จนกระทั่งเขาเรียนจบจากวิทยาลัย หล่อนได้ยินข่าวจากเพื่อนๆ ในรุ่นของเขาว่า วิศนุชาไปเรียนต่อที่ต่างประเทศแล้ว
หล่อนยิ้มทั้งน้ำตาให้กับอนาคตของที่ดีของชายที่ตัวเองรักไม่เคยลืม
‘ขอให้พี่บีมมีความสุขมากๆ นะคะ ปลารักพี่บีมเสมอค่ะ’
“คุณปัณฑารีย์คะ ถึงคิวสัมภาษณ์แล้วค่ะ”
เสียงเรียกของใครบางคนดังเข้ามาในหู และมันก็ช่วยดึงหล่อนให้กลับมาสู่โลกของความจริงได้ชั่วคราว
“เอ่อ... ค่ะ...”
หล่อนรีบลุกขึ้นจากเก้าอี้ และเดินตามผู้หญิงหุ่นนางแบบไปทันที
หลังจากที่หล่อนเรียนจบชั้นปวส. หล่อนก็ไม่ได้เรียนต่อในชั้นมหาวิทยาลัยอีก เพราะต้องออกมาทำงานช่วยแม่ส่งเสียน้องๆ ให้ได้เรียนหนังสือ
“เชิญทางนี้ค่ะ”
“ขอบคุณค่ะ”
ปัณฑารีย์กล่าวขอบคุณ และก้าวเท้าเข้าไปในห้องสัมภาษณ์งาน ซึ่งหล่อนเป็นคนสุดท้ายของผู้สมัครสิบกว่าคนในวันนี้
ภายในห้องที่หล่อนก้าวเข้ามากว้างขวาง ความเย็นจากเครื่องปรับอากาศทำให้หล่อนรู้สึกเหน็บหนาวไม่น้อย
ผู้ชายสามคน และมีผู้หญิงอีกสองคนนั่งอยู่หลังโต๊ะไม้ตัวยาวสีน้ำตาลอ่อน หล่อนยกมือขึ้นไหว้และกล่าวสวัสดีทุกคน ก่อนจะหย่อนกายลงนั่งเมื่อได้รับคำเชิญ
ผู้ทำการสัมภาษณ์ได้สลับสับเปลี่ยนกันถามคำถามหลายอย่างกับหล่อน ซึ่งหล่อนก็เลือกที่จะตอบออกไปตามความเป็นจริงทุกอย่าง จึงทำให้บรรยากาศไม่กดดัน และตอบได้ดีกว่าอีกสามบริษัทที่หล่อนไปสัมภาษณ์มา
“พวกเราหมดคำถามที่จะถามคุณปัณฑารีย์แล้วครับ”
แล้วผู้ทำการสัมภาษณ์หล่อนทั้งห้าคนก็ลุกขึ้น และพากันเดินออกไปจากห้องกว้าง เหลือหล่อนเอาไว้กับผู้หญิงคนหนึ่งเท่านั้น
“เอ่อ... ดิฉันกลับได้หรือยังคะ”
หล่อนหันไปถามผู้หญิงที่เดินเข้ามายืนอยู่ด้านข้างของตัวเอง
“คุณต้องรอสัมภาษณ์กับท่านประธานด้วยค่ะ”
“อ๋อ ค่ะ”
“คุณเป็นคนที่สามนะคะที่ได้รับการสัมภาษณ์จากท่านประธาน”
“หมายความว่ายังไงเหรอคะ” หล่อนถามกลับไปเพราะไม่เข้าใจจริงๆ
“เพราะว่าคุณกับอีกสองคนก่อนหน้านี้มีสิทธิ์ที่จะได้เข้ามาทำงานที่นี่ยังไงล่ะคะ”
คำตอบที่ได้ยิน ทำให้ปัณฑารีย์ถึงกับฉีกยิ้มออกมาด้วยความดีใจ
ถ้าหล่อนได้ทำงานที่นี่ก็คงจะดีมากๆ เลยล่ะ เพราะบริษัทนี้ใหญ่โตมาก ชีวิตการทำงานและการเงินของหล่อนจะต้องดีขึ้นแน่นอน
“ขอบคุณมากนะคะ ฉันดีใจมากเลยค่ะ”
“แต่คนที่จะตัดสินใจว่าจะเลือกใครคือท่านประธานค่ะ”
หล่อนยิ้มกว้างให้กับคู่สนทนา ในขณะที่บีบมือแน่นด้วยความตื่นเต้น
“รอสักครู่นะคะ เดี๋ยวท่านประธานก็คงจะมาแล้วค่ะ”
“ได้ค่ะ ฉันรอได้ค่ะ” น้ำเสียงของหล่อนเต็มไปด้วยความหวัง ขณะนั่งรวบรวมสติเพื่อเตรียมตัวตอบคำถามอย่างขะมักเขม้น
เสียงประตูเปิดออก เสียงสนทนาของพนักงานผู้หญิงคนนั้นดังขึ้นเบาๆ ก่อนที่ชื่อของหล่อนจะถูกเรียก
“คุณปัณฑารีย์คะ ท่านประธานเชิญคุณไปสัมภาษณ์ที่ห้องทำงานของท่านค่ะ”
“อ๋อ ค่ะ”
หล่อนลุกขึ้น รีบรวบแฟ้มเอกสารของตัวเองมากอดไว้แนบอก และเดินตามพนักงานผู้หญิงคนนั้นออกไปทันที
หล่อนถูกพามายังชั้นบนสุดของอาคารสูงระฟ้า และมาหยุดที่ห้องหนึ่ง ซึ่งเดาว่าน่าจะเป็นห้องทำงานของท่านประธานบริษัทนั่นเอง
พนักงานผู้หญิงเคาะประตูหนึ่งครั้ง และพูดเสียงสุภาพ
“คุณปัณฑารีย์มาแล้วค่ะท่านประธาน”
“เชิญครับ”
เสียงทุ้มทรงพลังดังกังวานออกมาจากภายในห้องทำงานตรงหน้า
พนักงานผู้หญิงหันมามองหล่อนเล็กน้อย ก่อนจะดันประตูให้เปิดกว้างออก
“เชิญค่ะ ดิฉันจะรอด้านนอกค่ะ”
“ขอบคุณค่ะ”
ปัณฑารีย์กล่าวขอบคุณ ก่อนจะก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไปด้านใน
เครื่องปรับอากาศในห้องทำงานของท่านประธานบริษัทเย็นเฉียบยิ่งกว่าห้องแรกที่หล่อนถูกสัมภาษณ์อีก
หล่อนเหน็บหนาวจนฟันกระทบกันดังกึก แต่ก็พยายามที่จะอดทนเอาไว้
เท้าเล็กก้าวเข้าไปหยุดกลางห้อง ดวงตากลมโตจ้องมองไปยังผู้ชายที่นั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานไม้ขนาดใหญ่เป็นครั้งแรก ก่อนจะเผยอปากค้างเติ่ง เมื่อความคุ้นตาของเขาพุ่งเข้าใส่หัวใจของหล่อนอย่างรุนแรง
“พี่บีม!”
เสียงอุทานของหล่อนดังแหบแห้งอยู่ภายในลำคอเท่านั้น ขาของหล่อนอ่อนแรงโดยอัตโนมัติ จนแทบทรุดลงไปกองกับพื้น
หล่อนได้เจอเขาอีกครั้ง หลังจากเวลาผ่านมาห้าปีกว่า
วิศนุชา...
ผู้ชายที่ไม่เคยเลือนหายไปจากหัวใจของหล่อนเลยแม้แต่วินาทีเดียว
น้ำตาแห่งความตื่นเต้นยินดีเอ่อล้นออกมาจากดวงตาโดยอัตโนมัติ
“พี่บีม...”
หล่อนเรียกชื่อเขาอีกครั้งด้วยความดีใจ ลืมเรื่องคำสั่งของมารดาของเขาไปชั่วขณะ
ความคิดถึงที่แน่นล้นอยู่ภายในหัวใจ ทำให้หล่อนก้าวพอที่จะก้าวไปหยุดที่ด้านหน้าของโต๊ะทำงานที่เขานั่งอยู่
และความคิดถึงนี้มันก็ทำให้หล่อนลืมสังเกตไปเลยว่า ตอนนี้วิศนุชามองหล่อนด้วยสายตาแบบใด และกริยาของเขาเย็นชาแค่ไหน
“ผมไม่ชอบให้ใครเรียกชื่อเล่นของผม”
คำพูดห่างเหินของเขา ทำให้หล่อนได้สติสัมปชัญญะคืนมาได้ในที่สุด
รอยยิ้มค่อยๆ เลือนหายไปจากใบหน้านวลของปัณฑารีย์
หล่อนบอกตัวเองว่าอย่าแสดงท่าทางน่าสมเพชใดๆ ออกไปนอก นอกจากทำเหมือนคนไม่รู้จักกันอย่างที่เขากำลังแสดงออกมา
“ขอโทษค่ะ”
“เชิญนั่งครับ”
หล่อนหย่อนกายลงนั่งบนเก้าอี้ตัวตรงหน้าโต๊ะทำงานไม้ โดยมีสายตามืดลึกไร้ความรู้สึกของวิศนุชาจ้องมองมาตลอดเวลา
หัวใจของหล่อนเหมือนกำลังถูกแล่ออกเป็นชิ้นๆ แล้วทาด้วยเกลือป่น
เจ็บ...
แสบ...
และแสนทรมาน...
“ปลา... เอ่อ... ดิฉันพร้อมสัมภาษณ์งานแล้วค่ะ”
หล่อนได้ยินเขาหัวเราะเบาๆ ในลำคอ มันคือเสียงหัวเราะเยาะหยัน ก่อนที่เขาจะเลื่อนแฟ้มเอกสารของหล่อนออกห่างจากตัว
“ผมไม่ให้คุณผ่านสัมภาษณ์งาน กลับออกไปได้แล้วครับ”
“พี่บีม... เอ่อ... คุณวิศนุชา...” หล่อนช้อนตาขึ้นมองสบตากับเขา แต่ก็ได้พบแต่ความเลือดเย็นเท่านั้นที่เขามอบให้
หล่อนเม้มปากอิ่มของตัวเองจนเป็นเส้นตรง เจ็บปวดจนแทบจะกระอักออกมาเป็นลิ่มเลือด แต่กระนั้นก็จำต้องยอมรับผลกรรมนั้น
“ออกไปได้แล้ว”
“ขอบคุณค่ะ”
หล่อนลุกขึ้นยืน แต่ก็เซจะล้ม ขาสองข้างแทบทรงตัวไม่ไหว แต่ก็ต้องกัดฟันพาตัวเองออกไปจากห้องทำงานของวิศนุชาโดยเร็วที่สุด
มันไม่แปลกหรอกที่วิศนุชาทำแบบนี้ เพราะถ้าเป็นหล่อน... ก็คงเลือกที่จะไม่อยู่ใกล้กับคนที่เคยทำร้ายหัวใจเช่นกัน
น้ำตาไหลออกมา แต่ก็ต้องกะพริบไล่เร็วๆ เมื่อพนักงานผู้หญิงคนเดิมเดินเข้ามาหา
“ทำไมสัมภาษณ์แป๊บเดียวเองล่ะคะ”
หล่อนทำได้แค่ยิ้มตอบเท่านั้น ก่อนจะกล่าวขอตัวและกลับลงไป
วิศนุชาเรียกพนักงานเข้ามาหา ก่อนจะออกคำสั่ง
“ผมตัดสินใจรับคุณอนุวดีเข้าทำงาน เรียกมาเริ่มงานในวันพรุ่งนี้ได้เลย”
“คุณปัณฑารีย์ไม่ผ่านเหรอคะท่านประธาน”
“ไม่ผ่านครับ”
“ค่ะ”
เมื่อพนักงานออกไปจากห้องทำงานของตัวเองแล้ว วิศนุชาก็เอนหลังพิงกับพนักเก้าอี้ตัวใหญ่อย่างอ่อนแรง
“กลับมาให้เจออีกทำไม ปัณฑารีย์”
วิศนุชาพึมพำเสียงเจ็บปวด กรามแกร่งถูกขบกัดแน่นจนขึ้นสันนูนเป่ง
ปัณฑารีย์กลับมาบ้านด้วยความหงอยเหงา หัวใจเปียกโชนไปด้วยหยาดเลือดที่ถูกกระตุ้นด้วยคมมีดจากสายตาของวิศนุชา
ขนาดไม่ได้เจอเขา หัวใจของหล่อนก็ไม่เคยหายเจ็บปวด แต่ตอนนี้หล่อนรู้แล้วว่าเขาอยู่ไม่ไกล ได้เผชิญหน้ากับความเย็นชา ห่างเหินของเขา มันก็ยิ่งทำให้หล่อนเจ็บร้าวแทบขาดใจ
“เป็นยังไงบ้างปลา ได้งานไหมลูก”
เสียงของมารดาเอ่ยถามขึ้น หลังจากที่หล่อนเปิดประตูเข้ามาในบ้านหลังเล็กกะทัดรัดที่ครอบอาศัยอยู่มาหลายสิบปี
หล่อนรีบกะพริบตาไล่หยาดน้ำตา และฝืนยิ้มแห้งๆ ให้กับมารดา
“ได้สัมภาษณ์จ้ะแม่ แต่ไม่รู้ว่าจะได้งานหรือเปล่า” หล่อนพยายามตอบเสียงร่าเริง “แต่แม่ไม่ต้องกังวลนะ ปลาต้องได้งานเร็วๆ นี้แหละจ้ะ”
“แม่เป็นกำลังใจให้นะปลา”
“ขอบคุณค่ะแม่”
หล่อนยังคงฝืนใจทำเสียงร่าเริงตอบมารดาออกไป
“ว่าแต่วันนี้มีอะไรกินเอ่ย ปลาหิ๊วหิวจ้ะ”
“วันนี้มีน้ำพริกกะปิปลาทู แล้วก็แกงส้มผักรวม ของโปรดของปลานั้นแหละ” มารดาตอบออกมาด้วยรอยยิ้ม
“เย้ ดีใจจังเลยจ้ะ งั้นปลาไปอาบน้ำก่อนนะแม่ จะได้รีบออกมากินข้าว หิวมาก” หล่อนลากเสียงยาว เพราะรสมือของมารดาในการทำกับข้าวนั้นอร่อยเหาะเลยทีเดียว
“จ้ะ ไปเถอะ”
หล่อนฉีกยิ้มให้บุพการี กำลังจะหมุนตัวเดินไปห้องพัก แต่ก็เหมือนคิดอะไรได้
“แม่จ้ะ แป้งกับปรางกลับมาหรือยังจ้ะ”
“ยังจ้ะ แป้งไปทำงานพิเศษ ส่วนปรางไปทำรายงานบ้านเพื่อนน่ะ”
“อ๋อ งั้นแป้งไปอาบน้ำนะแม่”
“อืม”
เมื่อหันหลังให้กับมารดาแล้ว รอยยิ้มที่เปื้อนอยู่บนใบหน้าก็ค่อยๆ จางหายไป จนในที่สุดก็เหลือแต่ใบหน้าเศร้าหมอง
หล่อนถอนใจออกมาแผ่วเบา พยายามจะสลัดชื่อของวิศนุชาออกไปจากหัวสมอง แต่ก็ทำไม่ได้เลย เพราะเขาคือคนที่หล่อนรักมาตลอดนั่นเอง
“พี่บีม... ปลาไม่เคยหยุดรักพี่บีมได้เลยค่ะ แม้พี่บีมจะเกลียดปลาไปแล้วก็ตาม...”