ตอนที่ 1
“น้องขิมไปไหนมาพี่ตามหาแทบแย่แน่ะรู้มั้ย แล้วเราไปซนอะไรกับคุณกรรชัยหรือเปล่าฮึ”
แพรวพรรณเดินเข้ามาสมทบกับชายหญิงวัยกลางคนที่มีท่าทางภูมิฐานบ่งบอกว่าเป็นคนมีฐานะดี ถึงแม้ว่าคนทั้งสองจะอยู่ในเครื่องแต่งกายสีดำทั้งคู่ ซึ่งบ่งบอกว่ากำลังไว้อาลัยให้กับคนที่เขาและภรรยาได้สูญเสียไป ซึ่งนั้นก็คือลูกสาวคนสุดท้องของเขานั่นเอง เขาและภรรยายิ้มให้แพรวพรรณด้วยรอยยิ้มที่เป็นมิตร เขายืนขึ้นพร้อมกับมืออีกข้างจับมือของเด็กหญิงตัวน้อยๆ ที่เธอเรียกว่ายัยขิมอยู่
“ดิฉันต้องขอประทานโทษด้วยนะคะคุณกรรชัย ไม่ทราบว่ายัยขิมซนอะไรหรือเปล่าคะ”
แพรวพรรณถามด้วยอาการกังวลเนืองๆ เพราะรู้กิตติศัพท์ ของเจ้าตัวเล็กที่ถูกพูดถึงดีว่าเอาการแค่ไหน
“อ๋อไม่เป็นไรครับ พอดีผมกับณีเห็นหนูคนนี้ไม่เข้าไปร่วมสนุกกับเพื่อนๆ ก็เลยแปลกใจ เราก็เลยเข้ามาถาม และจะชวนให้เข้าไปหาเพื่อนๆ ครับ เห็นกำลังกินไอศรีมกันอย่างเอร็ด อร่อยกันเลยครับ และอีกอย่างหนึ่งเด็กน้อยคนนี้ ก็หน้าตาจิ้มลิ้มเหมือนๆ กับ เอ่อ!”
ชายหนุ่มพูดไปพลางนึกถึงเจ้าตัวน้อยแสนซนของเขาอย่างช่วยไม่ได้
“คุณคะเราสัญญากันแล้วนะว่าเราจะพยายามไม่ให้ยัยขิมที่อยู่บนสวรรค์ต้องเสียใจที่ไม่ได้อยู่กับเราแล้ว”
พรรณี ผู้เป็นภรรยารีบเดินเข้ามาจับมือผู้เป็นสามี เพื่อไม่ให้นึกถึงเรื่องราวที่มันขมขื่นจากเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านมาเมื่อไม่กี่เดือนนี้
“ผมขอโทษนะ ผมจะพยายามทำไม่ให้ยัยขิมต้องเสียใจอีก ผมให้สัญญานะคุณ” กรรชัยให้คำมั่นสัญญากับภรรยา พร้อมทั้งกุมมือภรรยาอย่างคนมีความมั่นใจ
“ดิฉันต้องขอแสดงความเสียใจกับคุณกรรชัย และคุณพรรณีอีกครั้งนะคะ กับการสูญเสียคุณน้องขิมไป แต่ดิฉันเห็นด้วยกับคุณพรรณีนะคะคุณกรรชัย ถ้าเรามัวแต่เศร้าโศกจะพลอยให้วิญญาณของคุณน้องขิมไม่เป็นสุขไปด้วยนะคะ” แพรวพรรณกล่าวเสริมอีกแรงเพื่อให้กรรชัยคล้อยตามไปกับพรรณี
“เมื่อกี้คุณแพรวบอกว่าเด็กคนนี้ชื่ออะไรนะคะ ใช่ยัยขิมหรือเปล่าคะ”
พรรณีถาม เพราะรู้สึกแปลกใจอยู่ไม่น้อยที่ชื่อที่ทุกคนเรียกเจ้าตัวเล็กนี้ ช่างเหมือนกับชื่อยัยขิมของเธอซะเหลือเกิน แถมก็เป็นวัยเดียวกันด้วย และที่สำคัญครั้งแรกที่เธอเจอใบหน้าน้อยๆ นี้แล้ว ทำให้เธอและสามีนึกถึงลูกสาวขึ้นมาจับใจอย่างบอกไม่ถูกเลย ซึ่งทั้งเธอและสามีก็กำลังจะทำใจได้ในระยะหนึ่งแล้ว แต่เมื่อเธอและสามีได้เข้ามาทำบุญและเลี้ยงอาหารกลางวันให้สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งนี้ ก็ทำให้ความรู้สึกที่มีต่อลูกสาวที่จากไปด้วยอุบัติเหตุของคนทั้งสองหวนกลับมาอีก
“ใช่ค่ะ เราจะเรียกว่ายัยขิมค่ะ และเพื่อนๆ กับพี่เลี้ยงบางคนก็จะเรียก ว่ายัยขิมเพี้ยนค่ะ”
แพรวพรรณสาธยาย ซึ่งสร้างความฉงนสนเท่ห์ให้กับคนทั้งสองพอสมควรซึ่งแพรวพรรณสามารถดูออกได้จากทางสีหน้าของคนทั้งสอง ว่าต้องการเหตุผลว่าทำไม
“ทำไมล่ะครับ”
“ก็เจ้าตัวนี้ซนเหลือเกินค่ะ วันๆ มีเรื่องโน้นเรื่องนี้ให้พี่เลี้ยงและเพื่อนต้องปวดหัวทุกวันค่ะคุณกรรชัย”
แพรวพรรณอมยิ้มเล็กน้อย และเอามือไปลูบหัวเจ้าตัวเล็กด้วยอาการเอ็นดู ซึ่งก็เป็นคุณสมบัติของนักสังคมสงเคราะห์ทั่วๆ ไปที่จะรักและเอ็นดูผู้ที่เธอกำลังให้การดูแลอยู่เป็นอย่างดี
“อ๋ออย่างนี้นี่เองเหรอคะ” พรรณีพยักหน้ารับรู้
“ก็บางครั้งเท่านั้นนะคะ แต่ก็มีบางอารมณ์ที่จะชอบอยู่คนเดียวเป็นตัวของตัวเองค่ะ จะไม่อยากให้ใครมายุ่ง เหมือนตอนนี้ไงคะ ยัยขิมก็จะแยกออกมาจากเพื่อนๆ อย่างนี้ล่ะค่ะ” แพรวพรรณตอบ
“ผมไม่ยักกะรู้นะครับว่านิสัยยิ่งเหมือนยัยขิมของผมเปี๊ยบเลยครับ รายนั้นน่ะ ถ้าลองไม่ถูกใจใครหรืออะไรก็แล้วแต่ล่ะครับ ผมต้องเดือดร้อนไปตามที่บ้านคุณย่าทุกทีเลย” กรรชัยอธิบายถึงลูกสาว
“ไม่ค่อยเหมือนเจ้าพี่ชายเท่าไหร่ครับ รายนั้นมีอะไรก็จะเก็บเอาไว้ไม่ค่อยบอกให้ใครเขารู้เท่าไหร่ เราต่างหากต้องเป็นคนคอยเดาใจว่าเขาต้องการอะไร ไม่ชอบอะไร ก็ต่างกันพอสมควรพี่น้องคู่นี้”
กรรชัยพูดถึงลูกชายคนโตซึ่งตอนนี้อายุก็ 11 ขวบกว่าๆ ที่กำลังขะมักเขม้นกับการตักไอศรีมให้เพื่อนๆ ทางด้านในโรงอาหาร “แต่น้องปลายก็อายุเพิ่งไม่เท่าไหร่นะคะ แต่ดูแล้วจะเป็นคนที่ควบคุมตัวเองได้ดีมากๆ เลยค่ะ ดูเป็นผู้ใหญ่เอามากๆ ต่าง จากเมื่อปีที่แล้วที่คุณกรรชัยมาเลี้ยงข้าวเด็กๆ ไปมากเลยนะคะ หรืออาจจะเป็นเพราะว่าน้องปลายกำลังเสียใจเรื่องน้องสาวอยู่คะ” แพรวพรรณถามเพราะสงสัยจริงๆ
“อายุก็ห่างจากน้องสาว 6 ปีเท่านั้นเองค่ะคุณแพรว แต่ตั้งแต่ยัยขิมจากไปเขาก็บอกกับณีว่าไม่อยากให้คุณพ่อคุณแม่ต้องกังวลเรื่องเขา และอีกอย่างเขาก็บอกนะคะว่าเขาจะต้องทำงานเลี้ยงพ่อแม่และก็คุณย่าต่อไปน่ะค่ะ” พรรณีอธิบายเพิ่ม
“ดูช่างน่าเอ็นดูจริงๆ เลยนะคะ ตัว แค่นี้ยังรู้จักคิดเรื่องการเรื่องงาน แล้วไม่ทราบว่าน้องปลายจะบินไปเรียนที่อเมริกาเมื่อไหร่นะคะ”
แพรวพรรณถามเพื่อความแน่ใจ เพราะจำได้ว่าคุณกรรชัยบอกเมื่อวันที่โทรมาแจ้งว่าจะเลี้ยงข้าวเด็กๆ ว่าลูกชายจะไปเรียนที่อเมริกา
“ก็อีกสองเดือนครับ นี่ถ้าเสร็จจากนี่ก็ต้องเตรียมอะไร ให้เขาล่ะครับ แล้วก็ให้คุณแม่ไปส่ง ส่วนผมก็ต้องดูงานที่โรงแรม พอดีเดือนหน้าก็จะไปเปิด
สาขาใหม่ที่พัทยา และก็อีกสามเดือนก็จะไปเปิดที่หัวหินต่อครับ ก็เลยยุ่งๆ คงต้องพึ่งณีกับคุณแม่ผมล่ะครับคราวนี้”
“คุณคะพึ่งเพิ่งอะไรกันคะ ตาปลายน่ะลูกณีและหลานคุณแม่คุณด้วยนะคะ” พรรณีแหย่สามี
“อ้าว! สองคนมาอยู่นี่เอง แม่ตามหาให้ทั่วเลย” คุณพร้อมผู้เป็นแม่ของกรรชัย ซึ่งก็อยู่ในวัยย่างเข้าห้าสิบปีแล้ว เดินมาสมทบในกลุ่ม
“ณีเห็นคุณแม่กำลังสนุกกับเด็กๆ น่ะค่ะ ก็เลยไม่อยากจะกวนค่ะ” พรรณีอธิบาย
“ดูสิแม่ณียิ่งแม่มาอยู่ใกล้ชิดเด็กๆ พวกนี้ มันยิ่งทำให้แม่คิดถึงยัยขิมมากขึ้นทุกทีนะ” คุณพร้อมพูดพลางสายตาก็เหลือบไปเห็นหนูน้อยนัยน์ตาดำกลมโตซึ่งยืนอยู่ข้างๆ แพรวพรรณ จ้องหน้าด้วยความสงสัยพอๆ กับอาการที่กรรชัยและพรรณีเมื่อไม่นานมานี้เอง
“แล้วเจ้าตัวเล็กนี่ลูกใครที่ไหนจ้ะหนูแพรว หรือว่าเด็กในนี้ ฉันไม่เคยเห็นเลย หรืออาจจะเป็นเพราะไม่ได้มานานแล้วก็ไม่รู้ ดูสิสายตาคนแก่ก็เลอะเลือนไปตามกาลเวลานะ” คุณพร้อมกล่าว
“ไม่หรอกค่ะ คุณท่านยังไม่ได้แก่เลยสักนิดเดียว จริงของคุณท่านค่ะ เมื่อคราวที่มาคราวที่แล้วคุณท่านไม่ได้เจอยัยขิมหรอกค่ะ เพราะเพิ่งจะส่งมาจากปากเกร็ดเมื่อเดือนที่แล้วเองค่ะ ส่วนเป็นลูกใครนั้นทางปากเกร็ดก็ไม่มีข้อมูลค่ะทราบแต่ว่าแม่เป็นนักศึกษาคลอดแล้วก็ทิ้งไว้ที่โรงพยาบาลแล้วก็ไม่เคยติดต่ออะไรไปอีกเลยค่ะ” แพรวพรรณอธิบาย
“เหรอ แต่ดูหน้าตาเจ้าตัวเล็กนี่ คล้ายๆ กับยัยขิมของฉันมากๆ เลยนะ แกคิดเหมือนฉันมั้ยกรร อ้าว ว่าไงแม่ณี คิดเหมือนแม่มั้ย”
คุณพร้อมถามลูกชายและสะใภ้ “ณีกับคุณกรรก็ตะลึงตั้งแต่แรกเห็นแล้วล่ะค่ะคุณแม่” พรรณีตอบ
“แล้วแกจะว่ายังไงเจ้ากรรถ้าแม่จะขอเจ้าตัวเล็กไปเลี้ยงแทนยัยขิม ว่าไงแม่ณี เพราะไหนๆ เราก็เหลือแค่ลูกชายแล้วนี่ ก็เอาลูกสาวไปไว้อีกสักคนจะเป็นไรไป ไหนๆ ก็ ไหนๆ แล้ว เลี้ยงเอาบุญอีกสักคนก็ดีเหมือนกัน ไม่รู้ว่าหนูแพรวเห็นเป็นยังไงจ้ะ” คุณพร้อมถามสมาชิกในวงสนทนา เพื่อหาคำตอบ
“แพรวต้องกราบขอบพระคุณแทนยัยขิมด้วยนะคะที่กรุณาขนาดนี้ ทางเราไม่มีปัญหาอะไรเลยค่ะ กลับเป็นบุญของเด็กด้วยซ้ำที่จะได้ไปอาศัยใบบุญของตระกูล อภิรัชโยธินค่ะ” แพรวพรรณกล่าวพร้อมยกมือกราบขอบคุณคุณพร้อม
“ส่วนผมกับณีก็คิดๆ อยู่เหมือนกันครับ ว่าจะปรึกษาคุณแม่อยู่เลย แต่ถ้าคุณแม่เสนอผมก็จะขอเจ้าตัวเล็กไปเป็นลูกบุญธรรมของผมกับณีเลยก็แล้วกันนะครับคุณแม่” กรรชัยดึงมือภรรยามาจับไว้เพื่อต้องการความมั่นใจในคำกล่าว
“ณีก็ยินดีค่ะคุณ งั้นเราเอาไปวันนี้เลยได้มั้ยคะคุณแพรว” พรรณีเห็นด้วยกับสามีพร้อมหันมาถามแพรวพรรณ เพราะเกิดอาการใจร้อนอยากได้เจ้าตัวเล็กไปอยู่ด้วยเร็วๆ
“ได้ค่ะสำหรับครอบครัวคุณท่านส่วนเรื่องเอกสารเดี๋ยวแพรวจะจัดให้ในวันหลังก็ได้ค่ะ” แพรวพรรณบอกเป็นนัยๆ ว่าถ้าโดยปกติก็จะต้องมีการสอบถามเจ้าหน้าที่ก่อน แต่ครอบครัวนี้เป็นครอบครัวที่เธอและสถานสงเคราะห์เด็กแห่งนี้ ประจักษ์แจ้งว่าเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ที่มีอุปการะคุณรายใหญ่ๆ จึงมีความพร้อมทั้งทางด้านการเงิน และการที่จะให้ความอบอุ่นแก่เด็กได้โดยไม่ยากเท่าไหร่
“คุณแม่อยู่นี่เอง ปลายตามหาแทบแย่เลย” ปลายเดินมาหาพร้อมเข้าไปกอดเอวผู้เป็นแม่ แล้วสายตาก็เหลือบไปมองเด็กหญิงหน้าตามอมแมม และรู้สึกประหลาดใจไปอีกคน แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร
“ปลายทานไอศรีมอิ่มแล้วหรือลูก นี่ปลายมารู้จักกับน้องนะลูก เห็นมั้ยน้องเขาหน้าตาเหมือนยัยขิมเลย แถมชื่อก็ชื่อเดียวกันอีกด้วย ปลายดีใจมั้ยที่จะมีน้องไปอยู่กับเราที่บ้าน”
ผู้เป็นแม่บอกลูกชายด้วยความตื่นเต้น แต่ตรงกันข้ามกับสีหน้าของคนฟัง ซึ่งสีหน้าบอกบุญไม่รับ พร้อมทั้งเดินเข้าไปเกาะข้างผู้เป็นพ่อ
“แล้วทำไมปลายต้องมียัยขิมอีกคนฮะพ่อ ในเมื่อยัยขิมน้องของปลายไปอยู่สวรรค์แล้วไงฮะ” เขาถามพ่อในที่สุด
“อ้าว ก็เวลาปลายไปเรียนเมืองนอก พ่อกับแม่กับย่าก็จะได้มีเพื่อนไงลูก ปลายบอกเองใช่มั้ยว่ากลัวคุณแม่กับคุณย่าเหงา ตอนนี้ปลายก็สบายใจได้แล้วนะลูกว่าแม่กับย่าจะไม่เหงาแล้ว เพราะมีน้องไปอยู่ด้วย”
ผู้เป็นพ่ออธิบาย โดยที่ไม่ได้ทันสังเกตเห็นสีหน้าของลูกชายเท่าไหร่ เพราะอาการตื่นเต้นกับความคิดที่จะรับสมาชิกใหม่ไปอยู่ด้วย เพราะดูสีหน้าที่แต่ละคนนั้นมีความยินดีเป็นที่สุด
“ว่าไงยัยขิม จะไปอยู่บ้านอามั้ยลูก” พรรณีพูดพร้อมคุกเข่าตรงหน้าเด็กหญิงที่หน้าตาบ้องแบ๊ว
“ต้องบอกว่าไปอยู่กับแม่มั้ยถึงจะถูกสิณี ก็เราจะรับไปเป็นลูกสาวของเราหนิ” กรรชัยคุกเข่าลงมาอีกคน
“จริงด้วยสิคะณีลืมไปเลย ขิมไหนลองเรียกแม่สิคะ” พรรณีมองหน้าหนูน้อยเพื่อหวังจะได้ยินคำนี้จากปากเด็กน้อยอย่างเอ็นดูยิ่งนัก
“ยัยขิมเรียกท่านว่าคุณแม่สิจ้ะ นับแต่นี้ต่อไปขิมจะเป็นลูกสาวของท่านแล้วนะรู้มั้ย แล้วขิมก็จะได้ไปอยู่บ้านหลังใหญ่ๆ มีทั้งคุณย่า คุณพ่อ คุณแม่ และก็พี่ปลายด้วยนะคะ” แพรวพรรณคุกเข่าลงด้วย เพราะไม่อยากยืนค้ำหัวผู้ใหญ่
“ขิมจะมีพ่อ แม่แล้วหรือคะพี่แพรว” เป็นสำเนียงแรกที่พรรณี กรรชัย คุณพร้อม และปลาย ได้ยินนับตั้งแต่ที่ได้พูดถึงเจ้าตัวเล็กนี้มานาน
“จ้ะ แล้วแถมขิมก็จะมีคุณย่า และพี่ปลายด้วยนะคะ ไหนขิมเข้าไปกราบขอบคุณท่านสิคะ” แพรวพรรณบอกเด็กน้อย แล้วก็ดูเหมือนว่าจะได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี เด็กน้อยเดินไปกราบขอบคุณทั้งสองที่อก
“ไหนมาหาย่าสิลูก” คุณพร้อมก้มตัวลงมาอีกคน แล้วเด็กหญิงก็เดินเข้าไปหาว่าง่าย
“คุณแม่ว่าไงนะคะ นี่คุณแม่ให้พี่กรรกับพี่ณีเอาเด็กไม่มีหัวนอนปลายเท้าเข้ามาอยู่บ้านในฐานะลูกบุญธรรมงั้นหรือคะ ภัคกับยายภาไม่เห็นด้วยนะคะ ลูกเสือลูกตะเข้เอามาเลี้ยงไว้จะแว้งกัดทีหลังหรือเปล่าก็ไม่รู้นะคะ”
ภัคคินีลูกสาวคนกลางของคุณพร้อมกล่าว เมื่อเข้ามาเยี่ยมแม่หลังจากเพิ่งแต่งงานและออกเรือนไปไม่กี่ปี และมีทายาทเป็นลูกสาวอายุได้สามขวบกว่าๆ และก็ได้ยินเรื่องของพี่ชายจากปากของแม่
“ภาก็ไม่เห็นด้วยเหมือนกันค่ะคุณแม่ ภาไม่ถูกชะตากับเด็กนั่นยังไงไม่รู้นะคะ คอยดูนะภาจะไม่พูดกับพี่กรรและพี่ณีเลยคอยดูสิ”
ภาวินีลูกสาวคนเล็กสมทบภัคคินีผู้พี่ ซึ่งเป็นน้องคนถัดมากจากกรรชัย และก็แต่งงานตามหลังพี่สาวและออกเรือนไปแล้วเมื่อไม่นานมานี้ และก็มีทายาทเป็นลูกสาว อายุสองขวบกว่าๆ เช่นกันกับพี่สาว
“ยายภา ยายภัค นี่! อย่าพูดดังไปนะพี่เขาได้ยินจะเสียกำลังใจนะ เราสองคนก็รู้นี่ ว่าพี่เขากำลังเสียใจเรื่องลูกสาวของเขา และอีกอย่างอีกไม่กี่วันเจ้าปลายก็จะต้องไปเรียนเมืองนอกแล้ว ยัยขิมก็จะได้เป็นเพื่อนของพี่เค้าไงล่ะ”
คุณพร้อมอธิบายให้ลูกสาวฟัง และไม่อยากให้พูดเสียงดังไป เพราะไม่อยากให้ใครได้ยินเข้า แล้วจะถึงหูลูกชายและลูกสะใภ้ ถึงแม้บ้านคุณพร้อมและบ้านกรรชัยจะอยู่คนละหลัง และอยู่ห่างกันพอสมควร แต่ก็ปลูกอยู่ในเนื้อที่เดียวกัน ซึ่งบ้านหลังนี้สามีคุณพร้อมเป็นคนสร้างขึ้นมาเพราะอยากจะอยู่แบบเรียบๆ ง่ายๆ
ก็เลยสร้างแบบเล็กๆ เป็น 2 ชั้น สร้างด้วยไม้ทั้งหลัง เป็นบ้านทรงไทยเก่าซึ่งมีระเบียงด้านข้างติดกับบึงน้ำขนาดใหญ่ซึ่งเต็มไปด้วยดอกบัวชนิดต่างๆ ส่วนด้านข้างอีกฟากก็เป็นที่ปลูกพืชผักสวนครัวและดอกมะลิ เพราะยามว่างเธอจะร้อยพวงมาลัยไปถวายพระ ซึ่งเป็นกิจกรรมผู้มีอายุ และมีอันจะกินเอาไว้ทำแก้เหงา
เธอและสามีก็จะอยู่บ้านหลังนี้มากกว่าจะใช้เวลาอยู่ที่บ้านหลังใหญ่ที่เคยเป็นเรือนหอของทั้งสองมาเมื่อครั้งที่แต่งงานกันใหม่ๆ อีกทั้งสามีเธอก็สิ้นใจในเรือนไทยหลังนี้ด้วย เหตุนี้เธอจึงรักและชอบบ้านหลังนี้มาก พร้อมทั้งลูกๆ ก็เคยอาศัยบ้านหลังนี้เป็นครั้งคราว
แต่เมื่อกรรชัยแต่งงานบวกกับที่เธอเสียสามีไปในเวลาที่ไม่ห่างกันมาก เธอก็เลยยกให้กรรชัยและพรรณีตกแต่งใหม่เพื่อเป็นเรือนหอและเป็นที่รับรองแขกด้วย
“กำลังปรึกษาอะไรกันหรือจ้ะสาวๆ” เสียงกรรชัยแว่วเข้ามาในบ้านหลังน้อยก่อนที่เจ้าตัวจะมาถึงเสียอีก
“ไม่มีอะไรหรอกลูก แม่กำลังคุยกับน้องเรื่องยัยขิมของลูกน่ะ”
คุณพร้อมรีบชิงบอกและก็เดินเข้ามาหยิกแขนภาวินีเอาไว้ก่อนที่จะพูดอะไรที่ไม่ค่อยจะเข้าหูพี่ชายเท่าไหร่
“เหรอครับ ผมมาตามคุณแม่กับสองสาวไปทานข้าวครับ วันนี้ณีเขาตั้งโต๊ะที่ในสวนครับ” กรรชัยบอกด้วยอาการตื่นเต้นในที
“ทำไมตั้งในสวนล่ะจ้ะ”
คุณพร้อมถามด้วยความสงสัย เพราะพฤติกรรมแบบนี้ครอบครัวของเธอจะทำเฉพาะกรณีพิเศษๆ เท่านั้น และมันก็ไม่มีกรณีพิเศษแบบนี้มานานแล้ว ตั้งแต่ที่ลูกคนเล็กของกรรชัยจากไป
“ก็ไม่มีอะไรมากครับ พอดีวันนี้มากันหลายคนเฉพาะบ้านยายภายายภัคก็ปาเข้าไปตั้งหกคนแล้วนะครับคุณแม่ และผมก็อยากจะให้ทุกๆ คนได้พบและรู้จักยัยขิมอีกครั้งครับ จะได้สนิทกันเร็วๆ ” เขาอธิบาย
“อ๋อ อย่างนี้นี่เอง เอ้าว่าไงจ้ะสองสาวจะไปมั้ย แต่แม่ไม่รอแล้วนะ แม่หิวจนตาลายอยู่แล้ว ปะกรรพาแม่ไปเถอะ ใครมาช้าหมดก่อนไม่รู้ด้วยนะ”
คุณพร้อมแหย่ลูกๆ พร้อมทั้งออกเดินนำหน้าโดยมีกรรชัยคอยประคองเดินตรงไปที่สนามหญ้า
“พี่ณีนี่เก่งนะคะ แปรงโฉมเด็กนี่ได้เร็วจริงๆ เลย ภาเห็นคุณแม่บอกว่าวันแรกที่ไปรับมาจากสถานสงเคราห์น่ะ หน้าตาเหมือนเด็กขอทานไม่มีผิดเลย แต่ดูวันนี้สิคะ เป็นคนละคนเลยค่ะ”
ภาวินีเอ่ยขึ้นในที่สุดขณะทุกคนกำลังเอร็ดอร่อยกับอาหารบนโต๊ะ โดยหนูน้อยที่ถูกพูดถึงนั่งร่วมโต๊ะถัดจากพี่ชายกำมะลอซึ่งดูจะไม่ค่อยปลื้มที่ได้น้องสาวคนใหม่ พอๆ กับอาภัคและอาภาของเขาเท่าไหร่
“คุณภาชมหรือว่าประชดพี่คะ แต่เอาเถอะพี่จะถือว่าเป็นคำชมก็แล้วกัน แต่จริงๆ แล้วนะพี่ก็ไม่ได้ทำอะไรมากมายหรอกจ้ะ ส่วนใหญ่จะเป็นฝีมือคุณอรเค้า รายนั้นเขาถนัดเรื่องนี้”
พรรณีอ้างถึงบังอรแม่บ้านใหญ่ ด้วยอาการที่เธอประทับใจไม่น้อย เพราะบังอรอยู่บ้านนี้มานานตั้งแต่สมัยที่เธอแต่งงานและได้คลอดปลายออกมาบังอรก็เป็นคนเลี้ยงมาตั้งแต่นั้น และบังอรก็ไม่ได้ทำให้เธอผิดหวังในเรื่องนี้เลย
“อ๋อ! คุณแม่บ้านของพี่ณีนี่เอง แล้วพี่ณีคิดจะให้แม่บังอรเลี้ยงเด็กคนนี้ให้เหมือนกันตาปลายเลยหรือเปล่าคะ แต่ภาว่าคงไม่ต้องถึงขนาดนั้นก็ได้มั้งคะ แค่มีข้าวให้กิน มีโรงเรียนให้เข้า มีห้องส่วนตัวให้อยู่ไม่ต้องอยู่รวมกันเหมือนอยู่ที่เก่าก็ดีถมไปแล้วล่ะ จริงมั้ยพี่ภัค” ภาวินีพูดพร้อมทั้งหาคนสมทบโดยหันไปหาภัคคินี
“พี่ก็ว่างั้นล่ะ หรือว่าไงคะพี่กรร” พูดพลางหันไปหาคำตอบจากพี่ชาย
“พี่ก็คงจะเลี้ยงเขาให้เหมือนกับลูกแท้ๆ ของพี่แล่ะนะ เพราะพี่ตั้งใจไว้อย่างนี้ และพี่กับณีเค้าเราต่างก็มีความรู้สึกรักแกเหมือนลูกแท้ๆ ของพี่คนหนึ่ง ภากับภัคดูดีๆ สิว่าแกมีลักษณะที่เหมือนกับยัยขิมของพี่ขนาดไหน แต่ที่เห็นเงียบๆ ก็คงเพราะแกยังไม่คุ้นกับเราเท่านั้นเอง” กรรชัยพูดพลางหันไปมองเด็กน้อยด้วยแววตาที่เอ็นดู