ตอน 1

ภายในโรงแรมหรู ระดับห้าดาวแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ คลาคล่ำไปด้วยสื่อมวลชนคับคั่ง เหล่าคนดังไฮโซและนักธุรกิจแถวหน้าของเมืองไทยที่ต่างตบเท้ากันมาร่วมงานประกวดการออกแบบเครื่องประดับ เพื่อเฟ้นหาดีไซเนอร์มาประดับวงการพร้อมทั้งเซ็นสัญญาร่วมงานกับบริษัทเพชรยักษ์ใหญ่ของเมืองไทยอย่างบริษัท Grey&M Jewelry จำกัด(มหาชน)

โดยการจัดงานครั้งนี้ เกิดขึ้นภายใต้แนวคิดของประธานบริษัทคนใหม่อย่าง คาเมรอน เกรย์ มหัทธนวงศ์สกุล ผู้บริหารหนุ่มวัยสามสิบเอ็ดปี ที่เพิ่งจะมารับตำแหน่งได้ไม่นาน ด้วยความที่เป็นคนตั้งใจทำงาน เก่ง ไฟแรง จึงอยากได้ดีไซเนอร์เป็นคนรุ่นใหม่ และไฟแรงพอๆ กันมาร่วมงานด้วย เพื่อจะได้มีไอเดียร์แปลกๆ ไม่ซ้ำใครในการตีตลาดอัญมณีเมืองไทย สู่ระดับเอเชีย ไปจนถึงระดับโลก และการประกวดก็ได้ค้นพบเพชรเม็ดงามสิบคนสุดท้าย เพื่อที่จะขึ้นโชว์ผลงานจริงในค่ำคืนนี้ โดยการสวมใส่ของนางแบบแถวหน้าของเมืองไทย

เวียงพิงค์ ขวัญคำ สาวน้อยเมืองเชียงใหม่ หนึ่งในผู้เข้าร่วมการแข่งขันและเข้ารอบสิบคนสุดท้าย จากการคัดเลือกกว่าหนึ่งร้อยคนผ่านผลงานการวาดภาพในรอบแรก หญิงสาวอายุยี่สิบเอ็ดปีและเพิ่งจะคว้าปริญญาหมาดๆ ทางด้านการออกแบบอัญมณีโดยเฉพาะ และหวังว่าเรียนจบจะได้ทำงานในบริษัทอัญมณีที่ไหนสักแห่ง แต่แล้วอยู่ๆ โอกาสทองก็มาถึง เมื่อมีการจัดการประกวดเฟ้นหาดีไซเนอร์รุ่นใหม่ ของบริษัท Grey&M Jewelry แต่เธอไม่กล้าสมัครเพราะดูจะเกินเอื้อม แต่สุดท้ายได้รับแรงผลักดันมาจากเพื่อนรักให้สมัครแข่งขัน และก้าวแรกก็เป็นผลสำเร็จนั่นคือเข้ารอบสุดท้าย เพื่อสร้างชิ้นงานและโชว์ในค่ำคืนนี้ แต่เธอไม่รู้เลยว่าเบื้องหลังความสำเร็จได้มาเพราะอะไร

แต่เพราะเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้ออกงานใหญ่ระดับเฟิร์สคลาส ทำให้เวียงพิงค์ออกอาการประหม่าไม่น้อย อีกทั้งเรื่องการแต่งตัวที่ไม่เคยแต่งมาก่อน คือการใส่ชุดราตรี แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะชุดที่สวมใส่มาในค่ำคืนนี้ยังหยิบยืมจากเพื่อนรัก เพราะเธอไม่มีเงินมากพอที่จะซื้อชุดใหม่ แต่ชุดที่สวมใส่ก็เป็นชุดน่ารัก คือราตรีเกาะอกสีฟ้าความยาวประมาณหัวเข่ากับรองเท้าส้นสูงอวดขาขาวๆ แม้จะไม่เคยแต่งแต่มันคือความจำเป็นเพราะถือเป็นการให้เกียรติงานและอาชีพในอนาคตของตัวเอง

“ไม่เห็นต้องประหม่าขนาดนั้นเลยยัยเตี้ย” เมษาซึ่งเป็นเพื่อนรักของเวียงพิงค์ เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกระซิบขณะที่กำลังนั่งรออยู่ในห้องแต่งตัว เพื่อให้ประธานมาเปิดงานเสียก่อน

“ใครจะไม่ประหม่าล่ะ เมย์ลองมาเป็นพิ้งค์ไหมล่ะ ไม่เคยออกงานแบบนี้มาก่อนเลย” เวียงพิงค์ตอบอย่างเครียดๆ

“ใครจะเคยล่ะ แต่มันเป็นการประกวดสู้ๆ สิ ดูผู้แข่งขันคนอื่นไม่เห็นตื่นเต้นอย่างพิ้งค์เลย” เมษาพยายามปลอบใจพร้อมกับบุ้ยหน้าไปทางผู้แข่งขันคนอื่นๆ ซึ่งอยู่ในห้องเดียวกัน

“เค้าตื่นเต้นแต่ไม่แสดงออกเท่านั้นเอง อีกอย่างงานยักษ์ขนาดนี้ โห๋! สั่นหมดแล้ว” เวียงพิงค์ค่อนข้างตื่นกลัวเพราะไม่เคยมาสัมผัสกับงานใหญ่ๆ แบบนี้ และควบคุมความตื่นเต้นเอาไว้ไม่อยู่

“แต่ที่น่าตื่นเต้นไม่แพ้กันเลยคือจะได้เห็นหน้าประธานบริษัทคนใหม่ พร้อมๆกับสื่อมวลชนและคนทั้งประเทศ” เมษาบอกด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นระริกระรี้เพราะได้ยินข่าวลือหนาหูว่าประธานบริษัทรูปหล่อมาก

“ทำไมต้องตื่นเต้นด้วยล่ะ แค่ประธานบริษัทคนใหม่” เวียงพิงค์แสร้งทำเป็นไม่สนใจ ทั้งที่อยากรู้เช่นกัน

“ตกข่าวหรือยังไง ท่านประธานบริษัทน่ะอายุสามสิบเอ็ดปีนะจ๊ะ ทายาทคนเดียวของเจ้าสัวหัสนัยน์ ฉะนั้นเขาคือหนุ่มลูกเสี้ยว ไทย - อเมริกัน - จีน ได้ยินข่าวลือหลุดจากพนักงานในบริษัทว่า หล่อมากอย่างกับพระเอกฮอลลีวู้ด หุ่นอย่างกับนายแบบ” น้ำเสียงของเมษาดูจะชื่นชมประธานบริษัทคนนี้เสียเหลือเกินราวกับเคยเห็นหน้ามาก่อน

“แหม บรรยายราวกับเคยเห็นตัวจริงมาแล้วอย่างนั้นแหละ” เวียงพิงค์อดแซวไม่ได้

“ก็ลูกครึ่งซะขนาดนั้น ต้องหล่ออยู่แล้วล่ะ ถ้าได้ทำงานในบริษัทจริงๆ ล่ะก็ ฝากพิ้งค์อ่อยท่านประธานให้เมย์หน่อยนะ” ประโยคสุดท้ายเมษาถึงกับต้องยื่นหน้าเข้าไปกระซิบใกล้ๆ เนื่องจากกลัวว่าผู้เข้าแข่งขันคนอื่นจะหมั่นไส้

“บ้า! ให้พิ้งค์อ่อยให้เมย์เนี่ยนะ ไม่เอาหรอก หางตาของเขาไม่รู้ว่าจะหันมาแลพิ้งค์หรือเปล่า”

“เฮ้ย! ยัยเตี้ย นี่ไม่รู้ตัวเองเลยใช่ไหมว่าตัวเองสวย น่ารัก ขาวจั๊วะ น่าเจี้ยะไปทั้งตัวเนี่ย หนุ่มๆ ในมหาวิทยาลัยยังพากันรุมจีบเลย แต่เล่นตัวไม่ยอมเอาใคร” เมษาชมเวียงพิงค์พร้อมกับตำหนิเล็กน้อย

“พิ้งค์ไม่ได้อยู่ในสถานะให้ใครจีบนี่นา พิ้งค์มาเรียน เรียนให้จบแล้วหางานทำ

ส่งเงินกลับไปให้แม่และน้าที่เชียงใหม่ เท่านี้ที่พิ้งค์ต้องการ ไม่ใช่อ่อยผู้ชาย” เวียงพิงค์ว่ากลับยิ้มๆ เหมือนหยอกเย้าไม่ได้คิดอะไรมากนัก

“พูดจาน่าหมั่นไส้เดี๋ยวหยิกสักที ตอนนี้กำลังจะได้ทำงานแล้ว ต้องหาคนดูแลเผื่อเอาไว้ เพื่อจะได้ปกป้องตัวเองไง ถ้าได้คนรวยๆ ล่ะดีเลย ฮ่าๆ” เมษาหัวเราะชอบใจ ไม่ต่างอะไรกับเพ้อเลย

“นิสัยไม่ดี พิ้งค์ไม่พูดกับเมย์แล้ว รอฟังเสียงพิธีกรเปิดงานดีกว่า สงสัยป่านนี้ประธานใกล้จะมาถึงงานแล้วมั้ง”

“ย่ะ” เมษารับคำพร้อมกับตัดบทการสนทนาลงเพื่อให้เวียงพิงค์ได้ทำสมาธิ จะได้ไม่ตื่นเต้นจนเกินไป ระหว่างนั้นก็พากันรอฟังเสียงว่าพิธีกรจะกล่าวเปิดงานเมื่อไหร่

ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น ห้องแกรนบอลรูมเริ่มมีแขกทยอยเข้ามาในงาน ทุกคนต่างรอเวลาที่จะให้ประธานมาเปิดงาน ตามหมายกำหนดการที่วางเอาไว้ ทว่ามันยังไม่ถึงเวลา ประธานจึงยังมาไม่ถึง ทำให้ทุกคนเอาแต่ชะเง้อคอ มองไปตรงบริเวณทางเข้างานอยู่ตลอด และแต่ละคนพยายามคุยกันในกลุ่มว่าประธานบริษัทคนใหม่จะหน้าตาเป็นอย่างไร

ทั้งนี้เพราะชายหนุ่มไม่เคยออกสื่อ ไม่เคยให้สัมภาษณ์กับสื่อไหนตั้งแต่รับตำแหน่ง และน้อยนักที่จะมีคนเคยเห็นหน้า นอกจากเห็นหน้าประธานบริษัทคนก่อนคือเจ้าสัวหัสนัยน์ ฉะนั้นภายในงานจึงมีการซุบซิบเรื่องหน้าตาของประธานคนใหม่ ที่มีเพียงคนในบริษัทระดับผู้บริหารเท่านั้นที่เคยเห็น ระหว่างนั้นฝ่ายที่ถูกนินทามากที่สุดก็อยู่ในช่วงของการเดินทางซึ่งใกล้จะถึงโรงแรมเต็มทีแล้วเช่นกัน

“รบกวนป๋าขึ้นไปเปิดงานด้วยได้ไหมครับ ตามแผนที่เราวางเอาไว้” คาเมรอน

ประธานบริษัทคนล่าสุด เอ่ยกับบิดาด้วยน้ำเสียงเรียบ เพราะเขาไม่ต้องการออกสื่อนัก

“แผนมันปรับเปลี่ยนได้ แกเป็นประธานบริษัทแล้วนะ จะกลัวอะไรรู้จักออกสื่อเสียบ้าง คนจะได้รู้จักทำตัวลึกลับไปได้” หัสนัยน์เอ่ยด้วยน้ำเสียง

“ผมไม่ชอบ ป๋าก็รู้นี่ครับ แล้วอีกอย่างผมเพิ่งจะมาทำงานได้เดือนกว่าๆ นะครับ ผมไม่ชอบที่นักข่าวจุ้นจ้านเรื่องส่วนตัวแทนที่จะเป็นเรื่องงาน ถามนั่นโน่นนี่น่ารำคาญ” คาเมรอนบ่นน้ำเสียงเรียบและขมวดคิ้วอย่างหงุดหงิดใจ

“ไม่ชอบก็ต้องทำใจ เพราะงานนี้มันเป็นงานของลูก ลูกเป็นคนจัดขึ้นมาเองไม่ใช่เหรอ แล้วจะให้ป๋าออกหน้ารับแทนทุกครั้งมันไม่ได้ อย่าทำตัวให้คนอื่นเข้าถึงยากนัก” เคียร่า มารดาคนสวยเอ่ยแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงหวาน

“ตำหนิผมเพราะว่าผมเข้าถึงตัวยากเหรอครับ แค่นี้เองมันจะเป็นปัญหาอะไรล่ะครับคุณแม่” คาเมรอนบอกอย่างไม่แยแส เพราะมันเป็นนิสัย เขาไม่ชอบให้ใครมาวุ่นวายกับชีวิตส่วนตัว ไม่จำเป็นต้องให้ใครเห็นหน้า แต่ผลงานยอดเยี่ยมก็น่าจะเพียงพอ

“แม่แค่บอกว่ามันถึงเวลาแล้วก็เท่านั้นเอง ไม่เห็นต้องคิดมากเลย ทำใจเถอะเพราะวันนี้ก็เท่ากับว่าเป็นวันเปิดตัวลูกนะคาเมล”

“ครับผม จะพยายามทำใจ แต่ถ้าทำให้หงุดหงิดอย่าหาว่าผมเหวี่ยงสื่อก็แล้วกันครับ”

“ระดับเจ้าของงานใครจะกล้าว่าเล่า” หัสนัยน์แทรกขึ้นยิ้มๆ พลางเอื้อมมือไปตบที่หัวไหล่ของบุตรชายเบาๆ ด้วยความเอ็นดู

คาเมรอน เกรย์ มหัทธนวงศ์สกุล หรือคาเมลที่บิดาและมารดาเรียกสั้นๆ เขาเป็นชายหนุ่มวัยสามสิบเอ็ดปี จบปริญญาเอกด้านเศรษฐศาสตร์ จากประเทศอังกฤษ ทว่าเมื่อเรียนจบแล้วไม่ยอมกลับเมืองไทยเป็นปี กระทั่งหัสนัยน์อยากจะเกษียณตัวเองพร้อมกับภรรยาคู่ชีวิตจากงานที่เหน็ดเหนื่อยมานาน จึงต้องตามคาเมรอนกลับเมืองไทย เพื่อรับตำแหน่งประธานบริษัทคนใหม่นั่นเอง และคาเมรอนก็ทำงานได้เป็นอย่างดีไม่ขาดตกบกพร่อง

ตอน 2

แต่ด้วยนิสัยส่วนตัว คาเมรอนเป็นคนที่มีบุคลิก ดุ น่ากลัว น่าเกรงขาม เย็นชา บางครั้งเอาแต่ใจตัวเองและหยิ่งจองหองถือตัวเอามากๆ ไม่ยอมให้ใครเข้าถึงตัวได้ง่ายๆ คนที่คาเมรอนจะเรียกเข้าห้องทำงานเพื่อไปคุยงานด้วยนั้น จะมีแต่ระดับผู้จัดการขึ้นไปเท่านั้น ส่วนพนักงานตัวเล็กๆ นั้นรอรับคำสั่งจากผู้จัดการอีกต่อหนึ่ง แต่เพราะคาเมรอนเป็นคนที่มีเสน่ห์ ยิ่งเก็บตัวเท่าไหร่ก็ยิ่งทำให้คนทั่วไปอยากจะรู้จักและอยากเข้าถึงตัวมากยิ่งขึ้น

ยิ่งได้รู้จากปากต่อปากว่าคาเมรอนหล่อเหลาระดับพระเอกฮอลลีวู้ด ด้วยรูปร่างสูงใหญ่ราวกับนายแบบด้วยส่วนสูง 189 เซนติเมตร ก็ยิ่งทำให้นักข่าวอยากขอสัมภาษณ์ อยากเห็นหน้า เพราะคาเมรอนคือความลงตัวของสามเชื้อชาติ นั่นคือ ไทย – จีน - อเมริกัน เพราะเจ้าสัวหัสนัยน์เป็นลูกครึ่งไทย - จีน ส่วนมารดานั้นเป็นชาวอเมริกันแท้ๆ แต่มาอยู่เมืองไทยนานนับสามสิบปีทำให้พูดไทยได้คล่องปร๋อ

คาเมรอนเป็นทายาทเพียงคนเดียวและมีองค์ประกอบบนใบหน้าครบจนน่าอิจฉา ไม่ว่าจะเป็นผิวพรรณที่ขาวเหมือนคนจีน ใบหน้าเกลี้ยงเกลา หล่อเหลาแบบหนุ่มอเมริกัน คิ้วหนาเข้ม ดวงตาคมกริบสีน้ำตาลอ่อน แต่เปลือกตาเล็กแบบคนจีน จมูกโด่งเป็นสันรับกับริมฝีปากรูปกระจับอมชมพูเล็กน้อย

ทว่าเวลานี้ความหล่อเหลาหรือความเพอร์เฟคนั้นมันถูกบดบังด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เพราะเขากำลังเตรียมรับมือกับกองทัพสื่อมวลมันไม่ใช่สิ่งที่เขาชอบเลย และนับจากนี้ไปเขาจะสูญเสียความเป็นส่วนตัวทันทีที่ก้าวเข้าไปเหยียบโรงแรม และเช่นเดียวกัน ในเวลาต่อมาไม่ถึงสิบห้านาที รถตู้สีขาวคันหรูก็แล่นมาจอดเทียบหน้าทางขึ้นโรงแรม โดยมีเหล่าบอร์ดี้การ์ดส่วนหนึ่งรอรับอยู่ก่อนแล้ว พร้อมกับกองทัพสื่อมวลชนที่รออยู่ตรงบันไดทางขึ้น เมื่อรถจอดสนิทบอร์ดี้การ์ดคนหนึ่งเดินไปเปิดประตูให้อย่างรู้หน้าที่

“เชิญครับท่าน” บอร์ดี้การ์ดหนุ่มเอ่ยขึ้นพร้อมกับเปิดทางให้หัสนัยน์ลงก่อนเพราะนั่งติดประตูพอดี จากนั้นจึงตามด้วยคาเมรอนและเคียร่าตามลำดับ

ช่วงเวลานี้เอง แสงแฟรชจากกล้องถ่ายรูปของสื่อมวลชนที่นับจำนวนไม่ได้ก็สาดมาที่ทั้งสามคนพร้อมกันเสียงกดชัตเตอร์กระหน่ำรัว หวังจะเก็บภาพที่ดีที่สุดเอาไว้ ใครอยู่ใกล้ทางขึ้นมากที่สุด คือคนที่ได้ภาพชัดที่สุดไปครอง แต่คาเมรอนไม่ยอมให้ภาพออกไปได้โดยง่าย เขาให้บอร์ดี้การ์ดเกือบยี่สิบคนขวางเอาไว้ ประกบหน้าหลังบิดามารดา เพื่อไม่ให้นักข่าวเบียดเข้ามาอย่างน่าเกลียด ขณะที่นักข่าวพยายามยกกล้องขึ้นถ่ายและซูมไปที่ใบหน้าของคาเมรอนเป็นหลัก งานนี้แสงแฟรชทำให้เขาแทบตาลายเลยทีเดียว แต่ดีหน่อยที่บอร์ดี้การ์ดทำหน้าที่ได้ดีมากจนนักข่าวเข้าถึงตัวไม่ได้เลย

ขณะเดียวกัน เสียงของนักข่าวดังเข้าไปในงานเป็นสัญญาณให้แขกทุกคนตื่นตัวว่าเจ้าภาพทั้งสามได้เดินทางมาถึงแล้ว พิธีกรในงานซึ่งอยู่บนเวทีจึงประกาศให้แขกทุกคนหลีกทาง เพื่อให้เจ้านายทั้งสามเดินผ่านได้อย่างสะดวก วินาทีนี้ทุกคนพยายามชะเง้อคอมองคาเมรอนเป็นหลัก กระทั่งทั้งสามได้เดินไปถึงหน้าเวทีและถูกเชิญให้นั่งโซฟาวีไอพีเรียบร้อย แต่ก็ไม่วายที่จะมีบอร์ดี้การ์ดนั่งอยู่ด้านหลังเพื่อเป็นกำแพงอีกหนึ่งชั้น ใครอยากจะเห็นก็คงเห็นแต่เพียงแผ่นหลังกว้างๆ และเสี้ยวหน้าเวลาที่หันซ้ายขวาเท่านั้น

“อะไรจะกันท่านักข่าวได้เก่งขนาดนั้น ให้การ์ดซ้อมอารักษ์ขาตั้งแต่เมื่อไหร่”

หัสนัยน์อดแซวบุตรชายไม่ได้

“ป๋าน่าจะรู้ว่าการ์ดของป๋าเก่ง” คาเมรอนตอบน้ำเสียงเรียบพลางมองไปบนเวที ซึ่งในเวลาเดียวกันนั้นพิธีกรก็ขึ้นไปบนเวทีเรียบร้อยแล้ว ก่อนจะกล่าวเปิดงาน พร้อมทั้งเชิญให้ประธานขึ้นไปกล่าวเปิดอีกต่อหนึ่ง โดยที่คาเมรอนขอให้หัสนัยน์เป็นคนขึ้นไปเปิด เพราะงานนี้เขายังไม่พร้อมที่จะขึ้นไป หัสนัยน์จึงใช้เวลากล่าวเพียงเล็กน้อยสิบนาทีเท่านั้นเพื่อทุกอย่างจะได้เริ่มต้นอย่างเป็นทางการ

ต่อมาพิธีกรจึงได้เริ่มแนะนำกรรมการ ซึ่งเป็นเซเลบริตี้ผู้มีชื่อเสียงในวงการไฮโซ และเคียร่ามารดาของคาเมรอนร่วมเป็นกรรมการ รวมแล้วสี่ท่าน จากนั้นจึงเข้าสู่การเดินแบบทันที โดยเหล่านางแบบทั้งหลายนั้นสวมใส่คอลเล็คชั่นที่ผู้เข้าประกวดออกแบบตามกติกา นั่นคือคอลเลคลั่นฤดูใบไม้ผลิ และบรรยายถึงความหมายของเครื่องประดับไปในตัว คาเมรอนตื่นตากับเหล่านางแบบไม่น้อยเพราะทุกคนสวยเซ็กซี่ ขยี้ใจมาก แถมแต่ละนางยังแอบส่งสายตาแพรวพราวมาให้กับเขาอีกต่างหาก

ทว่าช่วงเวลาเดียวกันนี้ คาเมรอนไม่รู้เลยว่าความหล่อเหลา ระดับนายแบบของเขาที่มีแต่คนอยากเห็นหน้านั้น ถูกแอบมองจากหลังเวที สาวน้อยแสนธรรมดาหนึ่งในผู้เข้าประกวดพยายามใช้สายตามองจากระยะไกล เพราะอยากรู้ว่าคาเมรอนหน้าตาเป็นอย่างไร แล้วเธอก็เห็นแต่ไม่ชัดเจน ทว่ารู้ได้ทันทีว่าเขาหล่อและโดดเด่นมากๆ แถมยังทำให้เธอหวั่นไหวร้อนวูบวาบไปทั้งใบหน้า

“บ้าจริง” เวียงพิงค์สบถเบาๆ ด้วยความหงุดหงิดก่อนจะเดินกลับสู่หลังเวที เพื่อเตรียมที่จะขึ้นไปพร้อมกับนางแบบในรอบสุดท้าย

“มีอะไรเหรอยัยเตี้ย” เมษาถามด้วยความแปลกใจ

“เปล่าๆ พิ้งค์แค่ ตื่นเต้นน่ะ คนเยอะมาก” เวียงพิงค์ตอบด้วยน้ำเสียงหวาดหวั่น

“ไม่ต้องตื่นเต้นนะ พิ้งค์เก่งอยู่แล้ว พิ้งค์สวยและโดดเด่นพอๆ กับเครื่องเพชรเลยจะกลัวอะไร”

“ขอบใจนะเมย์ เพราะเมย์เชื่อใจพิ้งค์นะ พิ้งค์ถึงได้กล้ามาประกวดแบบนี้”

“ก็เมย์รู้ว่าพิ้งค์เก่งไง และเชื่อว่าต้องชนะแน่ๆ เห็นไหมคอลเล็คชั่นของคนอื่นสู้พิ้งค์ไม่ได้เลย เว่อร์แบบคิดเยอะเกินไปก็มี” คราวนี้เมษากระซิบเบาๆ เพราะกลัวว่าผู้เข้าแข่งขันคนอื่นจะได้ยิน

“ขอบใจจ้ะ เดี๋ยวพิ้งค์เตรียมตัวขึ้นเวทีแล้วนะ”

“ไปเลย สู้ๆ จ้ะ” จากนั้นเวียงพิงค์จึงเดินไปรออยู่ที่บันไดทางขึ้นรอให้ทีมงานส่งสัญญาณ หลังจากที่นางแบบเดินลงมาจากเวทีหมดแล้ว

“ลำดับต่อไปจะเป็นแนะนำตัวผู้เข้าประกวด พร้อมกับนางแบบนะครับ คนแรก” เสียงของพิธีกรบนเวทีเริ่มประกาศอีกครั้ง คราวนี้คนที่ตื่นเต้นเห็นทีคงจะไม่ใช่เวียงพิงค์คนเดียว แต่กลับเป็นคาเมรอนที่รอการปรากฏตัวของผู้เข้าแข่งขันที่เขาหมายตาเอาไว้เป็นพิเศษตั้งแต่รอบคัดเลือก

ต่อมานางแบบคนแรกเดินออกมาพร้อมกับผู้เข้าแข่งกันหมายเลขหนึ่ง ควงแขนกันมาในคอลเล็คชั่นฤดูใบไม้ผลิจากนั้นพิธีกรจึงได้แนะนำตัวและทุกคนเริ่มทยอยกันออกมาจนเกือบหมด ขณะที่คาเมรอนพยายามมองหา คนที่เขาหมายตาก็ไม่ออกมาเสียที

ตอน 3

“ลำดับที่สิบผู้เข้าประกวดคนสุดท้าย นางสาวเวียงพิงค์ ขวัญคำ กับชื่อชุดฤดูผลิรัก” พิธีกรประกาศชื่อเวียงพิงค์เป็นคนสุดท้าย หญิงสาวจึงสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ แล้วจึงเดินขึ้นเวทีพร้อมกับนางแบบรูปร่างสูงเพรียว ผิวสีน้ำผึ้ง แต่ไม่สามารถบดบังรัศมีความสวย ขาว น่ารักของเธอได้เลย แม้จะตัวเล็กแต่เวียงพิงค์เด่นราวกับดารา เพราะเธอสวยเหมือนดาราอยู่แล้ว จากนั้นเสียงเซ็งแซ่พูดคุยกันเรื่องหน้าตาของเวียงพิงค์ก็ฮอตพอๆ กับการวิจารณ์ความสวยของคอลเล็คชั่นที่เธอออกแบบ พร้อมกับเสียงปรบมือเกรียวกราว

เวียงพิงค์ส่งยิ้มหวานโปรยให้กับแขกในงานอย่างอ่อนโยนและเขินอายในที แต่นาทีนี้เองที่เธอได้เห็นคาเมรอนเต็มๆ ใกล้ๆ และต้องรีบหุบยิ้มเพราะไม่อยากให้ใครมองว่าอ่อยประธานบริษัท แม้ในหัวใจจะเต้นตูมตามแทบจะทะลุออกมานอกอก แต่จังหวะเดียวกันนั้นคาเมรอนก็มองมาที่เวียงพิงค์ด้วยดวงตาคมกริบวาวโรจน์ สลับกับมองเครื่องประดับและนางแบบ แต่นางแบบเองก็น่าสนใจไม่น้อย และเช่นเดียวกันเมื่อกรรมการได้เห็นเครื่องประดับชิ้นสุดท้ายเรียบร้อยทุกคนก็ก้มหน้าให้คะแนน เมื่อโชว์เครื่องประดับเสร็จเวียงพิงค์กลับเข้าหลังเวทีพร้อมกับนางแบบเพื่อพักผ่อนและรอฟังผล

ฝ่ายกรรมการทำงานด้วยความขะมักเขม้นและหนักใจ เพราะทุกชุดล้วนแล้วแต่น่าสนใจด้วยกันทั้งสิ้น แต่มีเพียงชิ้นเดียวเท่านั้นที่โดดเด่นและคว้าที่หนึ่งไปครอง เคียร่าซึ่งเป็นหนึ่งในกรรมการลุกเดินมาหาคาเมรอนตรงโซฟา พร้อมกับเอ่ยถามความคิดเห็นบุตรชายว่าชอบชุดไหนมากที่สุด

“ความจริงแล้วสิทธิ์ขาดอยู่ที่ลูกว่าจะให้เครื่องประดับชุดไหนชนะนะคาเมล” เคียร่าถามยิ้มๆ

“ผมทราบครับ แล้วผลออกมาใกล้เคียงกันหรือเปล่า” คาเมรอนตอบเสียงเรียบ

“ก็ใกล้เคียงกันมาก มีชุดเดียวที่โดดเด่นออกมา แต่อยากรู้ใจลูกว่าจะตรงกับที่พวกแม่คิดเอาไว้หรือเปล่า”

“มีอยู่ชุดหนึ่ง ที่ผมบอกคุณแม่ตั้งแต่แรกว่าชอบมากที่สุด เรียบง่ายไม่ต้องคิดเยอะ”

“ชุดนั้นเหรอ คิดเหมือนกันเลย แม่ว่าสวย ดูดี เรียบๆ แต่หรูดูเป็นธรรมชาติมากๆ เอ๊ะหรือว่าชอบคนดีไซด์ด้วย”

“เอ่อ... เปล่าครับ... คือก็... อาจจะมีบ้าง แต่ผมชอบนางแบบมากกว่า” คาเมรอนตอบเลี่ยงๆ ราวกับไม่สนใจสักเท่าไหร่

“โรคเจ้าชู้รักษาไม่หาย แม่ไปละจะเอาผลคะแนนไปรวม”

“ครับผม” คาเมรอนตื่นเต้นไม่น้อยที่ผลคะแนนจะออกมาเป็นเอกฉันท์ เนื่องจากว่าทุกคนชอบไปในทิศทางเดียวกันหมด เมื่อรวบรวมคะแนนได้แล้ว ตอนนี้เป็นวินาทีที่ผู้เข้าแข่งขันต้องถูกเรียกตัวขึ้นไปบนเวทีอีกครั้งพร้อมกับนางแบบที่สวมใส่เครื่องประดับของตัวเอง

“ขอเสียงปรบมือให้กับผู้เข้าประกวดทั้งสิบคนอีกครั้งหนึ่งครับ” พิธีกรกล่าวอีกครั้ง เมื่อทุกคนมาพร้อมกันบนเวทีและยืนเรียงแถวหน้ากระดาน จากนั้นเสียงปรบมือจึงดังสนั่นห้องแกรนด์บอลรูม

“วินาทีต่อจากนี้ไปคงเป็นความตื่นเต้นของดีไซเนอร์มือพระกาฬทั้งสิบคน ไม่เว้นแม้กระทั่งผม ซึ่งก็ตื่นเต้นเหมือนกันนะครับ แต่ก่อนอื่นผมจะแจ้งรายละเอียดของรางวัลทั้งหมดเสียก่อนนะครับ สำหรับชนะเลิศอันดับหนึ่งรับเงินสดห้าแสนบาทพร้อมกับเซ็นสัญญาเป็นดีไซเนอร์ของบริษัท Grey&M Jewelry เป็นเวลาสี่ปี เพียงคนเดียวเท่านั้น รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่สอง รับเงินสดสามแสนบาทและรองชนะเลิศอันดับที่สามรับเงินสดไปหนึ่งแสนบาท แน่นอนครับหนึ่งเดียวเท่านั้นที่จะได้เซ็นสัญญา ผมอยากให้นางแบบเดินโชว์ตัวอีกครั้งหนึ่งนะครับ ลงไปให้กรรมการและแขกของเราเห็นใกล้ๆ” เมื่อพิธีกรพูดจบนางแบบจึงเดินเรียงแถวโชว์เครื่องประดับทีละคน เพื่อให้กรรมการและคนในงานเห็นอีกรอบ

ขณะเดียวกันคาเมรอนไม่ได้จับจ้องที่เครื่องประดับอีกแล้ว เพราะเขาหมายมุ่งไปที่เจ้าของคอลเล็คชั่นต่างหาก ทำเอาคนที่ถูกมองถึงกับต้องเมินหน้าหนีไปทางอื่น เพราะสายตาของคาเมรอนที่มองมานั่นราวกับจะกลืนกิน แม้จะมองจากระยะไกลแต่ก็รู้สึกได้ ไม่ต่างอะไรกับถูกลวนลามทางสายตาชอบกล

“เอาล่ะครับ วินาทีสำคัญมาถึงแล้วนะครับ รายชื่อผู้ชนะเลิศและรองทั้งสองอยู่ในมือผมแล้ว หวังว่าจะตรงใจท่านผู้ชมนะครับ ผมขอประกาศรองอันดับสองก่อน รางวัลรองชนะเลิศอันดับสองได้แก่...” พิธีกรในงานเริ่มประกาศอันดับสามทุกคนก็สูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ พร้อมกับเสียงเพลงกระหึ่มหัวใจ

“ได้แก่นายจักราวุธ เหลืองอร่ามครับผม” เมื่อขานชื่อเสร็จเจ้าของชื่อก้มศีรษะลงพร้อมกับยกมือไหว้อย่างนอบน้อม ขณะที่เสียงปรบมือดังกึกก้อง แม้จะไม่ได้ที่หนึ่งแต่เขาก็ดีใจ จากนั้นจึงได้เคียรร่ามอบรางวัลให้

“ลำดับต่อไปนะครับผม รองชนะเลิศอันดับที่หนึ่ง ได้แก่...” พอพิธีกรพูดจบเสียงดนตรีก็ดังขึ้นอีกครั้งเพื่อบีบคั้นหัวใจและทันทีที่เสียงดนตรีจบพิธีกรก็ประกาศชื่อ

“ได้แก่นางสาวนริศรา ประเสริฐสกุล” เมื่อพิธีกรหนุ่มประกาศชื่อออกไปแล้ว เจ้าของชื่อจึงยกมือไหว้อย่างนอบน้อม ทว่าเวียงพิงค์กลับมีอาการเหมือนคนจะเป็นลม เพราะสองคนที่ได้อันดับรองนั้นดีไซน์ออกมาสวยพอๆ กันเมื่ออันดับสองรับรางวัลเสร็จก็ถึงวินาทีที่บีบคั้นหัวใจมากที่สุด

“ต่อไปเป็นรางวัลชนะเลิศอันดับหนึ่ง เจ้าของเงินสดห้าแสนพร้อมกับเซ็นสัญญาเข้าทำงานในบริษัทอัญมณียักษ์ใหญ่ของเมืองไทย น่าตื่นเต้นแทนผู้เข้าประกวดจริงๆ เลยครับ และรางวัลชนะเลิศอันดับที่หนึ่งได้แก่...” เป็นอีกครั้งที่เสียงดนตรีจะบีบคั้นหัวใจของผู้เข้าประกวดอีกแปดคน แต่ละคนก็แทบจะเป็นลมเลยทีเดียว

“ได้แก่! นางสาวเวียงพิงค์ ขวัญคำ เจ้าของชุดฤดูผลิรัก!!! ครับผม” เมื่อสิ้นสุดการประกาศเวียงพิงค์ถึงกับอึ้งและช็อก ทั้งดีใจและตื้นตันจนทำอะไรไม่ถูกขณะที่เสียงปรบมือดังลั่นอีกครั้ง แทบจะไม่ค้านสายตาคนดูเลยเพราะทุกคนมองว่าฤดูผลิรักสวย และเรียบหรูมาก ไม่เยอะและไม่น้อยจนเกินไป แต่เวียงพิงค์ก็ยังช็อกอยู่ จนสุดท้ายผู้เข้าประกวดคนอื่นเข้ามาแสดงความยินดีเธอจึงได้สติกลับมาและยกมือไหว้พร้อมกับน้ำตาหลอเบ้าด้วยความตื่นตัน

“ขออนุญาตเรียนเชิญอดีตประธานบริษัท Grey&M เจ้าสัวหัสนัยน์ขึ้นมอบรางวัลให้กับผู้ชนะเลิศด้วยครับท่าน” ความจริงแล้วคนที่ต้องขึ้นมองคือคาเมรอน แต่เพราะเขาวางแผนกับบิดาไว้ตั้งแต่แรกว่าไม่อยากเปิดตัวในตอนนี้ จึงให้บิดาเป็นคนจัดการทั้งหมด หัสนัยน์จึงลุกขึ้นยืนและหันมาค้อมศีรษะให้กับทุกคนในงาน ก่อนจะเดินขึ้นเวที พร้อมกับมอบป้ายเงินรางวัลห้าแสนบาทให้กับเวียงพิงค์ และมอบโล่รางวัลให้ทั้งสามคน จากนั้นผู้เข้าแข่งขันที่เหลือก็ยังได้รางวัลปลอบใจซึ่งเป็นค่าสมองค่าความคิด คนละหนึ่งหมื่นบาทและใบประกาศ เพื่อแสดงให้เห็นว่าเคยเข้าร่วมการแข่งขันและเป็นหนึ่งในสิบคนมาก่อน

เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้นทุกคนกลับลงสู่หลังเวที เมษาซึ่งรอแสดงความยินดีกับเวียงพิงค์ก็วิ่งเข้ามาสวมกอดเพื่อนรักด้วยความดีใจระคนด้วยน้ำตาที่ปริ่มพร้อมจะไหลเอ่อ

“สำเร็จแล้วนะยัยเตี้ย” เมษาบอกด้วยความดีใจพร้อมกับน้ำเสียงสั่นเครือ

“จ้ะเมย์ ขอบคุณมาก พิ้งค์ขอบคุณเมย์มากที่บังคับให้พิ้งค์มาประกวด” เวียงพิงค์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

“เพราะตัวพิ้งค์เองต่างหาก เก่งอยู่แล้ว เมย์แค่บังคับมาเฉยๆ” พูดจบเมษาจึงดันตัวเองออกมาเล็กน้อย

“เอาน่ายังไงก็เพราะเมย์ และพิ้งค์ไม่คิดว่าตัวเองจะมีวันนี้”

“ก็มีแล้วไง หืม ดีใจด้วยจ้ะไม่ร้องไห้นะ อย่าลืมโทรไปบอกข่าวดีให้แม่และน้ารู้ล่ะป่านนี้คงลุ้นแย่แล้ว”

“จ้ะ ไม่ลืมแน่ๆ” เวียงพิงค์รับคำเป็นมั่นเป็นเหมาะ จังหวะเดียวกันทีมงานคนหนึ่งก็เดินเข้ามาหาเวียงพิงค์พอดี

“คุณเวียงพิงค์คะ ดิฉันเป็นผู้จัดการฝ่ายบุคคลของบริษัท Grey&M พรุ่งนี้รบกวนเข้าไปเซ็นสัญญาโดยเร็วเลยนะคะ งานรอเพียบเลยค่ะ” ผู้จัดการสาวบอกด้วยความตื่นเต้นและยิ้มอย่างเป็นมิตร

“เซ็น! พรุ่งนี้เลยเหรอคะ” เวียงพิงค์ถามอย่างตกใจ

“เร็วไปไหมคะ เตรียมตัวทันไหม” ผู้จัดการสาวถามกลับยิ้มๆ

“ทัน... ทันค่ะ ขอบคุณมากค่ะ” ถึงจะไม่ทันก็ต้องตอบว่าทันอยู่แล้วโดยธรรมชาติเพราะอยากทำงาน

“ท่านประธานอยากให้ทำงานเลยค่ะ พอดีมีคอลเลคชั่นใหม่เข้ามา ท่านอยากให้ผู้ที่ได้รางวัล ซึ่งคือคุณเป็นผู้ออกแบบน่ะค่ะ”

“น่าตื่นเต้นจัง น่ากลัวด้วยค่ะ” เวียงพิงค์บอกอย่างซื่อๆ

“ฮ่าๆ ไม่ต้องกลัวนะคะ ฝีมือคุณยอดเยี่ยมมากพรุ่งนี้เจอกันแปดโมงครึ่งนะคะ”

“ขอบคุณอีกครั้งค่ะ สวัสดีค่ะ” เวียงพิงค์บอกอย่างขอบคุณพลางยกมือไหว้ ซึ่งผู้จัดการสาวก็ยกมือไหว้รับเช่นกัน จากนั้นจึงเดินจากไปอย่างมีความสุข เมื่ออยู่กันตามลำพังเพื่อนรักทั้งสองจึงสวมกอดกันอีกครั้ง

“โชคดีที่สุดในโลกเลยยัยเตี้ย ฮืม”

ต่อมาภายในงาน ก็ทำพิธีปิดอย่างสวยงามสมหน้าสมตาบริษัทยักษ์ใหญ่ ผู้เข้าประกวดทั้งอิ่มเอมใจ มีความสุข บ้างก็ผิดหวังกลับบ้าน ทว่าคาเมรอนไม่ได้ทำให้อีกเจ็ดคนที่เหลือซึ่งไม่ได้รับรางวัลต้องกลับบ้านมือเปล่า อย่างที่บอกทุกคนได้รับเงินสดคนละหนึ่งหมื่นบาท และคาเมรอนขอซื้อผลงานทุกชุดเพื่อผลิตออกมาจำหน่าย ทุกคนจะได้รู้ว่าผลงานทั้งหมดที่ผ่านกระบวนการคิดมาเป็นอย่างดีนั้นมันมีค่าทุกชุด เพียงแต่การประกวดต้องมีหนึ่งเดียวเท่านั้นและมันจำเป็นที่จะต้องเลือกเวียงพิงค์

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED