รัชสมัยจักรพรรดิหยงเล่อ
จวนอิ๋งชวนโหว
จวนขนาดพื้นที่มหึมามีเนื้อที่นับร้อยหมู่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองหลวงเป่าจิงในย่านเศรษฐกิจสำคัญ ตัวจวนสร้างหันหน้ามองเห็นพระราชวังกู้กงที่เพิ่งจะสร้างเสร็จสมบูรณ์ได้ไม่นานและมีการเฉลิมฉลองพระราชวังหลวงแห่งใหม่อย่างยิ่งใหญ่ไปทั่วทั้งแผ่นดินเมื่อสามเดือนก่อน จากที่ตั้งของจวนสามารถเห็นพระราชวังอันยิ่งใหญ่นี้ได้อย่างชัดเจน
ในยามนี้ลมกรรโชกแรงกำลังพาดผ่านและพัดพาความหนาวเย็นยะเยือกเข้าหาตัวจวนอยู่เป็นระยะๆ กระแสลมหนาวที่พาดผ่านเข้าสู่เมืองหลวงในยามนี้ บ่งบอกให้ล่วงรู้ว่าอีกไม่นานหิมะแรกของฤดูหนาวกำลังใกล้เข้ามาเยือนทุกขณะ
หากแต่กระแสลมหนาวที่เย็นยะเยือกซึ่งกำลังพาดผ่านไปทั่วเมืองหลวงนั้นกลับไม่ได้ช่วยทำให้ใครบางคนในขณะนี้ผ่อนคลายไปได้เลย ตรงกันข้ามกลับทุรนทุรายจนเหงื่อเม็ดเป้งผุดพรายขึ้นเต็มใบหน้าอย่างเห็นได้ชัด เมื่อสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้เต็มไปด้วยความอึดอัดและไม่มีทีท่าว่าจะคลี่คลายลงแม้แต่น้อย
“ว่าอย่างไงนะ! เจ้าต้องการกู้เงินห้าหมื่นตำลึงทองจากข้าอย่างงั้นเหรอ!!!!”เสียงทุ้มห้าวเอ่ยถามน้ำเสียงเย็นยะเยียบกับชายชราตรงหน้า
บุรุษหนุ่มรูปงามผู้มีบรรดาศักดิ์อยู่ในราชสำนักต้าหมิง ซึ่งได้รับพระราชทานปูนบำเหน็จรางวัลจากจักรพรรดิหยงเล่อ ในฐานะที่สามารถนำกองกำลังองครักษ์เสื้อแพรล้างบางกลุ่มกบฏที่ต้องการล้มล้างราชบัลลังก์ขององค์พระจักรพรรดิได้เป็นผลสำเร็จ อิ๋งชวนโหวบรรดาศักดิ์ของรองผู้บัญชาการหน่วยองค์รักษ์เสื้อแพรผู้มีนามว่าจางหยุนฟ่าน ท่านโหววัยหนุ่มแน่น อายุ 25 ปี ซึ่งมีมารดาที่ขึ้นชื่อได้ว่าเป็นหญิงงามที่สุดของเมืองลั่วหยาง
ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ท่านโหวหนุ่มเป็นบุรุษรูปงามยิ่งนัก เป็นชายในฝันที่บรรดาสตรีเพศทั้งหลาย ที่อยู่ในแวดวงสังคมชนชั้นสูงตั้งแต่ระดับเชื้อพระวงศ์จนไปถึงชนชั้นขุนนางและคหบดีผู้มั่งคั่งต่างหมายปองอิ๋งชวนโหวกันทั้งสิ้น แต่ใครเล่าจะล่วงรู้ว่าภายใต้ใบหน้าอันหล่อเหลานี้กลับเย็นชาและเลือดเย็นเต็มไปด้วยความอำมหิตอย่างยิ่งยวด นอกจากจะเป็นขุนนางระดับสูงและมีบรรดาศักดิ์ขั้นโหวแล้ว
จางหยุนฟ่านยังมีฐานะมั่งคั่งเต็มไปด้วยทรัพย์สินมากมายที่ตกทอดมาจากตระกูลสวี่ของจางเล่าฮูหยินซึ่งเป็นท่านย่าแท้ๆ ของอิ๋งชวนโหว มีหอฟางหรงจำหน่ายเครื่องหอมของสตรีและบุรุษซึ่งมีชื่อเสียงมากที่สุดในแผ่นดินต้าหมิง
นอกจากนี้ยังมีหอลู่เสียนสถานที่จำหน่ายเครื่องประดับหยกสูงค่าและอัญมณีมากมายที่มีขนาดใหญ่และมีชื่อเสียงมากเหนือกว่าหออื่นใดในแผ่นดินต้าหมิงเช่นเดียวกัน
ด้วยเหตุนี้จึงเป็นท่านโหวที่นอกจากจะสูงศักดิ์แล้วยังมีฐานะมั่งคั่งเป็นยิ่งนัก และเพราะความมั่งคั่งของอิ๋งชวนโหวจึงทำให้ตระกูลชั้นสูงต่างหมายปองหวังจะได้ร่วมเป็นทองแผ่นเดียวกัน หากแต่สมญานามอันเลื่องลือของโหวหนุ่ม กลับทำให้น่าประหวั่นพรั่นพรึงเป็นยิ่งนัก จอมอำมหิตแห่งกู้กง สมญานามที่บ่งบอกตัวตนโหวหนุ่มรูปงามผู้นี้เป็นอย่างดี เลื่องลือไปทั่วหล้า
นอกจากสมญานามที่ได้รับแล้ว อิ๋งชวนโหวยังเจนจัดในการทำการค้าควบคู่ไปด้วยกันอีกด้วย เป็นการยากยิ่งนักที่จะมีพ่อค้าวาณิชผู้ใดย้อมแมวหรือแต่งเรื่องเพื่อหาประโยชน์ ด้วยความมั่งคั่งของอิ๋งชวนโหวที่ขึ้นชื่อดังกล่าว
จึงมักให้ความช่วยเหลือกลุ่มพ่อค้าวาณิชที่ต้องการเงินทุนทำการค้าเพื่อขยับขยายกิจการ หากแต่ไม่ใช่เสียทุกคนไปที่จะได้รับโอกาส เพราะอิ๋งชวนโหวไม่ได้ทำการค้าปล่อยเงินกู้ หากแต่ช่วยเหลือเท่าที่จำเป็นจริงๆ และต้องก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกัน แม้นไม่มีผลประโยชน์ร่วมแล้วไซร้มีหรือที่คนอย่างเช่นอิ๋งชวนโหวจะยอมเสียเวลาแลกเปลี่ยนหรือแม้กระทั่งเสียเวลาเพื่อสนทนากับอีกฝ่าย
ดวงตาสีสนิมเหล็กยาวรี หรี่ตามองชายสูงวัยที่กำลังนั่งอยู่ตรงหน้าในเวลานี้ บุรุษผู้อ่อนวัยกว่านั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวใหญ่ที่ถูกแกะสลักลวดลายอย่างวิจิตรงดงาม มือที่กำลังใช้ผ้าเช็ดดาบซิ่วชุนคู่กายอยู่ในเวลานั้น ยังคงทำหน้าที่ต่อไปอย่างเชื่องช้าราวกับว่าหากอีกฝ่ายพูดไม่ถูกหู ดูท่าคงต้องได้ถูกเชือดคอตายหรือต้องถูกสังหารภายใต้คมดาบดังกล่าวเป็นแม่นมั่น
ดวงตาคมกล้าจับจ้องแขกผู้มาเยือนที่พอจะได้เห็นหน้าค่าตาในแวดวงสังคมในฐานะเจ้าของสำนักคุ้มกันที่มีชื่อเสียงมากที่สุด และยังเป็นเจ้าของสำนักการสังคีตที่ขึ้นชื่อลือชาของเมืองหลวงอยู่ในเวลานี้ ซึ่งล้วนเป็นกิจการของตระกูลหวางทั้งหมด
หากแต่วันนี้ไม่เหมือนเช่นดั่งทุกครั้งที่เขาพบเจอ เพราะทั้งแววตาและสีหน้าไร้ทางออกของชายแก่ตรงหน้าที่มาพูดขอความช่วยเหลือเรื่องเงินกู้หวังจะนำเอาไปช่วยกิจการของตนซึ่งกำลังจะล้มอย่างไม่เป็นท่า ใครเล่าจะหน้าโง่ให้เงินก้อนโต เพราะถึงให้ไปก็คงจะเปล่าประโยชน์เกินเยียวยามิหนำซ้ำเงินของท่านโหวหนุ่มอาจจะกลายเป็นหนี้สูญก็ได้
“ใต้เท้าช่วยพิจารณาเรื่องเงินกู้ของข้าน้อยด้วยเถอะขอรับ อันตัวข้าแบกหนักหน้าไปขอกู้เงินกับมิตรสหายและญาติมิตรวงศ์วาน รวมไปถึงสำนักแลกเปลี่ยนเงินตรามาแทบจะทุกที่ แต่ไม่มีที่ไหนสามารถให้ข้าน้อยกู้เงินจำนวนนี้ได้ และใต้เท้าคือความหวังสุดท้ายของข้าน้อยแล้วขอรับ แม้จะรู้ว่าโอกาสที่จะเป็นไปได้น้อยมากแต่ก็จะอยากขอโอกาสจากท่านได้โปรดเมตตาตระกูลหวางของข้าด้วยเถิด เพื่อรักษาทุกชีวิตของตระกูลหวางให้อยู่รอดต่อไป ”
“จวนของข้าไม่ได้เปิดเป็นโรงทานให้กับผู้ใด จู่ๆ จะมาขอกู้เงินห้าหมื่นตำลึงทอง เงินมากมายเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แม้แต่น้อย”โหวหนุ่มพูดพลางเหลือบสายตามองสิ่งที่นำมาเป็นหลักประกันในการขอกู้เงินครั้งนี้ ซึ่งวางอยู่บนโต๊ะตรงหน้า
“หลักประกันมีเพียงแค่สำนักคุ้มกันและจวนตระกูลหวาง กับตั๋วเงินของราชสำนักที่ยังไม่ถึงกำหนดการขึ้นเงินอีกสามหมื่นตำลึงทอง เพียงเท่านี้ยังไม่พอหรอกนะที่จะนำมาเป็นหลักประกันในการขอกู้เงินจากข้า มันไม่ได้ง่ายอย่างที่เจ้าคิดเอาไว้หรอกนะหวางเจี้ยนเฉิง ดูท่าเจ้าและทุกชีวิตของผู้คนภายในตระกูลหวางยากยิ่งนักที่จะหลีกเลี่ยงหายนะในครั้งนี้ได้ กลับไปเสียเถอะ!!!...ข้าช่วยเจ้าไม่ได้!!!” น้ำเสียงดุดันกล่าวตัดปัญหา
“ได้โปรดให้โอกาสข้าน้อยสักครั้งด้วยเถิดขอรับใต้เท้า” ชายชราพยายามอ้อนวอนเพราะนี่เป็นความหวังเดียวสุดท้ายของเขาแล้ว พลางคิดถึงใบหน้าของบุตรีเพียงคนเดียวขึ้นมา ด้วยเป็นห่วงในชีวิตของนางเป็นยิ่งนัก
บุตรีเพียงคนเดียวที่กำลังอยู่ในวัยออกเรือน แทนที่จะได้เตรียมตัวแต่งงานออกเรือนไปกับบุรุษชั้นสูงที่มีฐานะทางสังคมเสมอกัน นางกลับต้องมาตรากตรำออกไปทำงานแทนบิดาอยู่ภายในสำนักการสังคีต ซึ่งเป็นกิจการของตระกูลหวาง
นางทำหน้าที่เป็นเจ้าหอคอยดูแลความเรียบร้อย รวมไปถึงยังต้องทำหน้าที่บรรเลงเพลงพิณและใช้เสียงร้องของนางขับกล่อมแขกที่มาเยือนสถานที่ดังกล่าว เพื่อลดค่าใช้จ่ายของนางรำและนักดนตรีที่จะได้รับจากสำนักการสังคีตของตระกูลหวาง ทั้งนี้เพื่อช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายที่ตระกูลหวางจะต้องแบกรับอย่างหนักอึ้ง
ด้วยเพราะในเวลานี้หวางเจี้ยนเฉิงระดมหากู้เงินและขายของมีค่าทุกอย่างภายในจวนออกไปจนหมดสิ้นเพื่อรวบรวมนำเงินมาสมทบส่งคืนให้กับทางราชสำนักที่สูญหายไปจากสำนักคุ้มกันของตระกูลหวาง หัวใจของคนเป็นพ่อมิอาจทำใจเห็นบุตรีของตัวเองต้องลำบากออกไปทำงานเช่นนั้นได้
นางควรจะมีชีวิตที่ดีกว่านี้และจะต้องไม่จบชีวิตลงด้วยโทษประหารทั้งตระกูลที่กำลังเผชิญ หากยังไม่สามารถนำเงินห้าหมื่นตำลึงทองที่ได้รับมาจากโรงหล่อผลิตเงินตราส่งมอบให้กับท้องพระคลังหลวง ซึ่งสำนักคุ้มกันของตระกูลหวางมีหน้าที่คุ้มกันเงินห้าหมื่นตำลึงทองนี้ส่งมอบให้กับท้องพระคลัง
“เจ้าจงกลับไปเสียเถอะ อย่าให้ข้าต้องพูดอะไรซ้ำซากอยู่ร่ำไป เสียเวลาเปล่าอย่าให้ข้าต้องให้เหล่าองครักษ์เสื้อแพรลากเจ้าออกไปจากจวน” โหวหนุ่มพูดพลางแสยะยิ้มยะเยือกจนอีกฝ่ายถึงกับต้องหลบสายตา
“หมดสิ้นทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว ทำไมตระกูลหวางต้องมาจบสิ้นที่รุ่นของข้าด้วยเล่า” หวางเจี้ยนเฉิงคิดในใจพลางถอนหายใจออกมาอย่างหมดอาลัยตายยาก
ในที่สุดนอกจากสำนักคุ้มกันของตระกูลหวางจะต้องปิดตัวลงเพราะทำเงินของราชสำนักสูญหายไปทั้งที่อยู่ภายในสำนักคุ้มกันของตัวเอง มิหนำซ้ำยังต้องมีโทษตายล้างตระกูลตามติดมาด้วย สวรรค์เบื้องบนเหตุใดจึงลิขิตโชคชะตาให้เป็นเช่นนี้ หัวขโมยตัวจริงยังคงลอยนวล ในขณะผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบกลับต้องมาเผชิญกับหายนะอันน่ากลัวที่กำลังเกิดขึ้นในครั้งนี้แทน
หวางเจี้ยนเฉิงลุกขึ้นยืนด้วยความท้อแท้อย่างหมดอาลัยตายอยากในชีวิตเป็นที่สุด พลางหันหลังก้าวเดินออกไปจากห้องหนังสือของอิ๋งชวนโหว ก่อนจะมีร่างสูงโปร่งขององครักษ์เสื้อแพรสวมอาภรณ์สีน้ำเงินบ่งบอกลำดับขั้นสามารถเห็นได้อย่างชัดเจนเดินสวนเข้าไปภายในห้องหนังสือดังกล่าว
และทันทีที่องครักษ์ผู้นั้นก้าวเข้ามาภายในห้องหนังสือ ร่างสูงดังกล่าวเดินตรงดิ่งเข้าไปหาท่านโหวหนุ่ม ซึ่งเป็นรองผู้บัญชาการหน่วยองครักษ์เสื้อแพร และเป็นผู้บังคับบัญชาของตนด้วยเช่นกัน
“ใต้เท้า...สายข่าวที่ส่งให้ไปสืบรายงานกลับมาแล้วขอรับ”เสียงดังกล่าวเอ่ยรายงานขึ้นทันใดครั้นมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าอิ๋งชวนโหว ที่กำลังจับจ้องร่างตรงหน้าอยู่ในเวลานี้
“มีอะไรก็รีบว่ามา”เสียงตอบรับห้วนสั้นบ่งบอกอารมณ์ท่านโหวได้เป็นอย่างดี
“สายข่าวสืบค้นหาได้ทุกอย่างที่ต้องการล่วงรู้จนหมดสิ้นแล้วพร้อมส่งรายงานมาให้ใต้เท้า ทุกอย่างล้วนปรากฏอยู่ในสาสน์นี้เรียบร้อยแล้วขอรับ”องครักษ์เสื้อแพรคนดังกล่าวพูดพลางล้วงเข้าไปภายในอกเสื้อเครื่องแบบก่อนจะดึงสาสน์ลับดังกล่าวออกมายื่นส่งให้
“ดีมาก! ได้ข่าวรวดเร็วทันใจดี”ท่านโหวหนุ่มกล่าวอย่างพึงพอใจ ก่อนจะเอื้อมมือรับสาสน์ลับดังกล่าวมาจากมือขององครักษ์เสื้อแพรซึ่งเป็นคนสนิท พลางดึงกระดาษที่อยู่ในซองจดหมายคลี่สาสน์ลับที่สายข่าวรายงานกลับมานำออกมาอ่านอย่างรวดเร็ว
ทันทีที่ได้อ่านสาสน์ลับดังกล่าว ดวงตาสีนิลคมกล้าคู่สวยแปรเปลี่ยนไปโดยพลันพร้อมเหลือบสายตามองตามหลังร่างของหวางเจี้ยนเฉิงที่เดินออกจากประตูห้องหนังสือไปแล้ว หากแต่ความคิดบางอย่างพลันผุดพรายขึ้นมาทันที
“เดี๋ยว!”
“เดี๋ยว!!!!” เสียงเรียกดังกระหึ่มขึ้นทางเบื้องหลัง ทำให้ร่างผอมสูงของชายชราหันกลับมาตามเสียงเรียกนั้นอีกครั้ง
“ขอรับ...ใต้เท้ามีอะไรอีกอย่างนั้นเหรอ”น้ำเสียงถามออกไปอย่างเหนื่อยอ่อน
อิ๋งชวนโหวนั่งมองใบหน้าชายชราที่เข้ามาอ้อนวอนขอกู้เงินห้าหมื่นตำลึงทองจากเขา ก่อนจะวางสาสน์ลับที่อยู่ในมือลงบนโต๊ะหันไปทางหวางเจี้ยนเฉิงพร้อมเอ่ยขึ้น
“ข้าจะให้เจ้ากู้เงินห้าหมื่นตำลึงทอง เพื่อช่วยทุกชีวิตของตระกูลหวางให้รอดพ้นจากหายนะอันใหญ่หลวงในครั้งนี้ แต่มีข้อแม้ว่าเจ้าจะต้องมอบสิ่งมีค่าสามารถนำมาค้ำประกันที่ยังคงหลงเหลืออยู่ตามความต้องการของข้าทุกประการทั้งหมด”
หวางเจี้ยนเฉิงถึงกับยิ้มกว้างด้วยความดีใจอย่างสุดขีดเมื่อได้ยินอิ๋งชวนโหวกล่าวออกมาเช่นนั้น
“ใต้เท้าจะให้ข้ากู้เงินห้าหมื่นตำลึงทองจริงๆ หรือขอรับ นี่ข้าหูไม่ฝาดไปใช่ไหม..ขะ..ข้า..น้อย...ข้าน้อยพูดอะไรไม่ออกเลยขอรับ”ชายชรากล่าวอย่างตื้นตันใจ
“อย่าเพิ่งดีใจไป เจ้ายังไม่รู้เลยว่าหลักประกันที่ข้าต้องการนั่นคือสิ่งใดทันทีที่บอกออกไป อาจทำให้ไม่ต้องการเงินกู้ห้าหมื่นตำลึงทองจากข้าก็เป็นได้”อิ๋งชวนโหวกล่าวอย่างมีเลศนัย
“ถ้าเช่นนั้นหลักประกันที่ต้องการคือสิ่งใด ใต้เท้าได้โปรดแจ้งให้ล่วงรู้มาได้เลยขอรับ ข้าน้อยจะรีบไปจัดหาให้ครบตามที่ท่านต้องการ”ชายชรากล่าวพร้อมมองใบหน้าหล่อเหลาราวเทพสวรรค์ของโหวหนุ่มเพื่อรอคำตอบจากอีกฝ่าย
อิ๋งชวนโหว แสยะยิ้มเหยียดออกมาเล็กน้อยเมื่อได้ยินอีกฝ่ายกล่าวออกมาเช่นนั้น มือหนาที่กำลังเช็ดดาบยาวอยู่ในขณะนั้นหยุดลง
“หลักประกันที่ข้าต้องการคือสิ่งนี้”กล่าวพลางรับม้วนภาพวาดจากคนสนิทที่กำลังยื่นส่งให้ ก่อนจะรับเอามาไว้ในมือพร้อมคลี่ม้วนภาพดังกล่าวออก และใช้ปลายนิ้วชี้จิ้มลงไปที่ภาพวาดดังกล่าว ซึ่งทำให้อีกฝ่ายถึงกับชะงักงันไปทันที
“หลิงเอ๋อ!”เสียงเรียกเอ่ยออกมาเบาหวิวเมื่อมองตามปลายนิ้วเรียวของอีกฝ่าย
“หมายความว่าอย่างไงขอรับใต้เท้า ข้าน้อยไม่เข้าใจ ภาพวาดของสตรีตรงหน้าที่ท่านกำลังชี้อยู่ในขณะนี้คือบุตรีเพียงคนเดียวของข้าน้อยนะขอรับ หลักประกันที่ท่านต้องการคือบุตรีของข้าอย่างนั้นเหรอ!”หวางเจี้ยนเฉิงถามกลับไป
หึหึหึหึ เสียงหัวเราะอยู่ภายในลำคอ แม้จะเบาหากแต่ฟังแล้วขนหัวลุกเกรียวอย่างยิ่งยวด
“เข้าใจไม่ผิดหรอกเจี้ยนเฉิง นอกจากจวนตระกูลหวาง สำนักคุ้มกัน สำนักการสังคีตและตั๋วเงินล่วงหน้าออกโดยทางราชสำนักจำนวนสามหมื่นตำลึงทองที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระ รวมไปถึงกิจการทุกอย่างของตระกูลหวางจะต้องนำมามอบให้กับข้าทั้งหมด และถ้าเจ้าอยากได้เงินห้าหมื่นตำลึงทองไปทดแทนเงินที่สูญหายไปภายในสำนักคุ้มกันของเจ้าเอง ก่อนที่เรื่องนี้จะแพร่งพรายออกไปจนล่วงรู้ไปถึงฝ่าบาท หากไม่ต้องการให้ตระกูลหวางของเจ้าต้องได้รับโทษประหารแล้วละก็ บุตรีของเจ้าหวางเย่หลิงคือหนึ่งในหลักประกัน...นาง! คือสิ่งที่ข้าต้องการ”โหวหนุ่มกล่าวอย่างชัดถ้อยชัดคำพร้อมเอ่ยขึ้น
“สายข่าวของข้าสืบมาได้ว่า มีคนเห็นบุตรีของเจ้าอยู่ภายในห้องเก็บเงินในสำนักคุ้มกัน ซึ่งเจ้ารับหน้าที่ดูแลนำไปส่งมอบให้กับท้องพระคลังหลวงของราชสำนัก ดูท่าเงินของแผ่นดินที่สูญหายไปในครั้งนี้ บุตรีของเจ้าจะตกเป็นผู้ต้องสงสัยไปเสียแล้วนะเจี้ยนเฉิง”อิ๋งชวนโหวบอกอีกฝ่าย
ท่ามกลางอาการตกตะลึงของหวางเจี้ยนเฉิงเมื่อได้ยินคำกล่าวของผู้ที่ได้ขึ้นชื่อว่า เป็นถึงรองผู้บัญชาการหน่วยองครักษ์เสื้อผ้าของราชสำนักต้าหมิงที่โหดเหี้ยมเต็มไปด้วยความอำมหิตและสืบคดีใดไม่เคยมีคำว่าพลาด
“มะ..ไม่จริง...ปะ..เป็น..เป็นไปไม่ได้ใต้เท้า...ข้าไม่เชื่อ! จะต้องไม่ใช่หลิงเอ๋อบุตรีของข้าอย่างแน่นอน เพราะว่าในวันที่เงินห้าหมื่นตำลึงทองหายไปจากสำนักคุ้มกันของข้า นางกำลังเฝ้าปรนนิบัติข้าอยู่เพราะลื่นหกล้มทำให้ขาข้างซ้ายหัก ช่วงเวลานั้นไม่สามารถเดินไปไหนไม่ได้เลยขอรับ นางเฝ้าข้าทั้งกลางวันและกลางคืนเป็นไปไม่ได้อย่างเด็ดขาดที่นางจะไปปรากฏกายภายในสำนักคุ้มกัน อีกทั้งนางยังไม่เคยเข้าไปสถานที่แห่งนั้นแม้แต่ครั้งเดียว”
คำกล่าวของหวางเจี้ยนเฉิงทำให้อิ๋งชวนโหวเฝ้าครุ่นคิดตเพราะสาสน์ลับที่สายข่าวส่งรายงานมานั้นก็เขียนจุดที่ผิดปกตินี้เกิดขึ้นมาด้วยเช่นกัน
วันและเวลาเดียวกันที่เกิดเหตุขึ้นมานั้น หวางเย่หลิง กลับปรากฏกายพร้อมกันในช่วงเวลาดังกล่าวเพียงแต่คนละสถานที่ ซึ่งย่อมเป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน นอกเสียจากว่านางจะมีฝาแฝด แต่เรื่องนี้ก็ต้องตัดประเด็นออกไปเช่นกันเพราะว่าทั่วทั้งเมืองหลวงต่างล่วงรู้ดีว่า หวางเจี้ยนเฉิงมีบุตรีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น และกว่าจะมีนางได้อายุก็ปาเข้าไป 35 ปีแล้ว
“เรื่องนั้นจะต้องหาข้อพิสูจน์เพื่อไขความกระจ่างเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมด ในเมื่อเจ้าไม่รายงานให้ทางการล่วงรู้เกี่ยวกับเงินห้าหมื่นตำลึงทองที่หายไปภายในสำนักคุ้มกันของตระกูลหวาง แต่กลับเลือกที่จะหาเงินจำนวนมหาศาลนี้ไปทดแทนเงินที่หายไป เจ้าเสียสติอย่างเห็นได้ชัด ข้าขอถามเจ้าว่าเพราะอะไรจึงต้องหาทางออกเช่นนี้”ท่านโหวหนุ่มถามกลับไปด้วยความสงสัยระคนอยากรู้
คำถามดังกล่าวทำให้หวางเจี้ยนเฉิงไม่รีรอที่จะคิดใคร่ครวญก่อนพูดออกไป แต่เขากลับบอกอีกฝ่ายทันที
“นั่นก็เพราะข้าล่วงรู้โทษทัณฑ์ที่จะต้องได้รับจากฝ่าบาทเป็นอย่างดี ว่าจะต้องเกิดอะไรขึ้นกับตระกูลหวางของข้าขอรับ เงินห้าหมื่นตำลึงทองสูญหายไปภายในสำนักคุ้มกันของตัวเอง แน่นอนว่าไม่มีผู้ใดเชื่อว่าข้าคือผู้บริสุทธิ์ ตลอดทั้งชีวิตที่ผ่านมาไม่เคยคิดคดและเบียดบังทรัพย์สินของผู้อื่นมาเป็นของตัวเองแม้แต่ครั้งเดียว ยิ่งเป็นของแผ่นดินด้วยแล้ว ข้ายิ่งคอยเฝ้าระวังและช่วยดูแลรักษาเป็นอย่างดี จึงเลือกที่จะหาเงินมาทดแทนและพยายามสืบค้นหาเงินที่สูญหายไปเพื่อนำกลับมาคืนให้ได้”หวางเจี้ยนเฉิงพูดพลางก้าวเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าโต๊ะหนังสือของอิ๋งชวนโหวพร้อมเอ่ยขึ้น
“ข้าน้อยไม่ต้องการให้ตระกูลหวางนับหลายร้อยชีวิตต้องมาถูกประหารเพราะเหตุการณ์ครั้งนี้ ตระกูลหวางต้องได้รับโทษประหารทั้งตระกูลเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นเลย บุตรีของข้าควรจะมีชีวิตที่ดีกว่านี้หาใช่นักโทษที่จะต้องถูกประหาร นางควรจะได้ออกเรือนไปกับชายที่มีฐานะคู่ควรและมีความรู้ที่สามารถดูแลนางได้ นางคือแก้วตาดวงใจของข้าทั้งหมดไม่ว่าอย่างไรก็ตาม หากจะต้องแลกด้วยชีวิต ข้าน้อยก็จะทำให้นางมีชีวิตรอดอยู่ต่อไปให้ได้”
คำกล่าวของหวางเจี้ยนเฉิงทำให้อิ๋งชวนโหวเหลือบสายตามองใบหน้าชายชราที่กำลังยืนมองเขาอยู่ในขณะนั้นเช่นกัน ความรู้สึกส่วนลึกบอกว่าทุกสิ่งที่ได้ยินนั้นกลั่นออกมาจากหัวใจของคนเป็นพ่ออย่างแท้จริง หากแต่เพียงครู่รอยแสยะยิ้มเหยียดปรากฏขึ้นบนใบหน้าหล่อเหลาของท่านโหวหนุ่ม
“พูดได้ดี เช่นนั้นข้าจะช่วยเจ้าไขคดีเรื่องนี้อย่างเป็นความลับและส่งหน่วยองครักษ์เสื้อแพรตามสืบคดีให้อย่างเงียบๆ เพื่อไขความกระจ่างเรื่องเงินห้าหมื่นตำลึงทองที่สูญหายไปอย่างเป็นปริศนา ในขณะเดียวกันเพื่อพิสูจน์ว่าบุตรีของเจ้าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้จริง และเพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าเบี้ยวหนี้ที่เกิดขึ้นครั้งนี้กับข้า นางจะต้องถูกส่งตัวมาพำนักอยู่ที่จวนของข้า จนกว่าเรื่องนี้จะกระจ่างออกมา”อิ๋งชวนโหวกล่าวช้าๆ เน้นๆ หนักๆ อย่างชัดถ้อยชัดคำและแฝงความเย็นชาก่อนจะกล่าวสำทับ
“ข้าจะไม่กำหนดระยะเวลาในการคืนเงินจำนวนมหาศาลนี้กับเจ้า เงินห้าหมื่นตำลึงทองของข้าที่มอบให้ สามารถนำไปจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นของเจ้าในครั้งนี้ได้จนหมด โดยไม่ต้องเสียดอกเบี้ยให้แก่ข้า เพราะดอกเบี้ยนั้นได้จ่ายมาแล้วล่วงหน้าซึ่งก็คือบุตรีของเจ้า ในขณะเดียวกันหากหน่วยองครักษ์เสื้อแพรได้ทำการสืบค้นเงินห้าหมื่นตำลึงทองที่หายไปจากสำนักคุ้มกันของเจ้ากลับคืนมาได้ เงินจำนวนเหล่านั้นที่ตามกลับมาได้ก็ถือเป็นการใช้หนี้คืนให้แก่ข้าแล้ว เจ้าก็รับบุตรีคืนกลับไปเป็นอันจบสิ้นสัญญาเงินกู้ห้าหมื่นตำลึงทองต่อกัน”
กรอดดดด!!!! เสียงกรามขบเข้าหากันจนแน่น บ่งบอกได้ถึงภาวะอารมณ์ของอีกฝ่ายอย่างเห็นได้ชัด
“นี่ข้าไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้วหรือนี่ ใต้เท้ากำลังบีบให้ข้ามอบลูกตัวเองเพื่อแลกกับเงินห้าหมื่นตำลึงทองอยู่นะขอรับ จะไม่เป็นการทำร้ายจิตใจกันมากไปอย่างนั้นเหรอที่กระทำแบบนี้กับบุตรีของข้า หลิงเอ๋อเพิ่งจะอายุ 17 เท่านั้น นางยังไม่รู้จักอะไรเลยว่าความน่ากลัวของผู้คนเป็นอย่างไง ท่านจะไม่ใจร้ายมากไปหรือขอรับ”หวางเจี้ยนเฉิงกล่าวด้วยความอัดอั้นตันใจ
ปัง!!! มือใหญ่ทุบลงบนโต๊ะเสียงดังกระหึ่ม
“อย่าริอ่านมาสั่งสอนข้า! เลือกเอาว่าจะยอมมอบบุตรีของเจ้ามาให้กับข้าหรือจะกลับไปมือเปล่า! และรอคอยโทษประหารทั้งตระกูลต่อไป เชื่อเถอะว่าชีวิตของตระกูลหวางจะอยู่ได้ไม่เกินสามวัน นับจากวันนี้เป็นต้นไป”บุรุษรูปงามราวเทพสวรรค์คำรามลั่น ใบหน้าเริ่มถมึงทึงเมื่ออีกฝ่ายเอ่ยวาจาเช่นนั้น
ชายชราได้แต่ยืนนิ่งเงียบไม่ปริปากกล่าวคำใดๆ ออกมา หากแต่ภายในใจนั้นเล่ามีแต่ความคับแค้นใจอย่างยิ่งยวด ความเงียบงันเข้ามาปกคลุมโดยรอบโดยมิรู้ว่าเป็นเวลานานเพียงใด
“ว่าอย่างไงเจี้ยนเฉิง ถ้ายังตัดสินใจอะไรไม่ได้ก็กลับไปเสียเถอะ...ข้าเสียเวลาให้กับเจ้ามามากเกินพอแล้ว”โหวหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา
ถ้อยคำของอิ๋งชวนโหว ทำให้หวางเจี้ยนเฉิงแทบจะไม่มีทางออกให้เลือกอีกต่อไปได้เลย ชายชราหลับตาลงเมื่อคิดถึงใบหน้าบุตรีเพียงคนเดียว
“พ่อขอโทษหลิงเอ๋อ”ชายชรารำพึงชื่อของบุตรีเพียงคนเดียวของเขาก่อนจะเอ่ยตอบกลับไป
“ตกลงขอรับ”คำตอบชัดเจนหากแต่แฝงเร้นด้วยความเศร้าและเสียใจเป็นที่สุด
ใบหน้าหล่อเหลาแสยะยิ้มเหยียดเมื่อได้ยินอีกฝ่ายเอ่ยประโยคดังกล่าวออกมา
“ถ้าเช่นนั้นอีกสามวันข้างหน้า เงินห้าหมื่นตำลึงทองจะถูกส่งไปยังท้องพระคลังหลวงในนามสำนักคุ้มกันตระกูลหวางข้าจะส่งหน่วยองครักษ์เสื้อแพร คอยคุ้มกันช่วยเจ้าอีกแรง และบุตรีของเจ้าก็ให้ส่งมาที่จวนของข้าพร้อมด้วยเลยในวันนั้น”
สิ้นเสียงของอิ๋งชวนโหว ชายชราแทบจะยืนไม่อยู่เมื่อได้ยินระยะเวลาที่จะต้องส่งมอบบุตรีเพียงคนเดียวในอีกสามวัน ข้างหน้าที่จะถึงนี้
“อะ..เออ..ข้าน้อยจะขอมาเยี่ยมหลิงเอ๋อได้ไหมขอรับ นางยังไม่เคยห่างจากอกพ่อแม่เลย”
“ไม่ได้! ไม่ห่างก็ต้องห่างแล้ว ในเมื่อเจ้าเลือกที่จะรักษาอีกหลายร้อยชีวิตของตระกูลหวางเอาไว้ ข้าไม่เอานางไปขายตามหอนางโลมที่ไหนหรอกนะ แต่ถ้าหากเจ้าเบี้ยวหนี้ของข้าแน่นอนว่านางจะต้องถูกส่งตัวไปที่หอนางโลม แต่ถ้าการสืบคดีเงินห้าหมื่นตำลึงทองที่สูญหายไปผลออกมาว่าเจ้าและบุตรีมีส่วนเกี่ยวข้อง ร่วมกันสร้างสถานการณ์นี้ขึ้นมา แน่นอนว่านางจะต้องถูกส่งเข้าไปยังคุกตงฉางของหน่วยองครักษ์เสื้อแพรแทนการเข้าไปอยู่ในหอนางโลม และข้าหวังว่าสถานการณ์เช่นนั้นอย่าได้เกิดขึ้นก็แล้วกัน”
โหวหนุ่มกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยียบ เล่นเอาคนฟังถึงกับยืนไม่อยู่เมื่อล่วงรู้ว่าหากไม่สามารถตามเงินห้าหมื่นตำลึงทองกลับมาได้ บุตรีอันเป็นที่รักยิ่งของเขาจะต้องกลายสภาพเป็นหญิงนางโลมอย่างแน่นอน หรือต้องถูกส่งตัวไปรับการทรมานที่คุกตงฉางหากไม่สามารถพิสูจน์ความบริสุทธิ์ว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเงินที่หายไป
คุกตงฉาง ช่างน่าหวาดหวั่นเป็นยิ่งนักซึ่งกล่าวขานกันว่าเป็นสถานที่กระทำทรมานบรรดานักโทษอย่างน่าสะพรึงกลัว เมื่อเข้าไปแล้วไม่เคยมีผู้ใดได้ก้าวออกมาเลยสักคน ด้วยเพราะถูกทรมานจนตายในคุกทั้งสิ้น
“แล้วช่วงที่ใต้เท้านำบุตรีของข้าไปพำนักที่จวนด้วยเช่นนั้น นางจะอยู่ในสถานะอะไรขอรับ”ชายชราเอ่ยถามกลับไปด้วยความอยากรู้
อิ๋งชวนโหวหรี่ตามองชายตรงหน้าเมื่อได้ยินเช่นนั้น ใบหน้าสวยงามของเด็กสาวแรกรุ่น หากแต่แฝงเร้นเสน่ห์ยั่วยวนเร้าใจอย่างน่าประหลาดปรากฏขึ้นในความทรงจำขึ้นมาทันที
“เป็นผู้หญิงของอิ๋งชวนโหว”คำกล่าวของเขาสั้นๆ แต่ก็อธิบายความหมายในตัวเป็นที่เรียบร้อย
หวางเจี้ยนเฉิงรู้สึกหดหู่ใจกับสิ่งที่ได้ยินอย่างบอกไม่ถูก ชีวิตของบุตรีเพียงคนเดียวที่ตั้งใจจะมอบแต่สิ่งดีๆ ให้แก่นางมลายจนหมดสิ้น นางกลับต้องถูกส่งเข้าจวนขุนนางใหญ่ในฐานะผู้หญิงของอิ๋งชวนโหว หรือก็คือนางบำเรอนั่นเอง ชายชราได้แต่พยักหน้าขึ้นลงติดต่อกัน
ร่างสันทัดหันหลังกลับค่อยๆ ก้าวเดินออกไปจากห้องหนังสือของท่านโหวหนุ่ม ด้วยความเศร้ามากกว่าอาการดีใจที่สามารถหาเงินห้าหมื่นตำลึงทองนำส่งท้องพระคลังหลวงที่ใกล้จะถึงวันส่งมอบได้แล้วในอีกสามวันข้างหน้า หลังจากต้องแจ้งเลื่อนการนำส่งมอบออกไปเพราะอาการบาดเจ็บของตัวเองซึ่งไม่ได้ทำให้รู้สึกดีขึ้นมาแม้แต่น้อย
ตรงกันข้ามแม้จะสามารถแก้ไขสถานการณ์ในครั้งนี้ได้ แต่กลับเสียบุตรีเพียงคนเดียวไปให้กับบุรุษที่มีตำแหน่งเป็นถึงรองผู้บัญชาการองครักษ์เสื้อแพร ซึ่งขึ้นชื่อในเรื่องของความโหดเหี้ยมและอำมหิตจนเลื่องลือไปทั่วต้าหมิง
และนั่นหมายความว่าหากไม่สามารถติดตามเงินที่สูญหายไปกลับคืนมาได้ แก้วตาดวงใจของเขาจะต้องกลายสภาพเป็นนางโลม ชายชรากำลังส่งลูกสาวสุดที่รักให้พบกับชีวิตที่อยู่ในเงื้อมมือของจอมอำหมิตจางหยุนฟ่าน โดยที่นางยังไม่ล่วงรู้ชะตากรรมของตัวเองเสียด้วยซ้ำ
ดวงตายาวรีสีนิลกาฬมองตามหลังร่างชายชราที่กำลังเดินคอตกออกไปจากห้องหนังสือ ภาพเหตุการณ์เมื่อหนึ่งเดือนก่อนผุดพรายขึ้นในความทรงจำของอิ๋งชวนโหว เมื่อครั้งได้พบกับสตรีสาวใบหน้าสวยเฉี่ยวเป็นครั้งแรก ความงามของนางต้องตาต้องใจท่านโหวหนุ่มรูปงามอย่างยิ่งยวด แต่นางกลับไม่สนใจขุนนางหนุ่มผู้มีอำนาจสั่งเป็นสั่งตายแม้แต่น้อย กลับตรงกันข้ามนางฝีปากกล้าอย่างยิ่งยวด มิหนำซ้ำยังประเคนลูกตบจนใบหน้าของโหวหนุ่มชาไปด้านหนึ่งเลยทีเดียว
เหตุการณ์เมื่อหนึ่งเดือนก่อน
สำนักการสังคีตหวางเถียน
โคมไฟน้อยใหญ่ถูกแขวนประดับไว้โดยรอบสำนักการสังคีตหวางเถียน จนละลานตาไปหมด แสงไฟส่องสว่างแข่งกันสาดแสงเผยให้เห็นผู้คนมากมายกำลังหลั่งไหลเข้าไปภายในกันอย่างคับคั่ง ซึ่งถูกออกแบบอย่างวิจิตรสวยงาม ตกแต่งด้วยฝีมือการแกะสลักและเล่นโทนสีเข้ม ขับแสงไฟหลากสีสันในยามเย็นย่ำครั้นเมื่อพระอาทิตย์ตกดิน
ผู้คนมากมายเดินทางเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย มาเป็นหมู่คณะหรือแม้กระทั่งฉายเดี่ยว เพื่อมาผ่อนคลายความน่าเบื่อกับชีวิตประจำวันที่แสนจะวุ่นวายชวนปวดหัวให้เบาลงไปได้บ้าง ลูกค้ามีมากมายหลายระดับ ซึ่งสำนักการสังคีตหวางเถียน ให้บริการลูกค้าเท่าเทียมกันทุกระดับชนชั้น นอกจากนี้ยังมีห้องส่วนตัวสำหรับต้อนรับลูกค้าชนชั้นเชื้อพระวงศ์ ขุนนางระดับสูงและคหบดีผู้มั่งคั่งทั้งในเมืองหลวงและจากต่างเมือง
“หลิงเอ๋อลูกค้าห้องโบตั๋น ต้องการฟังเสียงพิณกู่เจิ้ง”
“ได้เจ้าค่ะ...เดี๋ยวข้าไป” เสียงของสตรีสาววัยแรกรุ่นรับคำ ก่อนจะเอื้อมถ้วยชายกขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมด
สาเหตุเพราะนางวิ่งเข้าวิ่งออกตั้งแต่ช่วงค่ำจนถึงตอนนี้แทบไม่ได้หยุดพักเลย นั่งบรรเลงกู่เจิ้งและร้องเพลงขับกล่อม ให้กับบรรดาแขกที่เข้ามาเยี่ยมชมและหาความสำราญภายในหอสังคีตของนาง ด้วยเพราะอยากจะช่วยแบ่งเบาภาระของบิดาเพื่อลดค่าใช้จ่ายของนักแสดงหรืออาจจะทั้งหมดลงไปได้บ้างไม่มากก็น้อย เพราะสถานะทางการเงินของตระกูลหวางในเวลานี้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว
“ไหนดูหน่อย แต่งตัวให้เรียบร้อย ห้องโบตั๋นเป็นลูกค้าคนสำคัญของหวางเถียนเลยนะ”เสียงของสตรีวัยกลางคนพูดพร้อมกับจัดเผ้าจัดผมที่ยุ่งเหยิงให้กับหลานสาวคนงามของนาง
หวางเย่หลิงสวมอาภรณ์สูงค่าแตกต่างไปจากนางรำและนักดนตรีคนอื่นๆ ที่อยู่ภายในหอสังคีตดังกล่าวอย่างเห็นได้ชัด เสื้อคอปกตั้งสูงกลัดกระดุมบริเวณลำคอ ตัวเสื้อมีความยาวคลุมสะโพกบน ชายแขนเสื้อกว้างปักลวดลายด้วยไหมสูงค่าหลากสีสัน สวมทับกระโปรงยาวถึงข้อเท้าสีน้ำเงินเข้มแวววาวจับจีบด้านข้างทั้งซ้ายและขวาปักลวดลายอย่างวิจิตรงดงามตลอดทั้งผืนผ้า
อาภรณ์ดังกล่าวช่างขับกับเรือนร่างทรงนาฬิกาทรายอันแสนงดงาม ทำให้เจ้าของร่างช่างยั่วยวน และยิ่งทำให้นางแลดูโดดเด่นกว่าสตรีนางใดภายในหอสังคีตนั้นทั้งหมด ด้วยเพราะมีผิวกายที่ขาวเนียนละเอียดและดวงตากลมโต
ใบหน้าสวยถูกตกแต่งด้วยเครื่องสำอางบางเบา รับกับผมสีน้ำตาลเข้มที่ถูกเกล้าขึ้นและจัดแต่งอย่างสวยงามพรั่งพร้อมไปด้วยเครื่องประดับที่สูงค่า เพียงแค่พิศแรกก็ล่วงรู้ทันใดว่าเป็นสตรีจากชนชั้นสูง อาภรณ์ที่งดงามอยู่แล้วยิ่งมาอยู่บนเรือนร่างของหวางเย่หลิง จึงเต็มไปด้วยเสน่ห์เย้ายวนใจยิ่งนัก
“งาม!งามที่สุดๆ งามมากจริงๆเลยหลิงเอ๋อของอา รูปร่าง หน้าตา ผิวพรรณแบบนี้ ไปหลอกผู้คนว่าเป็นสตรีชาวบ้านธรรมดาทั่วไปไม่มีผู้ใดหลงเชื่อเจ้าหรอกนะรู้หรือเปล่า แค่แวบแรกก็รู้เลยว่าเจ้าแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด ท่าทางแบบนี้คุณหนูจากตระกูลชั้นสูงทั้งนั้นแหละ หาใช่นักดนตรีหรือนางรำที่จะมาคลุกอยู่ในหอสังคีตเช่นนี้ เฮ้อ! พี่ใหญ่นะพี่ใหญ่ไม่น่าเกิดเรื่องกับสำนักคุ้มกันของท่านเลย ลูกสาวแสนสวยของท่านและหลานสาวของข้าจึงต้องมาอยู่ในสภาพเช่นนี้”ท่านอาสาวบ่น
หวางเย่หลิงได้แต่ส่งยิ้มบางเบาเมื่อได้ยินท่านอาของนางกล่าวออกมาเช่นนั้น นางไม่ต้องการให้ผู้ใดล่วงรู้ว่าแท้จริงแล้วคือบุตรีเพียงคนเดียวของหวางเจี้ยนเฉิง ทั้งนี้เพื่อสามารถทำงานในหอสังคีตนี้ได้อย่างราบรื่น เพราะโดยปกติก็คอยดูแลสำนักการสังคีตนี้อยู่ก่อนหน้านี้แล้ว นางเป็นเจ้าหอคอยดูแลความเรียบร้อยและบัญชีรายรับ รายจ่ายของที่นี่ทั้งหมด
แต่นางดูแลเฉพาะเรื่องเอกสารที่ถูกส่งไปรายงานที่จวนไม่เคยย่างกายเข้ามาในสำนักการสังคีตเช่นเดียวกับสำนักคุ้มกันที่นางก็มีหน้าที่ดูแลบัญชีรายรับรายจ่ายเช่นกัน
ครั้นเกิดเหตุการณ์เงินห้าหมื่นตำลึงทองสูญหายไปอย่างไร้ร่องรอยเมื่อสิบห้าวันก่อนทำให้หวางเจี้ยนเฉิงเป็นทุกข์ยิ่งนัก เพราะหลายร้อยชีวิตของตระกูลหวางจะต้องพบจุดจบด้วยโทษประหารกันทุกคนหากไม่สามารถหาเงินห้าหมื่นตำลึงทองนำส่งท้องพระคลังหลวงได้ตามกำหนด
ด้วยเหตุนี้จากที่ไม่เคยย่างกายเข้ามาในสำนักการสังคีต นางจึงจำเป็นต้องเข้ามาดูแลด้วยตัวเองเพื่อควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างเข้มงวดและตัด ลด สิ่งใดที่ไม่จำเป็นออกไปให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้
“ท่านอาก็พูดเกินไปเจ้าคะ หลิงเอ๋อก็แค่คนธรรมดาเท่านั้น ไม่เห็นจะแปลกและแตกต่างจากผู้อื่นตรงไหน อย่างไงก็อย่าให้ผู้ใดล่วงรู้ว่าข้าแท้จริงแล้วเป็นเช่นไรก็เพียงพอ เพื่อความสะดวกในการทำงานของข้า และเพื่อช่วยท่านพ่อลดค่าใช้จ่ายเรื่องค่าตัวของเหล่านางรำและนักดนตรีรวมไปถึงค่าใช้จ่ายอื่นๆ ของที่นี่ อย่าลืมนะเจ้าคะท่านอา”นางตอบกลับไป
“ก็แหมพูดนะง่ายแต่ในความเป็นจริงแล้วไม่มีผู้ใดเชื่อเสียเท่าไรหรอกหลิงเอ๋อ ผู้หญิงที่งดงามมากถึงเพียงนี้ไม่มาอยู่ในสถานที่เช่นนี้หรอก ออกเรือนไปตั้งแต่ครบวัยปักปิ่นโน้นแล้ว นี่เจ้าปีนี้อายุก็ 17 แล้วนะ อยู่ในวัยที่จะต้องออกเรือนไปกับผู้ชายที่มาจากชาติตระกูลสูง มั่งคั่งหรือเป็นนักปราชญ์ที่มีความรู้มากมาย”นางพูดพลางถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ก่อนจะเอ่ยขึ้น
“และอีกอย่างนะส่วนใหญ่ก็เข้าวังถวายตัวเป็นนางสนมเพื่อหน้าตาและเกียรติยศของตระกูล ไม่มาทำงานให้ตัวเองต้องเหนื่อยแบบนี้หรอก อีกอย่างสถานที่แบบนี้อันตรายยิ่งนัก หากเกิดไปพบกับกลุ่มขุนนางที่มีอำนาจภายในราชสำนักละก็ มีหวังได้นำเจ้าไปเป็นนางบำเรอจะทำอย่างไง”คนเป็นอาอธิบายให้หลานสาวฟัง
“หลิงเอ๋อเข้าใจเจ้าค่ะท่านอา แต่พวกคนเหล่านั้นทำได้ก็แค่คิดเท่านั้น เพราะไม่ว่าอย่างไรก็ตามหลิงเอ๋อจะไม่มีทางตกอยู่ในสภาพแบบนั้นอย่างแน่นอน ท่านพ่อจะต้องพยายามปกป้องข้าอย่างสุดกำลัง ข้าเชื่อเช่นนั้น”นางตอบกลับไปพร้อมก้าวเดินออกจากห้องทำงานของเจ้าหอ โดยมีสายตาของอาสาวมองตามหลัง
พานหยวนอี้หรืออาห้า ยืนกอดอกมองตามร่างหลานสาวคนสวยด้วยความกังวล ด้วยเพราะไม่ว่านางจะเดินผ่านไปที่แห่งไหน หวางเย่หลิงสะกดสายตาของทุกคู่ให้หยุดมองมาที่นางเป็นจุดเดียวกัน ไม่เว้นแม้กระทั่งสตรีด้วยกันเอง สายตาที่เต็มไปด้วยความชื่นชมมองตามหลังหลานสาวของนางตาไม่กะพริบ ก่อนจะนึกอะไรขึ้นมาได้
“แย่แล้ว! ข้าลืมไปว่าห้องโบตั๋นจวิ๋นอ๋องเข้ามาหาความสำราญในวันนี้ ถ้าเห็นหลิงเอ๋อแล้วละก็ นางงดงามมากขนาดนั้นมีหวังโดนหมายตาเอาไว้แน่เลย”ท่านอาห้ารีบโกยอ้าววิ่งตามหลานสาวของนางไปอย่างรวดเร็ว