ยูเรไก:
ในอดีตกาล เผ่ายูเรไกเป็นเผ่าพันธุ์ที่แข็งแกร่งและทรงพลังที่สุดในโลก
ในภาษาดึกดำบรรพ์ พวกเขาถูกขนานนามว่า ‘อสูรผู้น่าเกรงขาม’ เพราะ:
มีรูปร่างคล้ายมนุษย์หมาป่า พวกเขาสามารถแปลงกลายเป็นอสูรได้
พวกเขาดื่มเลือดเหมือนแวมไพร์
สามารถปะปนอยู่ในหมู่มวลมนุษย์โดยไม่มีผู้ใดล่วงรู้
เหล่าอสูรมีชีวิตเป็นอมตะ ใช้ชีวิตอย่างสันโดษ ด้วยวิถีชีวิตที่เรียบง่าย ไม่เห็นแก่ตัว แม้จะถูกผู้คนหวาดกลัว และไม่ไว้วางใจ ทว่าพวกเขาก็ไม่เคยตอบโต้ด้วยความรุนแรง
พวกเขาเปิดดินแดนหลังเทือกเขาที่กว้างใหญ่ไพศาล ให้กับทุกเผ่าพันธุ์ที่ต้องการเดินทางผ่าน และต้อนรับทุกคนอย่างไร้ซึ่งอคติ
แต่ทว่าเมื่อห้าร้อยปีก่อน ในขณะที่ไม่มีผู้ใดคาดคิดได้มีเผ่าพันธุ์หนึ่งเข้าโจมตีเผ่ายูเรไกในค่ำคืนที่พวกเขาอ่อนแอที่สุด พวกมนุษย์
ขณะปกป้องเผ่าของตน กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ ดาโมนิก้า ไม่อาจควบคุมสติไว้ได้ จนกลายร่างเป็นอสูรผู้บ้าคลั่ง
ซึ่งนำภัยมาสู่พวกพ้องในเผ่าพันธุ์ที่เขาคอยทุ่มเทปกป้องมา
แม้จะดูเป็นเรื่องเหลือเชื่อ แต่เผ่ายูเรไกก็สามารถจับกุมตัวกษัตริย์ซึ่งแปรงกลายเป็นอสูรเอาไว้ได้ และได้ทำการขังเขาไว้ในกรงที่มั่นคง เพื่อให้แน่ใจว่าเขาจะไม่มีวันหลุดออกมาได้อีก
แต่ด้วยความเกลียดชังที่มีต่อมนุษย์ ได้ซึ่งซับเข้าสู่หัวใจของชาวยูเรไกจนดำดิ่งสู่จิตใจอันมืดมน
กลายเป็นเหล่าอสูรผู้น่าเกรงขามอย่างที่ผู้คนเคยหวาดกลัวมาตลอด
และพวกเขาภูมิใจในความเป็นอสูรนั้น
มนุษย์:
หลังจากเข้ารุกรานเผ่ายูเรไก ก็เกิดการระบาดของไวรัสลึกลับขึ้น
ไม่มีใครรู้ว่ามันมาจากแห่งใด แต่หลายคนคาดการณ์ว่ามันเป็นผลพวงจากการโจมตีเผ่ายูเรไก
แม้บุรุษส่วนใหญ่จะฟื้นตัวและหายดีได้ในเวลาต่อมา แต่ไวรัสนี้กลับฆาตชีวิตสตรีไปเป็นจำนวนมาก
หญิงสาวที่รอดชีวิตมาได้ แทบจะไม่มีใครสามารถให้กำเนิดบุตรสาวได้ สตรีที่เหลือรอด หรือเด็กหญิงที่เกิดใหม่กลายเป็นสิ่งหายาก และเป็นที่ต้องการ
ในหลาย ๆ อาณาจักร บิดาที่ละโมบได้ขายลูกสาวของตัวเองให้แก่สถานเพาะพันธุ์ บางคนถูกบังคับให้เข้าไปอยู่ในเรือนบำเรอ มีชีวิตอยู่เพียงเพื่อสนองความสุขของบุรุษเท่านั้น บ้างก็ต้องทนถูกทารุณเพื่อแลกกับคำว่าความปลอดภัย
แม้แต่ผู้มีอำนาจหรือชนชั้นสูงก็ไม่อาจรับประกันความปลอดภัยของหญิงสาวในครอบครัวได้ เพียงแค่เห็นว่าเป็นสตรี ไม่ว่าจะเป็นทารก เด็กสาว หรือหญิงชราก็อาจตกเป็นเป้าสายตาอันไม่พึงประสงค์ได้ทั้งนั้น
เด็กผู้หญิงต้องตกอยู่ในภาวะเสี่ยงภัยมาตลอด
โลกนี้ไม่ปลอดภัยสำหรับพวกเธอ
.
.
.
บทนำ
ดินแดนมนุษย์: อาณาจักรนาเวีย
“เป็น ดะ-เด็กผู้หญิง ฝ่าบาท”
เจ้าชายการ์เร็ตถึงกับอึ้งไป
ขณะหันกลับไปมองหมอหลวง มือของเขาที่ยังวางอยู่บนตัวของภรรยาที่เหนื่อยล้า สั่นเทาอย่างไม่อาจควบคุมได้
เขาได้แอบจัดเตรียมเรื่องการคลอดไว้ล่วงหน้าเป็นเดือน ๆ และตอนนี้พวกเขาอยู่ในห้องใต้ดินลับของพระราชวัง ที่ซึ่งแพนโดรา ภรรยาสุดที่รักของเขากำลังให้กำเนิดบุตร
“เจ้าพูดว่าเยี่ยงไรนะ?” เจ้าชายการ์เร็ตหวังว่าเขาจะได้ยินผิดไป บางทีมันอาจเป็นความผิดพลาด
ได้โปรด เหล่าทวยเทพ ขอให้มันเป็นความผิดพลาดทีเถิด!
แต่แววตาแห่งความเห็นใจในสายตาของหมอหลวงวัยชรากลับไม่สามารถซ่อนเร้นได้เลย หมอหลวงค่อย ๆ หันร่างเล็ก ๆ ในอ้อมแขนให้เห็น “ทารกเป็นเด็กหญิงพ่ะย่ะค่ะ”
สีหน้าของแพนโดร่าเต็มไปด้วยความหวาดกลัวทันที เธอขยับตัวอย่างยากลำบากเพื่อจะได้มองลูกของเธอให้ชัดขึ้น
“ไม่นะ โอ้ พระผู้เป็นเจ้า ได้โปรด ไม่...” เธอส่ายหัวอย่างแรง พร้อมกับน้ำตาที่เอ่อคลอเต็มเบ้าตา
แม้แต่ในดวงตาของหมอหลวงก็มีหยาดน้ำตาเอ่อคลอ “กระหม่อมขอประทานอภัย ฝ่าบาท”
“ไม่!! !” แพนโดร่าร้องลั่น ฝังใบหน้าลงในอ้อมแขนอันอบอุ่นของสามี เสียงสะอื้นชวนสะเทือนใจดังออกมาเป็นระลอก
การ์เร็ตรู้สึกชาไปทั้งร่างกาย ขณะที่โอบกอดภรรยาของเขาไว้
ลูกสาวคนแรกของเขา เอเคียร่า ยังอายุไม่ถึงสี่ขวบดีด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้ราชากลับกำลังเจรจากับอาณาจักรคาวาร์เพื่อขายเธอให้กับผู้ที่เสนอราคาสูงสุดเสียแล้ว
เพราะดูเหมือนว่า ‘นาเวียกำลังต้องการเงินทุนเพิ่ม’
แม้กษัตริย์ออเรสตัสจะเป็นพี่ชายของการ์เร็ต แต่เขากลับเป็นทรราช และคำพูดของเขาก็คือคำตัดสิน
แล้วนี่อะไร เด็กหญิงอีกแล้ว? ลูกสาวถึงสองคนเลยเนี่ยนะ?
น้ำตาคลอในดวงตาของการ์เร็ต ขณะที่เขาจ้องมองทารกตัวน้อยที่กำลังร้องไห้โยเยในอ้อมแขนของหมอหลวง
โลกนี้ไม่ปลอดภัยสำหรับลูกสาวทั้งสองของเขาเลย
“ข้าจะเลี้ยงนางเหมือนลูกชาย” แพนโดร่าประกาศขึ้นทันที
ดวงตาของหมอหลวงเบิกกว้าง “พระองค์จะปิดบังเพศที่แท้จริงของพระธิดาอย่างนั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
“ใช่” แพนโดร่าตอบเสียงแน่วแน่ ความมุ่งมั่นฉายชัดในแววตา “เด็กคนนี้จะไม่มีวันถูกมองว่าเป็นผู้หญิง ไม่มีใครจะล่วงรู้ได้เด็ดขาด!”
“ตะ....แต่มันเป็นไปไม่ได้ที่จะซ่อนเรื่องแบบนี้นะพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท” หมอหลวงเริ่มร้อนรน “พระราชาสั่งประหารพวกเราแน่!”
“งั้นเราก็จะพาความลับนี้ลงหลุมไปด้วยกัน” เสียงของแพนโดร่าดุดันอย่างยิ่ง “ข้าไม่อาจปกป้องลูกสาวคนแรกได้ แต่ด้วยแสงแห่งเหล่าเทพ ข้าจะปกป้องลูกสาวคนที่สองเอาไว้ให้ได้”
มันเสี่ยงมาก แต่ว่าการ์เร็ตเองก็เห็นด้วยเช่นกัน นี่คือโอกาสเดียวที่พวกเขามี เพื่อจะปกป้องลูกสาวให้ปลอดภัย และพวกเขาก็พร้อมที่จะเสี่ยง
“สำหรับพวกเราแล้ว ลูกที่ข้าให้กำเนิดในวันนี้คือเด็กชาย” แพนโดร่ามองไปยังทารกตัวน้อย “ชื่อของเขาคือ เอเมอเรียล เอเมอเรียล กาลิเลีย อีเว่นสโตน”
เอเมอเรียล
เป็นชื่อที่เป็นกลาง และยังแปลว่า ‘การคุ้มครองจากฟากฟ้า’ ในภาษาดึกดำบรรพ์อีกด้วย การ์เร็ตชอบชื่อนั้น
มันเหมาะสมดี เพราะลูกสาวของพวกเขาคงต้องการทั้งโชคและการปกป้องจากทุกสิ่งบนโลกนี้
“ข้าเห็นด้วย” การ์เร็ตพูดเสียงหนักแน่น
เมื่อวางแผนในใจเสร็จสิ้น การ์เร็ตก็ให้ชายสองคนในห้องให้คำปฏิญาณว่าจะเก็บความลับนี้ไว้ตลอดไป
*********
คืนนั้นการ์เร็ตและภรรยา ยืนอยู่ข้าง ๆ เปลเล็ก ๆ ของทารก เฝ้ามองลูกน้อยที่กำลังหลับใหล ฝั่งตรงข้ามห้อง ลูกสาววัยสามขวบของพวกเขา เอเคียร่ากำลังนอนขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่มผืนเล็ก หายใจเป็นจังหวะขึ้นลงอย่างช้า ๆ
“ในชีวิตนี้ ข้าไม่เคยเห็นใครให้กำเนิดลูกสาวถึงสองคนมาก่อนเลย การ์เร็ต” แพนโดร่ากระซิบ เสียงเธอสั่นเครือแหบพร่า
เธอเงยหน้ามองเขา ดวงตาประกายรื้นไปด้วยน้ำตา “ข้าไม่รู้ว่ามันหมายความว่ายังไงกับเรา... หรือกับพวกนาง”
การ์เร็ตวางมือลงบนไหล่เธอเบา ๆ เป็นเชิงปลอบโยน “บางทีมันอาจหมายความว่า พวกนางมีโชคชะตาที่ยิ่งใหญ่รออยู่”
“หรือบางทีมันอาจหมายถึงความเจ็บปวดอย่างมหาศาลในอนาคต” สายตาของแพนโดร่าหันไปมองสูกสาวคนโตด้วยความกังวล “ข้ากลัวเหลือเกิน ทำไมเรื่องแบบนี้ถึงเกิดขึ้นได้?”
“บางทีอาจเพราะเทพเจ้าได้เลือกเจ้าไว้แล้ว ที่รัก” การ์เร็ตพูดปลอบ
“ข้าไม่เข้าใจเลยจริง ๆ ทำไมถึงต้องเป็นข้าด้วย ทำไมต้องเป็นเรา?”
เขาเองก็ไม่มีคำตอบสำหรับเรื่องนั้น
“ถ้ามันเป็นจริง” แพนโดร่าปาดน้ำตา เรียวนิ้วลูบแก้มทารกตัวน้อยอย่างแผ่วเบา “ก็ขอให้เทพพระองค์นั้นคุ้มครองลูก ๆ ของข้าตลอดไป เพราะพวกเราคงไม่สามารถอยู่เคียงข้างพวกนางได้ตลอดชีวิต”
การ์เร็ตดึงตัวภรรยาเข้ามากอดเธอไว้อย่างแนบแน่น ขณะที่ตัวเองก็พยายามซ่อนความกังวลเอาไว้ภายในใจ
เพราะเธอพูดถูก
ในยุคนี้ โอกาสที่คู่สามีภรรยาจะมีลูกสาวไม่ใช่แค่คนเดียว แต่มีถึงสองคนนั้น มันมากขนาดไหนกัน?
ไม่มีเลย ไม่เลยแม้แต่น้อย
ขณะที่เขามองลูก ๆ ที่กำลังหลับใหลอยู่ เขาก็ได้อธิฐานขึ้นมาในใจ ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ได้โปรด....... คุ้มครองงแก้วตาดวงใจของเราด้วยเถิด
ยี่สิบเอ็ดปีต่อมา
เจ้าชายเอเมอเรียล
“เขาดูน่ารักจังนะ” เสียงหนึ่งพึมพำขึ้น
“เจ้าชายหน้าหวานนั่นแหละ” อีกเสียงเสริมขึ้นมา
ก่อนที่ชายคนที่สามจะมองตามด้วยสายตาหื่นกระหาย “ไม่มีชายหนุ่มใด คู่ควรมีผมสวยเยี่ยงนั้น ”
เจ้าชายเอเมอเรียล ไม่สนใจคำพูดพวกนั้น เขาเชิดหน้าขึ้น พลางก้าวออกจากลานพระราชฐานเข้าสู่อาคาร
แค่เพราะเคยชินกับสายตาไม่พึงประสงค์เหล่านั้น ไม่ได้แปลว่าเขาจะไม่รู้สึกขยะแขยง
แม้จะใช้ชีวิตในคราบของเด็กชายมาตลอด แต่มันก็ไม่ได้ทำให้เขาปลอดภัยสักเท่าไร เหล่าชายหนุ่มในนาเวียพร้อมจะเสียบไอ้นั่นเข้าไปในทุกอย่างที่มีรู โดยเฉพาะถ้าสิ่งนั้นมีรูปลักษณ์อ่อนหวานคล้ายหญิงสาว
แต่เอเมอเรียลระมัดระวังอยู่ตลอดเวลา และนั่นคงเป็นเหตุผลที่เขายังเวอร์จินเพียงผู้เดียวมาจนอายุยี่สิบเอ็ดในอาณาจักรนาเวียแห่งนี้
นอกจากนั้นก็เพราะพี่สาวของเขา เจ้าหญิงเอเคียร่า ที่มักจะทำทุกอย่างเพื่อปกป้องเขาอย่างสุดชีวิต เธอพยายามทุกวิถีทางเพื่อให้ความลับของเขาไม่ถูกเปิดเผย
อุบัติเหตุจากรถม้าพรากพ่อแม่ของพวกเขาไปเมื่อสิบห้าปีก่อน และราชาออเรสตัสก็รับพวกเขาไปเลี้ยง ทรราชคนนั้นเปลี่ยนชีวิตของพวกเขาให้กลายเป็นนรกทั้งเป็น
เอเมอเรียลเพิ่งจะเดินเข้าไปในโถงหน้าห้องของเอเคียร่า เขาก็ได้ยิน
เสียงครวญคราง
แผ่วเบา ซึ่งเต็มไปด้วยความเจ็บปวด
เสียงนั้นดังมาจาก...
ทันใดนั้นความขุ่นเคืองใจก็พลุ่งพลางขึ้นมาทันที ปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้!
เขาพุ่งตัวไปตามทางเดิน ด้วยท่าทางขึงขัง ก่อนผลักประตูเปิดออก และชักดาบออกจากฝัก
“ถอยออกจากพี่สาวของข้าบัดเดี๋ยวนี้ ลอร์ดเมอร์ฟี่ ไม่อย่างนั้นข้าขอสาบานต่อฟ้าว่าจะเฉือนตรงนั้นของเจ้าทิ้งซะตรงนี้!” เอเมอเรียลคำรามขู่
ใบหน้าของท่านฑูตเผ่ามนุษย์ บิดเบี้ยวไปด้วยความหงุดหงิด เขาหยุดการเคลื่อนลง “ไปให้พ้นเจ้าชายน้อย เจ้ากำลังทำลายความสนุกของข้า”
เอเมอเรียลเกลียดคำเรียกที่ว่า ‘เจ้าชายน้อย’ แต่แน่นอนว่ายังไม่เท่ากับตอนถูกเรียกว่า ‘เจ้าชายหน้าอ่อน’ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา คนในนาเวียตั้งฉายาให้เขามากมาย เพราะรูปลักษณ์ที่บอบบางอ่อนหวานคล้ายอิสตรี
“ถอยออกไปจากเธอ เดี๋ยวนี้!” เอเมอเรียลก้าวพุ่งตรงไปยังเตียงดุ่ม ๆ ดึงลอร์ดเมอร์ฟี่ออกจากเอเคียร่าด้วยแรงทั้งหมดของเขา
ส่งผลให้ชายแก่ล้มหน้าคะมำลงพื้นเสียงดังโครมอย่างเป็นที่น่าพอใจ เอเคียร่าลุกขึ้นจากเตียง กอดร่างกายที่ถูกย่ำยีเอาไว้ ใบหน้าแดงก่ำจากการร้องไห้ ดวงตาบวมช้ำอย่างน่าสงสาร
เอเมอเรียลดึงพี่สาวเข้ามาในอ้อมแขน และโอบกอดเธอเอาไว้แน่น “ข้าขอโทษ ขอโทษนะ เคียร่า”
“มันไม่ใช่ความผิดของเจ้า”
“เจ้าเป็นบ้าอะไร ทำไมถึงทำเยี่ยงนี้! ?” ลอร์ดเมอร์ฟี่ลุกขึ้นมาด้วยความโกรธ “เมื่อคืนนี้ข้าชนะเกมพนัน ได้เจ้าหญิงเอเคียร่าเป็นรางวัลอย่างถูกต้อง ราชาเดิมพันนางไว้ แล้วก็พ่ายแพ้ให้ข้า! ข้าควรจะได้ตัวนางเป็นของข้าอย่างน้อยสองชั่วโมง!”
ดวงตาเอเมอเรียลวาบวาวด้วยไฟโทสะ เขาหันกลับไปจ้องหน้าคนตรงหน้า “ถ้าเจ้ากล้าแตะต้องตัวพี่สาวข้าอีก ข้าสาบานต่อฟ้าว่า ข้าจะเฉือนของลับของเจ้าออก ลอร์ดเมอร์ฟี่”
“เจ้าไม่กล้าหรอก!”
“ข้ายินดีรับบทลงโทษจากราชา” น้ำเสียงของเขาแน่วแน่ “แต่เจ้าจะไม่มีวันได้ใช้อวัยวะแห่งความเป็นชายของเจ้าอีกต่อไป เลือกให้ดีเถอะ”
ดวงตาของลอร์ดเมอร์ฟี่เบิกกว้าง เขารีบยกมือกุมเป้าตัวเองทันที ใบหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ
“ข้ากราบทูลท่านราชาแน่!” ท่านฑูตขู่ออกมา ก่อนจะคว้าชุดของเขา แล้วเดินปึงปังออกจากห้องไป
“นี่ เอ ทำไมเจ้าต้องทำแบบนั้นด้วย?” เอเคียร่ามองเขาด้วยสายตาเป็นกังวล “ราชาอาจลงโทษเจ้าด้วยแส้ร้อนอีกก็เป็นได้”
“ข้าไม่สนใจ ไปห้องข้ากันเถอะ” เอเมอเรียลเก็บดาบลงฝัก ไม่กล้าแม้แต่จะมองตาผู้เป็นพี่สาว เขาเองก็ใกล้จะหลั่งน้ำตาอยู่รอมร่อแล้วเช่นกัน เขาช่วยเอเคียร่าสวมเสื้อผ้าให้เรียบร้อย แล้วพาเธอเดินออกจากห้องไปตามโถงทางเดิน
ความรู้สึกผิดเก่า ๆ ค่อย ๆ คืบคลานมาตามกระดูกสันหลังของเขา เอเคียร่าปกป้องเขามาตลอด แม้มันจะทำให้เธอกลายเป็นเป้าอยู่คนเดียวก็ตาม พี่สาวของเขาไม่เคยโทษเขาเลย แต่เอเมอเรียลกลับโทษตัวเองมาตลอด
เอเคียร่าเป็นคนที่สดใสร่าเริงมาตลอด แต่ในเวลานี้ เมื่อร่างกายของเธอถูกย่ำยี เธอกลับดูเหนื่อยล้าเกินทน เหนื่อยล้ากับโลกใบนี้
กังวลเรื่องขุนนางคนต่อไปที่ราชาจะโยนเธอไปให้
หลายชั่วโมงต่อมา หลังจากได้อาบน้ำและพักผ่อน เอเคียร่าก็นอนอยู่บนเตียง หลับตาลงช้า ๆ
“เอ ตอนเด็ก ฝันร้ายที่สุดของข้าคือการถูกขายให้ขุนนางจากคาวาร์แต่ตอนนี้ ข้าแทบจะหวังให้ราชาใจดำคนนั้นทำมันให้จบ ๆ ไปซะยังดีเสียกว่า” เอเคียร่ากระซิบเบา ๆ
“ได้โปรด อย่าพูดแบบนั้น” เอเมอเรียลจับมือเธอไว้ “อาณาจักรนั้นมันเหมือนละครสยองขวัญเลยนะ ข้าเชื่อว่าที่ไหนก็ดีกว่าคาวาร์ ท่านพี่ อืม แน่นอนว่าเว้นแต่หลังภูเขาใหญ่นั่น”
แค่คิดถึงก็ทำให้เอเมอเรียลหนาววูบไปทั้งสันหลัง เพราะหลังภูเขานั้น คือถิ่นของเผ่ายูเรไก
“บางทีข้าก็อยากหนีออกจากอาณาจักรบัดซบนี้ไปเสียจริง ๆ” หยดน้ำตาไหลออกจากดวงตาของเอเคียร่า
ข้าก็เหมือนกัน เคียร่า ข้าก็เหมือนกัน
•••••••••
คืนนั้น หลังจากอาบน้ำเสร็จ เอเมอเรียลยืนอยู่หน้ากระจก จ้องมองเงาสะท้อนของตัวเอง
เส้นผมยาวสีดำขลับนุ่มสลวยของเขาไหลลงมาปรกลาดไหล่ราวกับม่านน้ำตก เมื่อเขาปล่อยผมลงมาแบบนี้ เขาก็ดูเหมือนตัวตนจริง ๆ ของเขา เด็กสาว
ถ้าได้มีชีวิตอย่างอิสระเหมือนคนที่สะท้อนในกระจก จะรู้สึกอย่างไรนะ? ไม่ต้องใช้ชีวิตด้วยความหวาดกลัว ว่าชายคนต่อไปจะเป็นใครที่มารังแกเขา เหมือนที่พวกนั้นทำกับพี่สาวของเขา?
เอเมอเรียลเคยจิตนาการว่าจะได้แต่งงานกับชายในฝัน ผู้ที่ปกป้องตนได้ ใครสักคนที่แข็งแกร่งพอจะทำให้เขาปลอดภัย พาเขาหนีจากพวกนักล่า และทำให้เขาหลงใหลได้ด้วยพละกำลังอันมหาศาล และความรักอันลึกซึ้ง
ภาพลวงตาทั้งเพ แต่มันก็เป็นภาพลวงตาที่แสนหวาน
เพราะโลกแห่งความจริงนั้นอัปลักษณ์เกินไป
เขาสะบัดความคิดนั้นออกไป แล้วคลานขึ้นเตียงพลางหลับตาลง ปล่อยให้ห้วงนิทรากลืนกินเขา
.
.
ความฝันเริ่มต้นเหมือนเดิมเสมอ
ท่ามกลางความมืดมิด ชายคนหนึ่งยืนอยู่ตรงประตู เขามีรูปร่างใหญ่โต แลดูแข็งแกร่งเยี่ยงชายชาตรี กว่าชายหนุ่มทั้งหลายที่เอเมอเรียลเคยพบเห็น
ร่างนั้นสูงใหญ่อย่างกับยักษ์ จนทำให้เอเมอเรียลรู้สึกตัวเล็กราวเหยื่อตัวน้อยที่ถูกต้อนไปจนมุม
“ท่านเป็นผู้ใด?” เสียงงัวเงียของเอเมอเรียลสั่นเครือเล็กน้อย ภายในใจเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น “ท่านต้องการอันใดจากข้า? ”
“เจ้าเป็นของข้า” เสียงของเขาหนักแน่น ทุ้มต่ำดั่งกัมปนาท “เจ้าถูกสร้างมาเพื่อสิโรราบให้กับข้า นอนหงายให้ข้า ให้ข้ากระแทกกายเข้าใส่จนขาสั่น ให้ข้าเจาะเข้าไปในร่างเจ้าจนรูของเจ้าร้องเรียกข้า เจ้าควรจะอ้อนวอนขอดุนรักของข้าทุกคืน แค่ของข้าเท่านั้น”
ใบหน้าเอเมอเรียลแดงซ่านด้วยความตกใจ เขาตกใจจนรีบลุกพรวดขึ้นมานั่ง “ทะ....ท่านไม่ควรพูดอะไรหยาบโลนแบบนั้นกับข้านะ มันไม่เหมาะสม!” ”
ทว่าชายลึกลับคนนั้นก้าวออกมาจากเงามืดและเข้ามาในห้องนอนของเอเมอเรียล ขณะที่ทำเช่นนั้น ร่างของเขาก็เริ่มเปลี่ยนไป กลายเป็น... อสูร
อสูรที่น่ากลัวที่สุดเท่าที่เอเมอเรียลเคยเห็นมา
ยูเรไก
“โอ้พระเจ้า โอ้พระเจ้า” ลมหายใจของเอเมอเรียลสะดุดด้วยความหวาดกลัว เขาเริ่มตื่นตระหนกแล้ว ในบรรดาเผ่าพันธุ์ที่แปลงร่างได้ทั่วทั้งโลก ทำไมต้องเป็นยูเรไก!?
มันย่างก้าวเข้ามาใกล้อย่างมุ่งมั่นตั้งใจ ดวงตาสีเหลืองอำพันจ้องตรงมายังเอเมอเรียลอย่างหิวกระหาย
เอเมอเรียลส่ายหัวอย่างแรง แล้วถอยหลังหนีอย่างตื่นตระหนก “ไม่ ไม่ ไม่! อย่ามายุ่งกับข้า! เขาตะโกนลั่น “ทหาร! ใครก็ได้ ช่วยด้วย! ”
ทว่าไม่มีผู้ใดเข้ามา
อสูรร้ายกระโจนขึ้นเตียง ขึ้นไปคร่อมทับอยู่บนตัวเอเมอเรียลและกักขังเขาเอาไว้ข้างใต้ กรงเล็บของมันฉีกทึ้งเสื้อผ้าเขาออก ร่างกายสตรีที่บอบบางของเอเมอเรียล เผยอยู่ท่ามกลางดวงตาสีเหลืองอำพันคู่นั้น
ต้นขาที่แข็งแกร่งของมันขืนบังคับให้ขาของเอเมอเรียลแยกออก แล้วแก่นกายใหญ่ยักษ์ของอสูรก็เคลื่อนเข้ามาแตะจุดที่ไม่เคยมีใครแตะต้องของเขา ก่อนจะดันเข้าไป...!
.
เอเมอเรียลสะดุ้งตื่นขึ้นพร้อมกับเสียงกรีดร้อง ร่างทั้งร่างสั่นสะท้าน ทั้งยังเปียกโชกไปด้วยเหงื่อ เขากวาดตามองไปรอบ ๆ ห้องที่ทั้งมืดมิด และว่างเปล่า
“แค่ฝันไป” เขาพึมพำขณะที่ตัวยังสั่นเทา “ขอบคุณพระเจ้า แค่ฝันเท่านั้น ”
ฝันเหมือนเดิมอีกแล้ว เขาฝันแบบนี้มาหลายเดือนแล้ว
เขากลืนน้ำลายเหนียว ๆ ลงคออย่างยากลำบาก พลางเอามือสั่น ๆ ลูบผมตัวเอง “ทำไมข้าถึงเอาแต่ฝันร้ายซ้ำ ๆ แบบนี้อยู่เรื่อย? ”
มันทำให้เอเมอเรียลหวาดกลัวเป็นอย่างมาก
ยูเรไกงั้นเหรอ?
ไม่มีใครในโลกนี้ที่จะภาวนาขอเจอชาวยูเรไกสักครั้งในชีวิต โดยเฉพาะเอเมอเรียล
แต่ถึงแม้ความหวาดกลัวจะยังอยู่ภายในใจ ความร้อนรุ่มจากฝันยังหลงเหลือภายในกายไม่สร่าง จุดลึกภายในความเป็นหญิงของเขารู้สึกแปลกไป ชื้นแฉะ
นี่มันเกิดอันใดขึ้น?
เจ้าชายเอเมอเรียล
เช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อเอเมอเรียลก้าวออกจากห้องพัก ทหารสองนายก็เข้ามาขวางหน้าเขาเอาไว้ “พระราชามีรับสั่งให้ท่านชายเข้าเฝ้าพะยะค่ะ” ทหารนายหนึ่งกล่าวออกมา “ท่านต้องเสด็จไปยังศาลพะยะค่ะ”
เหอะ ไอ้ฑูตหน้าโง่นั่น รีบวิ่งแจ้นเอาเรื่องเขาไปฟ้องเสียจริง
เอเมอเรียลจึงเดินนำมุ่งหน้าไปยังศาล ก็แค่โดนเฆี่ยน เขาไม่เป็นอันใดหรอก
ทว่าเมื่อเขาเดินตามทางเดินไปใกล้ประตู ก็สัมผัสได้ถึงความเงียบอันน่าหวาดกลัว
มีบางอย่างไม่ชอบมาพากล
ปกติแล้วห้องพิจารณาคดีจะเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยจนดังลอดออกมาด้านนอก เสียงพึมพำ เสียงบ่น และเสียงโต้แย้งจะมีให้ได้ยินเสมอ
ความกังวลใจของเขามีมากขึ้นเมื่อประตูเปิดออก และสายตาทุกคู่ไม่ได้จ้องมองมาที่เขาด้วยแววเหยียดหยันเช่นเคย ทว่าสายตาเหล่านั้นกลับมองไปยังพระราชาผู้เป็นศูนย์กลางของศาลแห่งนี้
เอเมอเรียลจึงเบนสายตาไปมองตามพวกเขา
มีชายสองคนในชุดคลุมสีขาวยืนอยู่ ผมยาวตรงสีดำขลับปล่อยสยายถึงเอว ดูไม่มีพิษมีภัยอันใด
แต่เมื่อมองนานเข้า เอเมอเรียลก็เริ่มสังเกตเห็นกล้ามเนื้อที่ปกปิดแทบไม่มิดภายใต้ชุดคลุมนั้น ใบหูที่แหลมเล็ก และใบหน้าหล่อเหลาผิดธรรมชาติ ไม่อาจอ่านสีหน้าของเขาออกได้
เขาชะงัก
ยูเรไก
คนพวกนี้ดูดีมีชาติตระกูล
ลำคอของเอเมอเรียลแห้งผาก ไม่มีผู้ใดอยากเผชิญหน้ากับยูเรไก
“ท่านคิดว่าอย่างไร ท่านราชาออเรสตัส?” หนึ่งในชาวยูเรไกผู้ซึ่งใบหน้ามีรอยแผลเป็นข้างแก้มเอ่ยออกมา เขาดูน่าเกรงขามเป็นอย่างมาก
“ไม่ ไม่ได้” ราชาออเรสตัสเอ่ยค้าน สีหน้าเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ซึ่งเขาไม่อาจปิดบังมันไว้ได้
รอยแผลเป็นบนใบหน้าของยูเรไกย่นลงจากการขมวดคิ้ว ชัดเจนว่าคนผู้นี้ไม่ใช่ผู้ที่ยอมรับคำปฏิเสธได้ง่าย ๆ
“ท่านคิดผิดแล้ว หากคิดว่าเรามาเพื่อให้ทางเลือกแก่ท่าน ท่านราชาแห่งมวลมนุษย์” เขาเอ่ยออกมา ก่อนจะก้าวไปข้างหน้าด้วยท่าทางเหิมเกริม
เหล่าข้าราชบริพารในห้องพิจารณาคดีต่างพากันอ้าปากค้าง และพากันถอยกรูดกลับไปนั่งลงที่เดิม
“ใจเย็น ท่านลอร์ดวลาดิเมีย” ยูเรไกอีกตนเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน ราวกับกำลังขอร้องมากกว่าสั่งการ
ยูเรไกผู้ที่ใบหน้ามีแผลเป็น หรือท่านลอร์ดวลาดิเมีย จ้องมองผู้เป็นราชาด้วยสายตาที่แข็งกร้าว จนผู้คนอดไม่ได้ที่จะตัวสั่น “นี่เป็นสิ่งเล็กน้อยที่สุดที่ท่านควรทำ ท่านราชาแห่งมวลมนุษย์ มอบเจ้าหญิงให้เราซะ แล้วเราจะจากไปโดยไม่ก่อความวุ่นวายใด ๆ”
“พวกเราพร้อมจ่ายเพื่อเธอ” ยูเรไกอีกคนกล่าว พลางเอื้อมหยิบถุงเหรียญใบโตออกมาจากใต้เสื้อคลุม
ความกลัวของราชาเริ่มจางหาย พระกรรณของพระองค์กระดิกขึ้นเล็กน้อยด้วยความสนใจ “เงินงั้นหรือ?“
“ไม่ใช่แค่เงิน แต่ยังมีเหรียญทองด้วย” ยูเรไกผู้ที่ใบหน้าไร้ซึ่งแผลเป็นกล่าว
ทุกคนในห้องพิจารณาคดีต่างอุทานออกมาอย่างตกใจ รวมถึงเอเมอเรียลด้วย เพราะเหรียญทองนั้นหายากและมีค่ามหาศาล
ยูเรไกผู้นั้นกล่าวต่อ “สิ่งที่เจ้าต้องทำมีเพียงแค่มอบเจ้าหญิงให้เรา แล้วถุงนี้จะเป็นของเจ้า”
เดี๋ยว...
เจ้าหญิงงั้นหรือ?
พวกเขาคงไม่ได้หมายถึง...
ประตูทางเข้าอันยิ่งใหญ่เปิดออกอีกครั้ง ทหารสองนายพาตัวเอเคียร่าเข้ามาในศาล
ไม่ ไม่ ไม่นะ ต้องไม่ใช่พี่สาวของเขาสิ
เอเมอเรียลพุ่งตัวไปข้างหน้า แต่เหล่าทหารที่พาเขามา กลับขวางเขาไว้ เขากัดริมฝีปากแน่น พยายามไม่ทำให้ตนเองเป็นจุดสนใจ แต่มันยากเย็นยิ่งนัก
แน่นอนว่าเรื่องนี้จะต้องไม่ใช่อย่างที่เขาคิด มันจะต้องเป็นความฝันแน่ ๆ
พวกยูเรไกไม่มีทางดั้นด้นมาถึงที่นี่เพื่อที่จะซื้อพี่สาวของเขาไปเป็นทาส...!
ทหารทั้งสองนายพาตัวเอเคียร่าไปที่กลางศาล ห่างจากเผ่ายูเรไกเพียงไม่กี่ก้าว
ความหวาดกลัวบนใบหน้าของเอเคียร่าสะท้อนความรู้สึกในใจของเอเมอเรียลได้อย่างชัดเจน
“เอาล่ะ หวังว่าข้าจะเข้าใจถูกนะ” ราชาออเรสตัสเริ่มกล่าว “ที่ข้าต้องทำ ก็แค่เพียงแค่ขายนางให้พวกท่าน แล้วเงินทั้งหมดนี้จะเป็นของข้าใช่หรือไม่ ไม่มีเงื่อนไขอื่นใด ใช่หรือไม่?”
“ใช่” ยูเรไกผู้ที่ใบหน้าไร้ซึ่งรอยแผลเป็นเอ่ยตอบ
ลอร์ดวลาดิเมียก้าวเข้าไปใกล้ ๆ และลดระยะห่างระหว่างเขากับเอเคียร่าซึ่งกำลังตัวสั่นอย่างเห็นได้ชัด
เขาเอื้อมมือขึ้นแตะแก้มนวลของเอเคียร่า เอียงใบหน้าเธอเล็กน้อยเพื่อดูให้ชัดเจน สีหน้าของเขาแสดงความรังเกียจอย่างชัดเจน “นางใช้ได้”
ราชาออเรสตัสง้างค้อนพิพากษาของเขาขึ้นแล้วทุบลงบนโต๊ะอย่างแรง “ขาย! นับจากวินาทีนี้เป็นต้นไป เจ้าหญิงเอเคียร่าเป็นของยูเรไก”
“อะไรนะ! ?” เสียงตะโกนหลุดจากปากเอเมอเรียลก่อนที่เขาจะห้ามมันไว้ได้
เขาวิ่งไปที่กลางศาลแล้วทรุดตัวลงคุกเข่า “ได้โปรด อย่าขายพี่สาวของข้าให้พวกเขาเลย อย่าขายให้เผ่ายูเรไก ได้โปรดเถอะ ฝ่าบาท”
ราชาเหลือบตามองเขาด้วยสายตาเบื่อหน่าย “ตอนนี้มันเกินกว่าที่ข้าจะควบคุมได้แล้ว เอเมอเรียล”
เกินกว่าที่เขาจะควบคุม...
เอเมอเรียลไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน “ท่านจะปล่อยให้เรื่องนี้เกิดขึ้นไม่ได้นะ นางก็เป็นหลานสาวของท่านเหมือนกัน ท่านทำแบบนี้ได้ยังไง! ?”
เสียงของเขาแหลมสูงราวกับเด็กสาวตอนที่ตะโกนออกไป ซึ่งเขาไม่ได้ภูมิใจกับสิ่งนั้น หากแต่หาได้สนใจไม่ “ท่านก็รู้ว่าอีกฟากของเทือกเขาใหญ่มีชะตากรรมที่เลวร้ายยิ่งกว่าความตายรอคอยนางอยู่ ท่านยอมขายนางให้พวกเขาได้เยี่ยงไร?”
“อย่างกับเขามีทางเลือกอย่างนั้นแหละ” ท่านลอร์ดวลาดิเมียแค่นเสียงเยาะ ทั้งห้วนลึก และเต็มไปด้วยการเหยียดหยัน
เอเมอเรียลหันขวับไปหาพวกเขาทั้งคู่ ความโกรธฉาบชัดอยู่บนใบหน้า แต่เมื่อเขาสบเข้ากับดวงตาสีเทาอันน่าหวาดหวั่นคู่นั้น เขาก็ไม่อาจปล่อยให้ความโกรธเข้าครอบงำได้อีกต่อไป
เขาเคยอ่านเจอในหนังสือว่า ยูเรไกสามารถพรากชีวิตผู้อื่นได้โดยไม่ต้องแตะต้องกายหยาบเลยด้วยซ้ำ อาจจะเป็นแค่ข่าวลือก็จริง แต่เมื่อพี่สาวของเขาต้องตกอยู่ในอันตราย เขาก็ไม่คิดจะเสี่ยงพิสูจน์ทฤษฎีนั้น
“ข้าจะไปด้วย ที่ไหนที่เอเคียร่าไป ข้าก็จะไป” เอเมอเรียลกล่าว พลางเชิดหน้าขึ้นอย่างท้าทาย
เอเคียร่าหันขวับมาทางเอเมอเรียล ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ “ไม่ เจ้าจะทำอันใด เอ?”
“ข้าจะไปกับท่านพี่” เอเมอเรียลกล่าวเสียงหนักแน่น
ท่านลอร์ดวลาดิเมียเลิกคิ้วเรียวที่ได้รูปขึ้น “ไม่ เราไม่ต้องการเจ้า เราต้องการแค่พี่สาวของเจ้า”
เอเมอเรียลลุกขึ้นยืน “ข้าไม่สน เอาตัวข้าไปด้วย หากท่านทิ้งข้าไว้ที่นี่ ข้าก็จะหาทางไปหานางให้ได้อยู่ดี ข้าจะข้ามเทือกเขาใหญ่นั่นถ้าจำเป็น!”
ท่านลอร์ดวลาดิเมียหัวเราะ เสียงหัวเราะเย็นเยียบนั้นไร้ซึ่งความขบขันใด ๆ “หากไม่มีพิธีผ่านแดน เทือกเขาใหญ่จะกลืนเจ้าทั้งเป็น เจ้าจะไม่มีวันรอดไปถึงอีกฝั่งได้หรอก”
“ข้ายอมเสี่ยง” เอเมอเรียลกล่าวอย่างแน่วแน่
“ไม่นะ ข้าไม่ต้องการให้น้องชายข้าตามไปด้วย” เอเคียร่าพูดแทรกขึ้น ก่อนจะหันมามองเอเมอเรียลด้วยแววตาอ้อนวอน “อย่าทำแบบนี้เลย เอ ข้าต้องตกนรกอยู่แล้ว ข้าไม่อยากให้เจ้าต้องเผชิญชะตาเดียวกับข้า!”
“หากเจ้าตามพวกเรามา เจ้าก็จะกลายเป็นทาสของพวกเรา” ท่านลอร์ดวลาดิเมียกล่าว พลางจ้องมองเอเมอเรียลอย่างกดดัน “ยูเรไกไม่สนหรอกว่าเจ้าจะเป็นชายหรือหญิง เจ้าจะต้องรับใช้เจ้านายในทุกรูปแบบตามที่พวกเขาต้องการ ไม่ว่าจะในเหมือง ในห้องเก็บของ ไม่ว่าจะนอนหงาย นอนคว่ำ หรือคุกเข่า หากเจ้าตกลงเป็นทาสของพวกเรา วันนี้คือวันที่เจ้าจะต้องสูญเสียอิสรภาพ”
ร่างของเอเมอเรียลสั่นสะท้านขึ้นมาทันที
“เจ้ารู้ไหมว่าการเป็นทาสของยูเรไกหมายถึงอันใด เจ้ามนุษย์ตัวน้อย เจ้าเป็นเด็กหนุ่มหน้าตาดี เจ้าจะไม่มีวันขาดเจ้านายที่ต้องการเจ้าเป็นแน่”
ความหวาดกลัวซึมลึกเข้าไปถึงแก่นหัวใจของเขา หากสิ่งที่เขาเคยได้ยินตั้งแต่เด็ก กับที่อ่านเจอในหนังสือล้วนเป็นความจริง การเป็นทาสของพวกยูเรไกนั้นเลวร้ายยิ่งกว่าการเป็นทาสของมนุษย์เสียอีก
และความฝันของข้า...
ข้าควรวิ่งไปอีกทางสิถึงจะถูก...!
แต่เขาก็ทำใจแข็งยืนหยัด “ที่ไหนที่พี่สาวข้าไป ข้าก็จะไป”
“เรามิได้ตกลงรับทาสสองคน” ยูเรไกคนที่สองเอ่ยขึ้น
“งั้นก็เป็นอันว่าจบ” ท่านลอร์ดวลาดิเมียพูดต่อ ราวกับไม่สนใจคำพูดของอีกฝ่ายเลย
ยูเรไกผู้ซึ่งมีแผลเป็นบนใบหน้าล้วงมือเข้าไปในเสื้อคลุมของเขา หยิบถุงเหรียญอีกใบออกมา แล้วโยนถุงทั้งสองลงพื้นตรงหน้าราชา “เราจะเอาทั้งคู่”
“ขาย!“ ราชาออเรสตัสทุบค้อนลงอีกครั้ง