“ไยน้องมิมา... ปาริชาต ไยปล่อยให้พี่คอย รอคอยแต่เจ้า มิอาดูรอันใดพี่เลยรึนี่... ยามจากเป็นเจ้ายัง... มิห่วงหา หากแม้นจากตายเล่าเจ้าจักเป็นฉันใด เจ้าจะห่วงหาพี่บ้างหรือไม่ เจ้า... ปาริชาต... ดอกงาม...”
น้ำตาปริ่มไหลลงจากหน่วยตาคมเข้ม ก่อนที่เปลือกตาจะค่อยๆ หรี่ลงๆ อย่างสุดระงับความง่วงงุนนั้นไว้ได้ แม้จะรู้ว่าหลับครั้งนี้คงมิได้พานพบ แต่อาการชาวาบจากปลายเท้าที่ส่งมาจนทำให้ทุกประสาทสัมผัสค่อยๆ ดับลงนั้น ก็ไม่อาจหยุดยั้งหัวใจที่โลดแล่นแลเจ็บช้ำนั้นไว้ได้ กลีบดอกไม้งามสมชื่อเจ้าของดวงใจปลิดปลิวลงจากต้นแลรายล้อมร่างสูงที่นอนทอดกายอยู่ใต้ร่มไม้ดังจะรองรับและซึมซับทุกห้วงคำนึงสุดท้ายนั้นประดับไว้ทั่วทุกกลีบบางที่พร่างพรมห่มกาย
กรุ่นกลิ่น “ปาริชาต” โชย...โหยไห้
หอมเอย... หอมกรุ่นกลิ่นไม้
หอมนานรำลึก... ตรึงใจ
แม้นชาติภพข้ามไปกรุ่นกลิ่นอาย... มิลืม
ร่มเอย... ร่มปาริชาตแดงชูช่อ
อดีตล้อ... เหินห่างเกินคว้า
ผู้รอเฝ้าหมายเจ้า... ช่อชีวา
เจ้าดอกงามโน้มมา... ให้ชิดชม
สัตย์คำมั่นรำลึก... มิลืมเลือน
แม้นใจจักเชือดเฉือน... ตรมรัก
ดวงใจพี่สยบแล้ว... แม่พุ่มภักดิ์
แต่หวานรักจักร้างลา... ให้ห่างไกล
ในภพหน้าชาติหน้า... ให้พี่พบ
ให้ร่วมเรียงเคียงจบ... ได้ชมชื่น
พี่จะเมินพี่จะหมาง... เจ้ากล้ำกลืน
พี่จะชื่นรอเจ้าช้ำ... ระทมเคียง
ดวงตาคมเข้มเบิกโพลงในความมืด เหงื่อชื้นที่ประปรายตามใบหน้าและไรผมทำให้ท่อนแขนแกร่งต้องเอื้อมขึ้นเหนือหัวเตียงและควานหารีโมทแอร์เพื่อปรับอุณหภูมิภายในห้องให้ลดต่ำลง ฝ่ามือแกร่งปิดกระชับและกดย้ำๆ อยู่ที่ใบหน้าพยายามเรียกสติของตนเองที่กระเจิดกระเจิงให้กลับคืนมา
“อีกแล้ว...”
ครั้งที่เท่าไรแล้วที่เขาฝันแบบนี้ซ้ำๆ กันไปมา ความฝันที่มาพร้อมกับความเจ็บปวดเสียดแทงหัวใจอยู่ลึกๆ ความเจ็บปวดจนทำให้เขารู้สึกหนาวไปถึงต้นขั้วหัวใจ ความหนาวลึก... เจ็บลึก... สิ่งที่รับรู้ได้ทำให้เขาบอกตัวเองแบบนั้น
เสียงจอกแจกจอแจจากด้านล่างคอนโดฯ ทำให้รู้ว่าใกล้สว่างเต็มที เสียงอาโกเจ้าของร้านข้าวมันไก่ที่เขาเป็นลูกค้าขาประจำเร่งให้เจ้าบิ๊กลูกจ้างตัวน้อยที่ไม่บิ๊กสมชื่อสักนิดรีบจัดโต๊ะเก้าอี้ให้เรียบร้อยเพราะประเดี๋ยวลูกค้าขาประจำ จำพวกวินมอเตอร์ไซด์และคนขับรถสองแถวรับจ้างก็จะทยอยกันมาหากินข้าวเช้ากันแล้ว
ร่างสูงลุกขึ้นนั่งพิงพนักหัวเตียงฝ่ามือขวาวางทาบอยู่เหนืออกด้านซ้าย เสียงที่บ่งบอกถึงความตื่นเต้นปนตื่นกลัวในความฝันยังคงมีอยู่และมันคงทำให้หลับต่อไม่ลงแล้ว แสงสลัวที่ส่งผ่านมาจากระเบียงทำให้พอมองเห็นทุกสิ่งภายในห้องพัก ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ทั้งเรือนกายมีเพียงบ๊อกเซอร์ตัวเดียว กล้ามเนื้อหน้าขาแข็งแรงก้าวยาวสู่ห้องด้านข้างเพื่อจัดการตัวเอง
ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่เนื้อกายเต็มไปด้วยมัดกล้ามอย่างผู้ที่ดูแลสุขภาพของตนเองเป็นอย่างดี เส้นผมเรียบลู่น้ำดำขลับ แนวคิ้วหนารับกับดวงตาคมเข้ม สันจมูกโด่งรับกับริมฝีปากบางได้รูป ภาพที่สะท้อนออกมาจากบานกระจกใหญ่ภายในห้องน้ำ คือ ชายหนุ่มผู้ที่จัดว่าหล่ออย่างไม่มีที่ติ แต่ทว่าดวงตาคมเข้มนั้นมันกลับดูเงียบขรึมและเจือไปด้วยความเศร้าโศกอย่างหาสาเหตุไม่ได้ ติกรานต์จ้องมองตนเองในกระจกบานใหญ่อย่างไม่อยากเชื่อว่านี่คือตัวตนของเขาจริงๆ ปัญหาที่ค้างคาในจิตใจของเขาไม่สามารถบอกใครได้... ไม่สามารถบอกใครได้จริงๆ
ผ้านุ่มผืนหนาถูกยกขึ้นซับใบหน้าและเรือนผมที่เปียกน้ำอย่างเบามือ ห้วงความคิดคำนึงถึง... หญิงสาวใบหน้างดงามและรอยยิ้มพิมพ์ใจติดตรึงตราตั้งแต่แรกเห็น ภาพแห่งความสุขฉายให้เห็นยามเธอนั้นบรรจงเช็ดหยดน้ำตามเรือนผมเขาอย่างเบามือ ภาพเธอเอียงอายยามเขายื้อฝ่ามือบอบบางนั้นไว้และจุมพิตไปตามนิ้วมือน้อยๆ อย่างหยอกเย้า
วาบ...
“อีกแล้ว... เจ็บ...”
อีกครั้งแล้วที่เขารู้สึกเจ็บ ทุกครั้งที่หวนคิดถึงเธอ ทุกครั้งที่ภาพความทรงจำหวนคืนมันมักจะปะปนมากับความเจ็บปวดอยู่ลึกๆ เสมอ สาเหตุที่ทำให้เขาต้องปลีกตัวออกห่างจากเธอทั้งที่เป็นเวลาที่เธอนั้นต้องการเขามากที่สุด ยิ่งอยู่ใกล้เขายิ่งรู้สึกเจ็บปวด ยิ่งเห็นหน้ายิ่งเหมือนหัวใจจะขาดเสียให้ได้ และเมื่อในยามห่างไกลไม่เห็นหน้าไม่ได้ยินเสียงเขากลับเป็นปกติดีทุกอย่าง แต่ใครจะรู้ได้ว่าสิ่งที่เห็นว่าปกติดีนี้ แท้จริงแล้วเขายิ่งรู้สึกเจ็บปวดเสียดลึกเสียมากกว่าการได้เห็นหน้ากันอยู่ทุกวัน เพราะความรู้สึกหนึ่งที่มันร่ำร้องบอกเขาอยู่ภายใน
ความรู้สึกที่ว่าตนเองเป็นผู้ชายไร้ความรับผิดชอบทิ้งภรรยาให้เลี้ยงลูกตามลำพัง เขาจะทำอย่างไรได้ จะทำอย่างไร หรือมีเขาอีกคนที่มีความรู้สึกเจ็บปวดหัวใจยามรำลึกได้ว่าหัวใจนี้รักเธอยิ่งนัก หรือทั้งหมดนี้เขาเพียงคิดไปเอง หรือแท้ที่จริงแล้ว... เขาควรไปพบจิตแพทย์น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด
แววตาเจ็บช้ำที่สะท้อนออกมาจากบานกระจกใหญ่นั้นทำให้เขาต้องปิดเปลือกตาลงด้วยความเหนื่อยล้าจิตใจ สิ่งที่ต้องเผชิญโดยไม่อาจหลีกเลี่ยง สิ่งที่ใจหนึ่งโหยหา... แต่อีกใจหนึ่งอยากหลีกหนี...ให้ไกล
“พรุ่งนี้ก็วันศุกร์แล้ว...”
ปริ๊น! ปริ๊น! ปริ๊น!
“แม่ครับ... แม่ครับ”
“อะ! ว่าไงครับลูก”
ปริ๊น!
“โอ๊ะ! ขอโทษค่ะ ขอโทษค่ะ”
มนทิพย์ก้มศีรษะขอโทษขอโพยรถที่วิ่งแซงออกไป เจ้าของรถที่ผ่านไปมองมาด้วยสีหน้าบูดบึ้งที่ชั่วโมงเร่งด่วนแบบนี้ยังมีคนมาขับรถหลับใน แต่เมื่อมองมาเห็นคนขับสาว ใบหน้าบึ้งๆ นั้นก็ต้องแปรเปลี่ยนเป็นเหวอๆ แบบไม่อยากเชื่อสายตาที่จะมาเจอนางฟ้าแต่เช้า ยิ่งเห็นอาการก้มศีรษะขอโทษขอโพยนั้น ภาษาปากที่บอกมาว่าไม่เป็นไรก็ได้รอยยิ้มพิมพ์ใจกลับไปแทน เล่นเอาหัวใจหนุ่มคนขับพองโตแต่เช้า
“แม่ครับ... ใกล้ถึงโรงเรียนแล้วครับ”
“อ๋อ... จ้ะ”
เด็กชายพฤกษ์เอียงศีรษะมองหน้ามารดาอย่างแปลกใจ แววตาคมเข้มที่ถอดแบบมาจากผู้ชายที่ติดตรึงอยู่ในความทรงจำเสมอนั้นมองตรงมาที่มารดาอย่างต้องการคำตอบที่คาดคิดว่ามารดาย่อมรู้ว่าเขาอยากรู้เรื่องอะไร
“แม่ขอโทษจ้ะน้องพฤกษ์ แม่มีเรื่องต้องคิดหลายอย่าง ขอโทษนะจ๊ะ เดี๋ยวแม่ขึ้นไปส่งที่ห้องนะ”
ใบหน้างามผินมองเจ้าของใบหน้าน้อยๆ ที่ละม้ายคล้ายคลึงเขาคนนั้นเพียงครู่ แล้วรีบละสายตามองด้านหน้าก่อนจะตีไฟเลี้ยวเข้าโรงเรียนอนุบาลมีชื่อแห่งหนึ่ง
“น้องพฤกษ์มาลูก แม่อุ้ม”
“ไม่ต้องหรอกครับแม่ พฤกษ์โตแล้ว”
อาการเบี่ยงตัวหลบไม่ให้มารดาอุ้มทำให้มนทิพย์รู้สึกใจหายวูบ “แม้แต่ลูกก็ไม่อยากยุ่งกับเรา” อาการเสียววูบที่แล่นกระทบใจอย่างแรงทำให้ใบหน้างามชะงักงันยกมือค้างอยู่อย่างนั้น
“แม่ครับ พฤกษ์ขอโทษครับ พฤกษ์เพียงไม่อยากให้แม่เหนื่อย”
แววเสียใจปรากฏในดวงตาคมเข้มเกินวัยคู่นั้น เมื่อฝ่ามือน้อยๆ เอื้อมมาสัมผัสใบหน้าทำให้มนทิพย์ผวาเข้ากอดลูกในทันที ความอบอุ่นที่เธอโหยหาจากเขาราวกับว่าจะซึมซับผ่านเลือดเนื้อเชื้อไขตัวน้อยๆ ที่เขาทำเหมือนเป็นหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบร่วมกัน
“แม่ครับ... บาดแผลจากหัวใจก็ต้องใช้หัวใจรักษา พ่อเขา... รักแม่นะครับ พฤกษ์เป็นผู้ชายเหมือนพ่อ พฤกษ์รู้”
“จะจ้า... พ่อคนเก่งของแม่ ไปห้องเรียนกันเถอะ เดี๋ยวสายนา...”
สิ่งที่ลูกพูดทำให้เธอต้องเรียกสติของตัวเองให้กลับมา “ต่อหน้าลูก...ไม่ควรจะอ่อนแอ” ฝ่ามือที่เอื้อมมาจับจูงฝ่ามืออ้วนป้อมของลูกชายดูจะสั่นเทาเล็กน้อย อีกครั้งแล้วที่น้องพฤกษ์มักจะพูดจาด้วยคำแปลกๆ
เด็กชายวัย 6 ปีที่ฉลาดเกินวัยและมักจะพูดจาหรือคิดอ่านเป็นผู้ใหญ่กว่าตัวเสมอ จนบางครั้งก็ทำให้มนทิพย์รู้สึกเกรงๆ บุตรชายตัวน้อยของตนเองอยู่เหมือนกัน จะเป็นเหมือนที่มารดาเธอเคยบอกไว้หรือไม่ว่า “พฤกษ์เหมือนเด็กที่ดูจะระลึกชาติได้ หรือไม่ก็ดวงจิตเก่ายังคงติดค้างอยู่” ทำให้เขาเหมือนมีบุคลิกของผู้ใหญ่อีกคนซ่อนอยู่ บางครั้งก็ดูซุกซนช่างซักช่างถามเหมือนเด็กทั่วไป แต่บางครั้งก็เหมือนมีอะไรที่ต้องครุ่นคิด และคำพูดแปลกๆ อีกเล่า มันเกินที่เด็กวัย 6 ปีจะคิดจะพูดได้
“ใช่ครับ พฤกษ์เป็นพ่อคนเก่งของแม่”
“อ่ะ... อะไรเหรอลูก”
“ไม่มีอะไรครับแม่ ไปกันเถอะ เดี๋ยวครูปาล์มดุพฤกษ์แย่”
“จ้า... พ่อหมูน้อย”
แววตาคมเข้มที่ถอดแบบมาจากผู้เป็นพ่อวูบไหวก่อนจะรีบปรับเปลี่ยนให้เป็นเฉกเช่นเด็กประถม 1 ทั่วไป ร่างอ้วนป้อมเดินตามผู้เป็นแม่จับจูงไปยังชั้นเรียนด้านบน
“วันพรุ่งจะได้พบกันอีกหรือไม่”
น้ำเสียงทุ้มนุ่มที่เอ่ยออกมาจากเด็กหนุ่มหน้าตาดีตรงหน้า มันช่างสร้างอาการวูบวาบวูบไหวไปมาทั่วทั้งร่างกายโดยเฉพาะแก้มนวลนั้นเธอรู้ดีว่ามันคงจะแดงระเรื่อไปหมดแล้ว
“ไม่รู้ น้องไม่รู้ค่ะ ว่าคุณพ่อท่านจะอนุญาตให้ออกมาหรือเปล่า”
น้ำเสียงที่เปล่งออกไปมันไม่ใช่เสียงของเธอเลย แต่ทำไมนะเธอถึงรู้สึกว่านั่นเป็นตัวเธอ เป็นเธอเองที่กำลังพูดกำลังเจรจาอยู่กับเด็กหนุ่มคนนั้น
“อย่างนั้นเสีย อย่างไรจะเจอกันอีกได้เล่า” แววตาหม่นเศร้าที่เจืออยู่เต็มดวงตาคมเข้มคู่นั้น มันช่างทำให้เธอรู้สึกเสียววูบเข้าสู่กลางหัวใจ ทำอย่างไรดีหนา... จึงจะได้มาพบเขาอีกครั้ง
“คุณนพ... เอ่อ... จะเดินทางวันไหนกันคะ”
เขา... เขาชื่อคุณนพ เดินทาง... เขาหรือจะเดินทางไปไหนกัน อะไรทำให้เธอเอ่ยถามเขาอย่างนั้น เธอรู้หรือว่าหนุ่มน้อยนี่จะเดินทางไปไหน
“ข้างขึ้น 1 ค่ำที่จะถึงนี้แหละจ้ะ หากพี่ไม่ได้พานพบหน้าน้องอีกครั้ง พี่คงไม่มีกระจิตกระใจที่จะเรียนต่อ”
น้ำเสียงเว้าวอนและฝ่ามืออุ่นที่หยิบฉวยฝ่ามือบอบบางไปนั้น แทบทำให้เธอรู้สึกเหมือนหัวใจวูบไหวไปเสียที่ตาตุ่ม เลือดลมดูเหมือนจะยิ่งสูบฉีดไปทั่วร่างมากยิ่งขึ้น เขาจะไปเรียนต่อ... ไปที่ไหนกัน
“เอ่อ... ปล่อยก่อนค่ะ หากใครมาเห็นเข้าคงไม่งาม” ฝ่ามือพยายามอย่างยิ่งที่จะบิดเร้าให้ออกจากการเกาะกุม แม้ใจจริงนั้นจะมิอยากให้เขาปล่อยเลยสักนิด
“ปาริชาต... น้องต้องสัญญานะ ว่าจะมาหาพี่ มาพบพี่อีกครั้งก่อนจะจาก น้องสัญญานะ ว่าจะมา อย่างไรเสียก็จะมาให้ได้ จากกันหนนี้มิรู้ว่าอีกกี่เดือนหรือกี่ปีที่จะพานพบ หากมิได้พบก่อนจาก... พี่นี้มิรู้ว่าจะหลับตาลงต่อไปได้อย่างไร”
ทั้งน้ำเสียง ทั้งแววตาจริงจังที่สื่อออกมานั้น มันทำให้เธอถึงกับปากคอสั่นทำอะไรไม่ถูก จะตอบรับหรือจะปฏิเสธอย่างไรได้
อุ๊บ...
สัมผัสอุ่นวาบที่ทาบทับลงมาโดยไม่ทันตั้งตัว เหมือนโลกหมุนคว้างอยู่กลางอากาศ มือน้อยที่ถูกยื้อยุดไว้นั้นถูกประทับวางทาบไว้ที่แผงอกแกร่ง แรงกอดรัดที่แน่นเสียจนรับรู้ได้ถึงความแข็งแกร่งของท่อนแขน สัมผัสที่ได้รับนั้นอ่อนโยนอ้อยอิ่งดั่งอยากหยุดยั้งเวลาไว้เพียงเราสอง
ฝ่ามือลูบไล้สัมผัสริมฝีปากตนเองไปมา ความอุ่นวาบที่ทาบทับลงมานั้นคล้ายความรู้สึกยังคงรับรู้ได้แม้จนบัดนี้ สิ่งที่เธอเห็นในความฝันนั้น แท้จริงเธอฝันไปเอง... ใช่ไหม
“เฮ้ย! มน จะชงอีกนานไหมเนี่ย ฉันยืนรอแกจนขาแข็งแล้วนะ”
“อ่ะ... ขอโทษจ้ะ”
มนทิพย์ชะงักมือที่กำลังคนถ้วยกาแฟ มุมกาแฟแคบๆ ที่แยกโซนออกมาจากออฟฟิศทำให้เธอต้องเบี่ยงตัวออกมาให้เพื่อนสาวเข้าไปแทน
สาวสวยเก๋ผมสั้นระต้นคอมองดูเพื่อนสาวของตนเองนิ่ง ใบหน้าสวยเก๋มีแววกังวลเพียงครู่ แต่แล้วก็รีบสลัดทิ้งไปเพื่อไม่ทำให้คนตรงหน้ารู้สึกแย่ลงไปมากกว่านี้
“มน... แกเป็นอะไรหรือเปล่า แก... แกทำท่าเหมือน... เหมือน...”
“เหมือน... เหมือนอะไรทิวลิป” ดวงตางามมีแววตื่นเร้าอยู่ภายใน ยิ่งทำให้ทิวลิปมั่นใจในสิ่งที่ตนเองคิด
“แกทำท่าเหมือน เหมือน... เหมือนแกเพิ่งถูกจูบมาเลยว่ะ”
คำพูดที่โพล่งออกไปพร้อมกับแววตาจับผิดที่คาดคิดว่าจะเห็นอากัปกิริยาที่เพื่อนสาวเป็น และอาการประดักประเดิดที่เห็นนั้นก็ไม่ผิดเลย มนทิพย์ผู้แสนอ่อนหวานแต่ไม่อ่อนแอ เพื่อนรักที่รักกันเสียยิ่งกว่าพี่น้องทำให้เธอรับรู้ทุกปัญหาของมนทิพย์ หญิงสาวเรือนร่างสูงโปร่งบอบบางใบหน้างดงามสวยหวานคล้ายรูปนางในวรรณคดีที่เคยเห็น ความงดงามอ่อนหวานที่มองเห็นแต่ภายนอกนั้น ใครจะรู้บ้างว่าเจ้าของเรือนร่างบอบบางนี้ต้องชอกช้ำและเดียวดายขนาดไหน
“เขากลับมาแล้วเหรอ...”
คำถามที่โพล่งออกไปแล้วแทบอยากจะกัดลิ้นตัวเองตาย สีหน้าของเพื่อนสาวที่หมองลงเป็นคำตอบได้อย่างดี หรือว่าเธอคิดผิด คนที่ทำให้มนทิพย์มีสีหน้าประดักประเดิดนั้นไม่ใช่ “คุณติกรานต์” แล้วจะเป็นใครได้
“มน... แกมีอะไรแกต้องบอกฉันนะ อย่าเก็บไว้กลุ้มคนเดียวล่ะสองหัวน่ะดีกว่าหัวเดียวนะ”
“ดีกว่าตรงที่ว่าหัวเดียวกินไม่อิ่มใช่ม้า...”
“มนนี่แก... กำลังจะทำซึ้งซะหน่อย”
“ไปเหอะ เดี๋ยวฉันต้องรีบไปรับน้องพฤกษ์ด้วย ไปสายเกรงใจคุณครูเขา”
ดวงตาหมองเศร้าปรับเปลี่ยนตัดบทเป็นเรื่องอื่นอย่างรวดเร็ว ไม่อยากให้เพื่อนรักต้องมารับรู้เรื่องราวทุกข์ใจของเธอมากไปกว่านี้ และที่สำคัญ... ไม่อยากให้ค่ำคืนแห่งความฝันนั้นหลุดลอดออกจากห้วงจินตนาการ
ความฝันที่ชัดเจนทุกความรู้สึก ความฝันที่รบกวนจิตใจตั้งแต่แรกตื่นจนถึงบัดนี้ และความฝันที่ทำให้หัวใจเธออิ่มเอมอีกครั้ง แม้จะไม่รู้เลยว่าเด็กหนุ่มนั้นเป็นใครมีตัวตนอยู่จริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงจินตนาการจากหัวใจที่อ้างว้าง สร้างมโนภาพให้เธอมีความรู้สึก “รัก” เข้ามาเติมเต็มหัวใจที่โหยหาความรักและไออุ่นจากกายเนื้อนั้น... เพียงจินตนาการแห่งความสุขเธอก็ยังอยากที่จะเก็บมันไว้... ขอเพียงเท่านี้เท่านั้น
“มน แกสบายดีจริงๆ นะ ฉันเป็นห่วง”
“อืม... สบายดี ไม่ต้องเป็นห่วง”
“จะไม่ให้ห่วงได้ไง ก็ท่าทางแก... ปกติที่ไหนล่ะนั่น”
ท่าทางเหม่อลอยใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวของมนทิพย์ทำให้ทิวลิปรู้สึกไม่สบายใจเลยสักนิด
“สบายดีจริงๆ จ้า... ถ้าไม่สบายแล้วจะบอกทิวลิปเป็นคนแรกเลยดีไหม” ใบหน้างามที่ฝืนยิ้มเสียจนสุดกู่ไม่ได้ทำให้ใบหน้าสวยเฉี่ยวนั้นดีขึ้นเลย
“มน... ฉันเป็นเพื่อนแกนะ ปรึกษาได้ทุกเรื่อง แกก็รู้หนิ”
“จ้ะ... ทิวลิปเป็นเพื่อนรัก เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดสำหรับมนนะ ทิวลิปก็รู้หนิว่ามนเป็นยังไง”
“ใช่ สินะ” ก็เพราะรู้น่ะสิว่ามนทิพย์เป็นอย่างไร ถึงได้ยิ่งเป็นห่วง คนที่เก็บความรู้สึกเก่ง คนที่ไม่เคยที่จะทำให้ใครเดือดเนื้อร้อนใจ คนที่ไม่เคยถือโทษโกรธใครเลย ทุกสิ่งทุกอย่างจึงถูกฝังเก็บมาโดยตลอด แล้วจะไม่ให้ห่วงได้ไง
“อืม... ไป เดี๋ยวฉันไปรับตาพฤกษ์ด้วยคน เดี๋ยวจะพาหลานชายไปกินไอศกรีมเสียหน่อย ไม่ได้เจอคนหล่อมาหลายวันแล้วด้วย”
มนทิพย์ยิ้มรับกับคำของเพื่อนสาว “ใช่” ตาพฤกษ์นั้นมีเคล้าที่จะหล่อเหลาเอาการเมื่อโตขึ้น เพราะรูปร่างหน้าตาที่ถอดแบบเขาคนนั้นมาอย่างไม่ผิดเพี้ยน โดยเฉพาะดวงตาคู่นั้นที่ทำให้ทุกครั้งที่เธอมองสบมันเหมือนความรักของเขาไม่ได้ห่างหายไปจากตัวเธอเลยสักนิด ความรักของเขาทั้งหมดนั้นถ่ายทอดให้แก่ลูกชายเพียงคนเดียวของเธอกับเขา แววความรักที่ฉายอยู่ในดวงตาของลูกชายมันเหมือนกับว่าเขา... “ยังรักเธออยู่” ทั้งที่มัน “ตรงกันข้าม”