กรุงปักกิ่ง
หอพักมหาวิทยาลัยปักกิ่ง
“ข้าจะตามหาเจ้าลี่เซียน!!!” เสียงแผ่วเบาล่องลอยมาตามสายลม
แต่เหตุใดเล่าราวกับว่าเสียงนั้นกระซิบอยู่ชิดริมหูของหญิงสาวนางหนึ่งที่กำลังนิทราอย่างสนิทด้วยเพราะเธอเดินทางมาศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศจีน หญิงสาวเชื้อสายจีนเดิมมีถิ่นพำนักที่ประเทศสหรัฐอเมริกา นามว่าหวังฟางเซียน เดินทางมาศึกษาต่อในสำนักวิชาโบราณคดีและพิพิธภัณฑ์วิทยาในระดับชั้นปริญญาตรี
เธอเดินทางเข้าแผ่นดินจีนเป็นครั้งแรกในชีวิต หญิงสาวเกิดที่ประเทศจีนแต่ไปเติบโตและใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกามาโดยตลอดตามพ่อและแม่ของเธอ ซึ่งมีอาชีพเป็นแพทย์ด้วยกันทั้งคู่ พ่อและแม่ของเธอพบรักกันในขณะที่เดินทางไปศึกษาต่อในระดับปริญญาเอก จนตัดสินใจแต่งงานและให้กำเนิดบุตรสาวเพียงคนเดียวเท่านั้นในสายตระกูลหวัง ก่อนจะโยกย้ายถิ่นฐานไปตั้งรกรากอยู่ในสหรัฐอเมริกา จนกระทั่งบุตรสาวเพียงคนเดียวสามารถสอบชิงทุนเข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของรัฐในดินแดนมังกรแห่งนี้ได้ แทนที่จะเลือกสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงในสหรัฐอเมริกา
แม้ทั้งสองจะไม่เห็นด้วยเท่าใดนักแต่ก็มิอาจขัดใจบุตรสาวเพียงคนเดียวของทั้งสองได้ ด้วยฟางเซียนคอยพูดอยู่เสมอว่าเธอจะกลับมาอยู่ที่ประเทศจีนให้ได้ด้วยตัวของเธอเอง เพราะบ้านที่แท้จริงของหญิงสาวคือแผ่นดินจีนหาใช่ประเทศสหรัฐอเมริกาแต่อย่างใด ด้วยวัยเพียงสิบเก้าปี ซึ่งหญิงสาวก็สามารถสอบชิงทุนเข้าเรียนในระดับปริญญาตรีและปริญญาโทของมหาวิทยาลัยปักกิ่งรวดเดียวเป็นผลสำเร็จโดยไม่ต้องง้อพ่อและแม่ของเธอแม้แต่น้อย
มิหนำซ้ำยังสามารถพูดภาษาจีนกลางซึ่งเป็นภาษาราชการของจีนแผ่นดินใหญ่ได้อย่างคล่องแคล่ว รวมไปถึงจีนกวางตุ้ง จีนแต้จิ๋วหรือแม้กระทั่งจีนไหหลำ เธอก็สามารถเรียนรู้และใช้ภาษเหล่านั้นได้อย่างคล่องแคล่วจนคนเป็นพ่อและแม่ยังอดแปลกใจไม่ได้ เพราะทั้งสองสามารถพูดภาษาจีนกลางได้เท่านั้นไม่นับรวมภาษาอังกฤษที่ทั้งคู่ต้องใช้ชีวิตประจำวันในสหรัฐอเมริกา
และนั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เธอต้องเดินทางไกลจากบ้านที่สหรัฐ อเมริกาเข้าสู่จีนแผ่นดินใหญ่เป็นครั้งแรกในชีวิตในฐานะประชาชนจีน ซึ่งเธอก็มีบัตรประชาชนเช่นเดียวกับชาวจีนทั่วไปเช่นกัน และกิจกรรมมากมายสำหรับนักศึกษาใหม่ในระดับปริญญาตรีทำให้เธอเหนื่อยล้าอย่างยิ่งยวดทำให้เธอเข้านอนตั้งแต่หัวค่ำจนกระทั่งเวลาล่วงเลยเข้าสู่ยามวิกาล เสียงเพรียกหาดังเช่นเสียงกระซิบแผ่วล่องลอยกระทบเข้ากับโสตประสาทของเธอ และเจ้าหล่อนกำลังตกอยู่ในห้วงเวลาแห่งความฝัน
ใบหน้าสวยดั่งพระจันทร์เริ่มส่ายไปมาราวกับว่ากำลังฝันร้ายก็ว่าได้ เหงื่อมากมายเริ่มผุดพรายอยู่เต็มใบหน้าพร้อมเสียงร้องตะโกนก้องออกมาจนสุดเสียง
“เทียนอี้!!!” ร่างระหงลุกพรวดพราดจากเตียงนอนอย่างรวดเร็ว ดวงตาคู่งามสอดส่ายสายตาไปมาอย่างตื่นตระหนกราวกับว่าสิ่งที่เธอฝันนั้นคือความจริง
“โอ๊ย! คนจะหลับจะนอนตะโกนอะไรกลางดึกฟางเซียน!” รูมเมตของหญิงสาวบ่นพึมพำด้วยความรำคาญ
“ขะ… ขอโทษ... ฉันขอโทษนะ พอดีฝันร้ายไปหน่อย” หญิงสาวตอบกลับแม่เพื่อนร่วมห้องเสียงอ่อยๆ
“นี่แม่คุณ แทนที่จะฝันดีดันฝันร้ายทำไมยะ พรุ่งนี้เราจะได้พบอาจารย์ที่เป็นขวัญใจของบรรดานักศึกษาหญิงในมหาวิทยาลัยปักกิ่ง ควรจะฝันหวานถึงอาจารย์ผู้หล่อเหลาประดุจองค์เง็กเซียนฮ่องเต้จึงจะถูก
ฟางเซียนได้แต่ส่ายหน้าไปมาติดๆ กันเมื่อได้ยินเพื่อนร่วมห้องละเมอใฝ่ฝันอาจารย์หนุ่มหล่อที่ต่างพากันกล่าวถึงไปทั่วทั้งมหาวิทยาลัยนับตั้งแต่วินาทีแรกที่เธอก้าวเข้ามาในเขตแดนมหาวิทยาลัยแห่งนี้
“อาจารย์ก็คน พวกเราก็คนหน้าตาก็เหมือนกัน แตกต่างกันตรงไหน ผู้ชายที่หล่อกว่าอาจารย์มีเยอะแยะถมเทไป อะไรจะพากันละเมอเพ้อพกถึงขนาดนี้” หญิงสาวมีความเห็นแย้งแตกต่างกับเพื่อนร่วมห้อง ทำให้แม่เพื่อนสาวที่กำลังนอนหันหลังให้บนเตียงตรงกันข้ามเด้งกายขึ้นจากที่นอนทันที
“มีแต่เธอนี่แหละมั้งที่มีความเห็นต่างกว่าคนอื่น แสดงเธอยังไม่เคยเห็นคณบดีของพวกเราใช่ไหมล่ะ”
แทนการตอบนับหญิงสาวพยักหน้าขึ้นลงติดๆ กัน
“ฉันจะเคยเห็นได้ยังไงก็ในเมื่อเพิ่งจะเข้าแผ่นดินจีนเป็นครั้งแรกในชีวิต เพราะเลือกที่จะเรียนสาขาวิชาประวัติศาสตร์ถึงได้สอบเข้ามหาวิทยาลัยที่นี่ยังไงเล่า”
แม่เพื่อนสาวตัวดีพยักหน้าขึ้นลงเมื่ออีกฝ่ายบอกออกมาเช่นนั้น
“อันที่จริงก็ไม่มีใครเคยเห็นคณบดีของพวกเราหรอกนะ ฉันก็ได้ยินเขาพูดต่อๆ กันมาอีกทีเหมือนกัน... แหะๆ” แม่เพื่อนสาวเอ่ยสารภาพเสียงอ่อยๆ
“โธ่เอ๊ย ไอ้เราก็นึกว่าเคยเห็นแล้วเสียอีก” ฟางเซียนพูดพลางหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ก่อนจะได้ยินอีกฝ่ายเอ่ยขึ้น
“แต่จะว่าไปอาจารย์ก็ทำตัวลึกลับชอบกล เห็นใครๆ เขาพูดกันว่าอาจารย์จะไปจะมารวดเร็วมากเหมือนล่องหนได้เลย และไม่ใช่ว่าสอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยปักกิ่งนะ เขาว่ากันว่าอาจารย์มาจากฉางอาน มีผลงานการขุดค้นมากมายเกี่ยวกับเมืองฉานอานและเมืองลั่วหยาง จึงถูกเชิญให้มาเป็นคณบดีสาขาประวัติศาสตร์จีนที่ปักกิ่งนี่ไง และอาจารย์ยังสามารถอ่าน เขียน ภาษาโบราณตั้งแต่ยุคสร้างแผ่นดินจีนที่จารึกบนกระดองเต่ามากมาย จนถึงยุคที่สามารถผลิตกระดาษขึ้นมาใช้ อาจารย์อ่านได้หมดเลยนะเธอ”
“อือหือ... จริงเหรอนั่น... ใช่คนแน่นะจื่อเหยา” จู่ๆ ฟางเซียนก็พูดโพล่งออกมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ราวกับว่าอาจารย์หนุ่มที่กำลังกล่าวขานอยู่นั้นไม่ใช่คน
“เฮ้ย! ยายบ้า! ก็คนน่ะสิ หรือเธอว่าอาจารย์ไม่ใช่คนหรือยังไง” จื่อเหยาต่อว่าเพื่อนร่วมห้องเป็นการใหญ่เมื่อได้ยินเช่นนั้น
“เอ้า... ก็เล่นบอกว่าอ่านภาษาโบราณได้ตั้งแต่ยุคสร้างแผ่นดินจีน ฉันก็คิดว่าคงเป็นเหล่าเซียนองค์ใดองค์หนึ่งลงมาจากสวรรค์ก็เท่านั้นเอง ถ้าอาจารย์ไม่ใช่คนก็คงเป็นบุ้นเชียงตี่กุน [1]เทพแห่งปัญญา ฉันก็เลยคิดแบบนั้น” หญิงสาวพูดพลางยักไหล่ขึ้นลงทั้งสองข้างพร้อมๆ กันก่อนจะเอ่ยขึ้นอีกครั้ง
“แต่จะว่าไปฉันก็ว่าแปลกอาจารย์มีผลงานการขุดค้นทางด้านประวัติ-ศาสตร์ แต่มาเป็นคณบดีสาขาประวัติศาสตร์ได้ตั้งแต่ยังหนุ่มเลยเหรอ ปกติระดับคณบดีน่าจะอายุห้าสิบปีขึ้นไปแล้วกระมัง หรือเธอว่ายังไงจื่อเหยา” ประโยคสุดท้ายหญิงสาวเอ่ยถามเพื่อนร่วมห้องด้วยความสงสัยกับสิ่งที่เธอผิดสังเกต
“ไอ้เรื่องอายุฉันก็ไม่รู้ ได้ยินเขาพูดกันต่อๆ มาว่าอาจารย์คงจะราวสามสิบหรือสามสิบต้นๆ เท่านั้นเองนะ สูงใหญ่ บึกบึนโคตรแมนเป็นบ้าเลย บางทีอาจารย์คงจะดูแลตัวเองเป็นอย่างดีใบหน้าก็เลยอ่อนเยาว์กระมัง แบบนี้สิน่ากินเป็นบ้าเลย แก่แล้วก็ยังเซ็กซี่คริคริคริ” เจ้าหล่อนพูดพลางหัวเราะคิกคักเป็นการใหญ่ก่อนจะล้มตัวลงนอน พร้อมเอ่ยสำทับขึ้น
“รีบนอนเถอะฟางเซียน พรุ่งนี้จะได้ตื่นแต่เช้าไปฟังคณบดีรูปหล่อกล่าวต้อนรับพวกเราดีกว่าเธอ” จื่อเหยากล่าวพร้อมกระพือผ้าห่อของเจ้าหล่อนพร้อมคลุมกายตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าอย่างมิดชิด
“ตามสบายเถอะ... เสียเวลาอ่านหนังสือเปล่าๆ ไปฟังก็แค่นั้น สู้ไปหาอะไรอ่านในห้องสมุดดีกว่า ในนั้นมีตำราประวัติศาสตร์และหนังสือหายากเก็บรักษาไว้เหมือนในพิพิธภัณฑ์ไม่มีผิดเพี้ยน เอาเวลาที่มีค่าทำประโยชน์โดยการอ่านหนังสือดีที่สุด” หญิงสาวรำพึงเบาๆ กับตัวเอง พร้อมเอนกายลงบนที่นอนหนานุ่มตามเดิม พลางปิดสวิตช์ไฟหัวเตียงจนภายในห้องมืดสนิท ท่าม กลางดวงตาหวานคู่สวยยังคงมองเพดานห้องท่ามกลางความมืดนั้น
“ใครกันนะจ้าวเทียนอี้ แล้วลี่เซียนล่ะเป็นใคร ทำไมฉันถึงได้ฝันเห็นอะไรแปลกๆ แบบนี้นับตั้งแต่วันแรกที่มาถึงด้วยนะ ฝันเหมือนกันทุกวันเลยสินะ ราวกับว่าตัวเราเหมือนหลุดไปดูหนังจีนสมัยโบราณอย่างไรอย่างนั้นเลย แล้วมันเกี่ยวกับฮ่องเต้แห่งราชวงศ์ถังอีกด้วย... ถังเสวียนจง... จ้าวเทียนอี้...ลี่เซียน” หญิงสาวรำพึงชื่อของบุคคลที่เธอฝันเมื่อครู่ใหญ่ที่ผ่านมา ก่อนจะผล็อยหลับไปโดยมิรู้ตัว
ท่ามกลางความมืดมิดแห่งรัตติกาล ความเงียบงันแผ่ปกคลุมไปทั่วบริเวณ กลุ่มควันขาวค่อยๆ ล่องลอยเข้ามาทางหน้าต่างที่ปิดสนิทอย่างช้าๆ ก่อนจะรวมตัวคล้ายร่างของบุรุษจนกระทั่งกลายเป็นร่างของชายหนุ่มในชุดเกราะระดับขุนพลชั้นสูงในสมัยโบราณ ยืนมองฟางเซียนที่กำลังหลับสนิทอยู่ในขณะนี้
“ในที่สุดเจ้าก็กลับมาลี่เซียน... ข้าตามหาเจ้าพบแล้ว” ร่างสูงใหญ่ของนักรบโบราณกล่าวพร้อมคลี่ยิ้มออกมาด้วยความดีใจอย่างยิ่งยวด ก่อนจะค่อยๆ เลือนหายไปอย่างช้าๆ
มหาวิทยาลัยปักกิ่ง[2]
ห้องสมุดมหาวิทยาลัยปักกิ่งเป็นห้องสมุดมหาวิทยาลัยที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียมีหนังสือ 9.0195 ล้านเล่มรวมถึงวารสารและหนังสือพิมพ์จีนและต่างประเทศ ห้องสมุดแห่งนี้ยังทำหน้าที่เป็นศูนย์ข้อมูลครบวงจรที่ทันสมัยมากมายอีกด้วยเป็นแหล่งรวมวิชาความรู้และสรรพวิชาทุกอย่างอยู่ในหอสมุดห้องนี้
ร่างงามระหงในระดับความสูงร้อยเจ็ดสิบเซนติเมตร ขี่จักรยานส่วนตัวผ่านประตูทางเข้าออกหลังจากแลกบัตรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เธอขี่จักรยานผ่านเข้าไปในพื้นที่ของมหาวิทยาลัยซึ่งกินพื้นที่กว้างขวางมากมายยิ่งนัก ท่ามกลางอากาศของต้นเดือนเมษายน อุณหภูมิในตอนเช้าต่ำกว่าสิบองศาและพอเข้าช่วงบ่ายจะสูงขึ้นมาเป็นสิบห้าองศา ต้นไม้ต่างๆ ภายในพื้นที่มหาวิทยาลัยยังไม่มีใบ เพราะอากาศยังเย็นอยู่นั่นเอง ก่อนจะขี่ผ่านเจดีย์ปั่วหญ่าอันเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยปักกิ่ง
เธอขับขี่จักรยานจนกระทั่งมาถึงจุดหมายนั่นก็คือหอสมุด ก่อนจะนำรถจักรยานเข้าไปจอดเก็บไว้ในสถานที่ทางมหาวิทยาลัยได้จัดเตรียมเอาไว้ให้ ร่างงามค่อยๆ ก้าวเดินผ่านประตูใหญ่ของห้องสมุดที่ขึ้นชื่อได้ว่าใหญ่ที่สุดในเอเซีย ก่อนจะแหงนคอมองตั้งบ่าเมื่อเธอเห็นสิ่งที่อยู่ภายในอาคารโดยไม่สนใจผู้คนที่อยู่ภายในอาคารที่กำลังมองตรงมาที่เธอเป็นตาเดียวกัน ด้วยเพราะฟางเซียนนอกจากเธอจะมีสติปัญญาเป็นเลิศแล้ว ความงามของเธอประดุจดั่งดอกโบตั๋นแรกแย้มฉันใดก็ฉันนั้น ใบหน้าหวานสวยดั่งดวงจันทรา คิ้วโก่งดั่งพระจันทร์เสี้ยว ริมฝีปากอิ่ม ผิวขาวอมชมพูเนียนละเอียดนุ่มละมุนมือและรูปร่างที่แม้จะสวมใส่เสื้อผ้าที่มิดชิดแต่มิอาจปิดส่วนเว้าส่วนโค้งที่ทุกคนเห็นแล้วไม่มีที่ใครจะไม่มอง
“วะ... ว้าว... ช่างใหญ่โตอะไรเช่นนี้ นี่น่ะเหรอห้องสมุดซึ่งใหญ่ที่สุดในอาเซียน มีหนังสือรอให้เราอ่านหลายล้านเล่มเลยทีเดียว” หญิงสาวพูดพลางทำท่าทางคันไม่คันมือใคร่อยากอ่านหนังสือใจแทบขาด ตามปกตินิสัยของคนชอบอ่านและชอบเขียนนั่นเอง เธอเดินตรงดิ่งไปยังหน้าจอคอมพิวเตอร์เพื่อกดหารายละเอียดหนังสือที่เธอต้องการค้นหาอย่างรวดเร็ว
“ประวัติศาสตร์จีนสมัยราชวงศ์ถังอยู่ไหนน้า” หญิงสาวกวาดสายตาอยู่บนหน้าจอคอมก่อนจะหยุดลงเมื่อหน้าจอดังกล่าวบอกกับเธอว่า สิ่งที่ต้องการนั้นอยู่ที่ใด
“ชั้นสามประวัติศาสตร์จีนโบราณ โอ้โห! อย่าบอกนะว่าทั้งชั้นเพราะลำพังชั้นเดียวก็กว้างสุดลูกหูลูกตาแล้ว” หญิงสาวยืนพึมพำเบาๆ ก่อนจะเดินตรงดิ่งไปขึ้นลิฟต์ในตัวอาคารเพื่อขึ้นไปบนชั้นที่เธอต้องการ
ชั้นสาม
ฟางเซียนค่อยๆ เลือกหาหนังสือประวัติศาสตร์ของสมัยราชวงศ์ถังและต้องการอ่านหนังสือในรัชสมัยของถังเสวียนจงฮ่องเต้เป็นกรณีพิเศษ ด้วยเพราะความฝันเมื่อคืนทำให้เธออยากล่วงรู้อะไรบางอย่าง ความรู้สึกภายในบอกกับเธอว่า ทุกคนที่เห็นในความฝันล้วนแล้วแต่รู้จักทั้งสิ้น
“ประวัติศาสตร์ในรัชสมัยถังเสวียนจง มีบันทึกไว้ตั้งมากมายทำยังไงเราถึงจะรู้ว่าเลือกอ่านอะไรจึงจะถูกประเด็นตามที่เราอยากรู้กันนะ” หญิงสาวบ่นพึมพำอยู่เพียงคนเดียว
ร่างงามแบกหนังสือเล่มเขื่องเอาไว้หลายเล่มก่อนจะนำมาวางไว้บนโต๊ะหนังสือ พลางพิจารณาแต่ละเล่มที่มีความหนาหลายพันหน้าเลยทีเดียว
“โอ้โห หนาขนาดนี้หล่นมาทับหัวคงสลบเหมือดแน่ๆ ทั้งหนาทั้งหนักโคตรๆ ว่าแต่จะเริ่มต้นอ่านอะไรก่อนดีน้า” หญิงสาวพูดพร้อมยกหนังสือทีละเล่มมาอ่านชื่อเรื่อง โดยไม่ได้สังเกตหรือใส่ใจร่างสูงใหญ่ของใครบางคนกำลังทรุดกายลงนั่งตรงข้ามเธออยู่ในขณะนี้ มีเพียงกองหนังสือตรงหน้าเท่านั้นที่เป็นจุดสนใจเหนือกว่าสิ่งใด
ฟางเซียนใช้เวลาช่วงเช้าอ่านหนังสือตรงหน้าไปได้เกินครึ่ง หากแต่ไม่ใช่เรื่องราวที่เธอใคร่อยากรู้ มือเรียวสวยคว้าหนังสือเล่มอื่นๆ ที่วางซ้อนกันขึ้นสูงเพื่อพิจารณาอีกรอบว่าควรจะเลือกเล่มไหนไปอ่านดี
“จะยืมทั้งหมดนี้ไปอ่านก็ใช่ว่าจะมีข้อมูลที่เราอยากรู้ แต่ถ้าไม่ยืมจะรู้ได้ไงว่ามีสิ่งที่เราต้องการรู้หรือเปล่าเอาไงดีน้าฟางเซียน... คิดสิ... คิด” หญิงสาวรำพึงเบาๆ ก่อนจะได้ยินเสียงของชายหนุ่มฝั่งตรงข้ามเธอเอ่ยขึ้น
“ถ้าต้องการอ่านระบบราชการและการจัดกองทัพในรัชสมัย ถังเสวียนจง แนะนำให้อ่านหนังสือที่มีชื่อเรื่องว่าการสอบเข้ารับราชการในราชวงศ์ถัง ภายในนั้นมีรายละเอียดทั้งหมดที่อยากรู้ และถ้าต้องการอ่านเกี่ยวกับนางสนมนางใน แนะนำให้อ่านหนังสือเรื่องพระราชวังฉางอาน” ชายคนดังกล่าวเอ่ยบอกพร้อมส่งยิ้มละไมให้เธอ
เมื่อได้ยินเช่นนั้นฟางเซียนค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองบุรุษที่ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการเลือกหนังสือของเธอ ครั้นดวงตาคู่สวยเห็นใบหน้าหล่อเหลาของชายหนุ่มตรงหน้า หญิงสาวถึงกับชะงักงันไปชั่วขณะด้วยเพราะบุรุษตรงหน้าในขณะนี้ช่างเหมือนคนที่เธอรู้จักเสียนี่กระไร แต่เหตุใดเล่าจึงนึกไม่ออกว่าเหมือนใคร
“เอ่อ... ขอบคุณค่ะที่บอกรายละเอียดเกี่ยวกับหนังสือที่ฉันต้องการจะอ่าน... แต่ทำไมถึงทราบล่ะคะว่าฉันกำลังต้องการอ่านเรื่องอะไร” หญิงสาวพูดพร้อมมองใบหน้าของบุรุษที่นั่งอยู่ตรงข้ามเธออย่างพินิจพิเคราะห์
“ทำไมผู้ชายคนนี้เหมือนเราเคยรู้จักและเห็นเขาที่ไหนมาก่อนหว่า คุ้นหน้าคุ้นตาจังเลยแต่ทำไมถึงนึกไม่ออก” ฟางเซียนรำพึงอยู่ภายในใจ
ชายหนุ่มตรงหน้าเธอคลี่ยิ้มออกมาบางๆ ราวกับล่วงรู้ความในใจของหญิงสาวตรงหน้า ทว่าแลดูราวกับว่าชายตรงหน้าหาได้แปลกใจแต่อย่างใด ตรงกันข้ามเขากลับก้มศีรษะลงเล็กน้อยประหนึ่งยอมรับว่าเขาคือคนเธอเคยรู้จัก
“ใบหน้าของผมมีอะไรที่ทำให้คุณผู้หญิงต้องแปลกใจอย่างนั้นเหรอครับ” เขาเปิดฉากถามกลับไปเมื่อดวงตาคู่สวยของหญิงสาวยังคงมองเขาอยู่เช่นนั้น
และนั่นทำให้ฟางเซียนรู้สึกตัวขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินเขาถาม ก่อนจะคลี่ยิ้มแห้งๆ แก้อาการขัดเขินที่จ้องมองผู้ชายตรงหน้าชนิดที่ไม่วางตาเลยทีเดียว แต่ที่จ้องไม่ใช่เพราะความหล่อเหลาของเขาแต่เป็นเพราะผู้ชายตรงหน้าเหตุใดจึงมีความรู้สึกคุ้นเคยและรู้จักเขามาก่อนเสียนี่กระไร
“เอ่อ... ขอโทษค่ะที่เผลอจ้องหน้าคุณอย่างเสียมารยาท บังเอิญว่าคุณเหมือนกับคนที่ฉันเคยรู้จักแต่ก็ไม่รู้ว่าคนๆ นั้นเป็นใครเหมือนกัน แต่ฉันมีความรู้สึกว่ารู้จักคุณมานานมากกกก” หญิงสาวลากเสียงยาวตอบกลับไปตามความเป็นจริง
บุรุษหนุ่มตรงหน้านั่งมองหญิงสาวอยู่เช่นนั้นนิ่งนาน ใบหน้าหล่อเหลาส่งยิ้มให้ออกมาบางๆ เมื่อได้ยินเธอบอกกับเขาเช่นนั้น
“ผมเหมือนเขามากอย่างนั้นเลยเหรอ” เขากล่าวย้ำเสียงหนัก
ฟางเซียนพยักหน้าขึ้นลงติดๆ กันเป็นการยอมรับ
“ทำไมจู่ๆ เราก็จำความฝันเมื่อคืนไม่ได้ขึ้นมาเสียเฉยๆ นะ ก่อนจะมาห้องสมุดยังจำได้อยู่เลยแปลกจริงๆ แล้วทำไมถึงมีความรู้สึกว่าผู้ชายคนนี้คุ้นหน้าคุ้นตาจัง แต่จะว่าไปความรู้สึกไม่ใช่ความจริงสักหน่อย จะไปจริงจังอะไรกันหนักกันหนาฟางเซียน” เธอรำพึงอยู่ภายในใจก่อนจะต้องตกใจเมื่อจู่ๆ ผู้ชายตรงหน้าเธอกลับกล่าวคำที่ทำให้เธอถึงกับนิ่งงันไปเลยทีเดียว
“ความรู้สึกแม้ว่าไม่ใช่ความจริง แต่ถ้าความรู้สึกคุ้นเคยจนสามารถที่จะระบุตัวตนจนเห็นแจ่มชัด จากความรู้สึกที่สัมผัสได้จะกลายเป็นความฝัน และฝันนั้นก็คือเรื่องจริงในอดีตที่ผ่านกาลเวลามาอย่างยาวนานเป็นการย้ำเตือนอีกฝ่ายให้ได้จดจำ การรอคอยของบุรุษที่ตั้งจิตอธิษฐานไว้ว่าจะติดตามคนที่เขาเฝ้ารอคอยทุกเวลา ทุกวินาที ทุกชั่วโมงจะผ่านไปนานกี่ร้อยปีหรือกี่พันปี ดวงจิตและดวงวิญญาณยังคงจดจำคำสัญญานั้นไม่เปลี่ยนแปลง”
“พรึ่บ!” ถ้อยคำของผู้ชายตรงหน้าทำให้ฟางเซียนถึงกับขนลุกตั้งชัน และจากคำพูดของเขาทำให้เธอเริ่มกลัวในสิ่งที่เขาพูดขึ้นมาทันที
“เอ่อ... ฉัน...” หญิงสาวได้แต่อึกอักยังมิทันกล่าวสิ่งใดออกมาอีก
จู่ๆ ผู้ชายตรงหน้าเธอก็ลุกขึ้นยืนจนเต็มความสูง ซึ่งเขาตัวใหญ่โตไม่ใช่เล่นเลยทีเดียว คะเนว่าไม่ต่ำกว่าร้อยเก้าสิบเซนติเมตร มิหนำซ้ำไม่ได้มีรูปร่างบางผอมเพรียวแต่อย่างใดหากแต่สูงทะมึนบึกบึนน่าเกรงขามและน่ากลัวเสียเหลือเกิน ใบหน้าเรียบเฉยเย็นชา มันน่ากลัวมากกว่าจะน่ามองยังไงก็ไม่รู้
“ผมขอตัวกลับก่อนนะครับ แล้วจะมาคุยด้วยใหม่ อีกอย่างถ้าคุณอยากรู้รายละเอียดเกี่ยวกับสิ่งเร้นลับในรัชสมัยถังเสวียนจงฮ่องเต้ ไปที่ตู้หนังสือใบสุดท้าย ชั้นที่สี่แถวกลาง หลังตู้ไม้นั้นมีช่องลับให้เลื่อนบานไม้ออกจะเห็นหีบไม้ภายในนั้นบรรจุของบางอย่างที่จะนำคุณไปสู่ฉางอาน เมื่อเห็นหีบนั้นแล้วทุกสิ่งทุกอย่างจะบอกด้วยตัวของมันเอง แล้วเราจะได้พบกันอีกครั้งลี่เซียน!” ประโยคสุดท้ายจู่ๆ ผู้ชายตรงหน้าเอ่ยชื่อของผู้หญิงในความฝันออกมาได้ยินอย่างชัดเจน
ฟางเซียนถึงกับนิ่งงันไปทันทีมองแผ่นหลังของชายคนดังกล่าวกำลังเดินออกไปจากโต๊ะที่กำลังนั่ง ใบหน้าสวยหันกลับไปมองตู้ใบสุดท้ายตามที่เขาบอกก่อนจะหันกลับมามองเขาอีกครั้ง
“เฮ้ย!... หายไปแล้ว... คนอะไรทำไมถึงได้เดินเร็วขนาดนี้... เมื่อกี้ยังเห็นเดินอยู่ตรงหน้าอยู่เลย... ทำราวกับว่าหายตัวได้หรือว่าเราตาฝาด... ไม่ใช่สิ ตาไม่ฝาดสักหน่อย... เมื่อกี้เขาเป็นคนชัดๆ ผีที่ไหนจะโผล่มาตอนกลางวันแสกๆ แบบนี้เป็นไปไม่ได้หรอก นี่มันคือโลกแห่งศตวรรษที่ 21 นะไม่ใช่ยุคอดีตสมัยโบราณหลายพันปีก่อนเสียที่ไหนกันเล่า” หญิงสาวสะบัดศีรษะตัวเองไปมาอย่างแรงเพื่อขับไล่ความมึนงง
ใบหน้าสวยหันกลับไปมองตู้ใบสุดท้ายตามคำกล่าวของบุรุษแปลกหน้าที่บอกเธอเป็นปริศนาดั่งเขาวงกตก็ว่าได้ ร่างงามค่อยๆ ลุกขึ้นจากเก้าอี้พลางก้าวเดินไปยังตู้ใบสุดท้ายเพื่อทดสอบว่าคำพูดของชายแปลกหน้าคนนั้นเป็นจริงอย่างที่พูดหรือไม่
“เราไม่ได้งมงายแต่กำลังจะพิสูจน์ว่าสิ่งที่ผู้ชายคนนั้นพูดกับเรามันคือเรื่องจริงไม่ใช่เรื่องโจ๊กมาล้อกันเล่น” ฟางเซียนเดินไปรำพึงไปตลอดทางที่ก้าวเดินไปยังตู้ใบสุดท้ายที่ตั้งอยู่ในมุมมืดและไร้ผู้คนเดินผ่าน
ภายในตู้ดังกล่าวเต็มไปด้วยหนังสือเก่ามากมาย และถ้าหากเป็นหนังสือในยุคโบราณของจริงจะถูกนำไปเก็บรักษาในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ แต่จะมีการคัดลอกของเลียนแบบเพื่อจัดแสดงไว้ในห้องพิพิธภัณฑ์ของมหาวิทยาลัยเพื่อสอนนักศึกษาในภาควิชาประวัติศาสตร์และโบราณคดี
ร่างระหงหยุดยืนหน้าตู้หนังสือก่อนจะใช้มือเรียวเริ่มต้นควานหาหลังตู้ไม้พร้อมใช้มือสัมผัสกับแผ่นไม้ไปตลอดทาง ก่อนจะหยุดชะงักเมื่อนิ้วเรียวของเธอสัมผัสแผ่นไม้หลังตู้ไม่เสมอกันเข้าให้แล้ว ก่อนจะใช้มือหยิบหนังสือที่วางเรียงอยู่ตรงหน้ามาถือไว้ในมืออีกข้าง จนเผยให้เห็นแผ่นไม้หลังตู้ช่วงกลางไม่เรียบเนียนดั่งที่ควรจะเป็น
“เอาแล้วไง! แผ่นไม้หลังตู้ไม่เรียบเนียนแบบนี้ จะมีของซ่อนอยู่หลังตู้จริงๆ หรือนี่” หญิงสาวพึมพำกับตัวเองก่อนจะออกแรงใช้มือพยายามเลื่อนรอยต่อไปข้างใดข้างหนึ่งแต่ผลก็คือยังคงไม่มีอะไรเกิดขึ้น ซึ่งเธอออกแรงเลื่อนแผ่นไม้ดั่งกล่าวอยู่นานเกือบสิบหานาที
“โอ๊ย! มันคงไม่มีอะไรหลังตู้หรอกกระมัง จะบ้าตาย... ทำไมถึงได้เชื่อคนง่ายเป็นตุเป็นตะแบบนี้นะฟางเซียน” หญิงสาวบ่นพึมพำก่อนจะวางหนังสือที่เธออุ้มอยู่อีกข้างนำไปเรียงไว้ตามเดิม
“แกร๊ก!” ปลายนิ้วสะกิดไปโดนรอยต่อด้านล่างจนเผยให้เห็นช่องว่างเลื่อนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
“เฮ้ย! ช่องลับ!” ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างเมื่อเห็นช่องลับเปิดแง้มขึ้น เธอใช้นิ้วเรียวดันแผ่นไม้ให้เลื่อนขึ้นจนกระทั่งสุดแผ่นไม่สามารถเลื่อนขึ้นได้อีก
ร่างระหงค่อยๆ ก้าวถอยหลังออกมายืนมองสิ่งที่อยู่ด้านใน ซึ่งเธอเห็นหีบไม้วางอยู่ภายในนั้นตามคำกล่าวของผู้ชายแปลกหน้าไม่ผิดเพี้ยน
“มีจริงๆ ด้วย สิ่งที่ผู้ชายคนนั้นบอกเรามันมีอยู่จริงหรือนี่” ในเวลานี้ฟางเซียนแทบไม่อยากเชื่อเลยว่าจะมีช่องลับซ่อนเร้นของบางอย่างเอาไว้หลังตู้จริงๆ
ทันใดนั้นเอง
“เก็บหีบใบนั้นให้ติดกายเจ้าตลอดเวลา เพราะมันเป็นสิ่งจำเป็นเมื่อไปฉางอาน” เสียงปริศนากระซิบแผ่วอยู่ชิดริมหูของหญิงสาวจนเธอต้องหันกลับไปมองรอบตัวว่ามีใครอยู่ในบริเวณนั้น
“สะ... เสียงใคร... ในบริเวณนี้ก็ไม่มีใครเลยนอกจากเรา นี่เราหูฝาดหรือได้ยินจริงๆ กันแน่ๆ” ฟางเซียนกล่าวพร้อมกลืนน้ำลายลงคอ ด้วยกำลังตัดสินใจว่าควรจะหยิบไปดีหรือไม่นั่นเอง หญิงสาวยืนนิ่งมองสิ่งที่อยู่ภายในช่องลับหลังตู้หนังสืออยู่เช่นนั้นนิ่งนาน ก่อนจะตัดสินใจเด็ดขาด
“เอาก็เอาเป็นไงเป็นกัน ถ้าเป็นของโบราณเราก็นำไปให้กองโบราณคดีและประวัติศาสตร์จีนไปเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์ มันคงไม่มีอะไรหรอกมั้ง” หญิงสาวพูดพร้อมตัดสินใจเดินเข้าไปจนชิดตู้พร้อมเอื้อมมือหยิบหีบไม้โบราณดังกล่าวออกจากช่องลับหลังตู้หนังสือทันที
“แวบบบบ!!!” ทันทีที่มือเรียวสัมผัสกับหีบไม้โบราณ แสงสว่างเจิดจ้ามิรู้มาจากแห่งหนใด สว่างวาบจนไม่สามารถมองด้วยตาเปล่า พร้อมๆ กับร่างระหงของฟางเซียนล้มลงหมดสติไปที่พื้นห้องทันที โดยมีหีบไม้โบราณอยู่ในมือเรียวซึ่งเธอกอดเอาไว้แนบอก
หีบไม้โบราณดังกล่าวค่อยๆ เลือนหายไปชั่วพริบตา ก่อนจะมาปรากฏอยู่ในมือของหญิงสาวซึ่งนั่นก็คือดวงวิญญาณของฟางเซียนนั่นเอง เธอกำลังยืนมองร่างของตัวเองที่นอนหมดสติอยู่ตรงหน้าด้วยความมึนงงและสับสนไปหมดก่อนจะก้มลงมองเมื่อในมือปรากฏหีบไม้โบราณอยู่ในขณะนี้
“นี่... นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับเรา... ทำไมเรายืนอยู่ตรงหน้าและก็นอนอยู่ตรงนั้นด้วยนี่มันหมายความว่ายังไงกัน ทำไมถึงเป็นแบบนี้!” หญิงสาวพึมพำแต่เพียงผู้เดียวในโลกแห่งวิญญาณ
ทันใดนั้นเอง หีบไม้โบราณก็ถูกเปิดออกเอง เผยให้เห็นบางสิ่งที่อยู่ภายในนั้นก็คือชิ้นส่วนของกระดองเต่าที่สลักด้วยตัวอักษรเจี่ยกู่เหวิน[3] เป็นอักษรจีนโบราณในสมัยยุคสร้างแผ่นดินจีน และภายในหีบโบราณยังมีจารึกโบราณที่เขียนลงบนลำไผ่แต่ละแผ่นทั้งแคบและยาวโดยมีเชือกหนังวัวนำมาเรียงร้อยมัดติดกันเอาไว้และม้วนอยู่ในหีบไม้โบราณ ซึ่งของทั้งสองสิ่งหากนับอายุตั้งแต่สร้างแผ่นดินจีนในสมัยโบราณจนถึงปัจจุบันมันช่างผ่านกาลเวลาอันยาวนานมานับหลายพันปีเลยทีเดียว
“นี่มันกระดองเต่าที่นิยมจารึกคำเสี่ยงทายและเรื่องราวต่างๆ บนกระดูกสัตว์ในราชวงศ์ซาง หีบไม้นี่มีของโบราณหลายพันปีอยู่ในนี้เหรอเนี่ยไม่น่าเชื่อเลย”
ด้วยความอยากรู้อยากเห็นประกอบกับเป็นคนชอบอ่านหนังสือทุกชนิดจนเป็นชีวิตจิตใจ ดวงวิญญาณของฟางเซียนเอื้อมมือหมายหยิบกระดองเต่าโบราณที่จารึกคาถาโบราณบางอย่างเอาไว้เพื่อนำขึ้นมาพิจารณาในระยะใกล้ชิดด้วยความอยากรู้
ทันใดนั้นเอง
“พรึ่บบบบ” ทันทีที่มือเรียวของหญิงสาวสัมผัสกับกระดองเต่าที่จารึกอักษรโบราณ ดวงวิญญาณของเธอถูกดูดเข้าไปภายในกระดองเต่าที่สลักคาถาโบราณนั้นเอาไว้อย่างรวดเร็ว ท่ามกลางเสียงหวีดร้องด้วยความตกใจสุดขีดของเธอ
“ช่วยด้วย! ใครก็ได้ช่วยฉันที! ช่วยด้วยยยย!!!” หญิงสาวร้องขอความช่วยเหลือดังกึกก้องไปทั่วโลกแห่งวิญญาณ ทว่าหามีผู้ใดช่วยเหลือเธอได้แม้แต่น้อย ก่อนจะเงียบงันเมื่อดวงวิญญาณล่องลอยหายเข้าไปกระดองเต่าดั่งคำจารึกคาถาโบราณนั้น เพราะนี่คือชะตาฟ้าลิขิตจากสรวงสวรรค์ มีพระบัญชาให้หวังฟางเซียนกลับไปในอดีตกาลอีกครั้ง โดยที่เธอไม่ล่วงรู้เลยว่า กระดองเต่าที่จารึกคาถาโบราณนั้นได้ระบุเอาไว้ว่า
“โชคชะตาจะพลิกผัน หากแม้นผู้ใดแตะต้องจารึกโบราณ จากอดีตกาลสู่อนาคต จากอนาคตสู่อดีตกาล แม้นร่ายคาถาดั่งตามรอยจารึกทุกสิ่งที่ตายจะฟื้นคืนกลับมาอีกครั้งและคงอยู่เป็นอมตะชั่วนิจนิรันดร์”
และนี่คือจารึกโบราณซึ่งเป็นคาถาสุดยอดที่บรรดาองค์จักรพรรดิแห่งแผ่นดินมังกรเฝ้าเพียรติดตามเพื่อเอาชนะกับความตาย เพื่อสถิตอยู่คู่กับแผ่นดินและเป็นอมตะไปตลอดกาล ซึ่งไม่เคยมีใครล่วงรู้เลยว่าจารึกโบราณที่เต็มไปด้วยเวทมนตร์คาถาศักดิ์สิทธิ์ถูกเขียนลงบนลำไผ่ที่ม้วนอย่างเป็นระเบียบ นอนสงบนิ่งอยู่ภายในหีบโบราณดังกล่าว ซึ่งในสมัยอดีตกาลถูกซ่อนเร้นไว้ในหอสมุดของพระราชวังฉางอานในยุคอดีต โดยมีตระกูลจ้าวเป็นผู้รักษาดูแลความลับสุดยอดนี้ ห้ามเปิดเผยให้ผู้ใดล่วงรู้ไม่เว้นแม้แต่องค์จักรพรรดิ
ท่ามกลางความเงียบงันในโลกแห่งวิญญาณ บัดนี้แสงสว่างเจิดจ้าที่ค่อยๆ เลือนหายไป ทำให้ผู้คนที่อยู่ภายในห้องสมุดต่างมองมาที่จุดเดียวกันนั้นก็คือตู้หนังสือใบสุดท้ายที่บัดนี้มีร่างของหญิงสาวแรกรุ่นนอนไม่ได้สติอยู่กับพื้น และที่สำคัญตู้หนังสือที่เคยมีช่องลับเก็บของมีค่าเอาไว้ภายในกลับเลือนหายไปชั่วพริบตาราวกับว่าไม่เคยมีช่องลับนั้นมาก่อน แม้แต่หีบไม้โบราณที่เคยอยู่ในมือของหญิงสาวซึ่งหมดสติไปทั้งๆ ที่ยังกอดหีบไม้โบราณเอาไว้แนบอกอยู่เช่นนั้นกลับไม่ปรากฏอีกเลยราวกับว่าไม่มีสิ่งมีค่าดังกล่าวปรากฏอยู่ในโลกปัจจุบันอีกต่อไป ความวุ่นวายจึงบังเกิด ห้องสมุดที่รวมสรรพวิชามากมายเต็มไปด้วยผู้คนวิ่งพล่านเพื่อช่วยเหลือหญิงสาวแสนสวยจนแลดูอลหม่านไปหมด