“เมื่อกี้คุยอะไรกับเมียพี่ล่ะ ยัยวา”
เมธวิน เห็นน้องสาวคุยกับภรรยาของตัวเองที่สนามหญ้าหน้าบ้านก็อดที่จะถามด้วยความสงสัยไม่ได้
“วาก็แค่ทักทายพี่สะใภ้เฉยๆ ไม่ได้เหรอคะ”
“พี่ไม่เชื่อหรอก คนอย่างเธอต้องมีแผนสิ ไม่อย่างนั้นคงไม่คุยกับเมียพี่นานตั้งครึ่งชั่วโมงหรอก จริงไหม”
วาสินี ถึงกับเบิกตากว้างโต มองพี่ชายด้วยความขบขัน
“นี่พี่วินจับเวลาเลยเหรอคะเนี่ย”
“แน่นอน”
“โห พี่วินอะ นี่แอบจับผิดวาอยู่ใช่ไหมคะเนี่ย” คนเป็นน้องสาวบ่นอุบ
“พี่ไม่ได้แอบจับผิดเธอหรอก พี่แค่รอเวลาที่จะเข้าไปหาเมียตัวเองเท่านั้นเอง เธอน่ะแย่งชิงเวลาของพี่ไปนะ รู้ไหม”
วาสินีหัวร่วนกับความคลั่งรักของพี่ชาย และก็อดแซวไม่ได้
“ไม่อยากเชื่อเลยนะคะว่าพี่ชายของวาจะคลั่งรักเมียได้ขนาดนี้ น่าอิจฉาพี่รินจริงๆ เลยค่ะ”
พี่ชายเมื่อถูกแซวก็หน้าแดงขึ้นโดยไม่รู้ตัว และก็รีบบอกปัด
“เลิกพูดเรื่องไร้สาระได้แล้ว หลีกทางสิพี่จะไปหาเมีย”
“ยังค่ะ”
วาสินียังคงยืนขวางหน้าพี่ชายเอาไว้ และจ้องมองหน้า
“มีอะไรอีกล่ะ”
“วามีเรื่องให้พี่วินช่วยค่ะ”
คิ้วเข้มของเมธวินเลิกสูงด้วยความประหลาดใจ
“เรื่องอะไรล่ะ หวังว่าคงไม่ใช่เรื่องไม่ดีนะ”
“แหม พี่วินคิดว่าวาจะทำเรื่องไม่ดีได้ด้วยเหรอคะ”
“ก็ใครจะไปรู้ล่ะ คนอย่างเธอเดาใจไม่ออกเสียด้วย”
“ใครว่าล่ะคะ คนอย่างวาเดาใจง่ายจะตายไป เพราะวาเป็นคนเปิดเผย”
คนเป็นพี่ชายหลุดหัวเราะออกมา ก่อนจะถามกลับไป
“มีอะไรก็ว่ามา”
“วาอยากเจอ พี่หนึ่ง น่ะค่ะ”
“อยากเจอไอ้หนึ่ง?”
หนึ่ง หรือ ปรมะ เพื่อนสนิทตั้งแต่สมัยเรียนจนถึงตอนนี้ก็ยังคงคบหากันอยู่
“ใช่ค่ะ วาคิดถึงพี่หนึ่ง ไม่ได้เจอกันตั้งหลายปีแล้ว”
แววตาของวาสินีเป็นประกายยามพูดถึง
ปรมะผู้ชายที่ตัวเองแอบรัก
“ไอ้หนึ่งมันไม่ได้ชอบเธอสักหน่อย จะไปหาทำไม”
“ก็วาชอบของวานี่คะ”
“เสียเวลาเปล่าๆ น่ะ”
แม้พี่ชายจะพูดตัดกำลังใจ แต่วาสินีก็ไม่สนใจ เพราะหล่อนได้คำแนะนำดีๆ มาจากรินลดานั่นเอง
“ไม่เสียเวลาเปล่าหรอกค่ะ ก็พี่รินยังตามตื้อจนได้หัวใจพี่วินเลยนี่คะ แล้วทำไมวาจะต้องยอมแพ้ด้วยล่ะ”
“มันเหมือนกันที่ไหนกันล่ะ”
สีหน้าของเมธวินเคร่งเครียดขึ้นจนสังเกตเห็นได้
“ทำไมจะไม่เหมือนกันล่ะคะ พี่วินกับพี่หนึ่งนิสัยคล้ายกันจะตายไป วายอมเสียเวลาไปเรียนเมืองนอกตั้งหลายปี กลับมาครั้งนี้จะต้องทำตามความฝันให้สำเร็จได้แล้วล่ะค่ะ”
“แต่พี่ไม่เห็นด้วยนะ เธอไม่เหมาะกับไอ้หนึ่งหรอก”
“ทำไมจะไม่เหมาะคะ วาก็หน้าตาสวย พี่หนึ่งก็หล่อเหมือนเทพบุตร เราสองคนเหมาะสมกันที่สุดแล้วล่ะค่ะ”
ความดื้อรั้นของน้องสาวทำให้เมธวินยิ่งเครียดมากขึ้น
“พี่ว่า เธอสนใจไอ้สองดีกว่านะ”
คนเป็นน้องถึงกับเบิกตากว้างมองพี่ชายอย่างแปลกใจ
“ทำไมจู่ๆ ถึงให้วาเป็นใจไปหาพี่สองล่ะคะ วารักพี่หนึ่งนะ”
หล่อนแหวใส่พี่ชายอย่างไม่พอใจ ก่อนจะพูดเสียงขึ้นจมูก
“หัวใจคนเรามันเปลี่ยนได้ง่ายๆ ก็ดีน่ะสิ”
“ไม่ต้องมาทำเป็นพูดดีเลย พี่บอกว่าเธอไม่เหมาะสมกับไอ้หนึ่งก็คือไม่เหมาะสม แล้วก็ขอให้เชื่อพี่ด้วย”
คนเป็นน้องตาแดงๆ น้ำใสๆ คลอสองหน่วยตา
“พี่วินไม่มีสิทธิ์มาบังคับหัวใจวานะคะ”
ถ้าวาสินียังคงดื้อรั้นแบบนี้ เขาก็คงไม่มีทางเลือก นอกจากบอกความจริง
“ฟังพี่ดีๆ นะยัยวา”
วาสินีสะบัดหน้าหนีพี่ชายอย่างแง่งอน แต่หูก็รอฟังคำพูดอย่างตั้งใจ
“ไอ้หนึ่งมันมีเมียแล้ว”
คนที่หันหน้าหนีอยู่ถึงกับหันกลับมามองหน้าพี่ชายทันควัน
“ไม่จริง วาไม่เชื่อ”
“พี่จะโกหกเธอทำไมล่ะ ไอ้หนึ่งมันมีเมียแล้ว และผู้หญิงคนนั้นก็กำลังตั้งท้องด้วย”
หัวใจของวาสินีถึงกับหล่นตุ๊บไปกองกับพื้นเลยทีเดียว
มัน...
มันเป็นไปได้ยังไง
หล่อนไม่เชื่อหรอก พี่หนึ่งผู้ใจดี อ่อนโยน และเป็นสุภาพบุรุษเนี่ยนะจะทำผู้หญิงท้อง
“พี่วินไม่อยากให้วาไปวุ่นวายกับพี่หนึ่งใช่ไหมคะ ก็เลยสร้างเรื่องนี้ขึ้นมาหยุดวาน่ะ”
“พี่ไม่ได้สร้างเรื่อง แต่มันคือเรื่องจริง”
“วาไม่เชื่อหรอกค่ะ จนกว่าวาจะได้เห็นด้วยตาหรือไม่ก็ฟังจากปากของพี่หนึ่งเอง”
วาสินีเป็นคนที่มีความคิดเป็นของตัวเอง และก็มีความมั่นใจในตัวเองไม่น้อยเลยทีเดียว
“วาจะไปหาพี่หนึ่ง”
เมธวินถอนใจออกมาแรงๆ อย่างอ่อนอกอ่อนใจ กับความดื้อรั้นของน้องสาว
“ถ้าอยากเห็นกับตาก็ตามใจ แต่อย่าคิดแย่งผัวชาวบ้านล่ะ เข้าใจไหม”
“วาไม่ใช่ผู้หญิงไร้ศีลธรรมแบบนั้นหรอกค่ะ ถึงวาจะรักพี่หนึ่งมากแค่ไหน แต่ถ้าพี่หนึ่งมีเมียมีลูกแล้วจริงๆ วาก็จะไม่ไปยุ่งด้วยเด็ดขาด พี่วินวางใจได้ค่ะ”
“ขอให้จริงเถอะ”
“จริงแน่อยู่แล้วค่ะ วาขอตัวนะคะ จะรีบไปดูให้เห็นกับตา”
เมื่อน้องสาวจะเดินไป เมธวินจึงเรียกเอาไว้เสียก่อน
“ตอนนี้ไอ้หนึ่งมันอยู่มหา’ลัยสอนหนังสืออยู่”
“ก็ดีค่ะ วาจะไปที่บ้านพี่หนึ่ง ดูสิว่าจะมีเมียเมียลูกซ่อนเอาไว้จริงๆ อย่างที่พี่วินบอกหรือเปล่า วาไปล่ะค่ะ”
“วา... ยัยวา...”
เมธวินตะโกนเรียกน้องสาว แต่เจ้าหล่อนไม่ยอมหยุดเดิน และขึ้นรถขับออกไปในที่สุด
ชายหนุ่มถอนใจออกมาแรงๆ สีหน้าเคร่งเครียด จนรินลดาที่เพิ่งเดินเข้ามาในบ้านอดที่จะถามด้วยความเป็นห่วงไม่ได้
“คุณวินสีหน้าไม่ดีเลย มีอะไรหรือเปล่าคะ”
“เป็นกังวลเกี่ยวกับยัยวาน่ะ”
“อ๋อ... เรื่องที่คุณวาแอบชอบเพื่อนสนิทของคุณน่ะเหรอคะ”
ชายหนุ่มโอบเอวของภรรยา แล้วพาเดินไปนั่งบนโซฟาภายในห้องโถง
“มันมีอะไรมากกว่านั้นน่ะสิ”
“แต่รินว่าไม่เห็นมีอะไรเสียหายเลยนะคะ ดีเสียอีก เพราะคุณวินรู้จักเพื่อนสนิทของตัวเองดี”
“แต่ไอ้หนึ่งคนที่ยัยวาชอบมันมีเมียแล้ว แล้วเมียก็ท้องอยู่ด้วย”
“คะ?”
รินลดาอุทานตกใจ
“เพื่อนผมคนนี้เป็นเจ้าของมหา’ลัยเอกชนใหญ่เลยล่ะ แล้วมันดันไปทำนักศึกษาในมหา’ลัยของตัวเองท้อง มันก็เลยต้องรับผิดชอบน่ะ”
“จริงเหรอคะเนี่ย แล้วน้องวาไม่รู้เรื่องเหรอคะ”
“ไม่รู้หรอก เพราะไอ้หนึ่งมันไม่ได้ยกย่องเมียคนนี้ เห็นว่าถ้าคลอดลูกแล้วก็จะเอาแค่ลูกไว้ ส่วนเมียก็จ่ายเงินแล้วให้แยกทางกันไป”
“ทำไมเพื่อนคุณวินใจร้ายแบบนี้ล่ะคะ ทำผู้หญิงท้องแล้วยังจะเอาแค่ลูกอีก ใจร้ายที่สุดเลยค่ะ” รินลดาอดที่จะโกรธแทนผู้หญิงด้วยกันไม่ได้
เมธวินถอนใจออกมาแรงๆ ก่อนจะเริ่มต้นเล่าถึงความเป็นมาที่เกิดขึ้นกับปรมะ
“จริงๆ ไอ้หนึ่งเพื่อนผมมันเป็นคนดีนะ แต่เพราะมันถูกครอบครัวของผู้หญิงคนนี้จับน่ะก็เลยเกิดเรื่องกลืนไม่เข้าคายไม่ออกนี่ขึ้น”
“มันยังไงกันคะ”
“ผมก็ไม่ได้รู้อะไรมากหรอกนะ รู้แค่ว่าป้าของผู้หญิงคนนี้หลอกไอ้หนึ่งให้นอนกับเด็กคนนี้ แล้วก็ถ่ายภาพแบล็กเมล์เอาไว้”
รินลดาถึงกับอ้าปากค้างกับสิ่งที่ได้ยิน
“ทำไมทำกันถึงขนาดนี้คะเนี่ย หรือว่าป้าของเด็กผู้หญิงต้องการเงินคะ”
“ต้องการเงินแบบไม่รู้จักจบสิ้น ไอ้หนึ่งก็เลยต้องจ่ายเงินก้อนใหญ่ แล้วก็ให้ป้าของเด็กคนนั้นเซ็นยินยอมให้เด็กจดทะเบียนสมรสกับไอ้หนึ่งเลย เพื่อตัดปัญหาเรื่องรีดไถเงินน่ะ”
“เพราะแบบนี้นี่เอง เพื่อนของคุณก็เลยต้องมีเมียมีลูกทั้งๆ ที่ยังไม่พร้อมใช่ไหมคะ”
“ใช่”
“ฟังแล้วเขาก็น่าสงสารนะคะ แต่รินก็อดสงสารเด็กที่เพื่อนคุณทำท้องไม่ได้ เธอคงจะเจ็บช้ำมากที่ต้องอยู่กับผู้ชายที่ไม่รักตัวเองเลย”
“เรื่องนั้นผมไม่รู้หรอก รู้แค่ว่าหากลูกคลอดเมื่อไหร่ ไอ้หนึ่งจะหย่าแล้วก็แยกทางกับเด็กคนนั้นแน่นอน”
รินลดานั่งหน้าเศร้าเพราะสงสารเด็กผู้หญิงคนนั้นมาก
“แล้ว... เหลืออีกกี่เดือนคะเด็กถึงจะคลอดน่ะค่ะ”
“เพิ่งตั้งท้องอ่อนๆ เอง น่าจะเหลืออีกเจ็ดแปดเดือนเลยล่ะ”
“งั้นแบบนี้น้องวาก็ไม่จำเป็นต้องตัดใจจากคุณหนึ่งเพื่อนของคุณน่ะสิคะ เพราะอีกไม่นานเพื่อนคุณก็จะเป็นอิสระแล้ว”
“แต่ไอ้หนึ่งไม่ได้รักยัยวา ในสายตาของมัน ยัยวาเป็นแค่น้องสาวเท่านั้นแหละ”
“แล้วเขารักใครคะ”
รินลดาถามออกไปอย่างหมั่นไส้เพื่อนของสามี
“ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน เพราะไอ้หนึ่งมันเก็บความรู้สึกเก่ง ยิ่งเรื่องความรู้สึก มันยิ่งไม่บอกใคร แม้แต่น้องชายของมัน หรือแม้แต่เพื่อนสนิทอย่างผมก็ตาม”
“ลึกลับจังนะคะ”
“ที่สุดเลยล่ะ”
เมธวินหัวเราะเบาๆ ก่อนจะลุกขึ้นและรั้งภรรยาให้ยืนขึ้นตาม
“เราขึ้นห้องกันเถอะ”
คนถูกชวนขึ้นห้องถึงกับหน้าแดงระเรื่อ และก็อ้อมแอ้มแย้งสามี
“ตอนนี้เพิ่งสามโมงเย็นเองนะคะ”
“แล้วไงครับ”
เขาถามเสียงกระเส่ากลับมา ยิ่งทำให้รินลดาแก้มร้อนแทบสุก
“ก็... ยังไม่มืดเลยนี่คะ เอาไว้รอค่ำๆ เราค่อยทำ...”
“ผมรอไม่ไหวหรอก”
“แต่ว่า...”
“ไม่มีแต่คนดี...”
“อุ๊ยยย คุณวิน...”
ร่างของรินลดาถูกอุ้มจนตัวลอยขึ้นมาไว้ในอ้อมแขนของเมธวิน
“ผมหิว ผมจะเลียคุณทั้งตัว”
“คุณวินน่ะ พูดอะไรแบบนี้คะ”
หล่อนซุกหน้ากับแผงอกกว้างของสามีอย่างเอียงอาย ขณะที่เขาอุ้มหล่อนตรงไปยังห้องนอนซึ่งอยู่ชั้นบนของคฤหาสน์หลังงาม
“ผมไม่ได้แค่พูดเล่นๆ นะทูนหัว แต่ผมจะทำจริงๆ จะเลีย จะกัด จะกินคุณทั้งตัว ก่อนจะสอดใส่เข้าไป...”
“คนบ้า... ดูพูดเข้าสิคะ น่าอายจัง”
“ไม่เห็นต้องอายเลย เราทำกันตั้งไม่รู้กี่ครั้งแล้วนะ”
หล่อนร้อนผ่าวไปทั้งตัว แต่หัวใจกลับเบิกบานเหมือนติดปีก
ความสุขฉันท์สามีภรรยาของหล่อนกับเมธวินกำลังจะเริ่มต้นขึ้นอีกในวันนี้ และแน่นอนว่า เขาคงทำจนกว่าหล่อนจะหมดเรี่ยวหมดแรงหลับไปเหมือนทุกวันที่ผ่านมา
อา...
หล่อนชอบสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น และก็รักที่จะถูกเขากระทำสอดใส่แบบนี้เหลือเกิน
“วาไม่มีทางเชื่อหรอกว่าพี่หนึ่งจะเป็นอย่างที่พี่วินพูดจริงๆ ต้องมีเรื่องเข้าใจผิดอะไรกันแน่ๆ เลย”
แม้แต่ตอนที่ขับรถ วาสินียังไม่อาจจะขจัดความว้าวุ่นใจออกไปจากสมองของตัวเองได้เลย
ผู้ชายอบอุ่น ใจดีอย่างปรมะเนี่ยนะจะทำเรื่องแบบนั้นได้ ไม่มีทางหรอก
วาสินียังคงถูกเรื่องราวของปรมะรบกวนหัวใจจนทำให้สมาธิในการขับรถลดน้อยลง จนในที่สุดก็ติดลบและเกิดอุบัติเหตุชนท้ายรถยนต์หรูคันที่อยู่ข้างหน้าเข้าอย่างจัง
โครม!!!
“โธ่... ทำไมต้องเกิดเรื่องแบบนี้ด้วยนะ คนยิ่งรีบๆ อยู่”
แม้จะรีบแค่ไหน แต่การที่รถยนต์ของหล่อนไปชนท้ายเข้ากับรถยนต์คันหน้าทำให้วาสินีจำต้องขยับรถเข้าจอดข้างทาง จากนั้นก็ลงไปรับผิดชอบกับสิ่งที่ตัวเองก่อขึ้น
รถยี่ห้อหรูสีดำที่ถูกรถยนต์ของหล่อนชนท้ายขยับเข้าจอดข้างทางเยื้องไปข้างหน้าเล็กน้อย หล่อนรีบเดินเข้าไปหยุดที่ฝั่งของคนขับ แต่คนขับก็ยังไม่ยอมลงมาจนหล่อนต้องเคาะกระจกเรียก
“นี่คุณ... ลงมาคุยกันสิคะ เรื่องจะได้จบๆ ฉันยินดีรับผิดชอบทุกอย่าง”
หล่อนหงุดหงิดเพราะอากาศทั้งร้อน และตัวเองก็กำลังรีบด้วย
“คุณ...”
หล่อนเคาะกระจกรถซ้ำสองครั้ง และแรงขึ้นกว่าเดิม จนกระทั่งคนที่เป็นเจ้าของรถสีดำคันงามยอมก้าวลงมา
ผู้ชายตัวสูงในชุดสูทสีครีมอมเทา ดวงตาคมกริบที่อยู่ใต้แนวคิ้วเข้มหนาดกจ้องมองมาที่หล่อนด้วยสายตารำคาญ
หล่อนเผยอปากค้าง ดวงตากลมโตเบิกโพลง เพราะไม่คิดว่าโลกมันจะกลมขนาดนี้
“พี่สอง?”
สอง...
หรือ ปรมินทร์ น้องชายของพี่หนึ่ง ปรมะ ผู้ชายที่หล่อนหลงรักนั่นเอง
“นี่เป็นรถพี่สองเองเหรอคะ”
“ใช่”
น้ำเสียงของเขาเย็นชาไม่ต่างจากเมื่อก่อนเลย แถมสายตาที่มองมาก็ยังเฉยเมย ทำเหมือนกับว่าหล่อนเป็นอากาศอย่างนั้นแหละ
พอเห็นท่าทางเย็นชาของปรมินทร์ที่แสดงออกมาแล้ว หล่อนก็อดที่จะขุ่นเคืองใจไม่ได้
“พี่สองเบรกอะไรแบบนี้คะ เห็นไหมว่ารถวาที่ตามหลังมาเบรกตามไม่ทันเลย”
เมื่อเขาทำเย็นชา หล่อนจึงแกล้งโยนความผิดให้เสียเลย
“เธอขับเร็วเองต่างหาก”
“ไม่ใช่สักหน่อยค่ะ”
“ตอนทำใบขับขี่ ไม่ได้ฟังหรือว่าตามกฎหมายให้เว้นระยะห่างจากรถคันหน้ากี่เมตรถึงจะปลอดภัยน่ะ”
หญิงสาวถึงกับอึ้งไปเมื่อเขาหยิบยกความจริงขึ้นมากล่าวอ้าง แต่กระนั้นก็ยังไม่คิดจะยอมแพ้
“กฎหมายจะว่ายังไงก็ช่างสิคะ แต่กฎของวาก็คือพี่สองห้ามเบรกกะทันหันแบบนี้ค่ะ”
“โตแต่ตัว นิสัยยังเหมือนเด็กไม่เปลี่ยนเลยนะ” ชายหนุ่มถอนใจออกมาอย่างเอือมระอาใจระคนรำคาญ
“พี่สองว่าใครคะ”
“ก็ว่าเธอไงล่ะ พี่คุยอยู่กับเธอไม่ใช่หรือ”
คนฟังที่ถูกต่อว่าซึ่งๆ หน้าถึงกับหน้างอ หล่อนกัดปากแน่นด้วยความโมโห
“พี่สองนิสัยเสียอะ หาเรื่องวาตั้งแต่เด็ก จนตอนนี้ยังไม่ยอมเลิกอีกเหรอคะ”
“พี่ไม่ได้หาเรื่องเธอ แต่พี่พูดตามความจริง เธอขับรถเร็วเกินไป จี้ท้ายรถพี่ไม่ยอมเว้นระยะห่างตามที่กฎหมายกำหนด”
“ก็วารีบนี่คะ”
“มันเป็นคำแก้ตัวที่ฟังไม่ขึ้นเลย”
“พี่สอง!”
“ดังนั้นคนที่ต้องรับผิดชอบซ่อมรถให้พี่ก็คือเธอ”
“โอเคค่ะ เดี๋ยววาจัดการให้ จะซ่อมให้พัง เฮ้ย จะซ่อมให้ดีเลยล่ะค่ะ”
แววตาของวาสินีมีความเลศนัย แต่ปรมินทร์ไม่สนใจ เขาจะเดินกลับขึ้นรถ แต่หญิงสาวคว้าแขนเอาไว้เสียก่อน
“พี่สองจะไปไหนคะ”
วาสินีรีบปล่อยมือจากท่อนแขนกำยำของปรมินทร์เมื่อชายหนุ่มลดสายตามอง
“เอ่อ... พี่สองไม่อยู่รอประกันก่อนเหรอคะ”
“ขืนอยู่รอประกันคนไข้พี่ตายกันพอดี เธอก็จัดการซ่อมรถตัวเองไปก็แล้วกัน เดี๋ยวรถของพี่ พี่จัดการซ่อมเอง”
มือหนาสีขาวสะอาดคว้าที่จับประตูรถ และดึงมันเปิดออก แต่ยังไม่ทันได้ก้าวเข้าไป
“อ้าว ไหนพี่สองบอกว่าจะให้วาซ่อมรถให้ยังไงล่ะคะ”
“พี่ไม่รบกวนเด็กน้อยอย่างเธอหรอก”
“ใครเด็กน้อยไม่ทราบ”
พอถูกเรียกว่าเด็กน้อย วาสินีก็เชิดหน้า แอ่นอกสูง และมองเขาอย่างเอาเรื่อง
ปรมินทร์ยิ้มบางๆ และไม่มองต่ำกว่าปลายคางของหญิงสาวเลย
“เธอรู้ดีว่าพี่หมายถึงใคร”
“พี่สอง!”
“พี่ไปล่ะ”
แล้วเขาก็ก้าวขึ้นรถสีดำที่ถูกหล่อนชนท้ายจนเป็นรอยถลอก พร้อมกับขับจากไปด้วยความเร็ว
“ผู้ชายเย็นชา”
หล่อนย่นจมูกไล่ตามท้ายรถหรูของปรมินทร์ไปจนลับตาอย่างหมั่นไส้
“เวลาผ่านไปตั้งไม่รู้กี่ปี น้ำแข็งยังไม่ยอมละลายอีกเหรอเนี่ย”
หล่อนบ่นอุบอิบ ก่อนจะกดรับโทรศัพท์มือถือที่ดังขึ้น และก็พบว่าบริษัทประกันรถของตัวเองโทรกลับเข้ามา
“ค่ะ รออยู่ค่ะ ใกล้ถึงแล้วใช่ไหมคะ รีบๆ หน่อยนะคะ พอดีมีธุระค่ะ” หล่อนถามไปด้วยความร้อนใจ
“โอเคค่ะ”
หล่อนตัดสายสนทนา ก่อนจะเดินกลับเข้าไปนั่งอยู่ในรถเพื่อรอบริษัทประกันภัย