ในความเป็นมืออาชีพนั้น กลับมีอะไรบางอย่างซ่อนอยู่ ความคุ้นเคยจากอดีต เมื่อเดินเฉียดกัน ความรู้สึกว่าเขารู้ทันเธอ และเธอก็เช่นเดียวกัน
บ่ายแก่ ๆ งานเริ่มซาลง ลินินกำลังตรวจอีเมลรอบสุดท้าย เสียงโทรศัพท์ภายในดังขึ้น เป็นหมายเลขส่วนตัวของกฤษณ์
“มีอะไรเพิ่มไหมคะ”
“ตอนนี้ไม่ แต่เย็นนี้ผมมีเอกสารส่วนตัวต้องตรวจที่บ้าน ยังไม่แน่ใจว่าจะเรียกคุณไปไหม เดี๋ยวแจ้งอีกที”
“ค่ะ” เธอตอบเสียงเรียบ แม้ท้ายประโยคจะทำให้ท้องไส้เธอหวิวน้อย ๆ
วินาทีนั้นเอง เสียงแจ้งเตือนขึ้นบนจอ อีเมลจากฝ่ายบุคคลแนบ คู่มือพนักงานและแนบท้ายสัญญา ฉบับอัปเดต เธอไล่สายตาอย่างไว ตรวจข้อกำหนดเรื่องเวลา โอที ความลับ จนถึงหัวข้อ ความปลอดภัยและความสุภาพในสถานที่ทำงาน ที่ระบุชัดเจนถึงการห้ามคุกคามและเส้นแบ่งระหว่างหัวหน้ากับลูกน้อง
เธอรู้สึกใจชื้น เส้นแบ่งมีอยู่ และเธอจะยืนตรงกลางให้มั่นคง
หกโมงเย็น แสงสุดท้ายของวัน ลินินเก็บโต๊ะ หยิบกระเป๋า ตั้งใจกลับบ้านไปเช็กยาของมารดา ทว่าเสียงโทรศัพท์ส่วนตัวดังขึ้น ชื่อผู้โทร. ปรากฏบนหน้าจอ
“ค่ะ”
เสียงเขาฟังดูแหบและช้าลงเล็กน้อย
“คุณยังอยู่แถวออฟฟิศไหม”
“กำลังจะลงลิฟต์ค่ะ”
“ผมเจ็บคอ มีไข้หน่อย ๆ เอกสารพรุ่งนี้เช้าต้องรีวิว คุณพอจะ...” เขาเงียบไปครู่หนึ่ง
“แวะขึ้นมาที่คอนโดได้ไหม ไม่ไกลจากบริษัท”
ลินินกะพริบตา ภาพอดีตวาบขึ้นมาในหัว ชายหนุ่มผู้เคยกวนประสาทกับหนุ่มผู้บริหารที่ตอนนี้น้ำเสียงอ่อนลงเล็กน้อย เธอเหลือบมองเอกสารในมือ คิดถึงประชุมเช้า คิดถึงมาตรฐานงาน และเส้นแบ่งที่เธออ่านเมื่อตอนบ่าย
“ได้ค่ะ แต่เป็นเรื่องงานนะคะ” เธอออกตัวชัดเจน
“ดิฉันจะไปพร้อมแฟ้มเอกสาร และกลับทันทีที่ตรวจเสร็จ”
“ตกลง” เขาตอบรับ
“ขอบคุณ”
เธอวางสาย สูดลมหายใจ พึมพำกับตัวเอง
“งานก็คืองาน” ก่อนก้าวกลับไปยังลิฟต์
คอนโดฯ หรูใกล้แม่น้ำมีลมพัดเย็น ระเบียงชั้นสูงสามารถชมวิวเมืองอันงดงาม ลินินยืนอยู่หน้าประตูไม้สีเข้ม เคาะสองครั้ง ประตูก็เปิดออก กฤษณ์ในเสื้อเชิ้ตปลดกระดุมด้านบนสองเม็ด ผมยุ่งนิด ๆ แก้มแดงจากไข้อ่อน ๆ ยืนอยู่ตรงหน้า
“เข้ามาสิ” เขาพูดเบา ๆ
เธอเดินผ่านโถงเรียบง่าย วางแฟ้มลงบนโต๊ะกระจก
“ขอเทอร์โมมิเตอร์กับน้ำอุ่นก่อนค่ะ เดี๋ยวเช็กไข้ แล้วค่อยเริ่มงาน”
กฤษณ์ชะงักนิดหนึ่งเหมือนไม่คาดหวังความดูแลจากเธอ เขาพยักหน้าไปทางห้องครัว
“ในลิ้นชัก”
สองนาทีต่อมา เธอยื่นแก้วน้ำและยาให้
“ถ้าเกินสามสิบแปดควรพัก อย่าฝืนทำงานค่ะ”
เขารับของ สบตาเธอครู่หนึ่ง ความกวนที่เคยมีประจำตัวลดทอนลง เหลือเพียงแววจริงจังและสายตาขอบคุณ
“คุณโตขึ้นมากนะลินิน”
“ทุกคนก็ต้องโตค่ะ” เธอยกแฟ้มขึ้น
“มาเริ่มกันที่สัญญาฉบับนี้นะคะ มีสองจุดที่ต้องไฮไลต์”
โต๊ะกระจกสะท้อนเงาสองคนก้มหน้าอยู่กับเอกสาร เสียงปากกาเมจิกลากเส้นไหลไปพร้อมคำอธิบายที่สั้นกระชับ จุดพักบางจังหวะมีไอร้อนจากถ้วยชาสมุนไพรที่เธอชงให้ คลออยู่ระหว่างบทสนทนา ทุกครั้งที่สายตาเธอเหลือบขึ้น พบสายตาของเขารออยู่ก่อนแล้ว ไม่ใช่สายตาจู่โจมแต่เป็นสายตาที่ให้พื้นที่
เมื่อไฮไลต์จุดสุดท้ายเสร็จ เธอจึงปิดแฟ้มลง
“เรียบร้อยแล้วค่ะ พรุ่งนี้เช้าคุณเซ็นได้เลย”
เธอลุกขึ้น ตั้งใจจะขอตัวกลับ กฤษณ์เอ่ยเบา ๆ
“ลินิน”
เธอหันกลับไปมองเขา
“คะ”
“ขอบคุณที่แยกเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวชัดเจน” เขายิ้มมุมปาก
“ผมจะพยายามทำแบบนั้นเหมือนกัน”
หัวใจเธอเต้นแรง ก่อนกลับมาเต้นปกติ
“ดีค่ะ เพราะดิฉันตั้งใจจะทำงานให้ดีที่สุด”
เงียบไปอึดใจหนึ่ง เธอสูดลมหายใจ หยิบกระเป๋าขึ้นมา
“พักผ่อนด้วยนะคะ” เธอพูดอย่างสุภาพ
“พรุ่งนี้เจอกันที่ออฟฟิศ”
ประตูคอนโดฯ ปิดลงอย่างนุ่มนวล ลิฟต์เลื่อนไปยังชั้นล่าง ลมเย็นปะทะแก้มเนียน เธอก้มดูนาฬิกาและยิ้มบาง ๆ ที่วันนี้ทุกอย่างผ่านพ้นไปได้ด้วยดี
เช้าวันใหม่ออฟฟิศชั้นบนสุดคึกคักตั้งแต่แปดโมง ลินินแต่งตัวด้วยเสื้อเชิ้ตสีอ่อนเข้าชุดกับกระโปรงทรงดินสอ รองเท้าส้นสูง เธอเดินตรงไปยังโต๊ะทำงานหน้าห้องผู้บริหาร วางเอกสาร ตรวจเช็กตารางประชุมที่เพิ่งได้รับจากฝ่ายบุคคลเมื่อคืน
เสียงนาฬิกาดิจิทัลบอกเวลา 08:15 เมื่อประตูบานใหญ่เปิดออก กฤษณ์ก้าวเข้ามาในชุดสูทสีเข้ม เนคไทสีเข้มเข้าชุดกัน ผู้บริหารหลายคนที่เดินผ่านถึงกับหยุดก้มศีรษะ เขารับไหว้ด้วยการพยักหน้านิดเดียวแล้วเดินตรงมาที่โต๊ะของเธอ
“กาแฟของผมล่ะ” เสียงเรียบเอ่ยถาม
ลินินวางแก้วพรีเมียมลงบนถาดในทันที
“เอสเปรสโซร้อน ไม่ฟองนมค่ะ”
คิ้วเขายกเล็กน้อยราวพึงพอใจ
“อย่างน้อยคุณก็จำรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้” เธอยิ้มบาง ๆ
“เลขาที่ดีควรจำได้ทุกอย่างค่ะ”
กฤษณ์หัวเราะเบา ๆ แล้วผลักประตูห้องตัวเองเข้าไป ลินินถอนหายใจน้อย ๆ พลางกดดูปฏิทินบนจอ เช็กสายประชุมห้ารายการเรียงกัน ตั้งแต่เก้าโมงถึงบ่ายสาม ทุกช่วงแทบไม่มีเวลาให้หายใจ เธอหยิบสมุดบันทึกกับแท็บเล็ตเดินตามเข้าไป
บนโต๊ะไม้ กฤษณ์กำลังนั่งเปิดเอกสาร หันมาสบตาเธอในทันที
“เข้ามาสิ อย่ายืนเกร็งอยู่ตรงนั้น”
เธอก้าวเข้ามา
“นี่ตารางประชุมค่ะ ดิฉันเรียงตามความสำคัญไว้แล้ว”
เขารับแฟ้มไปเปิดดูอย่างรวดเร็ว สายตาไล่ผ่านโพสต์อิทสีสว่างที่เธอแปะไว้ตามหน้า
“โอเค ใช้ได้ คุณคงนอนดึก”
“ถือเป็นหน้าที่ค่ะ”
“หน้าที่หรือความท้าทาย” คำถามคมคายทำให้เธอชะงักไปครู่หนึ่ง
“ทั้งสองอย่างค่ะ”
กฤษณ์หัวเราะในลำคอ
“ดี อย่างน้อยคุณก็ไม่ใช่คนขี้แพ้เหมือนตอนสมัยเรียน”
ลินินกัดริมฝีปาก ไม่อยากเปิดช่องให้เขาย้อนอดีต เธอจึงรีบเบี่ยงประเด็น
“ดิฉันเตรียม presentation ไฟล์ใหม่ไว้แล้ว จะอัปขึ้นจอในห้องประชุมใหญ่ตอนเก้าโมงค่ะ”
“คุณไปด้วยสิ”
“คะ”
“เลขาต้องนั่งข้างผมตลอดงาน นี่ไม่ใช่แค่คัดเอกสาร คุณต้องฟัง จด และสังเกตว่าฝั่งตรงข้ามคิดอะไรอยู่” น้ำเสียงหนักแน่นจนเธอไม่กล้าแย้ง ได้แต่พยักหน้ารับเบา ๆ
ณ ห้องประชุมใหญ่บนชั้น 35 เต็มไปด้วยผู้บริหารและคู่ค้าหลายสิบคน ลินินนั่งข้างกฤษณ์ โน้ตบุ๊กเปิดอยู่ตรงหน้า นิ้วเรียววิ่งไปตามแป้นคีย์บอร์ดไม่หยุดมือ เสียงสนทนาทางธุรกิจดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง กฤษณ์ใช้ภาษาเฉียบขาดและมั่นใจ จนอีกฝ่ายยอมถอยหลายประเด็น
ระหว่างการเจรจา ลินินเผลอขีดโน้ตสรุปเป็นสัญลักษณ์เฉพาะ กฤษณ์เหลือบสายตามองก่อนยิ้มมุมปาก พลางเอื้อมปากกาไปแตะเบา ๆ ที่ข้อมือเธอเหมือนบอกว่าดี ทำต่อ
สัมผัสสั้น ๆ นั้น ทำให้หัวใจเธอเต้นแรงกว่าการโต้ตอบประเด็นต่างๆ กันในห้อง
สาย ๆ ในห้องทำงาน
หลังการประชุม กฤษณ์เดินกลับห้องพร้อมเลขาคนสวย เขาทิ้งตัวลงบนเก้าอี้หนัง ดวงตาคมกริบทอดมองเอกสาร แต่ปากเอ่ยออกมาอย่างชัดเจน
“คุณทำได้ดีกว่าที่คิด”
“ขอบคุณค่ะ”
“แต่ยังไม่พอ” เขาเงยหน้าขึ้น
“ผมต้องการคนที่ตามผมทันทุกอย่าง ไม่ใช่แค่บันทึก”
เธอสูดลมหายใจ
“ดิฉันจะพยายามค่ะ”
กฤษณ์โน้มตัวมาข้างหน้า ศอกวางบนโต๊ะ
“ไม่ใช่แค่พยายาม คุณต้องทำให้ได้”
สายตาคมจ้องลึกเหมือนกำลังทดสอบ เธอรู้สึกทั้งท้าทายทั้งกดดัน แต่ก็ไม่ยอมหลบ
“ค่ะ” เธอตอบอย่างหนักแน่น
ริมฝีปากของเขายกยิ้ม
“อย่างนี้สิ ถึงคุ้มค่าที่รับเข้ามา”
ทั้งบ่ายกฤษณ์เรียกใช้งานเธอแทบไม่หยุด บางครั้งแค่ให้จดหมายเวียน บางครั้งให้วิ่งลงไปฝ่ายการเงินเพื่อตรวจยอด บางครั้งให้แก้พาวเวอร์พอยต์ใหม่ภายในสิบนาที
ลินินเหนื่อยจนแทบไม่มีเวลาหายใจ แต่ก็ทำทุกอย่างทัน เสียงชื่นชมจากคู่ค้าในห้องประชุมดังขึ้นบ่อยครั้ง
“เลขาคุณเก่งนะครับ”
กฤษณ์เหลือบสายตาที่เต็มไปด้วยความพึงพอใจมาทางเธอ
ช่วงบ่ายสาม การประชุมใหญ่ครั้งสุดท้ายจบลง ลินินแทบหมดแรง แต่กฤษณ์ยังดูสดชื่นราวไม่รู้จักคำว่าเหน็ดเหนื่อย
“คุณกลับไปพักได้” เขาพูดเสียงเรียบ
เธอเก็บเอกสารใส่แฟ้ม กำลังจะลุก เสียงของเขาตามมาอีกประโยค
“แต่หกโมงเย็น เจอกันที่ล็อบบี้โรงแรมแกรนด์ไลท์”
“มีงานต่อเหรอคะ”
“ดินเนอร์กับนักลงทุน” เขาหยุดนิดหนึ่ง
“คุณไปในฐานะเลขา”
หกโมงตรง ลินินมาถึงโรงแรมหรูในชุดเดรสสุภาพเรียบ เธอตั้งใจเลือกสีเรียบเพื่อไม่ให้โดดเด่น แต่ทันทีที่ก้าวเข้าไปในล็อบบี้ สายตาหลายคู่หันมามองอย่างสนใจ
กฤษณ์ยืนรออยู่แล้วในสูทสีเข้ม เขากวาดสายตาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า แววตาหลุบลงชั่ววูบก่อนยกยิ้ม
“อย่างน้อยคุณก็รู้กาลเทศะ”
“ดิฉันมาเพื่อทำงานค่ะ” เธอเน้นเสียง
“ดี ผมก็เหมือนกัน”
ดินเนอร์คืนนั้นเต็มไปด้วยการสนทนาธุรกิจที่เข้มข้น ลินินนั่งข้าง ๆ กฤษณ์ คอยกระซิบเตือนเรื่องเอกสารและข้อมูลตัวเลข เขาเองก็แสดงความมั่นใจจนอีกฝ่ายคล้อยตาม บทสนทนาสลับกับเสียงแก้วไวน์กระทบกัน
ระหว่างพักเบรกสั้น ๆ กฤษณ์โน้มลงกระซิบใกล้หูของเธอ
“คุณทำให้ผมไม่ต้องเหนื่อยเกินไป”
ลมหายใจอุ่น ๆ ข้างหูทำให้เธอสะท้านวูบ เธอหันไปสบตา แต่เขาก็หันกลับไปยกแก้วไวน์ทันที ราวกับไม่ได้พูดอะไร
เมื่อการดินเนอร์สิ้นสุด เกือบสี่ทุ่ม ลินินลุกตามกฤษณ์ออกมาหน้าโรงแรม เธอกำลังจะเอ่ยขอตัวกลับ แต่เขากลับพูดขึ้นก่อน
“ผมให้คนขับไปส่งคุณเอง”
“ไม่เป็นไรค่ะ ดิฉันกลับเองได้”
“อย่าดื้อเหมือนสมัยเรียนอีกเลย” น้ำเสียงเขาแผ่วลง
“คืนนี้คุณเหนื่อยทั้งวันแล้ว”
เธอชะงักไม่ชอบคำว่าดื้อ แต่ก็รู้สึกถึงความห่วงใยที่ซ่อนอยู่ จึงพยักหน้ารับแบบไม่เต็มใจนัก
รถหรูแล่นออกจากโรงแรม ลินินมองไฟผ่านกระจก ความเหนื่อยผสมความสับสนทำให้เธอถอนหายใจ เธอไม่อาจปฏิเสธได้ว่ากฤษณ์ยังคงเป็นตัวตนที่เธอคุ้นเคย กวน ประชด เจ้าเล่ห์ แต่ก็มีบางแง่มุมที่อ่อนโยนมากกว่าที่คิด
เช้าวันจันทร์ ออฟฟิศบนชั้นสูงสุดยังคงเต็มไปด้วยเสียงโทรศัพท์และเสียงคีย์บอร์ด ลินินเริ่มคุ้นกับงานมากขึ้น เธอวางเอกสารตามโต๊ะ จัดคิวประชุมตามที่กฤษณ์สั่งตั้งแต่เมื่อวันศุกร์ มือที่เคยสั่นเพราะความกดดัน ตอนนี้กลับมั่นคงขึ้น
แต่ความมั่นคงนั้นอยู่ได้ไม่นาน เมื่อเสียงทุ้มคุ้นเคยดังขึ้นจากประตูห้องผู้บริหาร
“คุณเลขา วันนี้เย็นว่างหรือเปล่า”
ลินินเงยหน้าจากปฏิทิน
“ดิฉันมีเอกสารต้องสรุปค่ะ”
กฤษณ์ยกคิ้วขึ้น ยิ้มตรงมุมปาก
“ดี งั้นทำที่ร้านอาหารก็ได้”
“คะ”
“ผมมีนัดดินเนอร์กับคู่ค้ารายใหม่ คุณไปด้วย จัดเอกสารตรงนั้นเลย” เขาพูดเรียบง่ายเหมือนเป็นเรื่องปกติ
ลินินเม้มปาก จะปฏิเสธก็ยาก เพราะในฐานะเลขา งานของเธอคืออยู่ข้างเขาเสมอ
ช่วงบ่ายงานถาโถมเข้ามาไม่หยุด กฤษณ์เรียกเธอเข้าออกห้องประชุมเกือบทุกชั่วโมง บางครั้งแค่ให้ถือแฟ้ม บางครั้งให้กระซิบตัวเลขกำไรสุทธิ เขาใช้เธอเหมือนเป็นแขนขาที่สอง
จนบ่ายสามโมง ระหว่างพักหายใจเพียงไม่กี่นาที เธอเปิดโน้ตบุ๊กบนโต๊ะส่วนตัว กำลังพิมพ์อีเมล กฤษณ์ก็เดินออกมาจากห้อง พร้อมกาแฟถ้วยโปรดในมือ
“ไปเดินด้วยกัน”
“ตอนนี้เหรอคะ”
“ใช่”
เธอแอบถอนหายใจ แต่ก็ลุกตามอย่างเลี่ยงไม่ได้
ทั้งคู่ลงลิฟต์มายังลานกาแฟชั้นล่าง พนักงานหลายคนหันมามองด้วยสายตาสงสัย บางคนกระซิบกระซาบ แต่กฤษณ์กลับเดินอย่างไม่สนใจ ราวกับตั้งใจให้ทุกคนเห็นว่าเลขาคนใหม่ต้องอยู่ข้างเขา
เขาสั่งเอสเปรสโซเหมือนเดิม แล้วหันมาถามเธอ
“คุณเอาอะไร”
“ไม่เป็นไรค่ะ ดิฉันไม่หิว”
“งั้นเอาเหมือนเดิม ลาเต้ร้อนหนึ่ง” เขาสั่งแทนหน้าตาเฉย
เมื่อแก้วกาแฟถูกวางลงตรงหน้า ลินินกัดริมฝีปาก จะบอกว่าไม่อยากกินก็สายเกินไป เธอได้แต่นั่งจิบเงียบ ๆ
“เห็นไหม” เขาพูดขำ ๆ
“ผมยังจำได้ว่าคุณชอบลาเต้ตั้งแต่ม.ปลาย”
เธอวางแก้วลงแรงกว่าที่ตั้งใจเล็กน้อย
“คุณยังไม่เลิกนิสัยล้อเลียนเลยสินะคะ”
กฤษณ์ยกยิ้มเจ้าเล่ห์
“ถ้าไม่ล้อคุณ ผมจะล้อใคร”
หัวใจเธอสะดุดวูบ แต่พยายามรักษาสีหน้าให้เรียบ
ตกค่ำ ลินินตามกฤษณ์ไปยังร้านอาหารหรูใจกลางเมือง โต๊ะวีไอพีถูกจัดไว้เรียบร้อย คู่ค้าชาวต่างชาติสองคนรออยู่แล้ว กฤษณ์ทำหน้าที่เจ้าบ้านได้อย่างสมบูรณ์แบบ ส่วนเธอก็จัดเอกสาร สรุปตัวเลข เสริมข้อมูลตามที่ซักถาม
แต่ระหว่างคุยธุรกิจ สายตากฤษณ์กลับเหลือบมองเธอเป็นระยะ จนเธอรู้สึกได้ ไม่ใช่แค่สายตาของเจ้านายต่อเลขา แต่เป็นสายตาที่มีอะไรซ่อนอยู่
เมื่อการเจรจาสิ้นสุดลง กฤษณ์ขับรถพาเธอกลับเอง เขาหยุดที่ไฟแดงกลางเมือง แสงนีออนสะท้อนกระจกหน้ารถ
“คุณเก่งขึ้นกว่าที่ผมคิด” เขาพูดเสียงทุ้ม
“ก็ทำตามหน้าที่ค่ะ”
“หน้าที่อย่างเดียว หรือเพราะคุณอยากพิสูจน์ว่าคุณไม่แพ้ผมอีกแล้ว”
ลินินชะงัก มองออกไปนอกหน้าต่าง
“คุณยังเหมือนเดิม ชอบหาเรื่องให้คนอื่นหงุดหงิด”
กฤษณ์หัวเราะเบา ๆ
“แต่คุณก็ยังตอบผมทันกันทุกครั้ง”
ไฟเขียวปรากฎ รถเคลื่อนตัวไปต่อ บรรยากาศในรถเงียบลง แต่หัวใจของลินินกลับเต้นแรงกว่าตอนอยู่ในห้องประชุมเสียอีก