ตอน 1

คริสต์ศักราช 2018

เที่ยวบินปักกิ่ง-ตุนหวง

เมืองตุนหวงตั้งอยู่ในเขตมณฑลกานซู่ ซึ่งอยู่แถบทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของจีน บริเวณนี้มีการตั้งหลักปักฐานมาตั้งแต่ยุคสมัยราชวงศ์ฮั่น และมีประวัติศาสตร์อันยาวนานมาประมาณ 2,000 ปี เดิมถูกเรียกว่าเมืองสีทอง เป็นทางผ่านที่สำคัญของเส้นทางสายไหมในยุคโบราณ และถูกป้องกันการรุกรานจากชนเผ่านอกด่านด้วยกำแพงเมืองจีน

เขตตุนหวงอยู่ใกล้กับทะเลทรายดังนั้นสภาพอากาศในเวลากลางวันจึงร้อนระอุ หากแต่ในเวลากลางคืนจะหนาวจัดและจะมีหิมะตกในทะเลทรายเมื่อถึงฤดูหนาว ภายในบริเวณแผ่นดินสีทองเหลืองอร่าม กินเนื้อที่เป็นอาณาบริเวณอย่างกว้างขวาง มองไปแห่งหนใดเห็นแต่เม็ดทรายร้อนระอุไกลจนสุดฟากฟ้าและสุดเอื้อมสายตาเลยทีเดียว

แผ่นดินแห้งแล้ง ร้อนระอุเต็มไปด้วยความร้อนที่แผดเผากลางทะเลทราย และภายใต้ความแห้งแล้งของแผ่นดินสีทองดังกล่าว ใจกลางทะเลทรายมีทะเลสาบพระจันทร์ซึ่งมีรูปร่างคล้ายพระจันทร์เสี้ยวปรากฏอยู่ และอยู่มานานนับหลายพันปี ในอดีตกาลทะเลสาบดังกล่าวถูกผู้คนในยุคสมัยโบราณเรียกว่าบึงพระจันทร์

ทะเลสาบพระจันทร์เสี้ยวมีชื่อภาษจีนว่า เย่ว์หยาเฉวียน ตั้งอยู่ณ.เมืองตุนหวง มณฑลกานซู บริเวณทางภาคตะวันตกของจีน ลักษณะของทะเลสาบมีรูปร่างคล้ายพระจันทร์เสี้ยว ถูกล้อมรอบด้วยเนินทราย

และอีกหนึ่งความน่าสนใจของสถานที่แห่งนี้นั่นก็คือ ปรากฎการณ์พิเศษของทิศทางกระแสลม ซึ่งจะไม่พัดลงล่าง กลับพัดขึ้นบนเสมอ ทรายจึงไม่ทับถมแหล่งน้ำ ตามหลักทฤษฎีกลศาสตร์อากาศ ทะเลสาบพระจันทร์เสี้ยวจึงไม่ถูกกลืนหายไป ท่ามกลางเนินทรายสูงประหนึ่งขุนเขาสูง

เมืองตุนหวง ตั้งอยู่ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของมณฑลกานซู ทางภาคตะวันตกของจีน เป็นเมืองวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ที่มีชื่อเสียงของจีน ตั้งอยู่บนเส้นทางสายไหมและยังเป็นเส้นทางคมนาคมสำคัญจากจีนไปยังเขตซีอวี้ เอเชียกลางและยุโรป และเคยเป็นชุมทางการค้าที่เจริญรุ่งเรืองในอดีต

ตุนหวง ในฐานะเป็นมรดกวัฒนธรรมที่ล้ำค่าแห่งหนึ่งในโลกของจีน ไม่เพียงแต่เป็นจุดแวะพักสำคัญแห่งหนึ่งบนเส้นทางสายไหม ยังเป็นแหล่งบรรจบที่มีความสำคัญของอารยธรรมจีนกับอารยธรรมตะวันตก ตุนหวงลือชื่อในด้านถ้ำหินตุนหวงกับงานจิตรกรรมผนังถ้ำตุนหวง ซึ่งเป็นที่ตั้งของมรดกโลก เช่น ถ้ำมั่วเกาคู ด่านอวี้เหมินกวน และด่านหยังกวนของกำแพงเมืองจีนในสมัยราชวงศ์ฮั่น

แม้ว่าจะมีดินแดนที่ติดทะเลทรายก็ตามแต่ท่ามกลางเนินทรายสูงและอากาศที่ร้อนระอุ กลับมีสถานที่ท่องเที่ยวเกิดขึ้นมากมายอยู่ภายในเขตเมืองตุนหวง นอกจากทะเลสาบพระจันทร์แล้วยังมี ถ้ำมั่วเกา ซึ่งได้ถูกสร้างขึ้นในสมัย “เฉียนฉินแห่งสิบหกประเทศ” ราวๆ ค.ศ.300-400

และได้ผ่านมาหลายยุคหลายสมัยตั้งแต่ยุค 16 ประเทศ (ช่วงสามก๊กตอนปลาย) , เป่ยเฉา, สุ่ย, ถัง, ห้าราชวงศ์, ซีเซี่ย, หยวน (มองโกล) ได้มีการก่อสร้าง และทำนุบำรุง มาไม่อย่างหยุดหย่อนทำให้ขนาดของสถานที่นี้มีขนาดใหญ่มาก ปัจจุบันมีถ้ำอยู่ถึง 492 แห่งและมีภาพฝาผนัง 45000 ตารางเมตร รูปปั้นดินลงสี 2415 องค์ ถือเป็นสถานที่เก็บวัตถุโบราณล้ำค่าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกเลยทีเดียว

นอกจากนี้ยังมีเนินทรายหมิงซาซาน เทือกเขาทะเลทรายที่มีความยาวจากทิศตะวันออกไปยังทิศตะวันตก 40 กิโลเมตร จากทิศเหนือไปทิศใต้ 20 กิโลเมตร ยอดเขามีความสูงประมาณ 100 เมตร ทรายมีสีสันต่างกัน 5 สี คือ สีแดง เหลือง เขียว ขาว ดำ ที่มาของภูเขาหมิงซาซานแปลว่าภูเขาทรายร้องไห้

ตามตำนานเล่าว่าเคยมีกองทัพ 2 กองทัพกำลังสู้รบกันอยู่และในขณะนั้นได้เกิดพายุทรายพัดกระหน่ำ จึงทำให้ทั้ง 2 กองทัพถูกฝังทั้งเป็นภายใต้กองทราย ปัจจุบันภูเขาหมิงซาซานเป็นจุดท่องเที่ยวที่สำคัญของเมืองตุนหวง สามารถขี่อูฐชมทะเลทรายที่กว้างใหญ่ เดินตามกันเป็นทิวแถวไปตามสันทรายที่โค้งไปมา ภูเขาทรายดูเป็นประกายเมื่อต้องแสงอาทิตย์ตัดกับฟ้าสวยสีครามใสจนทำให้ประทับใจไม่รู้ลืมเลยทีเดียว

ว้าว! เสียงอุทานดังออกมาจากร่างของหญิงสาวใบหน้าสวยคม ดวงตาหวานซึ้งเมื่อเธออ่านรายละเอียดผ่านทางหน้าจอมือถือเกี่ยวกับความเป็นมาของเมืองที่เป็นจุดหมายปลายทางของการเดินทางมาในครั้งนี้ของเธอ

“ไม่น่าเชื่อเลยว่าตุนหวงจะมีสถานที่เที่ยวไม่แพ้เมืองอื่นๆ เลย ถึงแม้ว่าจะเป็นเมืองที่อยู่ติดกับทะเลทรายแต่กลับมีสถานที่เที่ยวแปลกตาและไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้นได้ในสถานที่ทั้งแห้งและร้อนแทบบ้าแบบนั้น ว่าแต่พี่สามอยู่ในเมืองนี้ได้มาตั้งนานสองนาน มันก็จะต้องมีอะไรพิเศษอย่างแน่นอนเพราะคนอย่างพี่สามไม่มีทางลงที่จะทุนอะไรและต้องพบกับการขาดทุนเป็นแน่”หญิงสาวครุ่นคิดอยู่ภายในใจ

มือเรียวทัชหน้าจอปิดการทำงานของมือถือ ก่อนจะเริ่มสังเกตเห็นว่าเบาะนั่งที่อยู่ติดกับเธอฝั่งทางเดินนั้นกลับว่างเปล่า ไม่มีผู้โดยสารมานั่งประจำแต่อย่างใด

“ที่นั่งติดกับเราว่างอย่างนั้นเหรอ แต่ตอนเรากำลังซื้อตั๋วเครื่องบินเจ้าหน้าที่บอกว่าที่นั่งเบาะนี้มีคนซื้อที่นั่งตรงนี้ไปแล้วไม่ใช่เหรอ”หญิงสาวพึมพำอย่างสงสัย ก่อนจะเหลือบสายตาเห็นร่างอรชรอ้อนแอ่นของพนักงานต้อนรับบนเที่ยวบินกำลังเดินตรงมาที่หญิงสาว ราวกับล่วงรู้ว่าลี่ย่ากำลังขอความช่วยเหลือ

“คุณผู้หญิงมีอะไรให้ช่วยไหมคะ”พนักงานคนดังกล่าวเอ่ยถามทันทีที่เดินมาถึง

“แหม...เหมือนมีญาณวิเศษเลยว่าเรากำลังจะถามอะไรพอดีเลย”หญิงสาวรำพึงในใจก่อนจะเอ่ยขึ้น

“ที่นั่งตรงเบาะนี้คนที่ซื้อตั๋วตกลงไม่มานั่งแล้วเหรอคะ”หญิงสาวถามด้วยความอยากรู้

พนักงานต้อนรับคนดังกล่าวระบายยิ้มออกมาบางๆ ก่อนจะเอ่ยตอบกลับมา

“ที่นั่งตรงนี้ไม่มีคนนั่งแล้วค่ะ เลื่อนตั๋วการเดินทางไปเป็นพรุ่งนี้แทน ก็เลยทำให้ที่นั่งตรงนี้ว่างลง”

อ่อ...เสียงที่บ่งบอกว่าเข้าใจถึงสาเหตุดังกล่าวนั้นยาวออกมาในลักษณะยานคางก่อนจะเอ่ยขึ้น

“ขอบคุณมากนะคะ ถ้าเช่นนั้นเบาะนั่งว่างแบบนี้จะได้วางของใช้ส่วนตัวที่นำติดตัวมาได้ ไม่ต้องเอาไปเก็บไว้ด้านบน”หญิงสาวบอกกลับไป

“ตามสบายเลยค่ะ คุณผู้หญิงต้องการให้นำสัมภาระจากช่องเก็บด้านบนมาวางไว้บนเบาะเลยไหมคะ”พนักงานคนดังกล่าวพูดพลางส่งยิ้มให้อย่างเป็นมิตร

“ต้องการอย่างมากเลยค่ะ ขอบคุณมากๆ เลยนะคะ”หญิงสาวกล่าวขอบคุณด้วยความดีใจพร้อมยกสองมือรับสัมภาระของเธอจากพนักงานต้อนรับ นำมาวางไว้บนเบาะนั่งก่อนจะเอ่ยขึ้นอีกครั้ง

“ขอบคุณนะคะที่ช่วย”เธอกล่าวขอบคุณกลับไปพร้อมร่างสูงโปร่งของพนักงานต้อนรับก้าวเดินต่อไปเพื่อคอยดูแลผู้โดยสารคนอื่นๆ หลังจากช่วยเหลือหญิงสาวเป็นที่เรียบร้อย

ท่ามกลางรอยยิ้มแย้มเยือนของหญิงสาว เริ่มทยอยนำกระเป๋าเป้และกระเป๋าใส่โน๊ตบุ้คนำมาจัดเรียงวางไว้บนเบาะนั่งให้เรียบร้อยก่อนจะเหลือบสายตาไปเห็นสร้อยหยกสีขาวที่ห้อยคล้องติดอยู่กับตะขอซิปกระเป๋าใส่โน๊ตบุ้คปรากฏอยู่ตรงหน้าหญิงสาวอยู่ในเวลานี้

“เฮ้ย! สร้อยหยกสีขาวของใครกันเนี่ย...ทำไมมาห้อยอยู่ในกระเป๋าใส่โน๊ตบุ้คของเราได้อย่างไง”เธอพูดพลางยกมือเกาศีรษะของตัวเอง ก่อนจะเอื้อมมือปลดสร้อยหยกที่ห้อยอยู่กับกระเป๋าใส่โน๊ตบุ้คพร้อมนำขึ้นมาสำรวจตรวจตราอย่างละเอียดถี่ถ้วน

“ตัวสร้อยก็เป็นหยกสีขาวแผ่นหยกก็สีขาว รูปร่างแบบนี้น่าจะเป็นเพราะหยกถูกแบ่งออกเป็นสองชิ้นเสียมากกว่าแตกหักเอง เพราะว่าส่วนที่ถูกแบ่งออกไปนั้นเรียบเนียนเสมอกันทักส่วนเลย น่าจะถูกแบ่งออกจากกันด้วยความตั้งใจให้เป็นสองชิ้นเสียมากกว่า ว่าแต่ตัวอักษรที่แกะอยู่บนหยกอ่านไม่ออกเลยแฮะ ดูคล้ายตัวอักษรโบราณ”หญิงสาวพูดพลางจับจ้องแผ่นหยกที่มีเพียงครึ่งซีกอยู่บนมือพร้อมกับภาพบางอย่างจู่ๆ ก็ปรากฏขึ้นมาให้เห็น

พรึบ! ภาพเบื้องหน้าคือท้องทะเลทรายอันเวิ้งว้างจนสุดลูกหูลูกตาปรากฏออกมาให้เห็น ก่อนจะแปรเปลี่ยนกลายเป็นเมืองโบราณที่ไหนสักแห่ง ซึ่งลี่ย่าเองก็ไม่อาจรู้ได้ แต่ภาพที่เห็นอยู่ในเวลานี้เต็มไปด้วยกลุ่มควันขาวและเปลวเพลิงสีส้มแสด และบริเวณพื้นดินปรากฏศพมากมายทั้งชาย หญิง คนชราและไม่เว้นแม้กระทั่งเด็กทารกนอนตายเกลื่อนเมือง

พรึบ! ภาพดังกล่าวดับวูบลงไปโดยพลันพร้อมเสียงบ่นพึมพำดังลอดออกมาเบาๆ

ตอน 2

“เฮ้ย! ทำไมจู่ๆ ก็เห็นภาพบ้านเมืองของคนโบราณ มิหนำซ้ำยังเห็นคนตายเกลื่อนไปทั่วทั้งเมืองแบบนั้นขึ้นมาได้นะ แปลกจริงๆ เลย”หญิงสาวพูดพลางส่ายศีรษะของตัวเองไปมาติดต่อกัน

โทรศัพท์มือถือที่อยู่ในมือถูกเก็บใส่ลงในกระเป๋าหน้าของกางเกงยีนที่เธอกำลังสวมอยู่บนเรือนร่างงาม หญิงสาวยังคงถือสร้อยหยกที่กำลังถืออยู่ในเวลานั้นพลางชะเง้อมองหาพนักงานต้อนรับคนดังกล่าวที่เพิ่งเดินผ่านไปเมื่อครู่เพื่อต้องการจะบอกว่าสร้อยหยกนี้ไม่ใช่ของหญิงสาวไม่รู้ว่าเหตุใดจึงมาห้อยคล้องอยู่กับกระเป๋าโน๊ตบุ้คของเธอได้อย่างไรกัน

ทว่าจนแล้วจนรอดพนักงานต้อนรับคนดังกล่าวก็ไม่ยอมเดินกลับออกมาเสียที ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าตอนที่กำลังคุยกันอยู่เมื่อครู่ที่ผ่านมาลี่ย่าอ่านป้ายชื่อของพนักงานคนดังกล่าว จึงทำให้ล่วงรู้ว่ามีชื่อแซ่อะไรก่อนจะรีบเอ่ยถามกับพนักงานต้อนรับที่คอยให้บริการอยู่ในเวลานั้น ที่กำลังเข็นเครื่องดื่มนำมาแจกจ่ายให้กับผู้โดยสาร ก่อนจะมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเธอพร้อมเอ่ยถามหญิงสาวกลับไป

“คุณผู้หญิงต้องการเครื่องดื่มอะไรดีค่ะ”พนักงานต้อนรับเอ่ยถามหญิงสาว

“ขอกาแฟร้อนค่ะ...เออ...”ลี่ย่าบอกความต้องการของเธอออกไปและหยุดลงไปชั่วขณะก่อนจะเอ่ยขึ้น

“เออ...ขอโทษนะคะคือพี่พนักงานต้อนรับที่มีชื่อว่าหวังเจียอี ไปไหนเสียแล้วละคะ พอดีมีเรื่องต้องการสอบถามกับพี่เขาหน่อยค่ะ”เธอถามกลับไป

ในขณะที่พนักงานต้อนรับคนดังกล่าวที่กำลังเทน้ำสีดำใส่ลงในถ้วยกาแฟ ขมวดคิ้วงามของเธอเข้าหากันทันใดครั้นได้ยินหญิงสาวตรงหน้าเอ่ยถามเช่นนั้น

“เที่ยวบินนี้ของเราไม่มีพนักงานต้อนรับที่มีชื่อว่าหวังเจียอี ทำหน้าที่ประจำเครื่องบินลำนี้เลยนะคะคุณผู้หญิง เข้าใจอะไรบางอย่างผิดพลาดหรือเปล่าคะ”กล่าวพร้อมวางถ้วยกาแฟลงบนพนักวางสำหรับวางอาหารและเครื่องดื่มตรงหน้าหญิงสาวสวย

ครั้นหญิงสาวได้ยินคำตอบดังกล่าวเช่นนั้นถึงกับมีอาการงงงันขึ้นมาทันใด

“มะ..ไม่...ไม่มีพนักงานที่ชื่อหวังเจียอี มากับเที่ยวบินนี้จริงๆ เหรอคะ”หญิงสาวถามย้ำเพื่อความแน่ใจ

“เป็นความจริงค่ะคุณผู้หญิง ไม่มีพนักงานต้อนรับชื่อนี้มากับเที่ยวบินนี้แน่นอนค่ะ ไม่ทราบว่ามีความเสียหายเกิดขึ้นกับคุณผู้หญิงหรือเปล่าค่ะ”พนักงานต้อนรับคนดังกล่าวถามกลับมาด้วยความอยากรู้

และคำถามดังกล่าวทำให้ลี่ย่าปิดเปลือกตาลงทันใดด้วยเพราะรู้สึกมึนงงและสับสนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเธออย่างยิ่งยวด ท่ามกลางอาการแปลกใจของพนักงานต้อนรับที่กำลังให้บริการเธออยู่ในเวลานั้น

“คุณผู้หญิงเป็นอะไรไปหรือเปล่าคะ”เสียงถามดังแทรกขึ้นพร้อมเปลือกตาที่ของลี่ย่าค่อยๆ เปิดขึ้นมาอย่างช้าๆ ก่อนจะเอ่ยตอบกลับไป

“อะ..เออ...ไม่ได้เป็นอะไรค่ะ กำลังคิดทบทวนอยู่ว่าสมองคงจะจำอะไรสับสน อาจจะเป็นเพราะว่าพักผ่อนน้อยไปหน่อยก็อาจเป็นได้”หญิงสาวกล่าวตัดบทออกไปเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ขยายออกเป็นวงกว้างมากไปกว่านี้

รอยยิ้มแย้มเยือนอย่างเป็นมิตรถูกส่งให้พร้อมร่างของพนักงานต้อนรับคนดังกล่าวก้าวเดินจากไป เพื่อคอยดูแลผู้โดยสารคนอื่นๆ ในขณะที่หลิงลี่ย่าซึ่งในเวลานั้นยังมีอาการมึนงงไม่หายกับเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นกับเธอ

“เอาไงดีกับสร้อยหยกเส้นนี้ และก็ไม่รู้ด้วยว่าใครเป็นเจ้าของจะทำอย่างไงดีละเนี่ย”เธอเฝ้าครุ่นคิดก่อนจะเอ่ยขึ้น

“เอาเป็นว่าพอถึงตุนหวง เราค่อยเอาสร้อยไปให้กับตำรวจประจำท่าอากาศยานให้เขาประกาศหาเจ้าของก็แล้วกัน เป็นการแก้ปัญหาที่ถูกต้องและดีที่สุด”หญิงสาวพูดพลางยกสร้อยหยกดังกล่าวขึ้นมาพิจารณาพลางถอนหายใจ

“สวมไว้ในคอก่อนแล้วกันง่ายดี เดี๋ยวค่อยถอดออกตอนส่งให้กับตำรวจ”สิ้นเสียงพึมพำของหญิงสาว

หลิงลี่ย่าเกิดมีอาการคล้ายว่ากำลังจะหมดสติ ศีรษะได้รูปสวยสลัดไปมา เมื่อจู่ๆ ก็มีความรู้สึกว่าเปลือกตาทั้งสองข้างหนักอึ้งขึ้นมาอย่างไม่รู้สาเหตุ

“ทำไมถึงฉันถึงได้มีอาการแบบนี้ขึ้นมาด้วยนะ ไม่ได้อดนอนเสียหน่อยเมื่อวานก็ไม่ได้เข้าไปทำงานในโรงพยาบาลแล้ว เพราะต้องเตรียมตัวเข้าไปประจำที่โรงพยาบาลในกวางโจว นอนทั้งวันจนอิ่มแต่ว่าร่างกายกลับมีปฏิกิริยาแบบนี้ขึ้นมาได้อย่างไงกัน เราพักผ่อนยังไม่พออย่างนั้นเหรอ”เธอกล่าวพร้อมเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ก่อนจะผล็อยหลับไปอย่างรวดเร็ว ทันที่เปลือกตาของหญิงสาวปิดลง

หญิงสาวแสนสวยกำลังหลับใหลสนิทไปโดยไม่รู้ตัว สร้อยหยกที่มีเพียงครึ่งเสี้ยวซึ่งสวมอยู่บนคอของเธออยู่ในขณะนั้นเกิดประกายวูบวาบขึ้นมาโดยพลัน พร้อมนำเธอไปพบกับเหตุการณ์บางอย่างที่กำลังเกิดขึ้นในยุคที่แผ่นดินจีนเต็มไปด้วยแคว้นน้อยใหญ่มากมาย

ยุคสมัยที่แผ่นดินมังกรยังไม่รวมเป็นหนึ่งพร้อมภาพเหตุการณ์ปริศนาพลันปรากฏขึ้นหลังจากราชวงศ์โจวล่มสลายไปแล้ว ก้าวเข้าสู่ยุคของเจ้าผู้ครองแคว้นแคว้นมากมายหลายร้อยแคว้นที่มีทั้งกำลังเรืองอำนาจถึงขีดสุด และกำลังล่มสลายลงไปเพราะถูกเข้ายึดครอง

ตอน 3

เมืองเป่ยเยี่ยน

เปลวเพลิงเผาผลาญเต็มไปด้วยกลุ่มควันขาว พลังแห่งไฟอัคคีสีส้มแสดกำลังลุกโชนลามเลียไปทั่วทั้งเมือง และกำลังเริ่มแผ่ขยายออกเป็นวงกว้าง ท่ามกลางกลิ่นคาวเลือดและซากศพทหารของเมืองเป่ยเยี่ยน นอนตายเกลื่อนกลาดเต็มไปทั่วทุกหัวระแหง ไม่เพียงแต่ร่างไร้วิญญาณของเหล่าทหารเท่านั้นแต่ยังมีซากศพของชาวเมืองทั้งชาย หญิง เด็กเล็กและคนชราถูกเข่นฆ่าและล้มตายดั่งเช่นใบไม้ปลิดปลิว

ท่ามกลางซากศพนับร้อยพันหมื่นมากมายพากันทอดร่างนอนตายเกลื่อนกลาด ปรากฏบุรุษในชุดเกราะสีดำทะมึนเต็มไปด้วยหยาดโลหิตของผู้คนมากมายเปรอะเปื้อนเต็มไปทั่วตัวของเขาจนหมด ใบหน้าคมคร้ามที่มีแต่ความเย็นชาในเวลานี้มีแต่โลหิตเกรอะกรังและเศษฝุ่นดินมากมายเกาะเต็มไปทั่วบริเวณกรอบหน้าที่แสนดุดัน ดวงตาสีนิลคมกริบกำลังจับจ้องอยู่ที่ร่างของบุรุษอีกผู้หนึ่งที่ยืนอยู่บนเหนือกำแพงเมือง

ทว่าดวงตาที่กำลังจับจ้องอีกฝ่ายนั้นกลับมีเพียงข้างเดียวเท่านั้น ดวงตาข้างซ้ายถูกปิดทับด้วยผ้าสีขาวเพื่อปกปิดอาการบาดเจ็บที่ได้รับ เพราะถูกสหายรักวางแผนลอบสังหารจนเกือบทำให้แทบเอาชีวิตไม่รอดและต้องสูญเสียกำลังทหารเพราะแผนชั่วของคนที่เคยคิดว่าคือเพื่อนแท้

เมื่อสหายรักนามว่าซุนเหว่ยอี้ใช้แผนการอันแสนชั่วช้าลอบสังหารตงฟางลี่หยาง แม่ทัพชื่อก้องของแคว้นเทียนหยวน ตระกูลตงฟางเป็นขุนศึกยอดนักรบของแผ่นดินเทียนหยวนมาโดยตลอด นำทัพออกทำศึกเคียงคู่กับองค์ฮ่องเต้จนสามารถแผ่ขยายอาณาเขตดินแดนครอบครองพื้นที่แคว้นน้อยใหญ่มาอยู่ในกำมืออย่างมากมาย

ตระกูลตงฟางเป็นขุนศึกคู่บัลลังก์แผ่นดินเทียนหยวนสืบทอดต่อกันมาหลายชั่วอายุคน และเว้นว่างลงไปนานถึงห้าสิบปีเมื่อตระกูลตงฟางไร้สิ้นขุนศึกเพราะบุรุษในตระกูลมีจำนวนเพียงน้อยนิด และทายาทบางรุ่นก็ช่างขลาดเขลาเสียนี่กระไรเกลียดชังการนองเลือดเพราะการทำศึกต้องจากบ้านและครอบครัวไปอย่างไม่มีกำหนด จวบจนกระทั่งมาถึงแผ่นดินฮ่องเต้ไท่อู่ ตระกูลตงฟางจึงได้มียอดคนถือกำเนิดขึ้น

เมื่อตงฟางลี่หยางได้ถือกำเนิดเกิดขึ้นในตระกูลขุนศึก เป็นบุตรชายเพียงคนเดียวของตระกูลเท่านั้น และมีน้องสาวหนึ่งคนนามว่าตงฟางเหมยฮัว ซึ่งนับตั้งแต่จำความได้นั้น

ลี่หยางก็จับดาบไม้ร่ายรำและชอบการฝึกฝนอาวุธเป็นชีวิตจิตใจ ตงฟางลี่หยางเกิดมาพร้อมกับพรสวรรค์และความปราดเปรื่อง สามารถเรียนรู้ทั้งบู๊และบุ๋นจนเก่งกล้าเหนือคน และเข้าไปใช้ชีวิตอยู่ในกองทัพตั้งแต่อายุเพียงแค่สิบปีเท่านั้น

และเมื่ออายุเข้าสู่ปีที่ 14 ตงฟางลี่หยางเข้าร่วมคัดเลือกชิงตำแหน่งรองแม่ทัพที่ว่างลงเพื่อเข้าไปรับใช้ผืนแผ่นดินเกิดเพื่อต้องการกอบกู้เกียรติยศและศักดิ์ศรีของตระกูลตงฟางให้หวนกลับมายิ่งใหญ่ดั่งเดิม และตงฟางลี่หยางก็สามารถทำสำเร็จเมื่อสามารถชิงตำแหน่งรองแม่ทัพมาไว้ในครอบครอง

ตงฟางลี่หยางรองแม่ทัพหนุ่มน้อยซึ่งในเวลานั้นมีอายุเพียง14 ปีเท่านั้น ได้นำกองทัพออกตีแคว้นน้อยใหญ่ที่อยู่ในแผนขยายอำนาจของเทียนหยวนมาไว้ในกำมือภายในเวลาอันรวดเร็ว และเพียงแค่ห้าปีตงฟางลี่หยางสามารถล่าแคว้นมากมายมาให้เทียนหยวนนับสองร้อยแคว้น เกิดสินสงครามตลอดจนทรัพย์บรรณาการมากมายล้นท้องพระคลังหลวงของเทียนหยวนเลยทีเดียว

เชลยนับแสนจากแคว้นที่พ่ายแพ้สงคราม บุรุษถูกคัดเข้ามาอยู่ในกองทัพและนำมาใช้แรงงานหนัก สตรีถูกนำมาใช้แรงงานทางด้านการเกษตรและอื่นๆ จนแผ่นดินเทียนหยวนรุ่งเรืองมั่งคั่งและมีอาณาเขตกว้างขวาง

และแล้วในปีที่หกตงฟางลี่หยาง ในเวลานั้นมีอายุ 20 ปีได้รับตราบัญชาการทัพให้ขึ้นเป็นแม่ทัพใหญ่แห่งเทียนหยวน ขุนศึกคู่ราชบัลลังก์ของแผ่นดินนำความยิ่งใหญ่หวนคืนกลับสู่ตระกูลตงฟางได้อีกครั้งหลังจากที่หายไปอย่างยาวนานเป็นเวลาถึงห้าสิบปี และกลับมาผงาดในยุคของตงฟางลี่หยาง

ทว่าแม่ทัพใหญ่แห่งเทียนหยวนก้าวขึ้นมาถึงจุดสูงสุดในชีวิตนี้ ผ่านการทำศึกสงครามมานานนับสิบปี ชำนาญการทำสงครามและเจนจัดเยี่ยมยุทธ์ในการวางแผนที่ไม่ได้อยู่เขียนอยู่ในตำราพิชัยสงครามแม้แต่น้อย แต่นำกองทัพออกทำศึกมาจากจิตวิญญาณของแม่ทัพใหญ่ลี่หยาง ชัยชนะและความสำเร็จมากมายที่นำกลับมามอบให้แก่ฮ่องเต้เทียนหยวนอยู่ภายใต้คราบน้ำตาของแคว้นน้อยใหญ่ที่พ่ายแพ้สงคราม

ตงฟางลี่หยาง ผู้บัญชาการทัพแห่งเทียนหยวนมีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วหล้าไม่มีแคว้นใดที่ไม่รู้จัก ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาทำสงครามปราศจากจิตเมตตา ขึ้นชื่อว่าสงครามไม่เคยที่จะปรานีผู้ใดไม่ว่ามิตรหรือศัตรู แม้จะปราดเปรื่องเพียงใดแต่ใช่ว่าจะไม่พลาดท่าเสียทีเข้าให้สักวัน และตงฟางลี่หยางก็ต้องพบกับคำว่าพลาดท่าเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในชีวิต

เมื่อสหายรักซึ่งคบหากันตั้งแต่ยังเป็นศิษย์ร่วมสำนักศึกษาอู๋จี้ ซึ่งมาจากแคว้นเฉิงฮั่นที่มีบริเวณเขตชายแดนอยู่ติดกับเทียนหยวน และยังเป็นเมืองพี่เมืองน้องเพราะมีการแต่งงานเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างสองแคว้น ตั้งแต่ชนชั้นเชื้อพระวงศ์และขุนนางระดับสูงของทั้งสองแคว้นมาโดยตลอด และยังรวมไปถึงสี่แคว้นที่มีชายแดนอยู่ติดกับเทียนหยวนก็ใช้วิธีการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ไมตรีทั้งหมด

ในขณะเดียวกันที่ตระกูลตงฟางน้องสาวเพียงคนเดียวของตงฟางลี่หยาง นามว่าตงฟางเหมยฮัวหลงรักซุนเหว่ยอี้อย่างหัวปักหัวปำ นางต้องการที่จะแต่งงานออกเรือนเข้าจวนตระกูลซุนเพื่อมาเป็นฮูหยินเอกของซุนเหว่ยอี้

ทว่ากลับถูกอีกฝ่ายถ่วงเวลาและไม่พูดถึงเรื่องการแต่งงานออกเรือนไปกับน้องสาวของเพื่อนสนิท โดยให้เหตุผลว่า “ต้องการเวลาที่พร้อมกว่านี้” ทำให้ตงฟางเหมยฮัวเฝ้ารอคอยอย่างมีความหวังและน้อยใจคนรักของนางเป็นอย่างมาก

สืบเนื่องมาจากตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาตงฟางเหมยฮัว ถูกซุนเหว่ยอี้หลอกใช้เพื่อต้องการทำลายเทียนหยวน เป้าหมายเพื่อปลดแอกแผ่นดินเฉิงฮั่นให้เป็นอิสระไม่ต้องตกอยู่ภายใต้การปกครองของเทียนหยวนอีกต่อไป และแผนการดังกล่าวจะสำเร็จลงได้ต้องทำลายแม่ทัพใหญ่จากตระกูลตงฟางให้พินาศย่อยยับ ซึ่งหลายครั้งหลายคราแม่ทัพหนุ่มผู้กล้าสามารถเอาชีวิตรอดมาจากแผนลอบสังหารในระหว่างการทำศึกระหว่างแค้นน้อยใหญ่มาได้ทุกครั้ง

จวบจนกระทั่งซุนเหว่ยอี้ใช้แผนเล่นงานเพื่อนรักโดยใช้ความรักของตงฟางเหมยฮัวที่มีต่อเขาดังกล่าว เข้ามาตีสนิทและหลอกล่อจนนางหลงรักหมดหัวใจยอมทำตามอย่างง่ายดายไม่ว่าจะสั่งให้ทำอะไรราวกับเป็นคนโง่ที่ดวงตามืดบอดเพราะความรักเข้าครอบงำ อีกทั้งฉวยโอกาสลักลอบมีสัมพันธ์สวาทกับตงฟางเหมยฮัวจนนางลุ่มหลงยากนักที่จะถอนตัว

ซุนเหว่ยอี้ใช้ความรักของตงฟางเหมยฮัวจนสามารถส่งคนของตัวเองเข้าแทรกซึมอยู่ภายในจวนตงฟางได้เป็นผลสำเร็จเพื่อสืบความเคลื่นไหวของตงฟางลี่หยางทุกฝีก้าว ทั้งนี้เพื่อวางแผนลอบสังหารขุนพลหนุ่มของเทียนหยวน ตงฟางลี่หยางไม่ล่วงรู้เลยว่าซุนเหว่ยอี้เพื่อนรักของเขาแท้จริงแล้วหาได้มีชื่อเสียงเรียงนามดังกล่าว

แต่ในความเป็นจริงแล้วสหายรักคือองค์ชายแปดของแคว้นเฉิงฮั่น พระนามว่ามู่หรงฉี เพื่อตำแหน่งรัชทายาทของแผ่นดินเฉิงฮั่น จึงต้องการสร้างผลงานอันยิ่งใหญ่ให้กับพระองค์

ดังนั้นแผนการทำลายล้างความมั่นคงภายในกับกองทัพของเทียนหยวนให้สูญสิ้นจึงบังเกิดขึ้น ชีวิตของตงฟางลี่หยางจึงเป็นเป้าหมายที่ต้องการมาเป็นอันดับแรก และเมื่อสามารถสังหารแม่ทัพชื่อก้องสิ้นชื่อลงได้เป็นผลสำเร็จแล้ว แผ่นดินเทียนหยวนก็จะไร้สิ้นผู้นำกองทัพ

ด้วยเหตุนี้ตงฟางเหมยฮัว จึงเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายที่องค์ชายแปดแห่งเฉิงฮั่นได้วางหมากเอาไว้ เพื่อต้องการจะเข้าถึงตัวตงฟางลี่หยางได้อย่างใกล้ชิด ด้วยเพราะแม่ทัพลี่หยางเหลือน้องสาวเพียงคนเดียวเท่านั้น ในขณะที่ตงฟางลี่เช่ผู้เป็นบิดาได้จากไปแล้วเมื่อห้าปีก่อน ส่วนเย่วฮูหยินได้จากไปเมื่อครั้งตงฟางเหมยฮัวมีอายุเพียงแค่ห้าขวบเท่านั้น

องค์ชายแปดมู่หรงฉีส่งคนเข้าแทรกซึมจนสามารถเข้าไปเป็นบ่าวรับใช้คนสนิทของตงฟางเหมยฮัว และได้แอบลักลอบส่งข่าวความเคลื่อนไหวของตงฟางลี่หยางที่ล่วงรู้มาจากจดหมายที่สองคนพี่น้องจะใช้นกอินทรีติดต่อสื่อสารระหว่างกันอยู่เป็นประจำ และสายข่าวขององค์ชายแปดก็ได้ส่งข่าวสำคัญของแม่ทัพหนุ่มแห่งเทียนหยวนให้พระองค์ได้ล่วงรู้

ทันทีที่ได้รับความไว้วางใจจากคุณหนูคนงามให้อยู่รับใช้อย่างใกล้ชิด แม้กระทั่งเวลาส่งจดหมายไปกับอินทรีสื่อสารและเพราะด้วยเหตุนี้เอง โอกาสจึงมาถึงองค์ชายแปดหลังจากที่เฝ้ารอคอยมาโดยตลอด เมื่อตงฟางลี่หยางเคลื่อนทัพบ่ายหน้ามาที่เมืองเป่ยเยี่ยนเพื่อยึดเมืองดังกล่าวซึ่งเต็มไปด้วยบ่อน้ำดินดำมาให้กับเทียนหยวน หลังจากตีเมืองรอบนอกจนมาถึงเป่ยเยี่ยนเป็นผลสำเร็จ

ในขณะเดียวกันหลังจากที่องค์ชายมู่หรงฉีทรงล่วงรู้ว่า ตงฟางลี่หยางกำลังบ่ายหน้านำทัพขึ้นแดนเหนือเพื่อเข้ายึดเมืองเป่ยเยี่ยน ซึ่งมีน้ำดินดำเป็นขุมคลังมหาศาลมาไว้ในกำมือ และตงฟางเหมยฮัวออกจากจวนใหญ่อันเป็นที่พำนักของนางเดินทางมาที่เมืองเป่ยเยี่ยนเพื่อสกัดน้ำดินดำนั้นนำออกมาใช้ และการเดินทางไกลของตงฟางเหมยฮัวเพื่อทำหน้าที่ของนางมอบความมั่งคั่งให้แก่เทียนหยวนเป็นโอกาสให้มู่หรงฉีลงมือตามแผนที่วางเอาไว้

มู่หรงฉีเร่งนำทัพเฉิงฮั่นเข้าบุกยึดเมืองเป่ยเยี่ยนชิงตัดหน้ากองทัพของเทียนหยวน และวางแผนรับมือตงฟางลี่หยางโดยมีคนรักของตัวเองเป็นตัวประกันหลังจากชิงตัวนางในระหว่างการเดินทางมาสมทบกับพี่ชาย และแม่ทัพผู้กล้าก็พลาดท่าเสียทีให้แก่ศัตรูเป็นครั้งแรกหลังจากถูกสังหารด้วยกำยานพิษจนทหารภายในกองทัพล้มตายลงไปเป็นจำนวนมาก

ในขณะที่ตงฟางลี่หยางใช้กำลังภายในสกัดพิษร้ายจนสามารถรอดชีวิตมาได้อย่างหวุดหวิด แต่พลังวรยุทธ์หดหายไปเกือบหมดเพราะถูกพิษร้ายดังกล่าวทำลาย

และเพื่อนรักทั้งสองกำลังเผชิญหน้ากันอีกครั้งในรอบหลายปีโดยมีกำแพงของเมืองเป่ยเยี่ยนขวางกั้นระหว่างกลางเป็นเกราะคุ้มภัยให้กับมู่หรงฉีที่กำลังเฝ้ายืนมองร่างของตงฟางลี่หยางชุ่มโชกไปด้วยหยาดโลหิตสีแดงฉานอย่างพึงพอใจ

“เจ้าช่างแข็งแกร่งเกินกว่าที่ข้าคิดเอาไว้มากเลยเชียวนะลี่หยาง! ถูกพิษของข้าแต่ก็ยังสามารถรอดชีวิตมาได้ ในขณะที่กองทหารของเจ้าล้มตายเกลื่อนกลาดอยู่ตรงหน้าประตูเมืองเต็มไปหมด!”มู่หรงฉีตะโกนก้องถามกลับไป

ในขณะที่แม่ทัพผู้กล้ายืนถือหอกยาวที่เต็มไปด้วยเลือดแดงฉานอาบเต็มคมหอกและด้ามยาว ยืนจ้องร่างของอดีตเพื่อนที่เคยรักและคิดว่าเป็นเพื่อนแท้มาโดยตลอด เส้นผมสีดำยาวสยายตกลงปรกหน้าหลังจากที่ต้องสังหารทหารของเฉิงฮั่นด้วยพลังวรยุทธ์ที่เหลือเพียงน้อยนิดถึงสองวันเต็มๆ

ตึง! ด้ามหอกกระแทกลงบนพื้นดินอย่างแรงเพื่อใช้เป็นหลักยึดเหนี่ยวร่างใหญ่โตของตงฟางลี่หยางเอาไว้

“เพราะอะไรเจ้าจึงทำเช่นนี้เหว่ยอี้!!!”ลี่หยางตะโกนกึกก้องถามอีกฝ่ายกลับไปที่กำลังยืนอยู่บนกำแพงเมือง

ในขณะที่ชื่อแซ่ลวงที่ตะโกนออกมานั้นได้สร้างความขบขันให้แก่องคชายแปดแห่งต้าเยี่ยนเสียเต็มประดา

“นี่เจ้ายังคงคิดว่าข้ามีชื่อแซ่นามนั้นอยู่อีกอย่างนั้นเหรอลี่หยาง! ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเจ้ากับข้าคือศิษย์จากสำนักอู๋จี๋เช่นกัน เป็นอย่างไรรสชาติของความพ่ายแพ้ได้ลิ้มลองแล้วรู้สึกดีหรือไม่ไอ้หน้าโง่!”มู่หรงฉีตะโกนถามกลับไป

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED