ทะเลทรายสีทองอันร้อนระอุ ไอแดดเต้นรำระริกไหวอยู่ในอากาศ ผืนทรายที่สะท้อนเงาแดดทอดยาวกว้างไกลสุดลูกหูลูกตาจรดแผ่นฟ้าสีสวย ทัศนียภาพสุดแสนน่าอภิรมย์ แต่กระนั้นก็ไม่อาจซ่อนเร้นความโหดร้ายของแห่งดินแดนทะเลทรายให้เลือนหายไปจากสายตาได้เลยแม้แต่น้อย เฉกเช่นเดียวกับความเวิ้งว้าง เดียวดายที่ปรกคลุมผืนทรายไม่เคยแปรเปลี่ยน
พระราชวังใหญ่สีขาวที่สร้างสรรค์ขึ้นจากหินอ่อนเนื้อดีงามจับตา ตั้งอยู่ใจกลางโอเอซิสขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศความาร์ แม้จะอยู่ท่ามกลางทะเลทรายที่ถูกแสงแดดยามเที่ยงวันแผดเผา แต่ก็ดูเหมือนมันจะเย็นฉ่ำใจมากเสียกว่าภายในพระราชวังที่ติดแอร์ชั้นดีเสียอีก เพราะตอนนี้เจ้าชายฮิมราน บิน ฮาเซม อัล-ราชิด กำลังเกรี้ยวกราดใส่อำมาตย์คนสนิทที่กำลังนั่งก้มหน้าจ้องมองพื้นด้วยความหวั่นเกรง
“ท่านหาทางออกให้เราไม่ได้จริงๆ ใช่ไหม”
เสียงคำรามด้วยความเดือดดาล จากเรือนกายสูงใหญ่ที่อยู่ในชุดประจำชาติสีดำยกด้วยดิ้นทอง เสื้อตัวในสีขาวเป็นแบบคอตั้งมีกระดุมเม็ดสวยสีเดียวกันกับตัวเสื้อเรียงรายลงไปตามสาบเสื้อจนถึงเอว ชายเสื้อปล่อยยาวกรอมเท้า บนศีรษะประดับด้วยผ้าคลุมหน้าตาหมากรุกสีขาวคาดทับด้วยเสวียนเชือกสีดำที่ทำจากไหมชั้นดี ที่กำลังเดินย่ำเท้าไปมาบนพรมเปอร์เซียหนานุ่ม ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความขัดเคือง
“หม่อมฉันคิดหาทางออกยังไม่ได้เลยพ่ะย่ะค่ะ เพราะดูจากสัญญาที่พระราชินีทรงทำไว้ก่อนสิ้นพระชนม์นั้นรัดกุมอย่างมาก ไม่มีช่องโหว่เลยพ่ะย่ะค่ะ”
อำมาตย์สูงวัยก้มหน้า กราบทูลเจ้าชายเสียงสั่น เพราะใครก็ตามที่อยู่ในพระราชวังนี้ไม่มีผู้ใดไม่รู้จักเกียรติศัพท์ความร้ายกาจของอารมณ์โกรธของเจ้าชายฮิมรานแม้แต่คนเดียว แม้ต้องให้ไปตายในพายุทะเลทรายยังดีเสียกว่าต้องเผชิญหน้ากับพายุแห่งโทสะของชายสูงศักดิ์ตรงหน้า
“ไม่มีช่องโหว่อย่างนั้นหรือ...” ฮิมรานหัวเราะเยาะออกมา ดวงตาคมกล้าเจิดจรัสไปด้วยกองเพลิงนับล้านกอง ก่อนจะตวาดออกมาอีกจนอำมาตย์สูงวัยตัวสั่น
“ยังไงฉันก็ต้องแต่งงานกับแม่ผู้หญิงเจ้าเล่ห์คนนั้นใช่ไหม?!”
“พ่ะย่ะค่ะ” จบคำพูดสั่นๆ ของอำมาตย์วัยชรา ฮิมรานก็ตบโต๊ะทำงานโบราณที่ทำด้วยไม้ขัดมันสุดหรูเสียงดังสนั่นหวั่นไหว แม้ภายในใจจะรู้สึกเกลียดตัวเองยิ่งนักที่ไม่อาจระงับอารมณ์ส่วนต่ำเอาไว้ได้
เจ้าชายรูปงามขบกรามแกร่งจนขึ้นสัน ดวงตาคมกล้าสีน้ำตาลเข้มกร้าวขึ้นอย่างน่ากลัว ภาพสาวน้อยใบหน้างดงามลอยเข้ามาในความคิด ร้อยดาว...
ฮิมรานยังจดจำเรือนร่างอรชรในชุดแซกสีฟ้าสะอาดตาที่เซถลาเข้ามาในอ้อมแขนของเขาแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวนั้นได้เป็นอย่างดี กลิ่นหอมอ่อนๆ ของกายสาวยังติดจมูกเขาไม่ลบเลือน
ดวงตากลมโตสีดำขลับราวกับราตรีแห่งรัตติกาลนั้นเบิกกว้างอย่างตกใจ เรียวปากอิ่มเต็มสีแดงราวกับผลเชอรี่สุกเผยอออกจากกันอย่างลืมตัว เขาจำได้ดีว่าตัวเองนั้นตะลึงงันกับภาพสาวงามตรงหน้าอยู่นานแค่ไหน
ก็ใช่น่ะสิ... เขายอมรับอย่างไม่มีข้อแม้เลยว่าหล่อนนั้นสวยสดงดงามหาหญิงใดเปรียบได้ยาก ผมยาวสีดำสนิทปล่อยเหยียดตรงสลายอยู่กลางแผ่นหลัง และนั่นก็คือสิ่งที่แปลกใหม่สำหรับเขายิ่งนัก เพราะปกติคู่ควงแต่ละคนของเขาจะเป็นแม่สาวจากฝั่งยุโรป หรือไม่ก็อเมริกาซะส่วนใหญ่ ไม่เคยสักครั้งเดียวที่เขาจะชายตามองผู้หญิงเอเชียอย่างเช่นหล่อน แต่ความสวยงามจอมปลอมนั่นก็ไม่อาจจะเปลี่ยนแปลงจิตใจที่แน่วแน่ของเขาได้ เพราะเขาไม่ต้องการแต่งงานกับหล่อน เขามีปัญญาแสวงหาผู้หญิงที่คู่ควรจะเป็นแม่ของลูกตัวเองได้ ไม่จำเป็นที่จะต้องให้ใครมาบงการ แม้กระทั่งมารดาเลี้ยงของตนเอง
เจ้าชายหวนคิดถึงเรื่องราวในอดีตของตนอีกครั้ง รอยยิ้มกระด้าง ดุดัน ระบายออกมาบนใบหน้าหล่อเหลือร้ายนั้นช้าๆ ดวงตาคมกล้าดุจพญาเหยี่ยวเพ่งมองออกไปนอกหน้าต่างกระจกชั้นดี ทอดสายตาไปยังสวนสวยทรงยุโรปที่ได้รับการตัดแต่งและดูแลอย่างดียิ่ง
บิดาของเขา ท่านชีคฮาเซม อัล-ราชิด ผู้ที่ลุ่มหลงผู้หญิงไทยนามว่า อันมิกา อย่างหัวปรักหัวปรำ หลงจนแม้กระทั่งภาษาประจำชาติที่เคยมีแค่ภาษา ความาร์ และภาษาอังกฤษเท่านั้น ท่านก็ยังนำเอาภาษาไทยมาเป็นภาษาที่สาม ที่ประชากรในประเทศความาร์จำเป็นต้องศึกษาเอาไว้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เจ้าชายสูงศักดิ์คิดอย่างขัดเคือง แม้ตลอดเวลาที่อันมิกาแม่เลี้ยงของเขามีชีวิตอยู่ จะไม่ใช่แม่เลี้ยงใจร้ายตามแบบฉบับนิยายในโบราณกาลก็ตามที แต่หล่อนก็ทิ้งปัญหาอันหนักอึ้งไว้ให้เขาปวดหัวเล่นได้อย่างไม่น่าเชื่อ
“ท่านออกไปได้แล้ว กาซิม”
ฮิมรานหันกลับมาพูดกับอำมาตย์ชราด้วยน้ำเสียงที่เจือโทสะน้อยลง ลมหายใจหนักหน่วงถูกพ่นออกมาจากริมฝีปากได้รูปสีสวยนั้น
“พ่ะย่ะค่ะ องค์ชาย”
กาซิมข้ารองพระบาทของราชวงค์ อัล-ราชิด ค่อย ๆ คลานเข่าออกไปจากห้องประทับอย่างนุ่มนวลแต่นั่นก็ไม่ได้อำพรางความสั่นสะท้านอันเกิดมาจากความกริ่งเกรงต่ออำนาจของเจ้าชายฮิมราน องค์รัชทายาทได้เลย
เมื่ออยู่ในห้องตามลำพัง ฮิมรานก็ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้หนังเนื้อดีอย่างกลัดกลุ้ม รายงานแต่ละฉบับเกี่ยวกับร้อยดาวที่เขาให้คนสนิทส่งมาให้นั้นยังไม่ร้ายแรงเท่ากับ สิ่งที่เขาได้พบเห็นมากับตาและได้ยินมากับหูที่เมืองไทย
แล้วไหนจะคำพูดของแม่เลี้ยงเจ้าหล่อนอีกล่ะ...
“ลูกดาวนะเหรอ รายนั้นวัน ๆ ไม่ทำอะไรหรอกค่ะ นอกจากออกไปเที่ยวกลางคืนกับผู้ชาย ไม่ซ้ำหน้า กว่าจะกลับก็เช้านั่นแหละ”
ความจริงแล้วคำพูดเหล่านั้นไม่อาจทำให้ฮิมรานคล้อยตามได้ง่าย ๆ เพราะเขาไม่ใช่คนหูเบา ต้องมีหลักฐานที่สามารถยืนยันได้เขาถึงจะเชื่อ แต่หลักฐานคาตาที่ผับ ก็ทำให้เจ้าชายอย่างเขาเชื่อภาพที่เห็นเบื้องหน้าอย่างสนิทใจ
อายุยังไม่ถึงยี่สิบปีแต่เจ้าหล่อนกับทำตัวราวกับเป็นผีเสื้อราตรีซะแล้ว... เจ้าชายหนุ่มค่อนขอดหล่อนอยู่ในใจ ริมฝีปากหยักสวยโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มหยัน ฮิมรานรู้สึกขยะแขยงแม่ว่าที่เจ้าสาวของตนเองจนแทบอาเจียน
ถึงยังไงเขาก็ไม่ยอมทำตามสัญญาบ้า ๆ ที่อันมิกาแม่เลี้ยงของเขาทำขึ้นมาหรอก ถึงเสด็จพ่อของเขาจะไม่ยินยอมก็ตาม ฮิมรานลุกขึ้นจากเก้าอี้หนัง ก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากห้องไป
ชีคฮาเซม อัล-ราชิด เงยหน้าขึ้นมองลูกชายที่กำลังปิดประตูห้องและเดินตรงเข้ามา ใบหน้าหล่อเหลาอย่างร้ายกาจของฮิมรานทำให้เขาอดทึ่งไม่ได้
ฮิมรานโอรสองค์โตของเขากับราชินีองค์แรกที่ตอนนี้อายุอานามก็ปาเข้าไปสามสิบสี่ปีแล้ว แต่ฮิมรานก็ยังไม่ยอมมีคู่ครองสักที มีแต่คู่ควงเป็นแม่สาวผมทองมั่ง ผมบลอนด์บ้าง ให้เขากลุ้มใจได้ทุกวี่วัน
เพราะตามที่เขาตกลงไว้กับราชินีองค์ที่สองหลังจากที่องค์แรกได้จากไปแล้วนั้น ว่าจะให้ฮิมรานเป็นคู่หมายกับเด็กสาวคนหนึ่งที่เมืองไทย ซึ่งสาวน้อยคนนั้นเป็นบุตรสาวของคู่หมั้นคู่หมายที่อันมิกาทอดทิ้งมาเพื่ออยู่กับเขา หล่อนรู้สึกผิดต่อชายผู้นั้นอย่างมาก ดังนั้นก่อนจะเสียชีวิต หล่อนจึงได้ทำสัญญาไว้ฉบับหนึ่งและให้เขาเซ็นรับรอง ให้ฮิมรานแต่งงานกับสาวไทยที่ชื่อร้อยดาว โดยไม่มีข้อแม้อะไรทั้งสิ้น และเขาก็ตามใจหล่อนจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต
“เสด็จพ่อ หม่อมฉันมีเรื่องกราบทูลพ่ะย่ะค่ะ”
เจ้าชายหนุ่มก้าวมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าชีคฮาเซมพระบิดาของตัวเอง ใบหน้าที่ถอดแบบมาจากเทพบุตรกรีกยามนี้ราบเรียบไม่ได้แสดงความรู้สึกอะไรออกมา แต่นั่นก็ไม่อาจจะหลบซ่อนความไม่พอใจที่มีอยู่เต็มอกให้น้อยลงไปได้เลย
“ฮิมรานนั่งลงก่อนสิ”
เจ้าชายรูปงามเดินเข้าไปทรุดตัวนั่งบนเก้าอี้เนื้อดีตรงข้ามกับบิดา ดวงตาคมกล้าเงยขึ้นสบตากับชีคชรานิ่ง ความจริงแล้วฮิมรานอยากจะอาละวาดให้พังกันไปข้างหนึ่ง แต่ด้วยการที่เขาไม่ใช่สามัญชนธรรมดา จึงจำเป็นต้องเก็บอารมณ์ไว้ให้ลึกที่สุด จะแสดงออกมาให้เห็นบ้างก็แค่กับคนสนิทที่ไว้ใจได้เท่านั้น
“หม่อมฉันปฏิเสธที่จะทำตามสัญญาฉบับนั้นของเสด็จแม่พ่ะย่ะค่ะ”
น้ำเสียงจริงจังแฝงไปด้วยความเดือดดาลที่ปิดไม่มิด หลุดรอดออกมาจากริมฝีปากหยักสวยนั้น ชีคฮาเซมระบายรอยยิ้มออกมาราวกับไม่รับรู้ถึงความขัดเคืองที่โอรสมีอยู่เต็มหัวใจ
“เจ้าเห็นนางแล้วใช่ไหม”
“พ่ะย่ะค่ะ หม่อมฉันเห็นนางแล้ว และก็รังเกียจนางเป็นอย่างมากด้วย”
กรามแกร่งขบกันเป็นสันนูน หล่อนไม่เหมาะสักนิดกับตำแหน่งชายาของเขา แม้แต่นางบำเรอ... เขายังไม่รู้ว่าหล่อนนั้นคู่ควรที่จะเป็นหรือเปล่า
ชีคฮาเซมเลิกคิ้วสีดำที่มีสีขาวแซมอยู่ประปรายขึ้นอย่างแปลกใจ
“นางน่าเกลียดถึงกระนั้นเลยหรือ ฮิมราน”
เจ้าชายฮิมรานส่ายหน้าปฏิเสธ ใครว่าหล่อนขี้ริ้วขี้เหร่กันล่ะ เจ้าหล่อนสวยหยาดเยิ้มเลยทีเดียว น่าพิศมัยไปทั้งเนื้อทั้งตัว เมื่อคิดไปถึงเจ้าความนุ่มนิ่ม อวบอิ่มของเรือนกายสาวที่เขาได้สัมผัสโดยบังเอิญที่เมืองไทยแล้วความคึกคะนองที่ซอกขาก็ทำให้เขาอึดอัดจนแทบคลั่ง
“ไม่ใช่พ่ะย่ะค่ะ นางงามมาก แต่ถึงกระนั้นหม่อมฉันก็ไม่ต้องการแต่งงานกับนาง”
“เจ้าก็รู้ว่าพ่อไม่อาจช่วยเจ้าได้”
“แต่เสด็จพ่อสามารถยกเลิกสัญญางี่เง่านั้นได้ไม่ใช่หรือพ่ะย่ะค่ะ” ฮิมรานถามกลับบิดาด้วยน้ำเสียงที่ยากจะควบคุมความขุ่นมัวไว้ได้ เขายอมวิ่งเอาหัวชนฝาให้ตายไปตรงนี้เสียยังดีกว่าต้องแต่งงานกับผู้หญิงเอเชียที่นิสัยแย่ ๆ แบบนั้น
“แต่พ่อไม่อาจฉีกสัญญาที่อันมิกาทำไว้ได้ เจ้ารู้อยู่เต็มอกไม่ใช่หรือ” ชีคฮาเซมตอบออกมาด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด คำสัญญาที่เขาให้ไว้กับสตรีที่รักยิ่งนั้นยังตราตรึงในดวงใจ
เขารักอันมิกามากมายแค่ไหน มีแต่สวรรค์เท่านั้นที่รู้ หล่อนเป็นผู้หญิงไทยคนแรกที่เข้ามานั่งอยู่ในหัวใจของเขา แต่หล่อนก็คือผู้หญิงคนสุดท้ายที่เขาจะรักด้วยเช่นกัน
“พี่จะทำทุกอย่างเพื่อให้ความปรารถนาสุดท้ายของน้องสมหวัง พี่สัญญา”
นี่คือคำพูดสุดท้ายที่เขาได้พูดกับหล่อน ก่อนที่อันมิกาจะจากโลกนี้ไปก่อนเวลาอันควรด้วยโรคมะเร็ง
“หม่อมฉันรู้พ่ะย่ะค่ะ แต่หม่อมฉันไม่อาจทำตามรับสั่งได้ เสด็จพ่อโปรดมีรับสั่งยกเลิกสัญญาฉบับนั้นด้วยเถอะ” เจ้าชายฮิมรานยังยืนกรานหนักแน่น
“พ่อทำอย่างนั้นไม่ได้จริง ๆ ฮิมราน ถึงยังไงลูกก็ต้องอภิเษกสมรสกับร้อยดาววันยังค่ำ แม้เจ้าจะไม่พอใจแค่ไหน แต่นั่นก็คือสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้”
เจ้าชายหนุ่มฟังคำพูดของบิดาแล้วถึงกับพ่นลมหายใจหนักหน่วงออกมา สีหน้าของเขาตอนนี้เคร่งเครียดเป็นที่สุด โทสะที่พยายามข่มเอาไว้ค่อย ๆ กระพรือลุกโหมขึ้นมาทีละน้อย
“ถ้าหม่อมฉันยังยืนยันว่าจะไม่แต่งล่ะพ่ะย่ะค่ะ”
ถามออกไปอย่างท้าทาย และนั่นก็ทำให้ชีคฮาเซมเบิกตากว้างจ้องมองโอรสอย่างตกใจ เขาไม่คิดว่าฮิมรานจะใจแข็งถึงขนาดนี้ หรือว่าร้อยดาวไม่คู่ควรจริงๆ กับฮิมราน
“เจ้าจะขัดคำสั่งพ่ออย่างงั้นหรือ ฮิมราน เจ้าเป็นถึงองค์รัชทายาท สิ่งที่ต้องทำก็คือสร้างความสุขให้แก่ราษฎรของเรา”
ฮิมรานหัวเราะเยาะออกมาอย่างขมขื่น เขาไม่ชอบใจที่บิดามักจะยกเอาราษฎรของความาร์มากดดันเขาทุกครั้งที่มีเรื่องขัดแย้งกัน และเขาก็ต้องเป็นฝ่ายยอมแพ้เสียทุกที
“แต่หม่อมฉันยังไม่เห็นประโยชน์ที่จะได้รับจากการอภิเษกสมรสกับร้อยดาวเลยนะพ่ะย่ะค่ะ”
ฮิมรานพูดออกมาอย่างอ่อนใจ ขณะเอนร่างกำยำของตนเองพิงกับพนักเก้าอี้อย่างหมดแรง
“อีกหน่อยเจ้าก็จะมองเห็นประโยชน์จากการแต่งงานครั้งนี้เอง ฮิมราน” ชีคฮาเซมระบายรอยยิ้มออกมาใบหน้าที่ยังคงหล่อเหลาไม่เสื่อมคลาย แม้จะล่วงเลยวัยหนุ่มฉกรรจ์มาหลายสิบปีแล้วก็ตาม
“งั้นหม่อมฉันอยากทราบเหตุผลของการแต่งงานครั้งนี้ ทำไมเสด็จแม่ถึงต้องทำสัญญาบ้าๆ นั้นขึ้นมาด้วย”
“ก็เพราะว่าอันมิกาต้องการชดเชยความผิดในอดีตที่หล่อนหนีการแต่งงานกับพ่อของร้อยดาวมาแต่งงานกับพ่อ”
ดวงตาคมกล้าของชีคฮาเซมทอดมองผ่านหน้าต่างบานวิจิตรออกไป มองไปไกลแสนไกลราวกับจะมองให้เห็นถึงอดีตที่เคยผ่านมา
“ก็เลยให้หม่อมฉันชดเชยความผิดงี่เง่านั่นให้หรือพ่ะย่ะค่ะ” ฮิมรานแทบอยากจะสะกดกลั้นความขัดเคืองใจเอาไว้ไม่ได้เมื่อได้รับฟังเหตุผลที่สุดแสนจะงี่เง่าที่สุดในความคิดของเขา
มีอย่างที่ไหนให้เขาเป็นตัวแทนล้างบาปให้กับหล่อน โดยให้แต่งงานกับลูกสาวของชายที่หล่อนเคยทำผิดไว้ด้วย เจ้าชายหนุ่มหัวเราะเยาะออกมาอย่างเดือดดาล มันน่าตลกชะมัด!
“ถ้าเจ้ายังคิดว่าเป็นลูกชายของพ่อ เจ้าก็ต้องทำตามคำขอนี้ของอันมิกา เพราะพ่อรักนางมากกว่าสิ่งใด” คำขอของชีคฮาเซมมันก็คือคำสั่งดี ๆ นี่เอง ฮิมรานถอนหายใจออกมา
“เสด็จพ่อรักนางมากกว่าเสด็จแม่แท้ ๆ ของลูกอีกหรือพ่ะย่ะค่ะ” เจ้าชายถามไปอย่างนั้นเอง เพราะเขารู้อยู่แก่ใจแล้วว่า บิดาของตัวเองนั้นไม่ได้รักมารดาแท้ ๆ ของเขาสักนิด ที่ต้องแต่งงานกันก็เพราะถูกคลุมถุงชน และนี่เองคือสาเหตุหลักที่ทำให้เขาปฏิเสธการแต่งงานกับผู้หญิงไทยคนนั้น
เจ้าเล่ห์... เจ้ามารยา เขาไม่อยากเป็นอย่างบิดาที่หลงผู้หญิงจนต้องยอมทุกอย่าง ยอมแม้กระทั่งบังคับฝืนใจลูกชายของตนเอง
“ความรักคนละแบบกัน พ่อรักแม่ของเจ้าในฐานะของชีคที่พึงปฏิบัติต่อภรรยา แต่ความรักที่พ่อมีต่ออันมิกาแม่เลี้ยงของเจ้านั้นมันเป็นความรักแบบผู้ชายธรรมดาคนหนึ่งที่มีให้กับผู้หญิงที่รักหมดใจ”
“เมื่อเสด็จพ่อรู้อยู่เต็มพระทัยว่าการคลุมถุงชน ไม่อาจจะทำให้ชีวิตคู่มีความสุขได้ เพราะขาดความรักที่มีต่อกัน แล้วทำไมถึงได้บังคับหม่อมฉันให้เจริญรอยตามพระองค์ด้วยล่ะพ่ะย่ะค่ะ”
“นั่นเป็นความต้องการสุดท้ายของอันมิกา พ่อขัดไม่ได้” ชีคฮาเซมฟังโอรสพูดแล้วก็รู้สึกสงสารไม่น้อย แต่เขาก็ไม่อาจจะช่วยอะไรฮิมรานได้เลย เพราะสัญญานั่นเป็นสิ่งสุดท้ายที่หญิงที่เขารักหมดใจได้ขอไว้ก่อนตาย
“หม่อมฉันคงมีความสุขไม่น้อยเลยทีเดียวกับการถูกมัดมือชกแบบนี้”
ฮิมรานประชดประชันบิดาของตัวเอง เขาไม่น่าบินกลับมาจากวิลล่าที่ฝรั่งเศสเลย
“พ่อช่วยเจ้าไม่ได้จริง ๆ ฮิมราน”
“จากที่ฟังเสด็จพ่อตรัส หม่อมฉันก็คงหลีกเลี่ยงงานแต่งคราวนี้ไม่ได้”
เจ้าชายรูปงามลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ใบหน้าหล่อล้ำนั้นบูดบึ้งไม่น้อย
“งั้นหม่อมฉันขอตัวนะพ่ะย่ะค่ะ” ฮิมรานหมุนตัวเดินออกไป กำลังจะถึงประตูห้อง แต่ชีคฮาเซมก็พูดขึ้นมาซะก่อน และคำพูดนี้ก็ทำให้ฮิมรานระบายรอยยิ้มพอใจออกมา
“ถ้านางเป็นคนล้มเลิกงานแต่งนี้เอง นั่นก็ถือว่าไม่ผิดสัญญา”
“ขอบพระทัยเสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ” เจ้าชายฮิมรานหันมายิ้มให้ชีคฮาเซม ดวงตาคมกล้าเจิดจ้าขึ้นอย่างมีความหวัง ฮิมรานกล่าวลาบิดาก่อนจะก้าวออกมายังทางเดินที่ปูด้วยพรมหนาชั้นดีเพื่อกลับห้องประทับของตนเอง
หากเป็นอย่างที่บิดาพูด งั้นเขาคงต้องทำอะไรสักอย่างซะแล้ว เพื่อที่จะให้แม่นักขุดทองอย่างร้อยดาวปฏิเสธที่จะแต่งงานกับเขา แต่มันคงไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ แน่ เพราะทั้งแม่และพี่สาวของหล่อนต่างตาโตเท่าไข่ห่านเมื่อเห็นของกำนัลที่บิดาของเขาฝากไปให้หรือว่าเขาจะส่งเงินทองจำนวนมากไปให้ครอบครัวของหล่อนดี เพื่อที่จะยกเลิกสัญญาอัปยศนั่นซะ
เจ้าชายหนุ่มหัวเราะเยาะออกมาเบาๆ เขารู้อยู่เต็มอกว่าวิธีนี้มันต้องใช้ไม่ได้ผลอย่างแน่นอน เพราะคนพวกนั้นฉลาดเป็นกรด คงไม่พอใจกับสิ่งมีค่าที่เขาหยิบยื่นให้ เพราะรู้อยู่เต็มอกว่าหากแต่งงานกับเขาจะได้มากกว่านี้อีกร้อยเท่าพันเท่า
ฮิมรานยกมือขึ้นบีบขมับของตัวเองเบาๆ ความเคร่งเครียดโจมตีเขาไม่หยุดหย่อน...
นี่เขาจะต้องใช้วิธีไหนนะ ถึงจะกำจัดแม่สาวร้อยดาวให้พ้นไปจากชีวิตของเขาได้ หรือแค่ให้พ้นไปจากความนึกคิดของเขาสักเสี้ยววินาทีก็ยังดี เพราะตั้งแต่เจอกันที่ผับแห่งหนึ่งที่เมืองไทยครั้งนั้น เขาก็ยังไม่เคยลืมใบหน้าหวานๆ ของเจ้าหล่อนได้สักนาทีเดียว
ร้อยดาวกระชับกระเป๋าเดินทางในมือแน่น น้ำตาแห่งความโศกเศร้าไหลพรากลงมาอาบแก้ม ความเสียใจที่ต้องจากบิดาไปไกลทำให้หล่อนเจ็บแปลบในอก แต่หญิงสาวก็ไม่มีทางเลือก…
หากนี่คือสิ่งที่บิดาต้องการ...
แม้จะสงสัยแต่ร้อยดาวก็ไม่เคยคิดจะถามบิดาออกไป ว่าเพราะอะไรท่านถึงต้องการให้หล่อนเป็นภรรยาของผู้ชายคนนั้น ผู้ชายที่หล่อนไม่เคยแม้แต่จะเห็นหน้า... รู้จักเพียงแค่ชื่อของเขาเท่านั้น เจ้าชายฮิมราน บิน ฮาเซม อัล- ราชิด แห่งประเทศ ความาร์
แม้จะพยายามปลอบใจตัวเองแค่ไหน แต่หญิงสาวก็ไม่อาจขจัดความหวาดกลัวที่กำลังก่อตัวขึ้นภายในจิตใจได้แม้แต่น้อย หล่อนเกรงกลัวเขา หวาดหวั่นเหลือเกินหากต้องไปใช้ชีวิตอยู่ประเทศนั้น ดินแดนแห่งทะเลทรายที่เต็มไปด้วยโหดร้าย รุ่มร้อน กิติศัพท์ความป่าเถื่อน และมักมากในกามของผู้ชายในแถบทะเลทรายนั้นทำให้หญิงสาวแทบอยากจะร้องไห้ออกมา
นี่หล่อนจะต้องไปเป็นหนึ่งในผู้หญิงในฮาเร็มของเจ้าชายฮิมรานอย่างนั้นหรือ...
ร้อยดาวคิดอย่างเศร้าหมอง เท้าบอบบางในรองเท้าหุ้มส้นก้าวตรงไปยังส่วนบริการผู้โดยสารบนเครื่องบิน ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความอาดูร
เจ้าชายฮิมรานนั่งหน้าเครียดอยู่ที่ห้องทรงงาน รายงานจากนักสืบที่เขาจ้างวานให้คอยติดตามร้อยดาว แจ้งมาว่าวันนี้หล่อนกำลังจะบินมาหาเขาเพื่อเตรียมตัวเป็นเจ้าสาว ฮิมรานสบถออกมาอย่างเดือดดาล ความขัดเคือง ขุ่นข้องหมองใจอัดแน่นอยู่ในอกจนแทบระเบิด
“ อยากแต่งงานกับฉันนักหรือไง ร้อยดาว” ฮิมรานลุกขึ้นจากเก้าอี้ เดินไปมาบนพื้นพรมหนาชั้นดีที่ปูไว้ทั่วทั้งห้องอย่างใช้ความคิด
เขาจะต้องล้มเลิกงานแต่งงานครั้งนี้ให้จงได้ ในเมื่อเขาไม่สามารถปฏิเสธมันได้ ฉะนั้นเขาก็จะทำให้เจ้าหล่อนเป็นคนล้มเลิกมันด้วยตัวของหล่อนเอง
ปุยเมฆสีขาวสะอาดตาลอยผ่านหน้าไปก้อนแล้วก้อนเล่า หญิงสาวยกมือขึ้นแตะกระจกของเครื่องบิน ดวงตากลมโตจ้องมองไปยังพื้นฟ้ากว้างไกลสีสวย หล่อนไม่เคยคาดฝันมาก่อนเลยว่าตัวเองจะมีโอกาสได้ใกล้ชิดกับท้องฟ้าเบื้องบนเช่นนี้ แต่ร้อยดาวก็สุขใจได้ไม่นาน เมื่อความเป็นจริงที่ต้องเผชิญหน้าเต้นไหวอยู่ในเส้นเลือด ความเบิกบานใจลอยหายไปในพริบตา ภาพท้องทะเลทรายสีทองอร่ามพื้นล่างทำให้หล่อนหวาดกลัวเหลือเกินกับชีวิตใหม่ในต่างแดน ชีวิตที่ไร้ซึ่งอิสระ ชีวิตที่มันจะไม่ใช่ของหล่อนอีกต่อไป หญิงสาวถอนหายใจออกมาเบา ๆ ขณะกระชับเข็มขัดให้แน่นขึ้นเมื่อเครื่องบินกำลังร่อนลงต่ำ
กลิ่นไอแห่งความป่าเถื่อนเริ่มวิ่งเข้าใส่หล่อนชัดเจนขึ้นทุกขณะ พอๆ กับศักดิ์ศรีความเป็นคนของหล่อนที่กำลังวิ่งหนีไปทีละน้อย หล่อนถูกเขาซื้อด้วยเงินจำนวนมหาศาล เพราะค่าสินสอดที่เจ้าชายทะเลทรายมอบให้บิดาของหล่อนนั้นมากมายจนหล่อนคิดว่าชาตินี้ก็คงใช้ไม่หมดอย่างแน่นอน
ร้อยดาวปลดเข็มขัดออกจากตัวเมื่อเครื่องบินร่อนลงแตะพื้นรันเวย์แผ่วเบาๆ และไม่ช้าก็จอดสนิท หญิงสาวเม้มเรียวปากเป็นเส้นตรง พยายามอย่างที่สุดที่จะเข้มแข็ง ไม่ร้องไห้ด้วยความหวาดกลัวออกมา แต่กระนั้นน้ำตาก็อดเอ่อล้นออกมาคลอที่หน่วยตาไม่ได้
หญิงสาวเก็บหนังสือเดินทางที่เจ้าพนักงานประทับตาเรียบร้อยแล้วเข้ากระเป๋าด้วยท่าทางเซ็ง ๆ ร้อยดาวไม่มีความกระตือรือร้นแม้แต่น้อย ทั้ง ๆ ที่ตอนนี้ก็ใกล้ถึงเวลาที่หล่อนจะได้พบกับเขาแล้ว
เจ้าชายฮิมราน...
ร้อยดาวฝืนยิ้มแห้งแล้งออกมา หล่อนอยากจะรู้เหลือเกินว่า เขาจะยินดีที่ได้พบหล่อนไหม หรือว่าบางทีเขาอาจจะขับไล่หล่อนให้กลับประเทศไทยไปแทบไม่ทันก็เป็นได้ และนั่น... คือสิ่งที่หล่อนควรดีใจไม่ใช่หรือ แต่มันไม่ใช่สักนิด หล่อนกลับรู้สึกด้อยค่าลงเรี่ยดินต่างหากหญิงสาวคิดอย่างอดหู่
เท้าบางก้าวมาหยุดนิ่งอยู่ที่ส่วนบริการผู้โดยสารขาเข้า แม้ในสนามบินแห่งนี้จะไม่ใหญ่โตมากมายนัก แต่ความหรูหรา โอ่อ่านั้นหาที่ใดเปรียบยาก ความเย็นฉ่ำจากเครื่องปรับอากาศชั้นดีทำให้หล่อนสั่นสะท้าน
หญิงสาวรู้สึกโดดเดี่ยวอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ผู้คนมากหน้าหลายตาเดินผ่านหน้าของหล่อนไปคนแล้วคนเล่า ร้อยดาวยืนนิ่งอยู่กับที่ ดวงตากลมหวานฉ่ำเหลียวมองหาคนที่จะมารับหล่อนไปพบเจ้าชายฮิมราน
“คุณร้อยดาวใช่ไหมครับ”
น้ำเสียงที่เอื้อนเอ่ยออกมาเป็นภาษาไทยไม่ชัดเจนนัก ร้อยดาวรีบหันหลังกลับไปมองยังต้นเสียง
ภาพผู้ชายรูปร่างสูงใหญ่อยู่ในชุดประจำชาติสีขาวยาวรุ่มร่ามกำลังยืนยิ้มให้หล่อน หญิงสาวมองบุรุษคนนั้นนิ่ง ความตะหนกที่ไม่อาจซ่อนเร้นได้ประกายออกมา
“ค่ะ คุณคือ...”
หล่อนไม่อยากจะคิดว่าผู้ชายตรงหน้าคือเจ้าชายฮิมราน เพราะดูจากท่าทางและการแต่งตัวแล้ว เขาดูธรรมดาเกินไป
“ผมคือคนที่จะมารับคุณ” เขาพูดแค่นั้น ขณะเอื้อมมือมาหยิบกระเป๋าเดินทางของหล่อนมาถือไว้ในมือ แล้วเดินนำหล่อนออกไปยังลานจอดรถในสนามบิน หญิงสาวรีบเดินตามไป
ระหว่างเดินออกมานั้น หญิงสาวรู้สึกเหมือนมีสายตาหลายคู่คอยจับจ้องหล่อนไม่วางตา ร้อยดาวก้มหน้าลงมองสำรวจการแต่งกายของตัวเอง ก่อนจะถอนหายใจออกมา
เสื้อเชิ้ตสีขาวกับกางเกงยีนกลางเก่ากลางใหม่ที่อยู่บนร่างกายของหล่อนนั้น ช่างแตกต่างกับการแต่งกายของสตรีในประเทศความาร์นี้อย่างชัดเจน เพราะถึงแม้การแต่งตัวของหล่อนจะไม่ได้เปิดเผยเนื้อหนังอะไรนัก แต่หล่อนก็ไม่ได้คลุมผม คลุมหน้าเหลือแต่ดวงตา แบบสาวๆ ในประเทศนี้
รถขับเคลื่อนสี่ล้อวิ่งออกมาจากสนามบิน วิ่งไปตามเส้นทางสายเดียวที่ตัดผ่านทะเลทราย แม้ในรถคันนี้จะเปิดแอร์เย็นฉ่ำ แต่กระนั้นหญิงสาวก็สามารถสัมผัสกับไอร้อนจากท้องทะเลทรายสีทองกว้างที่แผ่รัศมีเข้าใส่ไม่หยุดหย่อนนั้นเป็นอย่างดี
ภาพฝุ่นทรายที่พัดปลิวผ่านหน้าไปมา เหมือนกับหมอกหนายามเช้าที่หล่อนเคยสัมผัสที่เมืองไทย แต่นั่นมันคือหยาดหยดของความชุ่มชื้น แต่นี่มันคือสิ่งที่บ่งบอกถึงความแห้งแล้ง กันดาร
“เราจะไปที่ไหนกันคะ” หญิงสาวหันไปพูดกับชายหนุ่มที่นั่งเป็นสารถีให้กับหล่อน ร้อยดาวพยายามพูดให้ช้าที่สุด เพราะหล่อนมั่นใจว่าเขาคงไม่ชำนาญภาษาไทยนัก
เมื่อคิดถึงความสามารถในการพูดภาษาไทยของคนในเมืองนี้ ร้อยดาวก็อดแปลกใจไม่ได้ที่ผู้คนส่วนใหญ่ที่หล่อนพบเจอที่สนามบินของความาร์ พูดภาษาไทยได้ แม้พวกเขาจะสื่อสารได้ไม่ชัดเจนนักก็ตาม
“ผมจะพาคุณไปพบกับคนที่คุณรอคอยไง” คิ้วโก่งดั่งคันศรของร้อยดาวเลิกขึ้นอย่างประหลาดใจ
“เจ้าชายฮิมรานใช่ไหมคะ”
สิ่งรอบตัวเงียบงันไปทันที ไม่มีคำตอบจากปากของบุรุษคนนั้น มีแต่เสียงหัวเราะแผ่วเบาจากลำคอ ความรู้สึกหวั่นเกรงเริ่มพุ่งเข้าใส่อีกครั้งและก็ดูเหมือนมันจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆเมื่อเขาหักพวงมาลัยเลี้ยวเข้าไปยังเส้นทางแคบเล็กบิดคดไปคดมาที่แยกออกมาจากถนนใหญ่
ภาพของผืนทะเลทรายกว้างใหญ่ไพศาล ลึกลับน่าหวาดกลัว แสงของดวงอาทิตย์ค่อย ๆ ลาลับโค้งฟ้าลงไปทีละนิด เหมือนกลับจะบอกกล่าวให้รู้ว่ายามราตรีกำลังจะมาเยือน
หญิงสาวได้แต่นั่งเงียบมาตลอดทาง เพราะหล่อนรู้ดีว่าถึงจะเอ่ยปากถามอะไรออกไป ก็คงไม่ได้รับคำตอบมาจากผู้ชายคนนี้แน่ ดูเหมือนเขาจะรับคำสั่งมาให้พูดกับหล่อนเพียงเท่านี้
ร้อยดาวพ่นลมหายใจหนักๆ ออกมา รู้สึกเมื่อยขบไม่น้อยเมื่อต้องนั่งรถมาเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่าสองชั่วโมง และเมื่อไหร่กันนะ หล่อนถึงจะได้พบกับเขาสักที
ไม่ช้าภาพของกระโจมแบบพวกเร่ร่อนเผ่าเบดูอินก็ปรากฎอยู่ในรัศมีสายตาไกลๆ หญิงสาวกระพริบตาถี่ๆ พยายามคิดว่าสิ่งที่หล่อนกำลังจะเผชิญนั้นเป็นเพียงความฝัน
เขาคงไม่ได้จะพาหล่อนมารอนแรมกลางทะเลทรายหรอกนะ!