ซุนเหยา เธอเรียนจบด้านการตลาด และด้วยความชื่นชอบด้านอาหาร เธอจึงเลือกที่จะเปิดร้านอาหาร ทั้งรสชาติอาหารที่ถูกปากทุกช่วงวัย
ภายในร้านของเธอยังตกแต่งได้อย่างสวยงาม มุมต่างๆ ของร้านจึงดึงดูดใจให้คนเข้ามานั่งกินและถ่ายรูปลงโซเซียล
เพียงไม่กี่เดือนร้านของเธอก็เป็นที่พูดถึง จนทำให้เกิดสาขาอื่นๆ ตามมา ซุนเหยาเธอจึงต้องเดินทางไปตรวจร้านตามสาขาต่างๆ เพื่อคงมาตรฐานเดิมไว้ได้มากที่สุด
วันนี้ซุนเหยารู้สึกมึนหัว แต่ผู้จัดการโทรมาหาเธอ เรื่องให้เข้ามาตรวจสินค้าที่สั่งซื้อมาตุนไว้ในโกดัง เธอจำต้องแบกสังขารขึ้นรถไปที่โกดังนอกเมืองปักกิ่งทันที
ภายในโกดังขนาดใหญ่ ซุนเหยาเดินตามผู้จัดการ เพื่อดูสินค้าที่สั่งมาว่ามีคุณภาพหรือไม่ หากพบว่าไม่ได้คุณภาพจะได้แจ้งเปลี่ยนได้ทัน
เธอไม่ได้มีเพียงโกดังเดียว เมื่อมีสาขาจำนวนมาก ย่อมต้องมีหลายโกดัง เพื่อกักตุนสินค้าให้เพียงพอกับทุกสาขา
“โอ๊ยย” ซุนเหยาร้องออกมาเบาๆ เมื่อข้อมือของเธอไปเกี่ยวเข้ากับชั้นวางของจนเลือดไหลซึมออกมา
“คุณเหยา ทำแผลก่อนไหมครับ” ผู้จัดการมองข้อมือขาวงามอย่างเป็นห่วง
“ไม่เป็นไรค่ะ ตรวจงานให้เสร็จก่อน แผลแค่นี้ ไม่เป็นไรมากค่ะ” เธอหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมามัดข้อมือไว้
ซุนเหยาเธอไม่ได้สังเกตเลยว่ากำไลหยกที่ได้มาจากคุณย่ามันเปล่งแสงออกมาวูบหนึ่งก่อนจะหายไปราวกับไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
เมื่อเดินตรวจของจนเสร็จ ซุนเหยาก็บอกลาผู้จัดการ แล้วขึ้นรถกลับบ้านทันที ยังดีที่เธอมีคนขับรถ ไม่เช่นนั้นวันนี้เธอคงขับรถเองไม่ไหว
หลายวันที่ผ่านมา ซุนเหยามัววุ่นวายอยู่กับการเปิดร้านสาขาใหม่ที่ปักกิ่ง สาขานี้เธอตั้งใจอย่างมาก เพราะมีขนาดใหญ่กว่าทุกสาขาที่เปิดมา
เธอตรวจงานด้วยตนเอง ทำให้หลายวันที่ผ่านมาเธอแทบจะไม่ได้พักผ่อนเลยสักนิด เมื่อขึ้นรถได้ เธอก็หลับเป็นตาย
ซุนเหยาขมวดคิ้วอย่างไม่สบอารมณ์ เมื่อเธอได้ยินเสียงเพลงแปลก ที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน
“คุณโจว คุณช่วยปิดเพลงให้ฉันหน่อยค่ะ” เธอพูดสั่งคนขับรถ เพราะตอนนี้เขากำลังกวนเวลานอนของเธออยู่
“...” ซุนเหยาเริ่มจะทนไม่ไหว กับเสียงเพลงที่ไม่ได้เบาลงเลย เธอจึงลืมตาขึ้นมาอย่างโมโหคิดจะต่อว่าคุณโจวเสียหน่อย
แต่แล้วดวงตาคู่งามกลับเบิกกว้างอย่างตกตะลึง ความจริงเธอต้องอยู่ในรถหรูที่กำลังเดินทางกลับบ้าน แต่ในตอนนี้ เธอกำลังนั่งอยู่ในกล่องสีแดง
ซุนเหยารีบเปิดผ้าม่านเพื่อมองออกไปด้านนอก เธออยากจะรู้ว่าตอนนี้เธออยู่ที่ไหน แล้วเกิดเรื่องอะไรขึ้น ทำไมเธอถึงได้ใส่ชุดแดงที่เหมือนจะเป็นชุดเจ้าสาว
“คุณหนูห้ามเปิดผ้าม่านเจ้าค่ะ” เสียงร้องตำหนิซุนเหยาดังขึ้น จนเธอต้องหดมือกลับอย่างทำตัวไม่ถูก
ไม่สิ ไม่ใช่ ต้องมีคนแกล้งเธอแน่นอน หรือจะเป็นเพื่อนสนิทของเธอ ที่เห็นเธอยุ่งกับงานจนไม่หาแฟนเสียที แต่เธอก็ไม่น่าจะไม่รู้ตัวถึงขนาดที่คนแต่งตัวแต่งหน้าให้แล้วยังหลับได้อีก
แม้กระทั่งเกี้ยวหยุดลง มีคนเข้ามาประคองซุนเหยาลงจากเกี้ยวจนไปถึงทำพิธีกราบไหว้ฟ้าดิน ซุนเหยาเธอก็ยังไม่ได้สติ เหมือนกับว่าเธอล่องลอยตามการชักจูงของผู้ที่ประคองเธออยู่เท่านั้น
เมื่อเข้ามานั่งรออยู่ในห้องหอ เธอก็ยังมึนงงอย่างไม่เข้าใจ พอได้ยินเสียงเปิดประตูห้อง ซุนเหยากำลังจะอ้าปากถามว่าที่นี่ที่ไหน แล้วเธอมาอยู่ในที่แบบนี้ได้อย่างไร เสียงเย็นชาก็เอ่ยขึ้นกับเธอเสียก่อน
“ในเมื่อเจ้าแต่งเข้ามาเป็นฮูหยินของข้าแล้ว ก็จงอยู่ดูแลจวน ดูแลมารดาของข้าให้ดี ข้ายังมีเรื่องที่ต้องจัดการที่ชายแดน” ซุนเหยายังไม่ทันได้อ้าปากถาม เขาก็ปิดประตูแล้วเดินออกไปเสียแล้ว
แม้แต่ผ้าคลุมหน้าที่ปิดบังใบหน้าของเธออยู่ก็ยังไม่ถูกเปิด ซุนเหยามึนงง จนแปรเปลี่ยนเป็นความโมโห
“เป็นใครมาพูดกับฉันแบบนี้” เธอดึงผ้าคลุมหน้าออกแล้วปาลงพื้น ก่อนจะเดินไปที่โต๊ะเครื่องแป้งแล้วถอดเครื่องประดับออกทั้งหมด
“เล่นบ้าอะไรกัน ออกมาเฉลยได้แล้ว ฉันชักไม่สนุกด้วยแล้ว” เธอตะโกนร้องออกมาอย่างหัวเสีย
คำพูดของชายคนเมื่อครู่ทำให้เธออยากจะวิ่งเข้าไปข่วนหน้าของเขา กล้าดียังไงมาให้เธออยู่ดูแลบ้านดูแลแม่ของเขา
เดี๋ยว เดี๋ยวก่อน เขาพูดว่าจวนไม่ใช่บ้าน
ซุนเหยาเหมือนได้สติ เธอมองสำรวจไปรอบๆ ตัวอย่างตื่นตกใจ เครื่องเรือนไม่ใช่แบบที่เธอเคยเห็น แม้กระทั่งผนังห้องก็ยังเป็นดินแบบเรือนโบราณที่เธอเคยไปเที่ยวดูตอนเด็กๆ
เธอรีบวิ่งไปที่ประตู เพื่ออยากจะดูให้แน่ชัดว่าเธออยู่ที่ไหนกันแน่ หรืออยู่ที่เมืองโบราณ แต่เพื่อนของเธอไม่น่าจะสามารถพาเธอเข้ามาแกล้งในสถานที่ประวัติศาสตร์เช่นนั้นได้
ด้านหน้าประตูห้อง มีสาวใช้ยืนขวางอยู่ เมื่อเห็นซุนเหยาที่ผมหลุดลุ่ย ทั้งใบหน้าตื่นตระหนกนางก็ร้องถามออกมาอย่างเป็นห่วง
“เกิดอันใดขึ้นเจ้าคะฮูหยิน ออกไปไม่ได้เจ้าค่ะ”
สาวใช้ขวางซุนเหยาไว้ ทั้งยังดันตัวนางเข้าไปให้อยู่แต่ในห้องหอ เพราะเจ้าสาวที่แต่งงานในวันแรกมิอาจออกมาจากห้องหอได้
คงเป็นเพราะความตกใจที่ได้รับ ซุนเหยาหมดสติไปทันที สาวใช้จำต้องพาเธอกลับมาที่เตียงนอน ทั้งยังไปแจ้งหลีซื่อแม่สามีของซุนเหยาเรื่องที่นางหมดสติไป
ซุนเหยาไม่รู้ว่าเธอนอนไปนานเพียงใด ในตอนนี้เธอกำลังมองเพดานห้องอย่างเหม่อลอย ตอนที่เธอหมดสติไปภาพเหตุการณ์ต่างๆ ไหลเข้าสมองราวกับภาพฝัน
แต่ตอนนี้เธอรู้แล้วว่าเป็นความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม เธอข้ามมิติมาอย่างที่เคยอ่านพบในนิยาย
จ้าวซุนเหยา บุตรสาวของเสนาบดีจ้าว บิดาของนางทำงานให้กรมการคลัง มารดาของนาง เกาจิงถิง เป็นสหายสนิทกับหลีซื่อแม่สามีของนาง จึงทำให้นางแต่งเข้าตระกูลซู
เพราะร่างกายของจ้าวซุนเหยานางอ่อนแอ จึงทำให้นางสิ้นใจตอนที่เกี้ยวไปรับเจ้าสาวเดินทางออกจากจวนตระกูลจ้าวได้เพียงหนึ่งเค่อ (15นาที) เท่านั้น
“สวรรค์ ท่านกลั่นแกล้งฉันเกินไปแล้ว ชีวิตฉันกำลังไปได้ดี ทำไมเรื่องบ้าๆ ถึงได้เกิดกับฉัน” ซุนเหยานางพึมพำต่อว่าสวรรค์อยู่บนที่นอน
โดยไม่รู้เลยว่าซูเซวียนได้ยินว่านางหมดสติจึงคิดจะเข้ามาดูนาง จึงได้ยินสิ่งที่นางพูด
“หึ ท่านแม่คงเข้าใจผิดที่คิดว่าเจ้าพึงพอใจต่อข้ามาตั้งแต่เยาว์ การที่เจ้าต้องแต่งเข้าจวนตระกูลซูเป็นความผิดที่สวรรค์กลั่นแกล้งเจ้า เช่นนั้นข้าช่วยให้เจ้าได้สมหวัง”
ซุนเหยาลุกขึ้นนั่ง เมื่อได้ยินเสียงของคนที่เป็นสามีของเธอ ยืนพูดอยู่หน้าประตู
เธอคิดว่าเขาจะเดินเข้ามาด้านในแต่ไม่ใช่ เขาไม่ได้เข้ามาอย่างที่เธอคิด เธอจนล้มตัวลงนอนต่อ เพราะความทรงจำที่ไหลเข้าสมองของเธอ ยังทำให้สมองของเธอมึนงงไม่หาย
ซูเซวียนใบหน้าเคร่งเครียด เป็นเขาในตอนแรกที่พูดไม่ดีกับนาง จึงคิดว่าตนเองมีส่วนทำให้นางเป็นลมหมดสติไป แต่พอได้ยินคำตัดพ้อของนางเขาก็เกิดโทสะขึ้นมา
ถึงแม้จะรู้ว่าเรื่องการแต่งงานเป็นเรื่องที่บิดามารดาต้องจัดการให้ แต่บุรุษเช่นเขาที่เลือกทางเดินด้วยตนเองมาตั้งแต่เล็ก ย่อมไม่พอใจที่ต้องแต่งให้จ้าวซุนเหยา
ซูเซวียนเดินเข้าไปในห้องตำรา เขาเขียนจดหมายทิ้งไว้ให้จ้าวซุนเหยา พร้อมทั้งฝากพ่อบ้านไปให้นาง หลังจากที่เขาเดินทางไปชายแดนเหนือแล้ว
คืนนั้นซูเซวียนไม่ได้กลับมาที่ห้องหอ ซุนเหยานางก็ไม่คิดที่จะอยู่รอ เมื่อทานอาหารเสร็จนางก็ดับเทียนเข้านอนทันที
หลีซื่อเมื่อรู้ว่าบุตรชายเดินทางออกไปที่ชายแดนเหนือแล้ว ก็ถึงกลับเป็นลมหมดสติไป รุ่งเช้านางจึงรีบมาพบซุนเหยานางที่เรือนเพื่อจะปลอบใจนาง
“เหยาเออร์” นางเอ่ยเรียกลูกสะใภ้ เมื่อเข้าประตูเรือนมา
ซุนเหยานางหันไปมองก็เห็นเป็นสตรีวัยกลางคน รูปร่างอวบอิ่มในหน้าดูกังวล เมื่อเดินเข้ามาหานาง
“เจ้าคะ” นางคิดตกแล้ว เรื่องที่หลุดเข้ามาในมิติโบราณ จากความทรงจำเดิมของเจ้าของร่าง ช่วยนางได้มากทีเดียว ทั้งภาษา ตัวอักษรหรือศาสตร์ศิลป์ที่จ้าวซุนเหยาร่ำเรียนมาทั้งหมด
“ตระกูลซูทำให้เจ้าได้รับความอยุติธรรมแล้ว” หลีซื่อดึงมือของซุนเหยามาบีบไว้
นางจึงได้รู้ว่าแม่สามีของนาง รักนางจากใจจริง ซุนเหยาจึงยิ้มออกมาเพื่อให้นางคลายความกังวลลง
ดีเสียอีกที่เมื่อคืนนางไม่ต้องเข้าห้องหอ สามีของนางเป็นคนเช่นไรนางก็ไม่รู้ จากน้ำเสียงดูท่าจะไม่ค่อยพอใจกับการแต่งงานครั้งนี้เสียเท่าไหร่
หลีซื่อพูดคุยกับซุนเหยาอยู่นาน เมื่อเห็นว่าซุนเหยานางไม่ได้เสียใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆ จึงวางใจกลับเรือนของตนไป
ไม่นาน พ่อบ้านซูก็เดินเข้ามาพบซุนเหยา สายตาของเขาอดที่จะมองนางอย่างเห็นใจไม่ได้
“ฮูหยิน ท่านแม่ทัพซูฝากจดหมายไว้ให้ท่านขอรับ”
ซุนเหยาเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ นางยิ้มให้พ่อบ้านซูก่อนจะรับจดหมายมาถือไว้ในมือ
“ขอบคุณเจ้าค่ะ”
“มิได้ขอรับ เป็นหน้าที่ของข้าน้อย” พ่อบ้านซูสะดุ้งตกใจ ที่ได้ยินคำขอบคุณของซุนเหยา
เมื่อพ่อบ้านซูออกไปจากห้องแล้ว ซุนเหยาก็เปิดจดหมายออกดู นางขมวดคิ้วคิดอย่างไม่เข้าใจ
เพราะสิ่งที่พ่อบ้านส่งมาให้นางมีเพียงหนังสือหย่าที่ซูเซวียนทิ้งไว้ให้นาง
เมื่อนางอ่านจบก็ยิ้มออกมาอย่างยินดี เป็นเช่นนี้ก็ดีแล้ว นอกจากสินเดิมที่นางนำติดตัวมาแล้ว ซูเซวียนยังยกทรัพย์สินในส่วนของเขาให้นางอีกครึ่งหนึ่งด้วย
ซุนเหยาจึงได้เร่งฝีเท้าออกจากเรือน เพื่อตามพ่อบ้านซูไป นางจะให้เขาส่งทรัพย์สินส่วนที่นางต้องได้มาให้ที่เรือน จะได้ขนออกไปทีเดียวเมื่อต้องออกจากจวนตระกูลซู
พ่อบ้านซูเมื่อได้ยินเสียงร้องเรียกของซุนเหยาก็หยุดฝีเท้าลง
“ฮูหยินมีเรื่องอันใดให้ข้าน้อยรับใช้ขอรับ”
ซุนเหยานางเกาแก้มอย่างเขินอาย แม้ภพก่อนของนางจะมีสาวใช้อยู่ที่บ้าน แต่ก็ไม่ได้ต้องก้มหัว พูดจานอบน้อมเช่นนี้กับนาง นางจึงทำตัวไม่ถูก
นางจึงยื่นหนังสือหย่าของนางให้พ่อบ้านซู เพื่อให้เขาได้อ่านสิ่งที่เขียนไว้
“ฮูหยิน ท่านอย่าเพิ่งเสียใจขอรับ ประเดี๋ยวข้าน้อยจะไปพูดกับฮูหยินผู้เฒ่าเสียก่อนขอรับ”
ซุนเหยาเอ่ยรั้งพ่อบ้านซูไว้ไม่ทัน เมื่อเขาเหมือนจะรีบวิ่งไปที่เรือนของหลีซื่อ นางจำต้องเดินตามไป เพราะกลัวว่านางจะอดได้สมบัติของซูเซวียน
หลีซื่อเมื่อเห็นหนังสือหย่าในมือของพ่อบ้าน นางก็เกือบจะหงายหลังล้มไปกองกับพื้น ยังดีที่ซุนเหยานางมือไว คว้าตัวหลีซื่อไว้ได้ทัน
“ท่านแม่” นางเอ่ยเรียกเพื่อให้หลีซื่อมีสติ
“โอ๊ยข้าทำเวรทำกรรมอันใดไว้ อาเซวียนจึงได้ทำเช่นนี้” หลีซื่อทุบอกตนเองอย่างปวดใจ
“ท่านแม่ ท่านอย่าได้ทำให้ตนเองเจ็บตัวเจ้าค่ะ ไว้เมื่อบุตรชายของท่านกลับมาท่านค่อยทุบตีเขาก็ยังไม่สาย” ซุนเหยานางกระซิบบอก
คนที่สมควรต้องเจ็บตัว ไม่ใช่แม่สามีนางเสียหน่อย จะตีก็ต้องตีบุตรชายตนเองอย่างที่นางบอกต่างหาก
หลีซื่อพยักหน้าอย่างเห็นด้วย นางมองลูกสะใภ้อย่างเห็นใจ หากเรื่องนี้หลุดออกจากตระกูลซูไป ไม่รู้ว่าตระกูลจ้าวจะมีโทสะมากเพียงใด
หลีซื่อมองหน้าพ่อบ้านซู เขาก็รู้ทันทีว่าต้องจัดการเรื่องนี้เช่นไร พ่อบ้านซูหมุนตัวออกจากห้องโถง ซุนเหยานางรีบร้องเรียกไว้ก่อน
“ท่านพ่อบ้าน ประเดี๋ยวก่อนเจ้าค่ะ”
“ฮูหยินมีเรื่องใดจะสั่งข้าน้อยขอรับ”
“ตามที่จดหมายหย่าระบุไว้ ข้าต้องได้สมบัติส่วนตัวของท่านแม่ทัพ รบกวนท่านนำไปให้ข้าที่เรือนได้หรือไม่เจ้าคะ”
“อาเหยา/ฮูหยิน” หลีซื่อกับพ่อบ้านร้องออกมาอย่างตกใจ
ทั้งคู่คิดว่าซุนเหยานางต้องเสียใจเรื่องที่ซูเซวียนทิ้งหนังสือหย่าไว้ให้นาง แต่เปล่าเลย นางเป็นห่วงว่านางจะไม่ได้สมบัติของซูเซวียนเสียมากกว่า
“มีอันใดเจ้าคะ” ใบหน้าที่ใสซื่อของซุนเหยาทำให้ทั้งสองคนพูดไม่ออก
“อาเหยา เรื่องหย่าแม่ไม่มีทางยอมเด็ดขาด”
ซุนเหยารีบโบกมือให้หลีซื่อทันที
“ยอมเถิดเจ้าค่ะ ในเมื่อท่านแม่ทัพไม่มีใจให้ข้า หากอยู่กันไปก็มีแต่จะช้ำใจเปล่าๆ ข้าเห็นด้วยกับท่านแม่ทัพ ที่ต่างคนต่างไปมีชีวิตของตนเองดีกว่าเจ้าค่ะ” เมื่อเห็นสายตาที่มุ่งมั่นของซุนเหยา หลีซื่อก็เป็นลมไปทันที
ซุนเหยานางไม่รู้ว่านางพูดอะไรผิด จึงได้แต่มองสาวใช้กับพ่อบ้านอย่างมึนงง สาวใช้ที่อยู่ในห้องโถงทั้งหมดกับพ่อบ้าน ได้แต่ส่ายหน้าอย่างจนใจ
ตลอดเวลาที่หลีซื่อนางเป็นลม ซุนเหยานางเฝ้าดูแลอยู่ไม่ห่าง เมื่อนางตื่นขึ้นมาซุนเหยายังประคองนางลุกขึ้นเพื่อดื่มน้ำ
“อาเหยา แม่จะมีหน้าไปพบมารดาของเจ้าได้อย่างไร” หลีซื่อร่ำไห้ออกมาอย่างปวดใจ
“ท่านแม่อย่าได้กังวล เรื่องนี้ข้าจะพูดคุยกับท่านพ่อท่านแม่ด้วยตนเองเจ้าค่ะ” นางลูบหลังให้แม่สามี
“เช่นนั้น รอให้อาเซวียนกลับมาจากชายแดนเสียก่อน หากพวกเจ้าทั้งสองอยู่ด้วยกันไม่ได้จริง แม่จะยอมให้เจ้าหย่า”
ซุนเหยาเม้มปากแน่น เมื่อเห็นแววตาที่อ้อนวอนของหลีซื่อนางจำต้องพยักหน้ารับอย่างจำยอม
หลีซื่อให้พ่อบ้านซูนำสมบัติของซูเซวียนไปส่งที่จวนของซุนเหยา แต่ที่นางให้ไม่ใช่ครึ่งหนึ่งตามหนังสือหย่า แต่นางยกทั้งหมดในคลังของซูเซวียนให้ซุนเหยานางทั้งหมด
เรื่องนี้นับว่าสร้างความพอใจให้ซุนเหยาอยู่ไม่น้อย
เมื่อแต่งออกมาสามวัน ซุนเหยานางต้องกลับไปที่จวนตระกูลจ้าว วันนี้บิดาของนางไม่ได้ไปที่กรมคลัง แต่อยู่รอซุนเหยาที่จวนตระกูลจ้าว
เพียงแค่ซุนเหยาลงจากรถม้าก็เห็นบิดามารดารวมทั้งพี่ชายของนางยืนรออยู่ที่หน้าจวน ใบหน้าของทั้งสามไม่ต่างจากครอบครัวเดิมของนางเมื่อชาติที่แล้ว
ดวงตาคู่สวยของซุนเหยาน้ำตาคลออย่างน่าสงสาร นางรีบเดินเข้าไปสวมกอดมารดาด้วยความคิดถึง ไม่รู้ว่าตอนนี้ครอบครัวของนางจะเป็นเช่นไรบ้าง
แต่ตอนนี้นับว่าทั้งสามที่ยืนอยู่ต่อหน้านาง นับว่าเป็นครอบครัวของนางในชาตินี้แล้ว จ้าวกงหยวนรีบพาทั้งหมดเข้าไปห้องโถง เพื่อไม่ให้ชาวเมืองที่กำลังมองดูอยู่หน้าจวนสงสัย
"เจ้าลูกเต่าซูเซวียนทำกันเกินไปแล้ว” จ้าวหลิงเฮ่อ พี่ชายของซุนเหยา ตบที่โต๊ะเสียงดังด้วยโทสะ
“อาเฮ่อ” จ้าวกงหยวนตำหนิบุตรชาย
“ท่านพี่แล้วจะทำอย่างไรดี” เกาจิงถิงกอดบุตรสาวที่อยู่ในอ้อมกอดของนางแน่น
“เหยาเออร์ ลูกคิดเห็นเช่นไร”
“ลูกจะหย่าเจ้าค่ะ” ซุนเหยาเอ่ยขึ้นอย่างมุ่งมั่น
“พี่เห็นด้วย” สองพี่น้องพยักหน้าให้กัน
“แล้วชื่อเสียงของเจ้าเล่า” เกาจิงถิง กลัวว่าผู้อื่นจะหัวเราะบุตรสาวของนาง
“ไม่เห็นจะต้องสนคำผู้ใดเลยเจ้าค่ะ หากข้าไม่มีความสุข ท่านพ่อ ท่านแม่ ท่านพี่ พวกท่านทนได้หรือเจ้าคะ” ซุนเหยาแสร้งบีบน้ำตา
จากความทรงจำของร่างเดิมทั้งสามรักนางอย่างที่สุด นางจึงลองใช้วิธีนี้ เพื่อทำให้พวกเขาเห็นด้วยกับนาง
“เช่นนั้นก็หย่าเสีย ข้าไม่สนคำผู้อื่น” กงหยวนเอ่ย บุตรีของตนอ่อนแอมาตั้งแต่น้อย นางไม่เคยแม้แต่จะได้รับความชอกช้ำ เรื่องเช่นนี้นางจะทนได้อย่างไร
“แล้วเจ้าจะกลับจวนเมื่อใด” หลิงเฮ่อ คิดจะไปช่วยน้องสาวขนของที่จวนตระกูลซู
“ท่านแม่สามี รอให้ท่านแม่ทัพกลับมาที่จวนก่อนเจ้าคะ หากเขายังคิดที่จะหย่า นางก็จะไม่เอ่ยห้าม” เรื่องนี้เป็นเรื่องที่นางกังวลเช่นกัน
“รังแก กันเกินไปแล้ว เรื่องเช่นนี้ก็ต้องรอให้เจ้าลูกเต่ากลับมาอีกหรือ หากอีกห้าปี สิบปีไม่กลับมา เจ้าไม่ต้องรอจนตายอยู่ในตระกูลซูรึ” กงหยวนโมโหจนหนวดกระตุก
เขาลุกขึ้นเดินออกไปที่ห้องตำรา โดยไม่ได้บอกผู้อื่นว่าไปด้วยเรื่องอันใด
ซุนเหยานางยังนั่งคุยกับมารดาและพี่ชายอยู่ในห้องโถง นางบอกเรื่องที่หลีซื่อดูแลนางอย่างดี ทั้งซูเซวียนยังยกสมบัติให้นางครึ่งหนึ่งแต่หลีซื่อกลับยกให้นางเสียทั้งหมด
“เหอะ คุ้มกับชื่อเสียงของเจ้าเสียที่ไหน” เกาจิงถิงมองค้อนบุตรสาว นางเห็นแก่เงินตั้งแต่เมื่อใด
“ท่านแม่ ข้าอยากทำร้านอาหารเจ้าคะ”
ซุนเหยา ในเมื่อนางคิดจะหย่าออกมาใช้ชีวิตด้วยตนเองแล้วนางจึงได้พูดเรื่องการค้าของนาง
และนางไม่คิดจะกลับมาอยู่ที่จวนตระกูลจ้าว เพื่อเป็นภาระของบิดามารดา ต่อไปเมื่อนางมีพี่สะใภ้ หากนางอาศัยอยู่ในจวนด้วย ไม่รู้ว่านางจะมีความคิดเห็นเช่นไร
“เจ้าจะทำได้อย่างไร” เกาจิงถิงร้องอย่างตกใจ เพราะบุตรสาวของนางน้อยครั้งนักที่จะออกจากจวน ยิ่งเรื่องการค้านางไม่เคยได้หยิบจับหรือเรียนรู้มาก่อนแม้แต่เพียงน้อย
“เรื่องนี้ไว้ค่อยว่ากันเถิด” เกาจิงถิงโบกมือบอกให้ซุนเหยานางหยุดพูดเรื่องนี้ก่อน
เมื่อทานมื้อเย็นกับครอบครัวแล้ว ซุนเหยานางก็กลับจวนตระกูลซูไป เพียงแค่ถึงหน้าประตูจวนก็พบหลีซื่อยืนรออย่างกระวนกระวายรอนางที่หน้าจวน
“อาเหยาเจ้ากลับมาแล้ว” หลีซื่อรีบเดินเข้ามาหาซุนเหยาพร้อมทั้งดึงมือของนางไปจับไว้แน่น
ซุนเหยานางรู้ดีว่าหลีซื่อของกังวลเรื่องหนังสือหย่า ตระกูลจ้าวจะผิดใจกับตระกูลซูด้วยเรื่องนี้
“ท่านแม่อย่าได้กังวล ท่านพ่อท่านแม่ของสะใภ้ เข้าใจเรื่องนี้ดีเจ้าค่ะ” ซุนเหยาตบไปที่หลังมือของหลีซื่อเบาๆ
“เป็นแม่ที่ไม่ดี ไม่ควรจัดการเรื่องแต่งงานของพวกเจ้า”
“อย่าได้โทษตนเองเจ้าค่ะ ประเดี๋ยวท่านล้มป่วย ข้าไม่ดูแลนะเจ้าคะ” ซุนเหยาหยอกเย้าจนหลีซื่อยิ้มออกมาได้
ทั้งคู่จึงเดินเข้าไปในเรือนด้วยกัน ซุนเหยาปรึกษาเรื่องซื้อร้านค้ากับพ่อบ้านซู เพราะที่ตระกูลจ้าวของนางไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้
พ่อบ้านซูก็รีบจัดการให้นาง เพราะเห็นว่าหากซุนเหยานางได้ทำอะไรบ้าง คงจะลืมเลือนเรื่องหนังสือหย่าไป