จ้าวหลันอวี่นั่งหลับตานิ่งงันหวนคะนึงถึงวันที่นางคิดว่าตนเองเป็นนางพญาหงส์ มีอำนาจอันยิ่งใหญ่อยู่ในมือ นางยังจำได้ดีว่าวันพระราชพิธีสถาปนาฮองเฮาของแคว้นตงหยางถูกจัดอย่างยิ่งใหญ่เพียงใด
ร่างอรชรสวมชุดประจำตำแหน่งอย่างเต็มยศแหงนหน้ามองขึ้นไปบนสุดของปลายบันไดหยก ที่บนสุดของพระที่นั่งมีร่างสูงใหญ่สวมชุดมังกรสีเหลืองนั่งมองอยู่ด้วยสายตาอ่อนโยน
มงกุฎหงส์ประดับไข่มุกแวววาวเมื่อกระทบแสงอาทิตย์ มันสั่นไหวตามการเคลื่อนของศีรษะ ใบหน้าหวานพลันแย้มยิ้มออกมา ในที่สุดนางก็มีวันนี้ และในที่สุดความแค้นที่ท่านแม่ถูกวางยาก็จะได้รับการพลิกคดีขึ้นมาใหม่ด้วยสองมือของนางเอง อำนาจของฮองเฮาด้อยกว่าก็แค่เพียงฮ่องเต้ แล้วผู้ใดเล่าจะกล้าขัดขวาง ทว่าความยิ่งใหญ่นั้นก็คล้ายกลายเป็นเพียงหมอกควันที่จางหายไป
เพราะยามนี้จ้าวฮองเฮาที่เคยยิ่งใหญ่อยู่ในอำนาจได้แค่เพียงสามเดือน กลับถูกจองจำอยู่ในตำหนักเย็นเพียงลำพัง ดวงตาหงส์จ้องมองไปยังปลายแสงสว่างที่หน้าประตู ร่างสูงใหญ่ที่อยู่ในชุดมังกรสีเหลืองเดินเข้ามาช้า ๆ สายตาคมจ้องมองไปยังเก้าอี้ที่อยู่ข้าง ๆ หนานกงกงเห็นดังนั้นก็รีบถอดเสื้อคลุมวางลงบนเก้าอี้ และเดินค้อมตัวออกไปยืนรอรับคำสั่งอยู่ที่ด้านหลัง
“เจ้าสบายดีหรือไม่” เสียงทุ้มเอ่ยถามเหมือนห่วงใยกัน ทว่าความเป็นจริงหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ หากเขาห่วงใยนางจริง เขาจะส่งนางมาอยู่ที่นี่ทำไมกัน ข้อตกลงที่เคยทำร่วมกันบัดนี้เขาตระบัดสัตย์หักหลังนางอย่างโหดร้าย ร่างอรชรยืดตัวขึ้นแผ่นหลังตั้งตรง อาภรณ์ที่สวมใส่มิได้ยับย่นไปเลยแม้แต่น้อย เคยงดงามเช่นไร ก็ยังคงงดงามเช่นนั้น
“พระองค์ก็ลองถูกกักขัง และถูกใส่ร้ายดูบางสิเพคะ จะได้รู้ว่าหม่อมฉันสบายดีหรือไม่?”
“หลันอวี่เราเองก็จนใจ หากไม่กำจัดเจ้าทิ้งเสีย บัลลังก์ของเราก็จะไม่มั่นคง นังเฒ่าหวังอรพิษนั่นมีราชโองการ...”ตวนมู่หมิงฮ่าวฮ่องเต้หยุดพูดกลางคันพลางถอนหายใจออกมา
“ช่างเถอะ บอกเจ้าไปก็ไม่ประโยชน์อันใดอีกแล้ว อวี่เอ๋อร์ความจริงในใจเราชื่นชอบเจ้าเป็นอย่างมาก หากเป็นไปได้เราก็อยากจะเก็บเจ้าไว้ข้างกาย แต่เราไม่อาจทำได้ หากให้เลือกระหว่างหัวใจและอำนาจ เจ้าเองก็คงต้องเลือกเหมือนเช่นเราจริงหรือไม่” ใช่!..หากให้เลือกระหว่างหัวใจและอำนาจ นางย่อมเลือกอำนาจ มิเช่นนั้นนางจะเลือกผลักดันเขาขึ้นนั่งบัลลังก์หรือ
“พระองค์จะสังหารหม่อมฉันใช่หรือไม่?” นางเชิดหน้าขึ้นถามออกไป มิได้มีความกลัวแม้แต่น้อย จะต้องกลัวไปไย ในเมื่อเส้นทางนี้นางเลือกด้วยมือของตนเอง นางลิขิตมันด้วยตนเอง หากมันจะต้องจบนางก็หากลัวไม่
เพียงแต่ข้อหาที่เขาป้ายลงมาบนศีรษะนางช่างน่าขำนัก วางยาพิษไทเฮาเช่นนั้นหรือ แน่นอนว่านางอยากให้ไทเฮาชั่วนั่นตายไปเสีย ทว่านางคงไม่โง่ถึงขั้นวิ่งไปวางยาพิษที่ตำหนักเฉินเฉียนกงกระมัง?
“เลือกมาเถิด ผ้าขาว หรือสุราพิษ” ดวงตาเรียวหดเกร็งหากบอกว่าไม่กลัวความตายก็คงเป็นการโกหก ผู้ใดบ้างจะอยากตาย นางยังไม่ได้แก้แค้นให้มารดา หวังจิ่วเหมยและหวังไทเฮายังไม่ได้รับโทษฐานที่สังหารมารดานางเลย ใต้หล้ายังมิได้รู้ถึงความชั่วที่คนพวกนั้นร่วมมือกันทำร้ายมารดานางเลย นางจะยอมได้อย่างไร
“เพราะเหตุใด เพราะเหตุใดต้องใส่ร้ายหม่อมฉัน” นางหันหน้าไปมองพลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน ถึงแม้จะรู้ดีแก่ใจว่าเพราะนางหมดประโยชน์เป็นเพียงหมากไร้ค่าก็ต้องถูกกำจัดเป็นธรรมดา
“เพราะเราไม่มีทางเลือก หากเจ้าไม่ตายเราก็แต่งตั้งจ้าวม่านฟางเป็นฮองเฮาไม่ได้ แต่เจ้าไม่ต้องกลัว จ้าวม่านฟางก็ถือตราหงส์ได้ไม่นานหรอก หึ...” คิ้วเรียวขมวดเข้าหากัน จ้าวม่านฟางน้องสาวต่างมารดาของนางเองหรอกหรือ มีความเป็นไปได้เพราะมารดาของม่านฟางเป็นน้องสาวของไทเฮาย่อมอยากผลักดันกันขึ้นมาแทนที่นางอยู่แล้ว
“พระองค์บอกหม่อมฉันว่าจะสังหารหวังจิ่วเหมยและหวังไทเฮาคืนความเป็นธรรมให้มารดาหม่อมฉัน นี่มิใช่ว่าข้ามแม่น้ำรื้อสะพานหรอกหรือ” นางมิได้สนใจว่าผู้ใดจะได้เป็นฮองเฮาต่อจากนาง สิ่งที่สนใจคือศัตรูของนางยังไม่ตาย!...
“วางใจเถอะ แม่เลี้ยงเจ้าเราจะสังหารให้เอง และนังเฒ่าอสรพิษนั่นด้วย แต่...มันยังไม่ถึงเวลา เจ้าไปดีเถิดนะ หากจะแค้นก็แค้นที่โชคชะตาเถิด” ตวนมู่หมิงฮ่าวมองใบหน้าหวานอีกครั้ง ก่อนจะหันไปพยักหน้าให้กับหนานกงกง เขาลุกขึ้นยืนสะบัดชายอาภรณ์เหลือทองเดินออกไปจากตรงนั้น
“ฮองเฮา...กระหม่อมล่วงเกินแล้ว”หนานกงกงและขันทีน้อยเดินถือถาดสองถาดเข้ามาตรงหน้า
จ้าวหลันอวี่หัวเราะลั่นราวกับคนเสียสติ ริมฝีปากบางบิดเบี้ยวลงไป ตวนมู่หมิงฮ่าวหยุดเดินอยู่หน้าประตู หันกลับมามองหญิงสาวที่เคยร่วมชีวิตกันมา สายตาจ้องมองกันหนึ่งสว่างหนึ่งมืดมิด
“ตวนมู่หมิงฮ่าวหากข้ามีโอกาสได้เลือกอีกครั้ง ข้าสาบานว่าจะไม่มีวันเลือกเจ้า สุราพิษจอกนี้ข้าจะคืนมันให้เจ้าแน่นอน” พูดจบก็คว้าเอาจอกเหล้าผสมยาพิษขึ้นกระดกลงไปในลำคอ หากได้เลือกใหม่อีกครั้งต่อให้ทุกภพชาติจะมิได้เกิดเป็นมนุษย์อีก นางก็ยอม...
“เช่นนั้นชาติหน้าเจ้าก็คืนมันมาให้เราเถิด แต่หากเป็นชาตินี้...อวี่เอ๋อร์เจ้าหมดสิทธิ์แล้ว”
ภาพยามเยาว์วัยผุดขึ้นมาในหัว ใบหน้าของบุรุษผู้เป็นคู่หมั้นลอยเข้ามาในห้วงแห่งความคิด หากนางเลือกเขาตั้งแต่แรก นางจะตายอนาถเช่นนี้หรือไม่ หากนางแต่งไปอยู่ต่างเมืองกับเขา เขาจะแก้แค้นให้กับมารดาของนางหรือไม่
คำถามมากมายที่ไร้คำตอบ เพราะบัดนี้ร่างอรชรพลันล้มลงบนตั่ง ริมฝีปากบางมีโลหิตไหลออกมา ทว่าดวงตายังคงเบิกโพลง มองเงาร่างสูงใหญ่นั่นไกลออกไปทุกที
เปรี้ยง!...เสียงฟ้าผ่าดังก้องไปทั่วท้องนภา สายอสุนีบาตฟาดลงไปที่ต้นไม้หน้าตำหนักเย็นเกิดประกายไฟลุกไหม้ เพียงไม่นานสายฝนก็สาดลงมาดั่งฟ้าพิโรธ
ตวนมู่หมิงฮ่าวเงยหน้ามองท้องฟ้า และหันไปมองต้นไม้ต้นนั้น ดวงตาคมเบิกกว้างเหมือนเป็นดั่งลางร้าย ฝนตกหนักถึงเพียงนี้แล้วเหตุใดไฟที่ต้นไม้จึงไม่ดับ ฮ่องเต้หนุ่มรีบส่งเสียงคำรามสั่งหนานกงกงให้ดับไฟนั้นเสีย ควันไฟลอยคลุ้งหลังจากที่ไฟบนต้นไม้ดับลง
เขามองดูกลุ่มควันไฟ อดจะหันกลับเข้าไปมองในห้องมิได้ สายตาที่เบิกโพลงยังคงจ้องตรงมาที่เขา ถึงแม้จะรู้ว่ายามนี้นางหาได้มีชีวิตอยู่แล้ว แต่กระนั้นขนบนแขนก็ยังคงตั้งชัน
************************
เปรี้ยง~~~
สายฝนซัดสาดลงมาอย่างไม่ขาดสาย ร่างอรชรนั่งคุกเข่าอยู่ที่หน้าศาลบรรพชนสองมือกำเข้าหากันแน่น มองผู้เป็นบิดากับมารดาเลี้ยงที่ยืนหลบฝนมองนางอยู่จากด้านใน
“ท่านพี่เจ้าคะฝนตกแรงยิ่งนัก ข้าว่ายกเลิกโทษกับคุณหนูใหญ่เถิดเจ้าคะ ข้าเองก็มิได้โกรธเคืองอันใด ถึงอย่างไรข้าก็เป็นมารดาของนาง” หวังจิ่วเหมยฮูหยินคนที่สองของจวนสกุลจ้าว เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเจ็บปวดระคนเสียใจ นางกระตุกแขนเสื้อผู้เป็นสามี พลางเงยหน้ามองด้วยดวงตาแดงเรื่อ เพียงแค่กะพริบตาหยาดน้ำใสก็ไหลกลิ้งลงบนแก้ม อีกมือก็ยกขึ้นลูบไปที่ท้องใหญ่โตของตนเอง
“เจ้ายังจะใจอ่อนกับนางอีกหรือฮูหยิน เจ้ามีใจรักนางดั่งลูกในอุทร แล้วนางเล่าคิดว่าเจ้าเป็นแม่หรือไม่!...”
“นางยังเด็กนัก”
“เด็กที่ไหนกัน หากสวี่อู่อ๋องไม่ต้องไว้ทุกข์ให้ไท่เฟย มิใช่ป่านนี้นางก็ต้องออกเรือนไปแล้วหรือ เจ้าไม่ต้องพูดแทนนางอีกต่อไปแล้ว นางใจร้ายใจดำปล่อยให้มารดาอุ้มท้องน้องชายมายืนตากฝนเช่นนี้ ยังมีความเป็นคนอยู่หรือไม่ หากวันนี้นางไม่ขอโทษเจ้าจากใจจริง ข้าก็ขอเป็นบิดาใจร้ายเช่นกัน”จ้าวม่านฉีเสนาบดีฝ้ายซ้าย ผู้เป็นบิดาของสตรีที่นั่งคุกเข่าตากฝนอยู่ด้านหน้าแค่นเสียงเย็น ยิ่งได้ยินเสียงผู้เป็นยอดดวงใจขอร้องด้วยน้ำเสียงที่เจือความเจ็บปวด ครั้นก้มลงไปมองก็เห็นนางยกมือขึ้นพยุงเอวดันท้องที่ใหญ่โต ก็ยิ่งเกิดโทสะ อยากจะสั่งโบยนังลูกไม่รักดีคนนี้ให้ตายไปเสีย ดูเอาเถิดต่อให้เป็นมารดาเลี้ยงแต่ก็รักนางมากเพียงใด เหตุใดจึงไม่สำนึก
“ท่านพี่..โถ อวี่เอ๋อร์คนดีของแม่ เจ้ารีบบอกท่านพ่อเร็วเข้าว่าเจ้าสำนึกผิดแล้ว เจ้ารีบขอโทษแม่เร็วเข้า เด็กดี แม่ปวดใจยิ่งนัก”
“หึ! เหตุใดข้าจึงต้องขอโทษคนอย่างเจ้า หวังจิ่วเหมยเจ้าวางยาพิษท่านแม่ข้า หนี้แค้นสังหารมารดาอย่างไรก็อยู่ร่วมกันมิได้! คุณหนูใหญ่อย่างข้าไม่จำเป็นต้องขอโทษอนุเช่นเจ้า ยังกล้าถามหาคำขอโทษ สตรีที่วางยาภรรยาเอกเพื่อขึ้นมาแทนที่ท่านแม่ข้าก็สมควรแล้ว”
“หุบปาก! จ้าวหลันอวี่ หากเจ้ากล้าดูหมิ่นภรรยาข้าอีกคำ ดูซิว่าข้าจะจัดการเจ้าเช่นไร พ่อบ้านกู่เฝ้านางเอาไว้ให้ดี หากนางไม่สำนึกผิดห้ามให้นางลุกขึ้นเด็ดขาด”
“ท่านพี่...” หวังจิ่วเหมยพุ่งตัวออกมาไม่สนว่าตนเองกำลังตั้งท้องหมายจะคุกเข่าเคียงคู่กับจ้าว หลันอวี่ ทว่าก็ถูกเสนาบดีจ้าวจับเอาไว้เสียก่อน สองผัวเมียยื้อยุดกันไปมา เพียงไม่ถึงชั่วอึดใจร่างของฮู หยินก็พลันอ่อนลงล้มใส่อ้อมอกผู้เป็นสามี
จ้าวม่านฉีรวบตัวนางขึ้นมา ตะโกนสั่งกู่มามาภรรยาของพ่อบ้านกู่ให้ตามท่านหมอมาตรวจโดยด่วน เสียงอึกทึกดังไกลออกไปเหลือเพียงจ้าวหลันอวี่ ที่ยังคงนั่งคุกเข่าอยู่ที่เดิมพร้อมกับสายฝนที่สาดกระหน่ำลงมา กุ้ยฮวาสาวใช้คนสนิทเห็นทุกคนจากไปหมดแล้ว ก็รีบวิ่งเอาร่มมากางให้กับคุณหนูตนเอง
“คุณหนูเจ้าคะเหตุใดจึงไม่ยอมเอ่ยคำขอโทษเจ้าคะ นายท่านจะได้สั่งยกเลิกการลงโทษ”
“ข้าทำสิ่งใดผิดกันเล่า ข้าไม่ผิดแล้วเหตุใดจึงต้องขอโทษ เจ้ากลับไปที่ห้องเสียไม่ต้องมากางร่มให้ข้า หาไม่พรุ่งนี้เจ้าคงถูกนังชั่วนั่นขายให้พ่อค้าทาสแน่ ไป...” กุ้ยฮวาส่ายหน้าไม่ยอมไป จ้าวหลันอวี่เห็นว่านางยังคงดื้อดึงที่จะกางร่มให้กับตน จึงได้ออกแรงผลักอีกฝ่ายจนล้มไปที่พื้น แต่กระนั้นสาวใช้ตัวน้อยก็ยังคงคลานมาหานาง หยิบร่มขึ้นมากางให้เช่นเดิม
เปรี้ยง! เสียงฟ้าคำรามดังลั่น ประกายสีแดงสว่างวาบฟาดเป็นเส้นลงมาจากท้องฟ้า ต้นไม้เก่าแก่ที่อยู่ข้างศาลบรรพชนพลันถูกสายอสุนีบาตฟาดเข้าใส่ ปลายยอดหักโค่นลงมา
ควันสีขาวลอยออกจากลำต้นที่หักโค่น สายฝนที่กระหน่ำค่อย ๆ หยุดลงพร้อมกับเปลวเพลิงที่เผาไหม้ต้นไม้ใหญ่ให้กลายเป็นต้นไม้เพลิง จ้าวหลันอวี่เบิกตากว้างมอง พร้อมกับศีรษะที่ปวดร้าวราวกับว่า ข้างในจะระเบิดออกมา นางกรีดร้องออกมาคำหนึ่ง จากนั้นสติก็ดับวูบลงไป....
************************
“หากฝนยังตกเช่นนี้น้ำคงท่วมเป็นแน่” สาวใช้ขั้นหนึ่งนามว่าเหลียนฮวาเปิดหน้าต่าง สอดสายตามองออกไปที่นอกห้อง สายฝนกระหน่ำสาดลงจากท้องนภา ตั้งแต่สามวันที่แล้ว สามวันสามคืนแล้วที่ฝนยังคงตกไม่หยุด หากเป็นเช่นนี้ต่อไปน้ำคงท่วมในไม่ช้า
“ปิดหน้าต่างเดี๋ยวนี้! ไม่เห็นหรือว่าละอองฝนมันเข้ามาในห้อง หากคุณหนูตัวร้อนขึ้นมาอีกจะทำเช่นไร?” ถงเยว่วางอ่างน้ำลงบนโต๊ะ รีบเดินแทรกตัวดันเหลียนฮวาออกไป และดึงหน้าต่างปิดกลับเข้ามาอย่างเบามือ
“ตอนนี้ก็ใช่ว่าคุณหนูจะหายแล้วเสียเมื่อไร เจ้าไม่ได้ยินหรือว่าท่านหมอหานบอกไว้เช่นไร ไม่พ้นคืนนี้แน่”
เพียะ! ยังไม่ทันที่เหลียนฮวาจะพูดจบ ฝ่ามือหนัก ๆ ก็ฟาดลงมาที่ใบหน้าของนางอย่างเต็มแรง เหลียนฮวาเบิกตาขึ้น ครั้นเห็นว่าคนที่ตบตนเองเป็นเพียงสาวใช้ขั้นสอง มีหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยในห้องเท่านั้นหากจะเทียบกันแล้ว ถงเยว่ลำดับต่ำกว่านางด้วยซ้ำ กล้าดีอย่างไรมาตบหน้านาง
“ถงเยว่เจ้ากล้าตบข้าหรือ เป็นเพียงสาวใช้ขั้นสองช่างบังอาจนัก ดูซิว่าข้าจะจัดการเจ้าอย่างไร” พูดจบเหลียนฮวาก็กระโจนเข้าใส่ ผลักถงเยว่ล้มลงไปกองที่พื้น ฝ่ามือหนัก ๆ ฟาดลงไปบนใบหน้าอีกฝ่ายทั้งซ้ายและขวา ทว่าถงเยว่รู้ตัวดีว่าตนเองเป็นสาวใช้ขั้นสองไม่สมควรที่จะมีเรื่องมีราวเช่นนี้ ทว่าเมื่อสักครู่นางยั้งตนเองเอาไว้ไม่ทัน ได้ยินคำพูดอัปมงคลเช่นนั้นไหนเลยจะทนฟังไหว ฝ่ามือจึงได้ตวัดออกไปเร็วกว่าความคิด
“พวกเจ้าทำอะไรกัน!...เหลียนฮวาหยุดมือ ถงเยว่เจ้าไหวหรือไม่ เหตุใดจึงทำเช่นนี้ ไม่เห็นหรือว่าคุณหนูกำลังพักผ่อน” กุ้ยฮวาได้ยินเสียงตั้งแต่อยู่นอกห้องก็รีบวิ่งเข้ามา จึงได้เห็นว่าสาวใช้เรือนฉางหลิงตบกันไม่เกรงใจผู้เป็นเจ้านายที่กำลังนอนหลับไม่ได้สติอยู่บนตั่ง
“ก็ถงเยว่นังบ้านี่มาตีข้าก่อน” เหลียนฮวายังไม่ยอมแพ้ถลึงตาใส่อีกฝ่ายอย่างมาดร้าย มิได้มีความเกรงกลัวหรือเกรงใจร่างไร้สติที่เป็นเจ้านายเลยสักนิด เพราะในใจคิดว่าคุณหนูใหญ่คงไม่ฟื้นขึ้นมาแล้ว
“พี่กุ้ยฮวาข้าผิดไปแล้วเจ้าค่ะ” ถงเยว่รีบลุกขึ้นไปยืนก้มหน้ารับความผิดของตนเอง นางไม่ควรมีเรื่องมีราว หากมือนางไม่เร็วกว่าความคิดไหนเลยจะเกิดเรื่อง
“เอาละ พวกเจ้าแยกย้ายกันไปก่อน รอคุณหนูตื่นมาแล้วค่อยมารับโทษ”
“ไม่รู้คุณหนูจะตื่นเมื่อใด มิใช่เจ้าไม่รู้ท่านหมอหานบอกว่า…” เหลียนฮวายังไม่ทันจะพูดจบก็ต้องตกใจแข้งขาอ่อนแทบจะทรุดลงไปกองกับพื้นเพราะเสียงที่ขัดคำพูดของนางนั้นเป็นเสียงของคนที่ไม่ควรจะฟื้นขึ้นมา
“บอกว่า...ข้าจะไม่รอดเช่นนั้นหรือเหลียน ฮวา” เสียงแหบแห้งดังออกมาจากบนตั่ง สาวใช้ทั้งสามรีบขยับมายืนที่หน้าตั่งนอน น้ำตาพวกนางต่างก็ไหลออกมา ใบหน้าที่เคยกังวลพลันปรากฏรอยยิ้มกว้าง ยกเว้นก็เพียงเหลียนฮวาที่มีสีหน้าไม่สู้ดี
“คุณหนูฟื้นแล้ว บ่าวยินดียิ่งนัก จริงสิ...เหลียน ฮวาเจ้ารีบไปตามท่านหมอหานมาเร็วเข้า” เหลียน ฮวาใบหน้าซีดเผือดแต่กระนั้นก็รีบร้อนออกไป แต่ท่าทางของสาวใช้ไม่ได้หลุดรอดจากสายตาของคุณหนูใหญ่เลยแม้แต่น้อย
เพียงไม่นานหมอหานก็เข้ามาในห้องพร้อมกับหวังซื่อ และบรรดาคุณหนูในจวน ทว่าเสนาบดีผู้เป็นบิดาไม่ได้เข้ามาด้วย ตั้งแต่ที่จ้าวหลันอวี่ฟื้นขึ้นมาจนถึงตอนนี้ นอกจากถามเหลียนฮวาไปหนึ่งคำ นางก็ยังไม่ปริปากพูดสิ่งใดอีก แววตาที่มองผู้คนตรงหน้าว่างเปล่าและเจือไปด้วยความสับสน
“ฟื้นขึ้นมาก็ไม่เป็นอันใดแล้ว เพียงแต่ช่วงนี้คุณหนูใหญ่ยังพักรักษาตัวอยู่แต่ในห้องจะดีกว่า ดื่มยาให้ครบห้าเทียบก็กลับมาแข็งแรงดังเดิม” หมอหานดึงนิ้วมือออกจากจุดชีพจรของคุณหนูใหญ่สกุลจ้าว จากนั้นก็หันไปจดเทียบยาและให้สาวใช้ไปจัดยามาต้ม
“ขอบคุณท่านหมอหานมากเจ้าค่ะ” หมอหานรีบบอกหามิได้อยู่สองคำ แล้วก็รีบเดินออกไปข้างนอก ถึงอย่างไรนี่ก็เป็นห้องของสตรี ต่อให้ตนเป็นหมอรักษาคนไข้ แต่ก็ไม่อาจเข้ามาอยู่นาน ๆ ได้
“คุณหนูใหญ่เจ้าฟื้นแล้ว แม่ร้อนใจจะแย่แล้ว หากเจ้ายังไม่ฟื้นข้ากับบิดาของเจ้าจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร เด็กดีเชื่อฟังข้านะ อีกประเดี๋ยวบิดาเจ้ากลับมาแล้ว เจ้าอย่าได้ดื้อรั้นอีกต่อไปเลย” จ้าวหลันอวี่ หลับตาลงช้า ๆ ในหูมิได้ยินเสียงเสแสร้งที่น่ารำคาญของหวังจิ่วเหมยอีก นางกำลังคิดว่านี่มันเกิดอันใดขึ้นกันแน่
ก่อนหน้านี้นางเพิ่งดื่มสุราพิษอยู่ที่ตำหนักเย็นมิใช่หรือ แล้วเหตุใดนางจึงกลับมาอยู่ที่จวนสกุลจ้าวอีกเล่า และทำไมกุ้ยฮวาจึงได้มีชีวิตอยู่ มิใช่ถูกหวังซื่อขายออกไปแล้วหรือ
“คุณหนูใหญ่เจ้าได้ยินข้าอยู่หรือไม่” หวังจิ่วเหมยเห็นว่าคนบนตั่งนอนหลับตานิ่งไปแล้ว ไม่แม้แต่จะพูดจาโต้ตอบกับนาง จึงได้ชะโงกหน้าไปถาม ทว่าร่างอรชรบนตั่งกลับเปิดเปลือกตาขึ้นอย่างกะทันหัน หวังซื่อจึงได้กรีดร้องด้วยความตกใจออกมา ก่อนจะเปลี่ยนเป็นโทสะสายหนึ่งอยู่กลางอก นังเด็กชั่วนี่ตั้งใจหลอกให้นางตกใจใช่หรือไม่
“ข้าเหนื่อยแล้วต้องการพักผ่อน หากฮูหยินไม่มีสิ่งใดก็กลับไปรอท่านพ่อเถอะ” พูดจบก็หลับตาลงไปอีก หวังซื่อถลึงตาใส่ ก่อนจะหันไปตวาดสาวใช้ในเรือนฉางหลิง และเดินกระแทกเท้าออกไป
“พวกเจ้าดูแลคุณหนูใหญ่ให้ดี หาไม่แล้วข้าจะโบยให้ตาย” บรรดาสาวใช้ต่างก็ก้มหน้ารับคำ รอจนกระทั่งฮูหยินของจวนออกจากห้องไปแล้ว จึงได้ขยับเข้ามายืนข้างตั่งรอรับใช้จ้าวหลันอวี่ตามเดิม
“เกิดอะไรขึ้นกับข้า” เสียงอ่อยระโหยโรยแรงถามออกมาอีกครั้ง กุ้ยฮวาและเหลียนฮวารีบขยับเข้ามาใกล้ตั่งนอน ส่วนถงเยว่ก็ออกไปเฝ้าที่หน้าห้องเช่นเดิม
“คุณหนูหลับไปถึงสามวันสามคืนแล้ว จำได้หรือไม่เจ้าคะ นายท่านสั่งให้คุณหนูคุกเข่าที่ศาลบรรพชน คุกเข่าอยู่สองวันแล้ว จนวันที่สามฝนก็ตกลงมาอย่างหนักคุณหนูจึงสลบไปจนถึงวันนี้”
“สลบไปสามวัน”
“ใช่แล้วเจ้าค่ะ อุ๊ย! ประเสริฐนักพอคุณหนูฟื้นฝนก็หยุดตกเลยเจ้าค่ะ” นี่มิใช่เป็นนิมิตที่ดีหรอกหรือ กุ้ยฮวาดีใจเป็นอย่างมาก
“ข้าเข้าใจแล้ว เหลียนฮวาเจ้าไปรอท่านพ่อของข้าที่หน้าโถงเถอะ หากท่านพ่อกลับมาแล้วก็บอกว่าข้าให้มาเพื่อแจ้งข่าวว่าข้าฟื้นแล้ว” เหลียนฮวาไม่อยากจะออกไป เพราะอยากจะรู้ว่าคุณหนูจะลงโทษนางหรือไม่ ที่นางบังอาจคิดว่าคิดหนูจะไม่ฟื้น ทว่าเมื่อเห็นสายตาที่มองมา ก็ทำได้เพียงแค่รีบก้มหน้าเดินออกไป กุ้ยฮวามองตามแผ่นหลังสหายตนเอง แล้วนางก็รีบเข้ามาประคองจ้าวหลันอวี่ ด้วยเห็นคุณหนูกำลังจะลุกขึ้นนั่ง จากนั้นก็รินน้ำชาส่งให้และยืนก้มหน้ารอรับใช้อยู่ที่เดิม
จ้าวหลันอวี่รับจอกชามาถือเอาไว้ ในหัวกำลังคิดถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา นางฝันเช่นนั้นหรือ เหตุใดจึงฝันเป็นเรื่องเป็นราวเช่นนี้ แต่จะเป็นไปได้อย่างไร เรื่องราวมากมายถึงเพียงนี้จะเป็นเพียงฝันหนึ่งตื่นไปได้อย่างไร ไม่มีทาง
“ปีนี้ปีอะไรรึ” กุ้ยฮวารีบเงยหน้าขึ้น ครั้นเห็นสายตาที่เหม่อมองออกไปของคุณหนูใหญ่ ก็พลันขมวดคิ้วขึ้น หรือว่าตากฝนนานเสียจนความจำของคุณหนูจะเลือนหายไป ใบหน้าเริ่มร้อนใจ น้ำตาที่หยุดไหลก็ไหลออกมาอีกครั้ง
“จะร้องไห้ทำไมกัน ข้ายังไม่ตายมิใช่หรือ”
“คุณหนู ฮึก...ฮึก...อย่าทำให้บ่าวตกใจได้หรือไม่ เจ็บปวดตรงไหนหรือไม่เจ้าคะ? บอกบ่าวมาเถิด” สาวใช้คนสนิทรีบเข้ามาคุกเข่าที่หน้าตั่ง ซบหน้าลงที่ปลายเท้าของจ้าวหลันอวี่ มือเล็กยกไปวางบนเส้นผมอีกฝ่าย
“ข้าไม่เป็นอะไร เพียงแต่นอนนานไปสักนิดในหัวจึงมึนงงไปบ้าง เจ้าบอกข้ามาเถอะว่าปีนี้เป็นปีอะไร ผู้ใดเป็นฮ่องเต้หรือ?” แม้กระทั่งนามของฮ่องเต้คุณหนูของนางก็จำไม่ได้แล้วหรือ ในใจสาวใช้จวนเจียนจะขาด
“ปีนี้เป็นรัชศกตงมู่ที่สามสิบหก ฝ่าบาทมีพระนามว่าตวนมู่เฟยหลงเจ้าค่ะ” ดวงตาเรียวเบิกขึ้นรัชศกตงมู่ที่สามสิบหก นางย้อนกลับมาถึงสามปี หรือนางฝันไปสามปีกันแน่ ภาพเรื่องราวต่าง ๆ บีบรัดอัดแน่นเข้ามาในหัว ความเจ็บปวดยามที่นางดื่มสุราพิษยังคงแสบร้อนอยู่ในช่องอก จ้าวหลันอวี่กรีดร้องออกมาหนึ่งคำ กระอักเลือดออกมา ก่อนจะสลบไปอีกครั้ง
“โอ๊ย!...”
“คุณหนู ใครก็ได้ตามหมอเร็วเข้า!”
************************