่งให้บุรุษสองคนเช่นนั้นได้ด้วยหรือ ให้ตายเถิดน้องรองเจ้าจะสมองหมู[1]และขี้เกียจเกินไปแล้ว"
หลินหลงรู้สึกร้อนไปทั่วแผ่นหลัง นามของคุณชายทั้งสองที่เอ่ยขึ้นมานั้นนางย่อมรู้จักดี แต่ว่าเหตุใดหลินจื่อเว่ยสตรีขี้โรคนางนี้จึงได้รู้เรื่องนี้กัน
"เจ้าหมายความว่าอย่างไร เจ้ารู้สิ่งใดมาบอกข้ามานะ"
หลินจื่อเว่ยหัวเราะดังขึ้นด้วยน้ำเสียงที่น่าฟัง ท่าทางสง่างามทั้งสูงส่งเย็นชา ใบหน้าขาวซีดนั้นดูจะมีเลือดฝาดขึ้นมาเล็กน้อย ส่งผลให้ยิ่งดูงดงามเจิดจ้าจนคนมองต้องหรี่ดวงตามอง หลินจื่อเว่ยคิดว่าหลินหลงช่างไร้เดียงสาเหลือเกิน เช่นนี้จะเป็นนางผู้ชั่วร้ายได้อย่างไร ช่างน่าสงสารโดยแท้
หลินจื่อเว่ยรู้ว่าหลินหลงกำลังใจร้อนราวกับไฟ ต้องอยากรู้ว่านางรู้อะไรมาบ้างแต่หลินจื่อเว่ยกลับถ่วงเวลาเอาไว้ เติมเชื้อไฟแห่งความอยากรู้ให้ยิ่งลุกโพลงจนไม่อาจหนีไปที่ใดได้ บัดนี้ดูเหมือนว่าหลินหลงจะขาดสติ เมื่อขาดสติแล้วก็ย่อมต้องตกเป็นรองโดยไม่รู้ตัว
หลินจื่อเว่ยมองอาภรณ์งดงามและของล้ำค่าในตัวของหลินหลงอารมณ์พลันดีขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด จู่ ๆ ก็มีคนมาส่งของกำนัลให้ถึงมือช่างดียิ่งนัก น้ำเสียงของหลินจื่อเว่ยจึงอ่อนลงหลายส่วน
"เจ้ามารบกวนข้ายังไม่แปรงฟันล้างหน้า เช่นนั้นข้าก็ยังไม่มีอารมณ์พูดถึงคุณชายทั้งสองแล้ว"
"นี่เจ้า อวดดีนักนะ คอยดูเถิดว่าข้าจะสั่งสอนเจ้าอย่างไร"
หลินจื่อเว่ยยักไหล่ "ข้ามีของดีจะอวดก็แล้วกัน ว่าแต่เจ้าเถิดอยากดูหรือไม่ ไม่รู้ว่าเจ้ากับข้าผู้ใดจะต้องได้รับการสั่งสอนกันแน่"
แน่นอนว่าหลินหลงย่อมอยากรู้ เมือเอ่ยถึงบุรุษทั้งสองคนนั้นทำให้นางคิดถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมา ของสำคัญที่หายไปจากโต๊ะลับของนางอย่างไร้ร่องรอย และไม่รู้ว่าหายไปได้อย่างไร หรือว่าของสิ่งนั้นจะอยู่ในมือของหลินจื่อเว่ยกัน
เมื่อความสงสัยล้นอก ทำให้หลินหลงยอมรออย่างเชื่อฟัง หลินจื่อเว่ยจึงสั่งให้จินเจาเช็ดหน้าเช็ดตาให้ตนเอง และบ้วนปากแปรงฟันจนเรียบร้อย ก่อนจะเอ่ยว่า
"จินเจาข้าหิวแล้ว"
หลินหลงยิ้มเยาะ นั่งลงข้างกายผู้เป็นพี่สาวต่างมารดาแม้ไม่ได้รับเชิญ นางย่อมรู้ว่าวันนี้หลินจื่อเว่ยได้กินสิ่งใด และตกต่ำแค่ไหน ทว่าหลินจื่อเว่ยกลับมีท่าทางสงบ แม้จะเห็นน้ำข้าวในชามอันจืดชืด ในขณะที่จินเจาน้ำตาคลอหน่วยเมื่อเห็นสายตาของหลินหลงที่มองท่านหญิงของตนอย่างเหยียดหยาม
หลินจื่อเว่ยย่อมไม่สะทกสะท้าน สองร้อยปีที่ผ่านมาอยู่ในร่างแมวขาวของผู้บำเพ็ญเพียร ข้าวปลาอาหารนั้นนางไม่สนใจมานานแล้ว มีใครเคยเห็นแมวกินมังสวิรัติบ้าง หลินจื่อเว่ยคิดว่าตัวนางนี้ คงเป็นแมวตัวแรกของโลกใบนี้ที่จำใจต้องกินมังสวิรัติเพื่อประทังชีวิตกระมัง
ดังนั้นน้ำข้าวนี้จึงไม่เลวนัก
หลินหลงยิ่งเห็นยิ่งรู้สึกประหลาดใจนัก ทำไมหลินจื่อเว่ยไม่สะทกสะท้านอันใดเลยสักอย่าง แล้วนางจะคิดหาวิธีการเหล่านี้มาทรมานคนให้ลำบากทำไมกัน
กว่าจะอ้อยอิ่งซดน้ำข้าวต้มหมด ก็กินเวลาไปเนิ่นนาน นางหันไปหาจินเจาเพื่อถามหายา จินเจาส่ายหน้าด้วยความรู้สึกผิด เพียงเท่านี้หลินจื่อเว่ยก็รู้แล้ว คนต่ำช้าเหล่านี้ยังคงใช้วิธีการรังแกคนแบบเดิม ๆ ที่ไม่พัฒนาเสียทีสินะ
หลินหลงหัวเราะเยาะ เอาเถิดร่างกายอ่อนแอเช่นนี้หากขาดยาอย่างไรคงได้ตายในไม่ช้า วันนี้นางจะอดทนอีกสักหน่อยก็แล้วกัน
"เจ้าอิ่มแล้วไม่ใช่หรือ เรื่องที่เจ้าจะพูดคงไม่ใช่เรื่องที่แต่งขึ้นเพื่อใส่ความข้าใช่หรือไม่"
หลินจื่อเว่ยป้องปากหัวเราะ ท่าทางทุกกระเบียดนิ้วดูสูงส่งน่าเกรงขาม สตรีทั้งสองสบตากันไม่ลดละ จู่ ๆ หลินหลงพลันรู้สึกขนลุกซู่ขึ้นมา
"ใส่ความหรือ ข้าเลิกใส่ความคนมาเป็นร้อยปีแล้ว ยามนี้ทุกอย่างว่ากันตามจริง อีกอย่างข้าไม่เชื่อว่าเจ้าไม่เข้าใจคำของข้า เราพี่น้องมีสิ่งใดค่อย ๆ พูด ค่อย ๆ จากันได้มิใช่หรือ หากว่าเรื่องนี้เราพูดคุยไม่ได้เช่นนั้นก็ให้หลินอ๋อง เอ๊ย ท่านพ่อเป็นคนตัดสินแล้ว"
เส้นเลือดที่ขมับของหลินหลงพลันเต้นขึ้นตุบ ๆ นางตั้งใจมาหาเรื่องคนขี้โรคนี้แท้ ๆ ทว่ายามนี้กลับดูเหมือนว่านางจะเดินมาให้หลินจื่อเว่ยหาเรื่องนางแทน
บุรุษผู้หนึ่งในชุดขององครักษ์ประจำตัวของหลินหลงยืนอย่างสงบนิ่งทว่าหูของเขานั้นกำลังเงี่ยฟังสิ่งที่เกิดขึ้นภายในเรือนโดยไม่กระดิกแม้แต่น้อย สตรีที่อยู่ด้านในเรือนหลังเล็กพูดคุยกันมิได้เบาเสียง และผนังเรือนก็บางจนไม่เก็บเสียงเช่นกัน ดังนั้นสิ่งที่สตรีทั้งสองตอบโต้กันองครักษ์ผู้นั้นจึงได้ยินเต็มสองหู
ดูเหมือนว่ายามนี้คนที่เสียเปรียบจะกลายเป็นคุณหนูรองหลินหลง และหลังจากนั้นเสียงพลันเบาลง คุณหนูหลินหลงกระทืบเท้าออกมาจากเรือนเล็ก ที่น่าสงสัยคือปิ่นปักผมล้ำค่าที่นางใส่มาเต็มศีรษะบัดนี้ไม่มีเหลือแม้แต่ชิ้นเดียว
ที่แท้เกิดเรื่องอันใดขึ้น
เรื่องราวระหว่างหลินจื่อเว่ยและหลินหลงถูกถ่ายทอดออกจากปากขององครักษ์ผู้นั้นโดยไม่มีตกหล่น คนผู้หนึ่งนั่งฟังด้วยใบหน้าเฉยชา ในมือของเขายังยกน้ำชาขึ้นดื่มช้า ๆ ก่อนจะเอ่ยว่า
"เจ้ากลับไปเถิด จนกว่าจะมีเรื่องสำคัญจริง ๆ ค่อยนำมารายงานต่อไปเรื่องเพียงเล็กน้อยเจ้าไม่จำเป็นต้องเก็บมาเล่า"
"พ่ะย่ะค่ะ"
หลังคนผู้นั้นกลับไปแล้ว บุรุษผู้หนึ่งในชุดสีดำทั้งตัวจึงเอ่ยขึ้น
"ท่านอ๋อง ท่านไม่สนใจแล้วหรือ ท่านหญิงหลินจื่อเว่ยอ่อนแอเช่นนั้นจะรับมืออย่างไรไหว"
ดวงตาคมยังจับจ้องอยู่ที่ถ้วยน้ำชาของตนเอง เอ่ยด้วยน้ำเสียงบางเบา
"เจ้าก็ได้ยินทั้งหมดแล้ว สตรีนางนั้นหาได้อ่อนแออย่างที่เจ้าคิด ไม่ต้องห่วงนางจนเกินไป"
"แต่ว่า ร่างกายของนางไม่สู้ดีเช่นนั้น จะเอาแรงที่ใดไปสู้คนเล่า ท่านจะใจดำเกินไปหรือไม่"
เขาผู้นั้นเงยใบหน้าขึ้นมององครักษ์คู่ใจ ใบหน้าหล่อเหลาดูเย็นชาชวนให้ขนลุก
"สตรีที่อ่อนแอสำหรับข้าแล้วคือคนไร้ประโยชน์ หากนางเอาตัวรอดไม่ได้ก็นับว่าไม่คู่ควร"
เชิงอรรถ
1.^ สมองหมู คือ โง่เขลา