คุณเคยเฝ้ามองใครคนหนึ่ง แบบที่เขาไม่เคยรู้ตัว ไม่เคยสนใจ ไม่เคยแม้แต่จะจดจำ...ความทรงจำที่มีร่วมกันมาหรือไม่ ?
หรือบางที...เขาอาจจดจำ
แต่ในขณะเดียวกัน...ก็โดนบางอย่างบิดเบือนมันไป
ฉันในตอนนี้...กำลังเฝ้ามองผู้ชายคนหนึ่ง
เขา...ผู้เป็นที่รัก และที่นับถือของใครต่อใคร
เขา...ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดเกินกว่าที่ใครจะเทียบได้
เขา...ผู้มีจิตใจอ่อนโยนมากมายเหลือเกิน นั่นทำให้ฉันคลั่งไคล้
ใช่...ฉันชอบเขา ชอบรอยยิ้ม ชอบความใจดีตั้งแต่แรกเจอ ชอบความเอาใจใส่ในเรื่องเล็กน้อยแม้เรายังไม่รู้ประสาอะไร
ฉันชอบเรือนร่าง ชอบดวงตา สีผม และทุกๆอย่าง จนวันนึงความชอบแปรเปลี่ยนมาเป็นความรัก ตามเหตุและผลของเวลาที่นำพาให้เราได้กลับมาใกล้
และไม่ว่าจะเนิ่นนานแค่ไหน... เสียงในใจของฉันก็ยังตะโกนออกไปดังมาก ว่าฉันรักเขาเกินกว่าจะรักใคร
ฉัน...รักเขา รักทุกอย่างที่เป็นเขา
ทุกๆอย่างของเขาควรต้องเป็นของฉัน เขาเคยให้สัญญาเอาไว้...
แล้วอยู่ๆวันนึง ก็มีคนมาแย่งเขาไป!
ย้อนเวลากลับไป 1 ปีก่อน...
“หึ...เธอมีทางเลือกอื่นด้วยรึไง”
เสียงเข้มของ 'เฮย์โซ' ลูกบุญธรรมอีกคนของคนที่ดำรงตำแหน่งสภาสูงสุดอย่าง 'ท่านเซนจิ' เช่นเดียวกับฉันพูดขึ้นมา ก่อนจะหย่อนบุหรี่ที่คาบไว้ลงในเสาดับ ตาก็จ้องมองบรรยากาศรอบๆ Castle ฝั่งสภากฎอย่างเย่อหยิ่งและทระนงตัวยิ่งกว่าใคร จนแววตาน่ารังเกียจนั่น มันไปหยุดที่คนสองคนซึ่งกำลังฟาดฟันกันอยู่ในพื้นที่ซ้อมขนาดย่อมท่ามกลางสายตาชื่นชมของใครต่อใคร
“อย่ายุ่งกับเขา”
แม้ไม่ได้ตะโกนออกไป แต่โทนเสียงฉันมันก็แฝงไปด้วยสัญญาณเตือน ถ้าหมอนี่คิดจะทำตัววุ่นวาย
“เธอหมายถึงไอ้คิระ?”
ให้ตายเถอะ...
“หมอนั่นจะเป็นตายยังไงก็ช่าง แต่นายรู้ดีว่าห้ามยุ่งกับใคร”
ฉันตอบกลับเสียงยียวนของคนที่ไม่รู้สึกรู้สากลับไป บอกตามตรง...ถ้าไม่ใช่เพราะเฮย์โซถือเป็นสมาชิกอีกคนในครอบครัวใหม่ ฉันว่าหมอนี่เป็นผู้ชายที่น่ารำคาญที่สุดในโลกก็ว่าได้
“หวงมันจังนะ ทั้งที่จะทำร้ายมันซะเอง”
“หุบปากไปซะ! ไม่มีใครไปตกลงอะไรกับนาย”
ใช่...เพราะก่อนหน้านี้ใครบางคนยื่นข้อเสนอที่ชวนคิดหนักมาให้ และหมอนี่ก็มั่นใจมากซะด้วยว่าจะฉันรับมัน แต่เพราะความเจ้าเล่ห์ในตาคู่นั้น ฉันถึงยังไม่ได้ให้คำตอบอะไร
“แน่ใจจริงๆน่ะเหรอ...ว่าจะไม่?”
คำถามกระตุ้นความคิดส่งมาพร้อมริมฝีปากที่กระตุกยิ้มมุมปากได้ใจ
หึ...บ้าจริงๆ นี่ท่านเซนจิเคยรู้บ้างมั้ย ว่าหมอนี่มันร้ายกาจมากขนาดไหน
“เธอทนดูรักษาการแต่งงานกับมันในฐานะเพื่อนเจ้าสาวได้?”
“บอกให้หุบปากไง!”
คราวนี้ฉันตวัดสายตาขึ้นไปจ้องหน้าเฮย์โซทันควัน พอหมอนี่ปากพล่อยพูดเรื่องงี่เง่าพรรค์นั้น แต่ปฏิกิริยาที่เฮย์โซตอบกลับมา หมอนี่กลับยิ้มอ่อนแล้ววางมาดนิ่งเฉย แถมยังเอื้อมมือข้างหนึ่งที่ล้วงกระเป๋าอยู่มาลูบหัวฉัน ทำเหมือนว่าตัวเองไร้พิษสงใดๆอย่างที่ชอบแสดงออกเวลาอยู่ต่อหน้าใครต่อใครเหมือนเคย
“เม็ดเดียวเรื่องจบฟาเดีย อย่างน้อยเธอก็เป็น...เหมือนน้องสาวตัวน้อยๆ ที่พี่ชายอย่างฉันต้องช่วยเหลือ จริงมั้ย?”
พรึ่บ!
พอปล่อยหมอนี่ลามปามด้วยการเล่นหัว แถมส่งสายตาสำรวจเรือนร่างฉันได้ไม่เท่าไหร่ ฉันก็ปัดมือหนาบนหัวตัวเองออกอย่างหงุดหงิด
“เคยมีใครบอกนายมั้ย ว่านานไปหางจะโผล่!”
เฮย์โซพอได้ฟังก็ยังมีหน้าเอื้อมมือมาจับแก้มฉันด้วยท่าทางเหมือนจะเอ็นดูอีกครั้ง ก่อนส่งเสียงเย็นเฉียบด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มมาให้
“แล้วเคยมีใครบอกเธอมั้ยล่ะ ว่าการอยากได้อะไรแล้วไม่ได้มันมา เป็นวิถีของคนโง่!”
พรึ่บ!
“จิ๊!”
พูดจบหมอนี่ก็สะบัดมือแล้วเดินออกไป ทิ้งฉันให้จ้องมองใครคนนั้นอย่างคิดหนักผ่านกระจกใส ที่เหมือนจะห่างแค่เอือมมือ แต่ในอีกไม่กี่วัน...เขาก็กำลังจะยิ่งไกลออกไป
หลายเดือนก่อนหน้านั้น...
@ Treatise University
“คิดไรอยู่ เหม่อเชียว”
มือหนาของ 'เฮียเชน' คนที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นแฟนคนปัจจุบันเอื้อมมาลูบหัวฉันอย่างอ่อนโยน แต่ฉันกลับรู้สึกเฉยๆกับสัมผัสนี้ พลางคิดว่าถ้าฉันสามารถสลับมือเฮียเชนเป็นมือใครอีกคนที่นั่งตรงข้ามกันได้...ก็คงดี
“เดียแค่ง่วงๆอะ”
อาจฟังดูใจร้ายถ้าฉันพูดบางอย่างออกไป แต่เหตุผลที่ฉันคบกับเฮียเชนตอนนี้ ก็เพราะมันทำให้เรา... หมายถึงฉันกับใครคนนั้น ได้ใกล้ชิดกันมากเข้าไปอีก
“กาแฟมั้ย?”
และนี่ไงล่ะ เสียงที่ฉันอยากได้ยิน
“เอาสิ เฮียแม็คเลี้ยงเหรอ :)”
ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าดวงตาฉันตอนนี้มันแพรวพราวแค่ไหน ฉันรู้ตัวฉันดี และความมีหวังพวกนี้ มันก็มีโอกาสอยู่กับฉันแค่...ไม่กี่นาที
“ได้นะ จะไปซื้อให้ฟาร์ดาพอดี”
พรึ่บ!
“วันนี้มือยุกยิกชอบกลนะเนี่ย”
ฝ่ามือหนาของเฮียแม็คถูกเลื่อนไปยีผมสีดำสนิทของคนที่กำลังบ่นอุบอิบที่นั่งเยื้องออกไป ยิ่งจ้องมองเรือนผมสีดำสนิทนั่นเท่าไหร่ ฉันยิ่งมั่นใจว่าตัวเองคิดถูกแล้วที่เปลี่ยนสีผมไปเรื่อย เพราะไม่ต้องการให้มันซ้ำกับใคร
'ฟาร์ดา' คือคำเรียกแทนตัว 'เฟรย่า' เป็นชื่อที่ผันมาจากชื่อจริงของเธออย่าง 'ฟาริดา' หรืออีกนัยหนึ่ง มันคือชื่อที่แม่บุญธรรมผู้สูงศักดิ์ของเธอใช้เรียกให้คล้องจองกับชื่อเล่นของฉัน 'ฟาเดีย' เพราะเราเป็นพี่น้องแท้ๆ ที่คลานตามกันมา
แต่สำหรับฉัน เฟรย่าก็คือเฟรย่า ฉันไม่ได้อินกับการมีพี่สาวชื่อคล้ายๆกัน เพราะสิ่งที่เธอแสดงออกอยู่ทุกวันนี้ หรือแม้แต่ทุกสิ่งที่เธอมี มันคือความเห็นแก่ตัวไม่จบไม่สิ้นที่คนตรงหน้าหลงลืมมันไป
“ก็คิดถึง ไม่ได้?”
สีหน้านิ่งเรียบแต่แววตาบอกชัดว่าเฮียแม็คตั้งใจพูดมันออกไปแค่ไหน ทำให้พี่เฟรย์อมยิ้มเขินๆออกมา แต่ต่อให้มันดูอบอุ่นเท่าไหร่ ข้างในตัวฉันกลับยิ่งร้อนเป็นไฟ
“กูเอาโคล่าเพรสโซ่”
เสียงทุ้มของเฮียเชนพูดขึ้นมา แล้วรู้อะไรมั้ย อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ฉันรู้สึกรำคาญพี่สาวตัวเองมากๆน่ะ...
“เดียเอาแฟร์รี่เบอร์รี่”
“เอาด้วย”
หึ... ใช่! แม้แต่กาแฟที่ฉันชอบ พี่เฟรย์ที่เคยได้ลองมันแค่ครั้งเดียว ก็ชิงเลือกมันไปเป็นเมนูประจำตัวจนวันนี้ไง
“เค สรุปโคล่าเพรสโซ่ 1 แฟร์รี่เบอร์รี่ 2”
“แล้วซอลท์เท็ดคาราเมลอัฟโฟกาโตล่ะ เฮียลืมเหรอ?”
ฉันตะโกนตามหลังไป พอเฮียแม็คก้าวขาจากโต๊ะจะเดินไปสั่งกาแฟที่เคาน์เตอร์ซึ่งอยู่ไม่ไกล เฮียแม็คพอได้ฟังก็หันกลับมาพยักหน้ายิ้มๆ
“นั่นดิ ต้องสี่แก้วใช่มะ”
“อื้ม :)”
แค่นี้เอง แค่ยิ้มแค่นี้ ใจฉันก็เตลิดไปถึงไหนต่อไหน และที่ถามแบบนั้นเพราะมันเป็นเมนูโปรดของเขาไง ฉันเลยจำมันได้ขึ้นใจ ผิดกับบางคน...
“แหวะ! ชื่อก็ยาว ไม่เห็นจะอร่อยตรงไหน”
“กูเห็นมึงขโมยกินไอติมมันทุกทีอ่ะ”
นั่นสินะ เฮียเชนพูดถูก ซอลท์เท็ดคาราเมลอัฟโฟกาโตเป็นกาแฟเอสเพรสโซ่ที่มีไอติมวานิลลา on top อยู่ข้างบน และเฮียแม็คไม่เคยได้กินมันเลยสักครั้ง เพราะเขาเอาแต่เสียสละให้ใครบางคน ทั้งที่ความจริง เฮียแม็คชอบกินไอติมวานิลลามาก...มาตั้งแต่ไหนแต่ไร
“ไรมึงไอ้เชน ก็พอไอติมมันละลายลงไปผสมกาแฟ รสชาติแม่งชวนแหวะจะตาย”
แต่ถึงพี่เฟรย์จะไม่อินกับเมนูนั้นเลย เฮียแม็คก็มองมันเป็นเรื่องตลกเรื่องหนึ่งเท่านั้น เรียกได้ว่าเธอ...ไม่ว่าจะทำอะไร เฮียแม็คก็ไม่เคยรำคาญใจเลยสักอย่าง
“จะบอกว่าพยายามปกป้องกันงั้นใช่มั้ย?”
เฮียแม็คที่หยุดฟังพูดมาขำๆ สายตาเอ็นดูพี่เฟรย์มากที่ส่งมานั้น มันยิ่งสร้างความวุ่นวายใจให้ฉันมากกว่าเดิม โดยเฉพาะนาทีที่พี่เฟรย์ยิ้มกรุ้มกริ่ม ลอยหน้าลอยตาตอบไป
“ใช่ เป็นความห่วงใย กลัวบางคนไม่ได้กินของอร่อยไง ^^”
“ถุย อย่ามาหวานกันแถวนี้ กูจะสำลักความสุขตาย”
เสียงปริศนาดังขึ้นจากด้านหลัง และพอเราทุกคนหันไป ผู้มาเยือนก็คือ 'เฮียเวย์' หรือ 'รันเวย์ Nightshade' หนึ่งในสมาชิกแก๊งค์เทพเจ้าที่ช่วงนี้กำลังโด่งดังในมหาลัย ก่อนที่เขาจะทิ้งตัวนั่งลงมาอย่างไม่ถือตัวอะไร
“แล้วมัน?”
“เห็นมั้ยล่ะ”
เฮียเวย์ตอบกลับพี่เฟรย์ด้วยท่าทางชิลๆ ก่อนจะหันไปพยักหน้าฝากเฮียแม็คสั่งกาแฟอย่างรู้กันแล้วเฮียแม็คก็เดินออกไป
ส่วนมันที่ว่า...คือ 'เตโช Nightshade' แต่ไม่มานั่นแหละดีละ เพราะถ้าว่ากันตามตรง ฉันไม่สะดวกญาติดีกับบุคคลที่กำลังถูกกล่าวถึงเท่าไหร่
“มึงก็อีกคน กลัวเค้าไม่รู้รึไงว่าถ่ายเป็นแต่รูป.....”
แกร๊ก!
ก็นะ... Memory Card จากมือเฮียเวย์ถูกสไลด์มาบนโต๊ะ พร้อมกันกับที่สายตาคู่นั่นจะโฟกัสมาที่ฉัน ทั้งที่ปากก็พูดกับเฮียเชนที่วันก่อนยืมกล้องเขามาชวนฉันไปถ่ายรูป และถ้าให้เดา เฮียเชนคงจะลืมถอดเมมออกล่ะมั้ง
“เฮ้ย! อย่ามามองแฟนกู”
เฮียเชนตอบกลับขำๆแล้วแกล้งเอามือมาบังไม่ให้ฉันกับเฮียเวย์สบตากัน เพราะแม้ในโต๊ะที่เรานั่งกันอยู่ เขาจะดูเป็นคนธรรมดา แต่แววตาของคนในร้านที่มองมา ขึ้นชื่อว่าเป็นเทพเจ้า Nightshade น่ะ หน้าตาดี บุคลิกดี ฐานะดี แค่นี้ก็เป็นกระแสโด่งดังไปทั่วทั้ง ม. นั่นแหละนะ
“อย่าไปหลงกลมันเชียวนะเดีย”
เฮียแม็คที่เดินกลับมาที่โต๊ะพูดกับฉัน ซึ่งเป็นจังหวะที่ฉันกดมือเฮียเชนลงไม่ให้บังสายตา ก่อนจะยิ้มกว้างและพยักหน้าให้กับคำพูดนั้น
“อื้ม”
ชอบจัง... ฉันชอบมากเลยนะ คำพูดแบบนี้จากเขาน่ะ :)
“ถ้าไอ้เตมันมา กลัวมีคนเอาไปฟ้องไอ้คิระว่ะ”
“เหรอ ปากเก่งจังนะมึงอ่ะ”
คำทักทายของเฮียเวย์และเฮียแม็คที่โต้ตอบกันทำให้ฉันยิ้มตาม พอเห็นสีหน้าหมั่นไส้ของเฮียแม็คที่โดนแขวะเบาๆ
เพราะ 'คิระ' ที่ว่า...คือเพื่อนสนิทของเฮียแม็คไงล่ะ ส่วนเตโชเป็นเพื่อนสนิทของเฮียเวย์ สองคนนี้แม้โดยสายเลือดจะเป็นญาติกัน แต่มันก็ไม่ใช่ความสัมพันธ์แฮปปี้อย่างที่คิดหรอกนะ
“หึ...ไว้วันหลังจะนัดพวกมันมาเจอกันหน่อย”
พี่เฟรย์พูดขึ้นมา แต่มันก็เป็นแค่การพูดไปงั้นๆแหละ เพราะเราทุกคนต่างรู้ดี ว่าคนสองคนที่กำลังถูกกล่าวถึงอยู่ตอนนี้ เหมือนเส้นขนานที่ยากจะมีวันมาบรรจบกันด้วยดี
“ถ้าถึงวันนั้น มึงกับกูก็คงต้องเลือกข้าง”
เฮียเวย์พูดมาเสียงเข้มแล้วมองไปที่เฮียแม็ค เฮียแม็คเองก็พยักหน้าตอบกลับเขาเช่นกัน แต่ไม่เว้นช่วงให้ใครพูดอะไรต่อ คำพูดที่ฉันนึกรังเกียจที่จะต้องฟังมันมากๆ ก็ดังมาจากปากคนที่ฉันไม่ค่อยจะชอบหน้าทันทีเหมือนกัน
“ถ้า Nightshade กับ Dark Shadow ต้องฆ่าฟันกัน ก็ต้องข้ามศพรักษาการไปก่อน ฝากไปบอกเพื่อนซี้พวกนายด้วยแล้วกัน!”
คำพูดนั้นทำให้ทั้งเฮียแม็คและเฮียเวย์เงียบไป และที่ฉันบอกว่าเกลียด รังเกียจ... ก็เพราะท่าทางทระนงตัวในฐานะที่ตัวเองถือครองอย่าง 'รักษาการ' นั่นแหละ ที่มันน่าหมันไส้!
เพราะมันชวนให้นึกถึง...
การมาของครอบครัวใหญ่ครอบครัวหนึ่ง...
ที่เปลี่ยนชีวิตพวกฉันไปตลอดกาล!
“ตั้งใจเรียนนะเดีย!”
หลังกินกาแฟกันเสร็จ ฉันจ้องมองคนที่ไม่รู้ว่าตั้งใจโบกไม้โบกมือให้จริงๆ หรือแค่ทำมันเพราะเวทนาฉันอย่างที่ทำเป็นประจำตั้งแต่วันที่เธอแยกไป
ใช่...แยก
เชื่อว่าในทุกความสัมพันธ์พี่น้องต้องมีกระทบกระทั่งกันบ้าง แต่สำหรับเราแล้ว ถ้าให้ย้อนเวลากลับไป มันเลวร้ายยิ่งกว่านั้น และมันก็ยาก...เกินกว่าที่ฉันจะให้อภัยด้วย
'...พี่เฟรย์ เดียกลัว'
นั่นเสียงฉันเองแหละ เสียงสั่นๆตอนอายุไม่ถึงสิบขวบด้วยซ้ำ และพอสมองสั่งการให้หูได้ยินเสียงที่จำได้ไม่ลืมของตัวเอง ภาพเดิมๆก็ไหลย้อนกลับมา ทั้งที่ฉันพยายามจะลืมมัน
'เฟรย่ากับฟาเดีย ชื่อน่ารักทั้งคู่เลย คนนี้เป็นพี่ คนนี้เป็นน้องใช่มั้ยคะ?'
ใครบางคนในมูลนิธิเด็กกำพร้าพูดมา ขณะที่ฉันในตอนนั้นยืนหลบอยู่หลังพี่เฟรย์เนื้อตัวสั่น ไม่รู้ว่าฉันจะเรียกมันว่าความใจร้ายของโชคชะตาได้มั้ย ที่เราต้องกลายเป็นเด็กกำพร้าในชั่วข้ามคืนแบบนั้น
พรึ่บ!
'อย่ามาจับน้องหนู!”
พี่เฟรย์ในตอนนั้นยกแขนขึ้นมาบังตัวฉันและตะโกนออกไปดังลั่น จะว่าไปแล้วเธอดูพึ่งพาได้ใช่มั้ยล่ะ นั่นสินะ... สมัยที่ยังอ่อนต่อโลกและไร้เดียงสามากๆ ฉันเองก็คิดแบบนั้น
แต่ทิ้งระยะไปไม่นาน จำไม่ได้ว่านานพอที่เราเริ่มจะคุ้นชินกับบ้านใหม่อย่างมูลนิธิเด็กกำพร้าบ้างรึยัง คนที่ดูเหมือนจะปกป้องฉัน กลับเป็นฝ่ายทอดทิ้งฉันซะเอง ในช่วงเวลาที่ครอบครัวใหญ่ครอบครัวหนึ่งวนเวียนมาแจกของขวัญ จัดงานเทศกาล พวกเขาขยันมาจัดอาหารดีๆหลายอย่างให้เด็กๆในมูลนิธิทุกวัน
ตอนนั้น...เรามีความสุขกันมาก ฉันกับพี่เฟรย์ เรารู้สึกดีกับการอยู่ในมูลนิธิมากขึ้นและไม่เคยร้องไห้อีกเลยยาวนานเป็นเดือน และหนึ่งในความรู้สึกดีๆที่ฉันได้รับและยังคงตราตรึงในใจเสมอ ก็คือการได้เจอเพื่อนใหม่อย่างเขาคนนั้น...
เด็กผู้ชายท่าทางใจดี ยิ้มหวาน ลูกชายของคุณป้าที่ทำอาหารอร่อยมากๆ ฉันคลุกคลีอยู่กับเขาใกล้ๆพื้นที่ทำอาหารที่เขาคอยช่วยคุณแม่ทุกวัน แม่ของเขาเป็นคนที่สองในชีวิตที่สอนทำเมนูอร่อยๆให้ฉัน ในขณะที่พี่เฟรย์มัวแต่ไปเล่นแผลงๆ เตะต่อยกับเด็กผู้ชายอีกคนที่มาด้วยกัน
และ 'DARK SHADOW' คือชื่อเรียกกลุ่มคนพวกนั้น…
“Weekend นี้ไปทะเลกันนะ”
เสียงเฮียเชนดึงฉันให้หลุดจากภวังค์ ในจังหวะที่เขาเดินแยกกับสองคนนั้นมาส่งฉันที่ตึก
ทะเลงั้นเหรอ...ฉันเคยชอบมันนะ พี่เฟรย์ก็ด้วย แต่เพราะความรู้สึกและทัศนคติที่เปลี่ยนไป ไม่รู้ทำไม...ฉันถึงได้เกลียดทะเลทั้งที่เคยรักมันซะได้
“ไอ้แม็คมันเบื่อๆ อีกไม่กี่วันต้องกลับญี่ปุ่น”
“เดียก็เหมือนกัน”
ฉันตอบเฮียเชนไป ไม่ใช่เบื่อเหมือนกัน เพราะถ้ามันเป็นความต้องการของใครคนนั้น แม้จะพูดเต็มปากว่าเกลียดทะเล ฉันก็ยินดีถ้ามันคือความสุขของเขา ส่วนที่บอกว่าเหมือนกัน เพราะฉันเองก็ถูกเรียกตัวกลับญี่ปุ่นเพื่อพบพ่อบุญธรรมของตัวเองเหมือนกัน และเป็นคนที่เฮียแม็ครู้จักดีซะด้วย
“ให้เฟรย์มันไปเป็นเพื่อนมั้ย?”
“ไม่! เดียโตแล้วนะ”
เสียงห้วนๆจากฉันพูดไป เพราะคิดว่าไม่ใช่กงการอะไรของเธอที่จะต้องมาคอยไปไหนมาไหนเป็นเพื่อน
ว่ากันตามตรง ต่อให้พี่เฟรย์ไปเป็นเพื่อน เรามันก็เดินแยกกันตั้งแต่พ้นประตูทางเข้าแล้วด้วยซ้ำ เพราะเธอคือลูกบุญธรรมของคนที่สูงศักดิ์มากมายยิ่งกว่าพ่อบุญธรรมของฉัน
ใช่...คนที่รับอุปถัมภ์พี่เฟรย์กับฉันเป็นคนละคนกัน แต่ความงี่เง่าของโชคชะตา ทำให้เราวนเวียนกลับมาพบกัน ทั้งที่เธอควรจะหายไปจากชีวิตฉันตั้งแต่หนึ่งปีก่อนหน้านั้น!
“แต่กลับคนเดียวมันเหงา...”
เฮียเชนยังคงเซ้าซี้ แต่ที่จริงมันก็มีนี่...วิธีที่จะทำให้ไม่เหงาน่ะ
“เดียจะกลับพร้อมเฮียแม็ค”
“นั่นสิ ลืมไปเลยว่าอยู่...”
“ส่งเดียแค่นี้ก็พอแล้ว เฮียสายละ”
ฉันเลือกจะตัดบทเพราะรู้ว่าเฮียเชนจะพูดอะไร และแน่นอน...เขาเองก็รู้ว่าฉันไม่ค่อยพอใจ ฉันไม่ชอบ ที่เฮียเชนมาคอยทำเหมือนฉันยังเป็นเด็กน้อยที่ต้องมีคนดูแลอย่างใกล้ชิด และพยายามจะสานสัมพันธ์ให้ฉันกับพี่เฟรย์กลับมาคุยกันดีๆได้ ทั้งที่เฮียก็น่าจะรู้ ว่าเราไม่สามารถจะกลับไปยืนอยู่จุดนั้น
“อย่าเย็นชานักสิ เวลาเดียยิ้มน่ารักจะตาย”
“เย็นชาเหรอ?”
ฉันทวนคำถามนั้นนิ่งๆ เฮียเชนก็เอามือมาลูบหัวราวกับกำลังปลอบโยน และทำเหมือนเข้าใจว่าฉันรู้สึกยังไง
แต่ก็นั่นแหละ โลกนี้มีคนมากมายที่ทำเหมือนจะเข้าใจคุณ แต่เอาเข้าจริง...ไม่มีใครเข้าใจคนอื่นหรอก ตราบใดที่ยังไม่ได้ไปยืนอยู่ในจุดเดียวกับคนๆนั้น
“...เย็นชาไม่เท่าเพื่อนเฮียตอนทิ้งเดียไว้หรอกมั้ง”
นั่นเป็นประโยคสุดท้ายที่หลุดจากปากฉัน ก่อนที่ฉันจะโดนเฮียเชนดึงเข้าไปกอดไว้ท่ามกลางสายตาคนรอบข้างมากมาย
พรึ่บ!
“ไม่ว่ายังไง...เฮียอยู่นี่นะ”
ฝ่ามืออุ่นๆลูบหัวฉันซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนใจอ่อนยวบลงไปไม่เบา บอกตามตรง ถึงในใจฉันจะมีใครนอกจากเฮียเชน แต่คำพูดเป็นห่วงเป็นใยกับอ้อมกอดอบอุ่นของเฮียเชน มันคือข้อดีที่หายากมากๆจากคนอื่นเลยนะ แต่ถึงเฮียเชนจะเป็นคนที่อ่อนโยนกับฉันเสมอ ฉันก็ละทิ้งความรู้สึกในส่วนที่ลึกที่สุดไม่ได้จริงๆ
ความรู้สึก…ที่ถามใจตัวเองกี่ครั้งก็บอกชัด ว่าฉันรักเขา...
ไม่ใช่เฮียเชน แต่เป็นเฮียแม็ค
ฉันหลงรักเด็กผู้ชายคนนั้น...เท่าระยะเวลาที่ได้รู้จักกัน
มันยาวนานมาเป็นสิบปีแล้ว...และไม่มีใครมาแทนที่เฮียแม็คได้ทั้งนั้น!
หลายวันต่อมา...
ออดดด~
ฉันลุกมาเปิดประตูห้องเพราะถึงเวลานัดพอดี ซึ่งก็ตามปกตินั่นแหละที่เฮียเชนจะมารับ แต่หลังจากเปิดประตูแล้วฉันก็รีบเดินกลับเข้ามาในห้องนอนเพราะตื่นสายเลยยังไม่ทันได้แพ็คกระเป๋าน่ะสิ
“เฮียเดียตื่นสายอ่ะ แพ็คเป๋าแป๊บนะ”
“อืม เอาเลยไม่รีบ”
เอ๊ะ?!
กึก...
เสียงที่ได้ยินทำเอาขาฉันชะงักและหมุนตัวหันกลับไปมองทันที และนั่น...ไม่ใช่เฮียเชนนี่ ???
“เฮียแม็ค O_O”
“ว่า?”
ฟุ้บ!
เสียงตอบกลับแบบชิลๆมาพร้อมกับเสียงทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟาห้องรับแขก แถมเฮียยังหยิบรีโมทเปิดทีวีดูรออีก แต่ไม่สิ ไม่ใช่ ฉันไม่ได้เรียกเขา ฉัน...ฉันหมายถึง เขามาทำอะไรที่นี่
“ทำไมเป็นเฮีย?”
“สองคนนั้นต้องไปเคลียร์งานด่วนที่ ม. เลยให้เราไปกันก่อน”
ระ...เราเหรอ?
“หมายความไง...ให้ไป...กันก่อน?”
ฉันพูดออกไปแบบติดๆขัดๆ จริงอยู่เราเจอกันบ่อยอยู่แล้ว แต่ฉันยังไม่เคย...ต้องไปไหนมาไหนกับเขาสองต่อสอง
“ฟาร์ดาจองที่พักที่มีโปรพิเศษ ถ้าเช็คอินภายในบ่ายสองยี่สิบสองนาที จะแถมฟรีทริปดำน้ำ เห็นว่าพิเศษตรงที่เป็นจุดดำน้ำค้นพบใหม่ สวยมาก เป็นพื้นที่ส่วนตัว และไม่มีใครเคยไปมาก่อน”
พูดจบเฮียแม็คก็ชี้ไปที่ทีวี ซึ่งมีโฆษณาที่พักริมหาดสุดหรูพร้อมโปรพิเศษที่คนแย่งกันจองจนเต็มเอี๊ยดแสดงอยู่ เดาว่าน่าจะเป็นที่พักที่เรากำลังจะไปวันนี้ แต่...
“ตราด? ไม่ใช่ประจวบหรอกเหรอ?”
ฉันถามไปงงๆ เพราะปกติถ้าบอกว่าจะไปทะเล เฮียเชนก็จะเลือกไปประจวบตลอด เหตุผลหลักก็เพราะเขาเป็นทายาทเจ้าของโรงแรมหรูระดับต้นๆของที่นั่น
“หึ...ไปบ่อยไม่เบื่อเหรอ?”
เฮียแม็คหลุดขำพอได้ฟัง แล้วเขาก็ตอบกลับฉันด้วยคำถาม แต่นั่นสินะ... ฉันไปบ่อยจนแทบจะรู้ทุกซอกทุกมุมของที่นั่นละ แต่นี่มันสายแล้วนี่นา เราจะไปทันโปรพิเศษอะไรนั่นมั้ยอ่ะ
“งั้นเฮียรอเดียแป๊บนึงนะ”
“แป๊บนี่กี่นาที เมื่อกี๊ก็บอกว่าแป๊บ”
พูดจบเขาก็แกล้งทำท่ายกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดูพอเห็นฉันลุกลี้ลุกลนทำท่าจะวิ่งเข้าห้องมา หึ...นี่เขาจะรู้มั้ยนะ ว่าฉันกลั้นยิ้มกับท่าทางจอมกวนแบบนั้นอยู่น่ะ :)
“ก็...แป๊บนึงอ่ะเฮีย เฮียกินข้าวยังอ่ะ~!”
บ้าเอ๊ย! นี่มันเป็น Weekend ที่ดีที่สุดของฉันเลยนะ อยู่ๆก็มีใครบางคนมาเซอร์ไพรส์ที่ห้องอ่ะ >_<
ฉันตะโกนกลับไปแล้ววิ่งเข้าห้องนอนโกยของทุกอย่างลงกระเป๋าแบบไม่ต้องเลือกอะไรอีก เฮียก็ตอบกลับมา
“ยัง”
“อื้ม แล้วเฮียหิวป่าว~!”
หึ...ไปกันก่อนงั้นเหรอ มือฉันเก็บกระเป๋า ปากก็ชวนเขาคุย ซึ่งเฮียแม็คที่วันนี้ดูท่าทางอารมณ์ดี ก็ตอบกลับมาแบบกวนๆน่าดูเลย
“ถ้าแป๊บคือสองชั่วโมงก็น่าจะหิว...”
“ป่ะ! งั้นไปกันเลย เดียเก็บเป๋าเสร็จแล้ว”
ครืดดด กึก!
พูดจบฉันก็ลากกระเป๋าออกมายืนตรงหน้าโซฟารับแขกแบบรวดเร็วทันใจ เฮียแม็คก็มองมานิดนึง แต่เอาจริงๆเขาดูอึ้งๆ
“นี่ไปสองวัน?”
คนตรงหน้าเลิกคิ้วนิดหน่อยและมองมาที่กระเป๋าเดินทางของฉัน กะ...ก็แหม ไม่อยากให้เฮียรอนาน เลยรวบมันมาทั้งกองยัดใส่กระเป๋าใหญ่ซะเลย =_=^
“...ผู้หญิงกับทะเลสินะ”
เฮียแม็คชิงพูดมาพอเห็นฉันไม่ตอบอะไร ถึงความจริงอยากจะบอกว่าไม่ใช่ และระยะหลังมานี้ฉันไม่ได้อินกับทะเลสักเท่าไหร่ แต่เฮียว่าไงก็ว่างั้น
“อื้ม :)”
ฉันพูดแล้วเหลือบตามองพื้นมองเพดาน ถ้าว่ากันตามตรง ฉันไม่กล้าสบตาเขาตอนนี้เลย แค่คิดว่าจะมีเวลาอยู่ด้วยกันบ้าง มันก็...
พรึ่บ!
“หมวกไปด้วย แดดร้อน”
รู้ตัวอีกที เฮียแม็คก็ปิดทีวีและลุกขึ้นมาคว้ากระเป๋าจากมือฉันไป แถมยังชี้ไปที่เสาแขวนหมวก ในจังหวะที่กำลังเดินนำออกฉันจากห้อง
“อื้ม :)”
ฉันพยักหน้าตอบกลับอย่างว่าง่าย มือเอื้อมไปหยิบหมวก ส่วนตาก็จ้องมองแผ่นหลังของร่างสูงที่มีกระเป๋าเดินทางของฉันในมือ แล้วก็ต้องหลุดยิ้มกว้างอย่างเลี่ยงไม่ได้...
หึ...วันนี้มันวันอะไรกันนะ
พระเจ้าใจดีผิดปกติแบบนี้ เพราะย่ำยีใจกันจนพอใจแล้วรึเปล่านะ?
หลายชั่วโมงต่อมา...
“หิวแล้วล่ะสิ”
คำถามจากเฮียแม็คดังขึ้นท่ามกลางเสียงเพลงที่คลออยู่บนรถ พอเห็นฉันหันไปมองร้านอาหารละลานตาที่อยู่ก่อนถึงที่พัก
“เราไปเช็คอินกันก่อนก็ดะ...”
พรึ่บ!
แต่ยังไม่ทันที่ฉันจะพูดจบ เฮียแม็คก็หักพวงมาลัยเข้ามาที่ลานจอดรถของร้านที่ใกล้ที่สุดทันที ก่อนจะก้มมองนาฬิกาและหันข้อมือมา
“เหลือเวลาอีกตั้งนาน”
13.12 PM คือเวลาที่โชว์บนหน้าปัดนาฬิกาหรูบนข้อมือนั้น แล้วพอพูดจบเฮียก็ดับเครื่องรถเดินลงไปเลย ฉันเองก็คว้ากระเป๋าสะพายแต่ดันทำมันหลุดมือจนข้าวของหล่นกระจัดกระจาย
โธ่เอ๊ย มันใช่เวลามั้ยเนี่ย - -^
ก๊อกๆ กึก!
เฮียแม็คเคาะกระจกเบาๆ พอเห็นฉันเงียบไปนาน ฉันเลยเปิดมันออกไป
“แป๊บนึงเฮีย เดียทำของหล่นอ่ะ”
แต่แทนที่เขาจะช่วย เฮียกลับยืนมองแบบแอบขำ ส่วนฉันก็รีบก้มเก็บของใช้ส่วนตัวที่หล่นเกลื่อนบนรถพัลวัน
“นี่มาเปิดท้ายขายของรึเปล่า?”
“หึ...แป๊บนึงสิ หรือเฮียจะเข้าไปก่อน”
และคงเพราะฉันพูดคำว่าแป๊บนึงมาตลอดตั้งแต่ที่เจอกัน พอได้ฟังเฮียแม็คก็ส่ายหัว
“จะแป๊บนึงถึงค่ำเลยมั้ย”
“เฮียแม็ค! อย่ามาแซวน่า”
“ซุ่มซ่าม”
คำพูดสั้นๆทำฉันหันไปลอยหน้าลอยตาใส่เขา ก่อนจะรีบโกยทุกอย่างลงกระเป๋าแบบเดิมเสร็จสรรพ
“แค่นี้ก็เรียบร้อย”
“อ๋อเมื่อเช้าก็ทำอย่างนี้”
พูดจบเขาก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้เดินนำเข้าร้านอาหารไปทันที ทิ้งให้ฉันเดินอมยิ้มตามหลังอย่างเคย
หึ...ขอให้มันเป็นวันที่ดีด้วยเถอะนะ
ขอให้เราได้ใกล้กัน...ให้นานที่สุด...ใกล้กันจนนาทีสุดท้ายเลย :)
“เดี๋ยวสิ เมื่อกี๊เฮียว่าไงนะ?!”
“เปล่าาา...”
สิ้นสุดคำอธิษฐานในใจ ฉันก็แกล้งตะโกนตามหลังเฮียแม็คที่ลากเสียงตอบกลับมาเหมือนกัน ก่อนเราจะกวาดสายตาหาโต๊ะเพราะวันนี้คนแน่นมากๆ
“เฮียกินไรเหรอ?”
พอเลือกโต๊ะได้ เราก็นั่งเปิดเมนูกันไปเรื่อยๆ แต่ถ้าให้เดามันต้องมี...
“ทอดมันกุ้ง”
ใช่ด้วย! :)
'ลองกินสิ แม่เราทำทอดมันกุ้งอร่อยมาก’
“หึ...”
ฉันหลุดยิ้มออกมาอย่างลืมตัว พอนึกย้อนไปถึงเรื่องราวที่ผ่านมาที่ยังคงจำมันได้ดี รู้ตัวอีกทีเฮียแม็คก็จ้องมาด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยคำถาม
“???”
“ปะ...เปล่า ไม่มีไร”
“ชื่อเมนูที่ดูมันตลก?”
“งั้นมั้ง นี่จริงในนี้มีหนังสือขายหัวเราะซ่อนอยู่ :)”
ฉันตอบกลับไปขำๆ เฮียก็ทำหน้างงๆ ก่อนจะสั่งเมนูต่างๆที่เขาชอบอีกหลายอย่าง เช่น ปูนิ่มผัดพริกไทยดำ ห่อหมกทะเล กุ้งเผา...
“แล้วเรา?”
สงสัยใครบางคนเพิ่งจะนึกได้ว่าสั่งเพลินเลยหันมาถามฉัน ซึ่งก็... อืมมม มีอีกอย่างนะ ที่เฮียแม็คน่าจะลืมสั่ง
'อันนี้ห้ามลืมเลย เราชอบมากๆ ฝึกทำไว้ด้วย...'
“เดีย”
“หะ...ฮะ? อ๋อ กรรเชียงปูผัดพริกเหลืองค่ะ”
ฉันหันไปบอกพนักงานหลังได้ยินเสียงเฮียแม็คดึงให้หลุดจากภวังค์ แล้วเฮียแม็คก็พยักหน้าเห็นด้วยทันที
“ใช่ นี่ทีเด็ดเลย”
อ่าฮะ อีกแล้วล่ะ อีกแล้วที่ฉัน...เฝ้ามองรอยยิ้มเล็กๆของเขาด้วยความปลาบปลื้มแบบนี้ :)
หึ...ทีเด็ดเหรอ? ก็ต้องอย่างงั้นอยู่แล้ว เพราะทุกเมนูที่เขาพูดมา ป้ามาร์ธาแม่ของเขาสลับกันทำให้เฮียทานในช่วงนั้นตลอดเลยนี่นา ขนาดบอกว่ามันเผ็ด เฮียแม็คก็ยังชอบมาก เขากินเผ็ดเก่งตั้งแต่เด็กๆแล้วนะรู้มั้ย แล้วก็จะชอบกินไอติมวานิลลาตบท้าย ถ้าไม่ได้กินจะมีคนปวดท้องเอาง่ายๆ :)
“เอาอย่างเดียว?”
“อื้ม ก็เฮียสั่งหลายอย่างแล้วนี่นา” ฉันพยักหน้าตอบไป แล้วเฮียแม็คอยู่ๆก็ทำท่าจะ Cancel เมนูพวกนั้นขึ้นมา
“เปลี่ยนได้ น้อง...”
“ไม่นะ!”
เห็นแบบนั้นฉันก็โพล่งออกไปทันที ก่อนจะตัดบทรวบรัดให้พนักงานรีบเดินออกจากไปโต๊ะตอนนี้
“เอาตามนั้นเลยค่ะ รีบหน่อยนะเราหิวมากเลย ^_^”
“ครับคุณลูกค้า” แล้วพนักงานก็เดินออกไป ส่วนเฮียแม็ค...
“โทษที”
“เรื่องเล็กน้อยน่าเฮีย เดียชอบทุกเมนูที่เฮียสั่งนั่นแหละ”
“ชอบ?”
แย่ละ ฉันหลุดปากพูดออกไป แล้วเฮียแม็คก็จ้องมา
“ก็...มาทะเลไม่กินซีฟู้ด มันก็แปลกๆนะว่ามั้ย”
แล้วพอตอบกลับไปแบบนั้นเฮียก็พยักหน้า
“ใช่ งั้นเดี๋ยวชดเชยให้ด้วย...”
เฮียแม็คเว้นช่วงคำพูดนิดนึง และชี้ไปที่คาเฟ่ริมหาดไม่ใกล้ไม่ไกลที่มองเห็นจากตรงนี้
“จริงนะ”
“จริงดิ แต่หลังจากเช็คอิน เดี๋ยวมีคนโวยวาย”
“อื้ม”
ฉันตอบรับอย่างว่าง่าย แม้ลึกๆจะจุกนิดหน่อยตอนเห็นเฮียยิ้มกว้างเวลาพูดใครที่ยังมาไม่ถึงไง
ไม่กี่นาทีต่อมา...
“นี่แรร์โลเคชั่นเลยป่ะ”
หลังจากเช็คอินและได้โปรพิเศษมาตอน 14.22 PM เรียบร้อย เฮียแม็คก็พาฉันมาคาเฟ่น่ารักริมหาดตามสัญญา ส่วนที่เขาพูดเมื่อกี๊ก็เพราะที่ร้านนี้ลูกค้าเยอะมาก และมีมุมถ่ายรูปยอดฮิตที่ลูกค้าต่อแถวรอถ่ายมุมนี้หลายสิบคน แต่ฉันไม่ใช่หนึ่งในนั้นหรอกนะ
“เอาด้วยมั้ย?”
“ไม่อ่ะ เฮียรอไม่ไหวหรอก”
ฉันตอบไปขำๆ วิวรอบข้างที่เค้าแย่งกันถ่ายอยู่มันก็สวยแหละ แต่ฉันไม่ได้มีความอดทนยืนรอนานขนาดนั้น
“ที่จริงตรงนั้นสวยกว่าอีก”
เฮียแม็คชี้ไปตรงระเบียงไม้ที่ยื่นออกจากร้านไปนิดหน่อย แต่มันค่อนข้างจะเก่าและสูงมาก แถมไม่มีอะไรกั้นเลย ยิ่งเวลาลมทะเลแรงๆพัดมานี่น่ากลัวจัด
“นั่นดิ แต่มันจะเสียวหน่อยก็แค่นั้น”
ฉันพยักหน้าเห็นด้วย เฮียแม็คก็ขำๆ แถมยังเดินนำไปที่ระเบียงแล้วเอียงคอชะเง้อมองข้างล่าง
“ถ้าตกลงไปไม่ต้องเรียกใครเลย”
“อื้อ ภาวนาให้เฮียคว้าเดียทัน”
ที่พูดแบบนี้เพราะข้างล่างมันเป็นโขดหินทั้งนั้นเลย ลำพังลุ้นระทึกตอนตกน่ะไม่เท่าไหร่ แต่เปอร์เซ็นต์ที่หัวจะไม่กระแทกโขดหินตายนี่มีน้อยมาก
“แล้วถ้าคว้าไม่ทัน?”
เฮียแม็คหันมาเลิกคิ้วตั้งคำถาม พอฉันหยิบมือถือขึ้นมาเซลฟี่แบบคนอื่นเค้าบ้าง แต่อย่างเฮียแม็คเนี่ยนะจะคว้าไม่ทัน เขาไม่มีทางอืดอาดเป็นเต่าล้านปีหรอกมั้ง
“นี่เดียมากับมือวางอันดับหนึ่งของ Dark Shadow เลยนะ”
ใช่... Dark Shadow
ภายนอกอาจดูธรรมดา แต่ใครจะไปคิดว่าคนที่ยืนอมยิ้มกับคำพูดของฉันตอนนี้ จะเป็นถึง Top One แห่งการต่อสู้ของแก๊งค์มาเฟียที่กระจายอำนาจทั้งในและต่างประเทศ โดยมีศูนย์บัญชาการใหญ่อยู่ที่ญี่ปุ่น ทุกคนอยู่กันเป็นครอบครัวมาเฟีย ใช้นามสกุลเดียวกัน ตราประทับเดียวกัน ที่อยู่ปัจจุบันคือปราสาทใหญ่โตมโหฬารอย่าง Dark Shadow Castle!
และโดยข้อมูลคร่าวๆที่กล่าวไปนั่นหมายถึง...
ฉัน! คือลูกบุญธรรมของสมาชิกระดับสูงท่านหนึ่งในแก๊งค์ หากนับตามความสัมพันธ์ในฐานะลูกบุญธรรม ฉันอยู่สังกัดสภากฎ สังกัดที่เป็นผู้ควบคุมข้อบังคับต่างๆของแก๊งค์ ให้เป็นไปตามความเห็นชอบทางกระบวนการของเรา
ส่วนเขา...เฮียแม็ค!
เฮียแม็คเป็นหนึ่งในสมาชิกของแก๊งค์ ที่ ณ ตอนนี้วนเวียนอยู่ในสังกัดสภาเช่นกัน เขาเป็นที่นับหน้าถือตาของใครต่อใคร เป็นบุคคลที่ได้รับการชื่นชมและยกย่องจากท่านเซนจิ พ่อบุญธรรมของฉันจนออกนอกหน้า นั่นทำให้เฮย์โซ ลูกบุญธรรมอีกคนของท่านไม่ค่อยชอบหน้าเขาเท่าไหร่นัก
และคนสุดท้าย พี่เฟรย์!
หึ... เธอเป็นลูกบุญธรรมของท่านผู้นำสูงสุดของแก๊งค์นี้ พ่วงตำแหน่งรักษาการแทนท่านผู้นำที่ดูสูงศักดิ์เกินใครซะไม่มี รักษาการเป็นตำแหน่งที่มีสังกัดเป็นของตัวเองและไม่อยู่ในกฎ หากว่ากันตามหลักการ เธอคือจุดบอดที่สภากฎกำลังหาทางให้กลับเข้ามาอยู่ภายใต้การควบคุมเดียวกันกับสมาชิกทุกคน แต่รายละเอียดทางความสัมพันธ์ของเราค่อนข้างซับซ้อน เอาไว้ถ้ามีเวลา ฉันจะสาธยายเรื่องพวกนั้นให้ฟังอีกที
“...ถ้าคว้าไม่ทันเฮียก็เป็นคนสุดท้ายที่เดียอยู่ด้วยก่อนตายล่ะมั้ง”
หลังจากยืนเงียบอยู่นาน ฉันก็พูดไปแบบทีเล่นทีจริง แต่ถ้าเป็นเขาที่ฉันได้เห็นหน้าเป็นคนสุดท้ายจริงๆ มันก็เป็นสิ่งดีที่สุดแล้วนี่ :)
“ไม่ฝึกไว้บ้าง”
ถึงปกติเราจะไม่ได้คุยกันแบบโจ่งแจ้งต่อหน้าใครๆ แต่อย่างที่บอก เราวนเวียนอยู่ในสังกัดเดียวกัน เลยเจอกันบ่อย ก่อนที่ฉันจะย้ายมาเรียนที่ประเทศไทย และฝึกที่ว่า...หมายถึงการฝึกใช้อาวุธและสกิลการต่อสู้ต่างๆที่สมาชิกทุกคนเขาทำกัน นั่นรวมถึงเฮียแม็คและพี่เฟรย์ แต่มันเป็นข้อยกเว้นสำหรับฉัน
“เดียชอบอยู่แบบสงบมากกว่า”
และที่ๆสงบที่สุดของฉัน คือหลังกระจกที่ได้มองเขาวาดลวดลายการต่อสู้อยู่ทุกวัน จนเห็นใครต่อใครยกธงขาวยอมแพ้ให้กับความสามารถนั้น
“ถึงคราวจวนตัวเราก็ต้องออกรบบ้าง”
“อะไรเนี่ยเฮีย นี่กำลังปลุกใจกันว่างั้น?” เป็นฉันที่เลิกคิ้วถามไปบ้าง แม้นี่จะไม่ใช่ครั้งแรกเฮียแม็คใช้คำพูดทำนองนั้น
“ถ้าว่างเมื่อไหร่ เชิญที่ห้องซ้อม”
อีกละ! ถ้าให้นับกันตามจริง นี่น่าจะเป็นครั้งที่สี่หรือห้าแล้วล่ะ แต่ที่ผ่านมาเฮียจะชวนฉันเวลาที่ตัวเองซ้อมอยู่กับพี่เฟรย์ และเพื่อนเขา...คิระ
“กลัวเฮียจะหนวกหูเปล่าๆ เดียตกใจง่าย แล้วก็กรี๊ดดังใช้ได้เลยนะ”
“หึ...”
พอจบบทสนทนาฉันก็ส่งมือถือตัวเองให้เฮียแม็ค เป็นเชิงบอกนัยๆให้เขาถ่ายรูปให้ เขาเองก็รับไป แต่แค่ฉันก้าวถอยหลังเอามือไปค้ำกับระเบียงไม้ เนื้อไม้ที่คงตากแดดตากลมมานานเกินไปก็เกิดเปราะและหักทันทีจนฉันเสียหลักเกือบหงายท้องลงไป
แกร๊ก!
“ว๊าย!”
หมับ!
“เฮีย O_O!”
ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก ฉันกำลังจะตกลงไปแล้ว ถ้าเฮียแม็คไม่พุ่งเข้ามาคว้าไว้ ทะ...ที่สำคัญ เขาถึงตัวฉันก่อนซะอีก ถึงก่อนที่ฉันจะเรียกด้วยซ้ำ
“เฮียแม็ค...”
เพราะหันมองตามเศษไม้ที่ร่วงลงจากระเบียงลงไปที่โขดหินและกระเด็นเกลื่อน ทำให้ฉันเผลอกำเสื้อเฮียแม็คที่กำลังโอบเอวล็อคฉันไว้กับตัวเขาแทนอย่างตกใจพอกัน
“เป็นไรมั้ย?”
“มะ...ไม่”
ถึงจะพูดแบบนั้นก็เถอะนะ แต่แค่แว๊บเดียวเหมือนความหวิวพวกนั้นดูดพลังฉันไปหมดเลย มือขาอ่อนลงจนฉันทิ้งตัวไปหาเฮียแม็ค แต่เขาก็ไม่ได้ว่าอะไร
“เหมือนเราจะพลาดอะไรไป”
ในระหว่างที่ประคองฉัน สายตาเฮียแม็คก็มองไปยังบางอย่างที่น่าจะสู้แรงลมทะเลไม่ไหวจนปลิวหล่นไปอยู่ที่พื้น มันคือป้าย 'งดใช้บริการ' และ 'ปิดปรับปรุง' พื้นที่ระเบียงบริเวณนี้ ก่อนที่เราจะต่างคนต่างสอดส่องสายตาไปรอบๆเพื่อความแน่ใจอีกที ถึงรู้ว่าตัวเองโชคดีกันขนาดไหนที่จุดที่ยืนกันอยู่ มันคือจุดที่แข็งแรงที่สุดแล้วบนระเบียงสูงนี้
“เฮียนั่นแหละ บอกว่าตรงนี้สวยกว่า”
“ทีแบบนี้ล่ะจำแม่น แล้วตอนบอกว่าถ้าตกลงไปไม่ต้องเรียกใครล่ะ”
เราเถียงกันเบาๆแต่ยังไม่กล้าขยับตัวมาก เลยกลายเป็นยืนกอดกันกลมอยู่ตอนนี้ ส่วนที่บอกว่าไม่ต้องเรียกใคร จะเป็นงั้นได้ไง ก็ฉันอยากเรียกเขานี่ แต่ชั่ววูบนึงก็ได้เห็นแล้ว ว่าใครบางคนมีสัญชาตญาณที่ดีมากๆ เหมือนตอนนั้นเลยจริงๆ
'ว๊ายยย!'
หมับ!
'ก็บอกแล้วไง ให้ระวังสายเตาแก๊ส!'
เสียงดุของเด็กผู้ชายในความทรงจำที่คว้าฉันได้ทัน ตอนเข้าไปวิ่งเล่นในครัวเพื่อแอบดูคุณป้ามาร์ธาทำกับข้าวน่ากินหลายอย่างดังขึ้น และใช่...เด็กคนนั้นคือเขา ที่ยืนตรงหน้าฉันตอนนี้
'แหะๆ โทษที'
'ยังจะมายิ้มอีก' / “ยังจะมายิ้มอีก”
เสียงเฮียแม็คในพาร์ทปัจจุบัน ทับซ้อนด้วยประโยคเดียวกันกับที่เขาเคยพูดในวัยเด็กก่อนหน้านั้น ฉันเลยจ้องลึกเข้าไปในตา แล้วส่งเสียงล้อเลียนไปซะเลย
“ก็ไหนว่าคว้าไม่ทัน”
“หน้าซีดขนาดนี้ยังต่อปากต่อคำได้อีกนะ”
ปากพูดกับฉัน แต่สายตาเฮียแม็คดูเหมือนกำลังหาทางพาฉันออกไปจากซากไม้เก่าๆที่อีกนิดจะกลายเป็นซากปรักพัง แต่ยิ่งขยับ เราก็ยิ่งใกล้ และมันใกล้มากซะจน...
“มั่วแล้วเฮีย ความจริงเดียกำลังกลบเกลื่อนความหวิวอยู่อ่ะ”
“เหรอ”
หึ...ก็ใช่น่ะสิ แต่ไม่ใช่เพราะหวิวจากวิวข้างล่างแล้วนะ มันหวิวในใจ เวลาใกล้เขามากๆต่างหากล่ะ :)
'ออกไปเล่นข้างนอกดีกว่า เดินตามเรามาเลยนะ เอามือมาด้วย เราจะจับไว้เอง'
'แต่ว่า...'
หมับ!
'เชื่อใจเราเถอะน่า'
แล้วก็นะ...เพราะเชื่อใจเขา เวลาจวนตัวฉันถึงเรียกหาเขาไงล่ะ :)