ปฐมบท
เสียงฝ่ามือหนักๆ ที่กระทบลงใบหน้าของใครบางคนจนเกิดเสียงดังสนั่นอยู่ภายในห้องนอนของ สุนิสา บุตรสาวคนโตของคุณมณีรินทร์และคุณทรงพล เจ้าของห้างสรรพสินค้าชั้นนำของประเทศทำเอาเหล่าบรรดาสาวใช้ที่ยืนอยู่หน้าห้องต่างพากันสงสารคนถูกกระทำไม่ได้ แต่ใครเลยจะกล้ายื่นมือเข้าไปยุ่งเมื่อต่างก็รู้ๆ กันดีอยู่แล้วว่าฤทธิ์เดชของคุณหนูคนโตแห่งบ้านศุภรักษ์นั้นร้ายกาจเพียงใด
“ฉันบอกแกกี่ครั้งกี่หนแล้วห๊ะนังริน ว่าชุดพวกนี้เวลาซักให้ซักมือเท่านั้น! แกคิดว่าตัวหนึ่งมันราคาเท่าไหร่ห๊ะอีโง่!” สุนิสาตวาดใส่หน้าน้องสาวต่างมารดาที่เธอและผู้เป็นแม่เกลียดชังจับหัวใจก่อนจะปาเอาชุดเดรสแบรนด์เนมหรูในมือ ใส่หน้าของอีกฝ่ายเข้าเต็มแรง
“รินขอโทษค่ะคุณสา เดี๋ยวรินเอาไปซักให้ใหม่นะคะ” ปภาวรินทร์ร้องบอกทั้งน้ำตา ใบหน้าอ่อนหวานมองพี่สาวก็ไม่เคยอนุญาตให้เธอเรียกว่าพี่เลยสักครั้งทั้งๆ ที่เธอกับสุนิสาต่างก็มีพ่อคนเดียวกัน
พ่อที่ไม่เคยเห็นเธอเป็นลูกเลยสักครั้ง…
พ่อที่เลี้ยงดูเธอมาแบบทิ้งๆ ขว้างๆ ไม่เคยแสแย ไม่เคยสนใจ ไม่เคยแม้กระทั่งส่งมอบความรักความเอาใจใส่ให้กับเธอเลย
อาจเป็นเพราะเธอมันคือลูกคนใช้ ลูกที่เกิดจากมารดาของเธอซึ่งเคยทำงานในบ้านหลังนี้ฐานะคนใช้ หญิงสาวไม่รู้เรื่องอะไรมากนักเพราะไม่ค่อยมีใครกล้าที่จะเอ่ยเรื่องนี้ออกมา
เธอรู้เพียงแต่ว่าแม่ของเธอเคยทำงานในบ้านหลังนี้ในฐานะคนใช้ก่อนจะได้เสียกับพ่อของเธอและให้กำเนิดเธอขึ้นมา แต่โชคร้ายที่วันนั้นแม่ของเธอตกเลือดมากจึงทำให้เสียชีวิต ทอดทิ้งให้เธอต้องเผชิญกับความโหดร้ายจากทุกๆ คนส่วนใหญ่ภายในบ้านหลังนี้มักจะมอบให้กันตามลำพัง ไม่ว่าจะเป็นพ่อ พี่สาว หรือแม้แต่แม่เลี้ยงที่แสนจะใจร้าย
ทุกคนต่างลงความเห็นและมักจะพูดกรอกหูอยู่เสมอๆ ว่าเธอไม่สมควรเกิดมาเพื่อเป็นจุดด่างพร้อยให้กับผู้เป็นพ่อแท้ๆ เลย แต่ในเมื่อเกิดมาแล้ว ก็ต้องยอมรับชะตากรรมของตัวเองต่อไป ชะตากรรมที่เธอเองก็เลือกไม่ได้ต่อให้เธออยากเลือกแค่ไหนก็ทำไม่ได้อยู่ดี
“ย่ะ! อย่าทำพลาดอีกไม่งั้นฉันเอาแกตายแน่ ออกไปได้แล้ว!” สุนิสาตวาดลั่นอีกรอบ
ทั้งๆ ที่วันนี้มันคือวันสำคัญของเธอแท้ๆ แต่ก็ต้องมาหงุดหงิดแต่เช้าเพราะนังน้องนอกคอกทำเรื่องใส่กัน
หญิงสาวคิดก่อนจะเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้าเพื่อหาชุดที่คิดว่าสวยที่สุดมาลองสวมใส่ในการออกเดทกับแฟนหนุ่มของตัวเองต่อไป
โดยหารู้เลยไม่ว่าการตัดสินใจออกจากบ้านตั้งแต่เช้าในวันนี้นั้นมันจะทำให้เธอต้องพลาดกับโชคชิ้นใหญ่ไปตลอดกาลเลยก็ว่าได้
รถคันหรูค่อยๆ จอดเทียบที่หน้าคฤหาสน์หลังงามของเพื่อนรักที่ไม่ได้พบเจอกันมานานนับปีๆ นายมานพ สุริวงศ์ภพ เจ้าของเหมืองแร่ชื่อดังค่อยๆ ก้าวลงมาจากรถก่อนจะลอบมองคฤหาสน์หรูใจกลางกรุงของเพื่อนพร้อมรอยยิ้มพออกพอใจ การชอบทำอะไรให้ยิ่งใหญ่สมฐานะแบบนี้ รับรองว่าเขามาไม่ผิดบ้านแน่
“เดี๋ยวก่อนสิจ๊ะหนู” ชายชราเอ่ยเรียกหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งบังเอิญเดินผ่านมาไว้ จนเมื่ออีกฝ่ายหันมาจึงส่งยิ้มอบอุ่นให้ รอยยิ้มที่ทำให้ปภาวรินทร์รู้สึกได้ถึงความอ่อนโยนจากคนตรงหน้า ความอ่อนโยนที่เธอไม่เคยได้รับจากใครคนไหนมาก่อน
“คุณลุง มีอะไรให้หนูช่วยรึเปล่าคะ” ชายชราจ้องมองหญิงสาวที่อายุน่าจะพอกับลูกชายของตนอยู่ครู่ใหญ่ จึงเอ่ยบอกถึงธุระออกไป
“ฉันมาหาคุณทรงพล ไม่ทราบว่าเขาอยู่รึเปล่า”
“คุณพ่อ…เอ่อคุณท่านอยู่ด้านในค่ะ คุณลุงคงจะเป็นแขกที่ท่านรออยู่ เชิญทางนี้เลยค่ะเดี๋ยวหนูพาไป” หญิงสาวที่พลั้งปากเรียกพ่อว่าพ่อหน้าเสียไปเล็กน้อยก่อนจะยิ้มกลบเกลื่อนพร้อมเดินนำอีกฝ่ายเข้ามายังตัวบ้านซึ่งก็มีพ่อกับแม่เลี้ยงเธอนั่งรออยู่ก่อนแล้ว
“ว่ายังไงไงไอ้นพ! ไม่ได้เจอกันเสียนาน กว่าจะโผล่หัวออกมาจากเหมืองได้นะ!” คำสนทนาที่สนิทสนมทำให้ปภาวรินทร์คิดเอาเองว่าแขกคนนี้คงจะเป็นเพื่อนสนิทกับพ่อของเธอไม่ผิดแน่ หญิงสาวทำได้เพียงแค่คิดก่อนจะหมุนตัวเตรียมจะเดินจากไป แต่ยังไม่ทันไรเสียงร้องเรียกจากแม่เลี้ยงนั้นก็ดังขึ้นจากด้านหลังเข้าเสียก่อนทำให้หญิงสาวไม่อาจที่จะพาตัวเองเดินจากออกไปอย่างที่ใจเธอต้องการ
“เดี๋ยวก่อนสิยัยริน! เข้าไปหาน้ำมารับแขกด้วยด้วย” คุณหญิงมณีรินทร์เอ่ยขึ้นสั่ง สายตาทอดมองลูกเลี้ยงด้วยความเกลียดชังจับใจจนมานพที่จ้องตามเริ่มรู้สึกแปลกแต่ก็ไม่เอะใจอะไร
“ได้ค่ะคุณผู้หญิง” ปภาวรินทร์ขานรับเพียงสั้นๆ ก่อนจะรีบพาตัวเองเดินหายไป ปล่อยให้พวกผู้ใหญ่ให้พูดคุยธุระกันตามลำพัง
“ไหนๆ ฉันก็มาถึงแล้ว เรามาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า”คุณมานพเป็นคนแรกที่เอ่ยขึ้น ซึ่งจุดประสงค์ของการมาที่นี่ของเขานั้นก็ไม่ใช่เรื่องใดนอกจากเรื่องที่บุคคลตรงหน้าทั้งสองคนตัดสินใจโทรไปขอความช่วยเหลือ ซึ่งเขาเองก็เต็มใจที่จะช่วยเท่าที่พอจะช่วยได้บ้าง
“เอาสิ ก่อนอื่นฉันต้องขอโทษด้วยที่ต้องให้แกมาหาถึงที่ทั้งๆ ที่ฉัน…เป็นฝ่ายจะขอยืนเงินแกแท้ๆ ต้องขอโทษจริงๆ เพื่อน”
“อย่าคิดมากสิวะ เราเพื่อนกัน อะไรที่พอช่วยกันได้ก็ต้องช่วยกันไปก่อน ว่าแต่ครั้งนี้ขาดทุนหนักเลยเหรอ” เจ้าพ่อเหมืองใหญ่เอ่ยถามไถ่ อยากจะได้ข้อมูลมากกว่าที่คุยกันทางโทรศัพย์เพื่อที่จะได้ช่วยเหลือเพื่อนรักที่เคยสนิทสนมกันตั้งแต่ครั้งสมัยเรียนได้ถูกวิธี
“ก็พอตัว ฉันผิดเองที่ไว้ใจคนผิด บอกตามตรงว่าตอนนี้ฉันเองก็ไม่รู้ว่าจะหันหน้าไปพึ่งใคร จะมีก็แต่แกที่พอจะนึกออก…” ซึ่งคุณมานพเองก็ยินดีที่จะช่วยเพื่อนรัก
หากแต่การช่วยเหลือในครั้งนี้เขาเองก็คงต้องขอแลกเปลี่ยนกับอะไรบางอย่างกับมันเหมือนกัน ข้อแลกเปลี่ยนที่ทรงพลเองก็ลำบากใจไม่น้อยเพราะยังไม่มีโอกาสได้เกริ่นบอกลูกสาวกับภรรยาก่อนล่วงหน้า บางเรื่องที่มันค่อนข้างสำคัญ และเขาไม่สามารถชี้ขาดกับมันได้เพราะต้องถามความคิดเห็นของภรรยาและลูกเสียก่อน
“เรื่องเงินสำหรับฉันมันไม่ใช่ปัญหา…แต่ก็อย่างที่ฉันบอกแกเอาไว้ทางโทรศัพท์ ว่าฉันอยากได้ลูกสาวแกไปแต่งงานกับลูกชายของฉัน บอกตรงๆ ว่าฉันเองก็เครียดกับเรื่องนั้นพอสมควร ซึ่งถ้าแกตกลงเงินก้อนนี้ที่ฉันจะให้แกฉันจะถือเสียว่ามันเป็นค่าสินสอดไปเลย ไม่ต้องหามาคืนฉัน แกจะว่ายังไงไอ้พล…”
แม้อีกฝ่ายจะเป็นเพื่อนรัก แต่เงินจำนวนยี่สิบล้านบาทมันก็ไม่ใช่น้อยๆ เลย เพราะฉะนั้นเขาเองก็เป็นนักธุรกิจ ก็ต้องมีบ้างที่หวังผลตอบแทน ซึ่งเขามองดูแล้วว่ามันค่อนข้างที่จะคุ้มสำหรับเพื่อนรักไม่น้อย กับแค่มันยอมให้ลูกสาวของมันให้แต่งงานกับลูกชายของเขาก็เท่านั้นเอง
“แต่งงาน! แต่งงานอะไรกันคะคุณพี่ ทำไมน้องไม่เห็นรู้เรื่องเลย” คุณมณีรินทร์เป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นมาบ้างเมื่อได้ยินเรื่องบางเรื่องที่นางไม่เคยรู้จากปากของสามีมาก่อน นี่มันเรื่องบ้าบออะไร!
“ใจเย็นก่อนสิคุณณี ก็อย่างที่ไอ้นพเพื่อนผมมันบอก มันจะยอมช่วยเราเรื่องหนี้สินถ้าหากเรายอมยกลูกสาวของเราให้ลูกชายมัน” ซึ่งนี้เรื่องคุณมณีรินทร์ไม่อาจจะยอมรับได้ นางเองก็รู้ประวัติของเพื่อนสามีคนนี้มาบ้าง แม้จะร่ำรวยไม่น้อยแต่ถ้าต้องให้ลูกสาวสุดที่รักของนางจากบ้านไปอยู่บนป่าเขาเอาอย่างนั้น ยังไงก็ไม่ยอม
เป็นตายร้ายดียังไงก็ไม่มีวันยอมเด็ดขาด!
“ยัยสาต้องไม่ยอมแน่ๆ ค่ะ น้องเองก็ด้วย!” คุณมานพไม่ได้หงุดหงิดต่อท่าทีของภรรยาเพื่อนรักที่ตั้งท่าปฏิเสธกันลูกเดียว นี่ขนาดยังไม่ได้เจอตัวไอ้ลูกชายตัวแสบของเขาคุณเธอยังโวยวายขนาดนี้ ลองถ้าได้เจอไอ้ราชของเขา มีหวังคงได้วิ่งป่าราบเป็นแน่แท้!
“ฉันจำได้ว่าแกมีลูกสองคน…จริงๆ แล้วฉันไม่มีปัญหาเลยว่าจะเป็นคนไหน ขอแค่เธอสมัครใจที่จะไปก็พอ” ชายชราจำต้องเอ่ยขึ้นอีกครั้ง ไม่ได้เจาะจงว่าจะต้องเป็นคนไหน เขาขอแค่เธอเต็มใจที่จะกลับไปเหมืองด้วยกันเป็นพอ ส่วนเรื่องอื่นนั้นเขาจะจัดการให้เอง
“เรื่องนั้นมัน…” นายทรงพลมีท่าทีอึดอัดค่อนข้างมากเมื่อเพื่อนรักเอ่ยถึงลูกสาวอีกคน คนที่เขาเกือบๆ จะลืมไปแล้วว่าเป็นลูก
“น้ำค่ะท่าน” เสียงอ่อนหวานของคนที่หายเข้าไปครัวดังขัดจังหวะขึ้น ปภาวรินทร์ส่งยิ้มให้แขกของพ่อในขณะที่ส่งน้ำให้ท่าน
“ขอบใจมากจ๊ะหนู” คุณมานพเอ่ยขอบใจเด็กสาวตรงหน้าที่เขารู้สึกถูกชะตาตั้งแต่แรกเห็น ภาพนั้นทำให้สองสามีภรรยาลอบมองหน้ากันชั่วครู่ก่อนที่คุณมณีรินจะเอ่ยเรียกลูกเลี้ยงไว้เมื่อเห็นอีกฝ่ายทำท่าจะลุกเดินกลับเข้าไปในครัวเมื่อทำหน้าที่ของตัวเองเสร็จ
“เดี๋ยวก่อนสิจ๊ะหนูริน” เสียงเรียกจากแม่เลี้ยงทำให้ปภาวรินทร์ชะงัก เพราะไม่เคยมีเลยสักครั้งที่อีกฝ่ายจะเรียกเธอด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเมื่อเช่นตอนนี้ หญิงสาวจำต้องหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้าทุกคนอีกครั้ง ทุกๆ คนซึ่งตอนนี้กำลังจ้องมองมาที่เธอเป็นตาเดียว
“คะคุณผู้หญิง”
“เรียกอะไรแบบนั้นล่ะจ๊ะหนูรินก็ น้าบอกกี่ครั้งแล้วว่าให้เรียกน้าว่าแม่ มาไหว้คุณลุงนพเขาสิลูก คุณมานพคะ…นี่ปภาวรินทร์ค่ะ ลูกสาวคนเล็กของคุณพี่กับนัง…เอ่อ กับอิ่มอรค่ะ” นางมณีรินทร์รู้สึกเป็นสเนียดกับปากไม่น้อยแต่ก็ข่มใจเอ่ยถึงภรรยาอีกคนของสามีที่เผลอไปมีอะไรกับคนใช้ในบ้านเพราะความเมาไม่ได้สติจนนังอรเกิดตั้งท้องคลอดลูกออกมาประจานความแปดเปื้อนของสามีนาง
“สวัสดีค่ะ…คุณลุง” แม้จะยังงุนงงต่อเหตุการณ์ตรงหน้าแต่ปภาวรินทร์ก็ยอมยกมือไหว้ชายชราตรงหน้าตามคำบอกแม่เลี้ยงอย่างง่ายดาย หญิงสาวเองก็รู้สึกถูกชะตากับท่านไม่น้อยเลยทีเดียว
“ไหว้พระเถอะนะหนู มิน่าหน้าตาหนูถึงได้คุ้นนัก ทีแท้ก็ทอดแบบพ่อมานี่เอง” หญิงสาวไม่ได้รู้สึกดีต่อคำชมนี้สักเท่าไหร่ เธอปรายตามองไปยังบิดาที่ยังคงจ้องมองเธอด้วยสีหน้าเรียบเฉยเช่นเคยชั่วครู่ เมื่อท่านไม่ได้เอ่ยว่าอะไรจึงขอตัวกลับออกมาปล่อยให้พวกผู้ใหญ่ได้พูดคุยกันถึงเรื่องที่เธอเดาว่ามันน่าจะสำคัญพอสมควร
“ฉันชอบลูกสาวคนนี้ของแกนะ ดูอ่อนหวาน น่ารัก เห็นครั้งแรกฉันก็รู้สึกถูกชะตาอย่างบอกไม่ถูก” คุณมานพไม่คิดที่จะเก็บความพึงพอใจที่มีต่อบุตรสาวของเพื่อนรักที่เพิ่งจะเดินจากไปอีกต่อไป หากเป็นไปได้เขาก็อยากได้แม่หนูปภาวรินทร์คนนี้นี่แหละกลับไปเป็นของฝากให้ลูกชายที่มันได้ดั่งใจทุกอย่าง เว้นเรื่องหาเมีย
“ฉันคงต้องขอคุยกับเขาก่อน ว่าแต่แกจะกลับเชียงรายเมื่อไหร่ล่ะ” นายทรงพลเอ่ยตอบหลังจากเงียบเพื่อใช้ความคิดอยู่สักพัก เขาเองแม้จะไม่ชอบลูกสาวคนเล็กสักเท่าไหร่ แต่เรื่องแบบนี้ก็ต้องพูดคุยกับอีกฝ่ายก่อน ครั้นจะให้เขาตอบตกลงไปเสียตั้งแต่ตอนนี้วันนี้ก็คงไม่ได้จำต้องขอเวลามากกว่านี้อีกสักนิด เพื่อพูดคุยกับอีกคนให้รู้เรื่อง
“อีกแค่สามวัน” ชายชราพยักหน้ารับก่อนจะขอเวลาพูดคุยกับบุตรสาวคนเล็กก่อน ซึ่งคุณมานพก็ไม่ได้ว่าอะไร ยอมให้เวลาเพื่อนให้ตัดสินใจก่อนจะขอตัวกลับออกไปทำธุระเรื่องอื่นของตัวเอง
ทิ้งให้คู่สามีภรรยานั่งคิดไม่ตกถึงเรื่องที่ต้องตัดสินใจร่วมกัน
“แม่แดง!”
คุณมณีรินเอ่ยเรียกแม่บ้านวัยชราที่บังเอิญเดินผ่านมาให้หยุดก่อนจะสั่งให้อีกฝ่ายไปตามปภาวรินทร์ให้มาพบที่ที่โดยไม่ต้องหันไปสอบถามความเห็นสามีที่เอาแต่นั่งเงียบเลยสักคำ
ไม่นานคนที่รออยู่ก็ปรากฏตัวขึ้น ปภาวรินทร์ทรุดกายนั่งลงที่พื้นเมื่อมาถึง หญิงสาวเงยหน้าจ้อมองผู้เป็นพ่อและแม่เลี้ยงเพื่อรอฟังสิ่งที่ทั้งสองต้องการจะพูดกับเธอท่ามกลางความรู้สึกที่ค่อนข้างหวาดหวั่นในใจไม่น้อยทีเดียว ซึ่งทุกสิ่งมันก็เป็นจริงดั่งที่แอบนึกกลัว
“คุณมานพเขาอยากได้แกไปเป็นเมียลูกชายเขา!” เมื่อจู่ๆ แม่เลี้ยงก็เอ่ยขึ้น ซึ่งมันเป็นคำบอกเล่าที่ทำให้เธอตกใจจนแทบสิ้นสติ
“คุณท่านว่ายังไงนะคะ” เธอทวนถามอย่างไม่อยากเชื่อหูตัวเอง
“ก็อย่างที่บอกไปนั่นแหละ! ตอนนี้กิจการของฉันกับคุณพี่ไม่ค่อยจะสู้ดีเท่าไหร่ แกเองก็คงรู้ว่าบ้านเราตอนนี้มันมีแต่หนี้สินเต็มไปหมด คุณนพเขาเป็นเจ้าของเหมืองแร่ชื่อดังที่เชียงราย เขาอยากจะได้แกไปเป็นเมียลูกชายเขา ถ้าแกตกลงเขายินดีที่จะช่วยพวกเราเรื่องเงิน ซึ่งแกต้องไป!” นั่นไม่ใช่คำบอกเล่าหรือคำขอร้อง หากแต่เป็นคำสั่ง คำสั่งที่มันทำให้ปภาวรินทร์ต้องหันไปมองบิดาในทันที เธออยากจะรู้ว่าท่านรู้สึกเช่นไรต่อเรื่องนี้ ซึ่งไม่นานเสียงเข้มดุดันก็เอ่ยขึ้น หลังจากใช้เวลาขบคิดจนได้คำตอบที่ตัวเองนั้นต้องการเสียที
“ขอผมคุยกับเธอเอง” คุณทรงพลเอ่ยขึ้นก่อนจะลุกยืนเดินนำลูกสาวคนเล็กออกมาที่สวนดอกไม้บริเวณหน้าบ้าน ซึ่งอีกฝ่ายก็รีบลุกขึ้นเดินตามหลังบิดามาติดๆ ด้วยไม่อยากทำให้ท่านไม่พอใจตน ไม่เคยมีเลยสักครั้งที่เธอจะมีโอกาสได้อยู่กับท่านตามลำพังเช่นนี้
แต่มันคงจะดีกว่านี้มากหากไม่ได้อยู่ด้วยกันในสถานการณ์ที่ทำให้เธอรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออก จนไม่รู้ว่าจะพูดอะไรออกไปดี
“ตั้งแต่เธอเกิดมาไม่เคยมีเลยสักครั้งที่ฉันจะขออะไรเธอ แต่วันนี้ฉันคงต้องขอ…ขอให้ฐานะพ่อที่ให้เธอเกิดมา ถึงฉันจะไม่ใช่พ่อที่ดีเท่าไหร่ แต่เธอคงไม่คิดว่าฉันไม่มีบุญคุณกับเธอหรอกจริงไหม…” คำถามนั้นกรีดใจคนฟังจนน้ำตานองหน้า
มันเจ็บเสียยิ่งกว่าตอนที่สัมผัสด้วยตัวเองว่าพ่อแท้ๆ ไม่เคยรักเธอเลยสักครั้งตั้งแต่เกิดมาเสียอีก เจ็บมากกว่าครั้งไหนๆ ที่พ่อแท้ๆ กำลังไล่ต้อนให้เธอจนมุมด้วยการหยิบเอาคำว่าบุญคุณมาอ้าง
“อยู่ที่เธอแล้วปภาวรินทร์ว่าจะยอมทำเพื่อฉัน…หรือไม่ทำ!” คนที่ไม่เคยต้องอ้อนวอนขอร้องใครทิ้งท้ายเอาไว้ก่อนจะหมุนตัวเตรียมจะเดินหนีบุตรสาวคนเล็กที่เขาไม่เคยเหลียวแลออกไปไกล ปล่อยให้อีกฝ่ายได้คิดตัดสินใจเอาเองว่าจะช่วยเขากับทุกคนหรือไม่
“คุณพ่อคะ” แต่เดินออกไปเพียงแค่ไม่กี่ก้าวชายชรากลับต้องหยุดชะงักเมื่อได้คำว่า ‘พ่อ’ หลุดออกมาจากปากของอีกคนเข้า
คำที่เขาเคยสั่งห้ามไม่ให้เธอเอ่ยมันออกมาเลยสักครั้งเดียว!
“รินจะทำค่ะ! เพราะฉะนั้นคุณพ่ออภัยให้รินสักครั้งได้ไหมคะ…ฮึก! รินขอโทษที่เกิดมาทำให้คุณพ่อต้องแปดเปื้อน ขอโทษที่บังอาจเรียกคุณว่าพ่อ…แต่ถ้ารินไม่เรียกวันนี้ ก็คงไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้เรียกพ่ออีกรึเปล่า พ่อไม่ต้องรักรินก็ได้ รินขอแค่พ่อไม่เกลียดรินก็พอ…” เป็นครั้งแรกในชีวิตเลยก็ว่าได้ที่ทรงพลอยากจะหมุนตัวกลับไปคว้าตัวลูกสาวเข้ามากอด แต่แค่เพียงหมุนตัวกลับไปเขาก็ต้องพบเจอกับความผิดหวังอย่างหนักหน่วงเมื่อปภาวรินทร์พาตัวเองเดินจากไปแล้วไกลเกินว่าที่ประโยคนี้ของเขาจะดังไปถึงเธอ…
“พ่อขอโทษริน…พ่อขอโทษลูก”
ภาพคุณหนูคนเล็กของบ้านซึ่งกำลังเก็บเสื้อผ้าที่มีเพียงไม่กี่ชุดใส่กระเป๋าเดินทางใบย่อมนั้นทำเอานางแดงถึงกลับกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่ เดือดร้อนปภาวรินทร์ที่ต้องหยุดมือก่อนจะขยับเข้ามาปลอบโยนแม่นม ที่เป็นคนเลี้ยงดูเธอมานับตั้งแต่วันแรกที่เธอเกิด
“ไม่ร้องไห้สิคะป้าแดง รินทำเพื่อทุกๆ คนนะคะ อีกอย่างแค่เชียงรายเอง เอาไว้รินจะหาเวลากลับมาเยี่ยมป้ากับทุกคนบ่อยๆ นะคะ” หญิงสาวพยายามพูดให้อีกคนรู้สึกดีขึ้นทั้งๆ ที่ตัวเธอเองก็บอบช้ำอย่างหนักที่จู่ๆ ต้องเดินทางไกลจากบ้านที่ถึงแม้ว่ามันจะไม่ได้อบอุ่นราวกับบ้านในฝันที่เคยคาดหวังแต่มันก็คือที่ที่เธออยู่มาตลอด
“โถคุณหนูของป้า…” นางแดงเอ่ยเพียงเท่านั้นจึงค่อยๆ ปาดน้ำตา ไม่อยากทำให้คุณหนูตัวน้อยของนางต้องพลอยร้องไห้ไปด้วยกัน แม้ว่านางจะไม่เห็นชอบกับสิ่งที่หญิงสาวต้องเสียสละในครั้งนี้สักเท่าไหร่ แต่คนที่มีสถานะเป็นเพียงแม่บ้านแก่ๆ จะไปทำอะไรได้
นอกจากอวยพรให้ปภาวรินทร์เลือกเส้นทางที่ดีกว่าที่เคยเป็น ชีวิตของหญิงสาวต้องเจอเรื่องหนักๆ มามากพอแล้ว นางก็คงได้แต่หวังว่านับจากนี้ต่อไปชีวิตของคุณหนูผู้แสนจะจิตใจดีคนนี้จะดีขึ้นอย่างที่มันควรจะเป็น อย่างน้อยขอแค่ให้เธอได้เจอคู่ชีวิตที่ดีก็พอ
“ป้าแดงต้องดูแลตัวเองดีๆ นะคะ รินเองก็จะดูแลตัวเองเหมือนกันค่ะป้าไม่ต้องเป็นห่วง รินฝากคุณพ่อด้วยนะคะป้าแดง ท่านเป็นโรคหัวใจแต่ก็ดื้อไม่ชอบทานยาเท่าไหร่” นางแดงคงทำได้เพียงแค่รับปาก อยากให้นายผู้ชายได้มาเห็นเหลือเกินว่าลูกสาวที่ท่านไม่เคยเหลียวแลทุกลมหายใจเข้าออกมีเต็มไปด้วยความห่วงหาอาทรบิดาอยู่เต็มไปหมดเผื่อว่าท่านจะแบ่งปันความรักมาให้เธอบ้าง
แม้เพียงสักเล็กน้อยของเศษเสี้ยวใจที่ด้านชาก็ยังดี…
“คุณหนูไม่ต้องห่วงนะคะ ป้าสัญญาว่าจะดูแลคุณท่านให้ดีเองค่ะ คุณหนูเองไปอยู่ที่นู้นก็ดูแลตัวเองด้วยนะคะ ป้าล่ะห่วงจริงๆ” ปภาวรินทร์ยิ้มรับให้กับทางเดินที่เธอได้เลือกแล้วว่าจะขอเป็นคนไปเพื่อทดแทนบุญคุณบิดา ชีวิตของเธอมันผิดพลาดตั้งแต่วันแรกที่เกิดมาแล้ว จะเกิดอะไรขึ้นจากนี้ไม่ว่าดีหรือร้ายก็คงไม่แตกต่างกับที่เป็นอยู่สักเท่าไหร่ นั่นคือความจริงที่แม้อยากจะหนีก็คงทำไม่ได้อยู่ดี
หญิงสาวก็ได้แต่หวังว่าชีวิตเธออาจจะเจอแสงสว่างในสักวัน
สามวันต่อมา
ภาพของว่าที่ลูกสะใภ้คนสวยที่กำลังยืนร่ำลาแม่นมของตัวเองไร้ซึ่งแม่เลี้ยงหรือแม้แต่พี่สาวที่น่าจะออกมาส่งยิ่งสร้างความรู้สึกสงสารขึ้นภายในของคุณมานพเมื่อได้เห็น เขาเองก็หลังจากที่กลับไปก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ด้วยสงสัยถึงท่าทีของเพื่อนรักและภรรยาที่ดูเหมือนจะไม่ค่อยชอบพอใจตัวของเด็กสาวตรงหน้าเท่าไหร่ จนเมื่อความจริงเปิดเผยถึงได้เข้าใจในหลายๆ เรื่องมากขึ้น
ที่แท้หนูปภาวรินทร์ก็เป็นลูกคนใช้ที่ไอ้ทรงพลเพื่อนเขาเผลอไปหลับนอนด้วยจนแม่ของเธอตั้งท้องเธอขึ้นมา มิน่าเล่าสายตาของเพื่อนเวลาที่มองลูกสาวคนเล็กมันถึงได้มีแต่ความเย็นชา ไร้ซึ่งความรัก ความรักที่เด็กควรได้รับจากพ่อซึ่งเป็นญาติคนสุดท้ายที่เหลืออยู่
เด็กสาวต้องอยู่ในบ้านของผู้เป็นพ่อแท้ๆ แต่ทว่าสถานะนั้นกลับเทียบได้แค่คนใช้ที่ต้องทำงานทุกอย่างตั้งแต่เช้าจรดเย็น ไม่ได้ต่างอะไรจากคนใช้เลยสักนิด แต่กระนั้นความเป็นมาของเธอมันก็ไม่ได้ทำให้เขานึกอยากที่จะเปลี่ยนใจรับเธอมาเป็นสะใภ้แม้แต่น้อย
กลับกันเขากลับรู้สึกอยากพาเธอไปจากที่นี่ ไปมีชีวิตใหม่ที่ทุกๆ คนจะให้เกียรติ ให้ความเคารพเธอในฐานะที่เธอสมควรจะได้รับ ว่าที่สะใภ้ที่เขาเลือกแล้วว่าเหมาะสมกับลูกชายเขามากที่สุด!
“ฉันฝากยัยรินด้วยนะไอ้นพ”
คุณทรงพลที่ยืนเงียบอยู่นานตัดสินใจเอ่ยขึ้นเมื่อถึงเวลาที่ต้องจากลากันจริงๆ เสียที หากจะไม่ลงมาส่งเลยก็เกรงว่าจะถูกเพื่อนรักตำหนิเอาได้ว่าละเลยต่อลูกสาวคนเล็ก แม้ว่าความจริงแล้วที่อุตส่าห์ตื่นนอนแต่เช้าเพื่อลงมาส่งปภาวรินทร์ด้วยตัวเองมันจะเป็นความต้องการของเขาในฐานะพ่อก็ตามที!