“น้องนิวเดี๋ยวอีกครึ่งชั่วโมง เตรียมตัวม เข้าประชุมกับลุงด้วยนะ ส่วนท้อปคุณอยู่ดูแลทางนี้แทนผมนะ” เสียงเจ้าสัวเวทิน สั่งการเลขาทั้งสอง
“ครับ ท่านประธาน” นวพรรษกับธนศิลป์ตอบรับประธานบริษัท ถึงแม้เจ้าสัวเวทินจะเอ็นดูนวพรรษมากขนาดไหนแต่ในเวลางานเขารู้ตัวดีว่าต้องให้เกียรติในฐานะประธานบริษัท
นวพรรษเดินหอบเอกสารเพื่อไปเตรียมการประชุมไว้ให้เรียบร้อย ระหว่างที่เดินไปทางเลี้ยวเข้าห้องประชุม
“โอ๊ยยยย”เสียงนวพรรษร้องออกมาด้วยความเจ็บ เขารู้สึกเหมือนโดนอะไรชนหรือกระแทกที่ไหล่ด้านหน้าอย่างแรงจนทำให้ร่างสูงโปร่งล้มลง พร้อมกับเอกสารที่หอบมาด้วยหล่นกระจัดกระจาย ก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นมองต้นเหตุที่ทำให้เขาเสียหลักล้ม ก็ได้เจอกับยักษ์ตัวใหญ่หน้าตาดียืนนิ่งอยู่
“แปล๊บนึงนะครับคุณพ่อ ทำไมเดินไม่มองทาง”เสียงยักษ์ร่างสูงเอ่ยออกมา พร้อมกับมือข้างที่กำลังถือโทรศัพท์คุยอยู่ลดลง แล้วจ้องหน้าคนที่ทำให้เค้าต้องหยุดบทสนทนากับปลายสาย
ทำให้นวพรรษเริ่มจะมีน้ำโห ชนแล้วไม่ขอโทษไม่ช่วยเหลือไม่พอ ยังจะมีกล่าวหาว่าเค้าไม่มองทางเดินไม่ระวังอีก ทั้งที่มันเป็นตรงมุมพอดีและเขาก็เดินถูกต้องชิดขวามาตลอด แต่ตัวเองมัวแต่คุยโทรศัพท์จนมาชนนวพรรษเอง
“อ้าว ขอโทษครับ แต่ผมว่าคนที่เดินไม่ระวังไม่ดูทางน่าจะเป็นคุณมากกว่านะครับ คุณยักษ์ มัวแต่คุยโทรศัพท์”
คนยักษ์ตัวสูงที่ยืนอยู่ได้แต่อึ้งจ้องหน้าสวยหวานนั่นหน้าตาก็ดีแต่ปากแซ่บเหลือเกิน เกิดมายังไม่เคยมีใครกล้าต่อปากต่อคำกับเขาเลย มีแต่คนตรงหน้านี่แล่ะเป็นคนแรกแบบนี้สนุกเลยเสียดายตอนนี้เขารีบ แต่ดูบัตรแล้วเป็นพนักงานของที่นี่ เดี๋ยวเจอกันคนสวย
“โอเค ขอโทษด้วยแล้วกันนะคุณคนสวย” พูดจบร่างสูงก็เดินจากไปโดยที่ไม่ได้ช่วยเหลืออะไรนวพรรษเลย
“ฮึ หน้าตาดีซะเปล่า ปากและจิตใจไม่ได้ดีตามหน้าตาเลย ถือว่าวันนี้แกดวงไม่ดีแล้วกันนะไอ้นิว นวพรรษบ่นกับตัวเอง พร้อมก้มเก็บเอกสารที่กระจัดกระจายอยู่บนพื้นทางเดินและรีบลุกขึ้นเอาตัวเองไปที่ห้องประชุมเพื่อเตรียมประชุมต่อ
ในห้องประชุมใหญ่หลังจากที่ท่านเจ้าสัวดำเนินการประชุมจนถึงวาระสุดท้าย ก็ได้เชิญใครอีกคนเข้ามาในห้องประชุม ร่างสูงเดินเข้ามาในที่ประชุมอย่างสง่าผ่าเผย ก่อนที่จะโค้งทำความเคารพทุกคนในที่ประชุมและไปนั่งข้างเจ้าสัวอีกด้านที่มีเก้าอี้เว้นว่างไว้
“เอาล่ะครับทุกท่าน ผมขอแจ้งให้ทุกคนในที่ประชุมได้รับทราบ เดี๋ยวผมจะแต่งตั้งให้ นายเวทานนท์ โชติกุลวัฒนา ลูกชายคนเดียวของผมรับช่วงตำแหน่งประธานกรรมการต่อจากผม มีใครคัดค้านไหมครับหรือไม่เห็นด้วยหรือเปล่าครับ” เจ้าสัวเวทินกล่าวแจ้งกับที่ประชุมให้รับทราบ และกรรมการหุ้นส่วนทุกคนยกมือเห็นด้วยทุกคน มติเป็นเอกฉันท์ เพราะทุกคนเป็นผู้ถือหุ้นที่แต่ละคนมัหุ้นอยู่เพียงน้อยนิดเมื่อเทียบกับของทางเจ้าสัวเวทิน
“ถ้าไม่มีใครคัดค้าน ต่อจากนี้ เวทานนท์ ก็จะทำหน้าที่ตำแหน่งประธานแทนผม โดยผมจะไปนั่งเป็นที่ปรึกษาแทน” “ผม เวทานนท์ ขอฝากตัวด้วยครับ” เวทานนท์ โชติกุลวัฒนา ชายหนุ่มลูกชายคนเดียวของเจ้าสัวเวทิน กล่าวกับที่ประชุม
“งั้นถ้าไม่มีอะไร ผมขอปิดการประชุมในวันนี้ ขอบคุณทุกคนที่ให้ความร่วมมือ” ท่านเจ้าสัวเวทินกล่าวปิดการประชุม
เวทานนท์ โชติกุลวัฒนา เพิ่งกลับมาจากเรียนต่อจากประเทศอังกฤษ ความจริงเขาเรียนปริญญาเอกด้านบริหารธุรกิจจบมาเป็นเวลาสองปีแล้ว แต่เจ้าสัวยังไม่ให้กลับมา ให้หาประสบการณ์ทำงานและเรียนรู้งานบริหารที่ประเทศอังกฤษต่อ ซึ่งบริษัทที่ทำเป็นบริษัทในเครือของตระกูลโชติกุลวัฒนา ที่อยู่ในส่วนของคุณอาวาทินซึ่งเป็นน้องชายของเจ้าสัวดูแลอยู่ พอครบ 2 ปี เขาก็โดนตามตัวกลับมา เพื่อบริหารต่อจากเจ้าสัวเวทินผู้เป็นบิดา ที่อยากเกษียณตัวเองเพื่อมีเวลาอยู่กับธนศิลป์เลขาส่วนตัวและเป็นคนรักของเจ้าสัวเอง
นวพรรษ มองหน้าคนที่เจ้าสัวแนะนำกับที่ประชุมอีกครั้ง เป็นคนเดียวกันกับยักษ์ที่เดินชนเขานั่นเอง ไอ้คนหล่อนิสัยไม่ดีคนนั้น พอพิจารณาดีแบบมีเวลามอง คนอะไรหล่อมากหน้าตาคม จมูกโด่ง ผมหยักศกเล็กน้อยหน้าออกไปทางลูกครึ่ง แต่ก็ไม่แปลกที่นวพรรษรู้มาคือ ภรรยาของเจ้าสัวที่เสียไปเป็นคนอิตาลี ลูกชายน่าจะได้ยีนเด่นมาจากแม่มามากหน้าเลยออกไปทางลูกครึ่ง ผิวขาวคงเพราะอยู่เมืองหนาวมานาน รูปร่างสูงคำนวณคร่าวๆ น่าจะ190 ซ.ม. ไม่ต่ำกว่านั้น มองผ่านจากชุดสูทราคาแพง คนบ้าอะไรนอกจากจะหน้าดีแล้วยังหุ่นดีเอามากๆ พระเจ้าช่างสร้างจริงและดูเหมือนจะเป็นลูกรักพระเจ้าด้วย เพราะตั้งใจปั้นให้งดงามไม่มีที่ติเเล้ว ดูก็รู้ว่าภายในร่มผ้าคงมีกล้ามเนื้อแข็งแรงสมชายซ่อนอยู่ เขาใฝ่ฝันอยากหุ่นเพอร์เฟ็กต์แบบนี้มาก แต่ก็ทำไม่ได้สักทีแม้จะเล่นฟิตเนสบ้างแต่กล้ามเขาขึ้นยากมาก
พอการประชุมดำเนินจนเสร็จสิ้น ท่านประธานก็ปิดการประชุม ทุกคนทยอยออกจากห้องประชุมจนเหลือเพียงแค่ ท่านประธาน ลูกชาย และเลขา ที่ตามออกมาทีหลัง พอเดินตามหลังจริงๆ นวพรรษแอบเทียบเค้าสูงประมาณแก้มของลูกชายท่านประธานเท่านั้นเอง
เดินจนมาหยุดหน้าห้องท่านประธาน เจ้าสัวเวทินเลยหันไปคุยกับลูกชาย
“เดี๋ยวเวย์อยู่ห้องเก่าพ่อไปก่อนนะลูก ลูกจะปรับเปลี่ยนตกแต่งใหม่ยังไงก็ได้ ส่วนน้องนิว ลุงจะรบกวนให้หนูมาเป็นเลขาให้เจ้าเวย์มันนะ ช่วยดูแลมันหน่อยนะลูก พ่อลืมแนะนำเลยน้องนิวนี่พี่เวย์ หรือเวทานนท์ ลูกชายคนเดียวของลุง แล้วก็จะเป็นเจ้านายของน้องนิวแทนลุง ส่วนนี่น้องนิว หรือนวพรรษ ปรียานันท์ เลขาคนเก่งเด็กปั้นของพี่ท้อปเค้า ที่สำคัญเป็นลูกชายคนเดียวของท่านฑูตนวพลกับคุณหญิงอัญพัชร์ เพื่อนรักของพ่อเอง เพิ่งจบปริญญาโทเกียรตินิยมมาหมาดๆ ตั้งแต่อายุยังน้อย ยังไงก็ฝากดูแลน้องนิวให้ดีด้วยนะเจ้าเวย์ เลขาดีๆแบบนี้หายาก ” เจ้าสัวเอ่ยแนะนำทั้งคู่ให้รู้จักกันแบยาวๆ
นวพรรษยกมือขึ้นไหว้อีกคนอย่างเสียไม่ได้ “สวัสดีครับคุณเวทานนท์”
คนอาวุโสกว่ายิ้มเยาะ คุณเลขาคนสวยปากแซ่บนี่เอง งานนี้สนุกแน่ “สวัสดีครับน้องนิวยินดีที่รู้จักนะครับ พี่เวย์ขอฝากเนื้อฝากตัวให้ดูแลหน่อยนะครับ” คนอยากเป็นพี่ยิ้มหน้าบานกว่าปกติ
นวพรรษทำมองเมินแล้วหันมาคุยกับท่านเจ้าสัว “เอ่อ แล้วท่านประธานล่ะครับ ”
“ลุงจะย้ายไปอยู่มุมโน้นไง ไม่ไกลหรอก ลุงเปลี่ยนตัวเองไปเป็นที่ปรึกษาเฉยๆ อาจจะเข้ามาบ้างไม่เข้ามาบ้าง ”
“แล้วพี่ท้อปล่ะครับ”
“ท้อป เค้าก็ย้ายไปเป็นเลขาติดตามลุงเหมือนเดิมไง ทางนี้ก็ให้เจ้าเวย์กับน้องนิวดูแลไป แต่ถ้าเหงาก็เดินไปหาลุงหาพี่ท้อปได้ โอเคนะคนเก่งของลุง”
ยิ่งเห็นพ่อตัวเองเอ็นดูใส่ใจเลขาหน้าหวาน เวทานนท์ยิ่งหมั่นไส้ นี่มันเด็กเส้นของจริง
“ได้ ครับผ ” จบข่าว เลยจะปฏิเสธก็ไม่ได้ นวพรรษคิดในใจ
“เดี๋ยวลุงเข้าไปคุยงานกับเจ้านายคนใหม่ของนิวก่อนนะ ไปเจ้าเวย์” สองพ่อลูกพากันเดินหายเข้าไปในห้องทำงานหรูหราของเจ้าสัวเพื่อมอบหมายงานให้ลูกชายทำต่อ
“ผมชอบใจคุณมากเลย คุณเวทานนท์ รุ่นใหม่ไฟแรง เก่งเหมือนกับเจ้าสัวคุณเลย ผมยินดีมากเลยนะครับ ที่ร่วมโปรเจคนี้กับบริษัทของคุณ” คุณไกรสร คู่ค้าของเวทานนท์กล่าวขึ้นระหว่างการรับประทานอาหาร
คุณไกรสร เป็นชายหน้าตาคมเข้มแบบไทยแท้ อายุ 45 ปี เป็นเจ้าของบริษัทรับเหมาก่อสร้างขนาดใหญ่
“ผมล่ะอิจฉาคุณเวทานนท์จริงๆ เลย นอกจากตัวคุณจะเก่งแล้ว คุณยังมีเลขาเก่งๆ หน้าตาดีอย่างคุณนวพรรษอยู่ข้างๆตัวด้วย”
คุณไกรสรยิ้มพร้อมทำหน้ากะลิ้มกะเหลี่ย มองนวพรรษ ด้วยสายตาเจ้าชู้อย่างไม่ปิดบัง เขาชอบผู้ชายขาวๆ ที่ไม่ได้ตัวเล็กตุ้งติ้งออกแนวแมนๆแบบนวพรรษเวลาควงไปไหนมาไหนเหมือนไปกับเพื่อนหรือน้องชายมากกว่าจะได้ไม่เป็นจุดเด่น สายตาและคำพูดของไกรสรชวนให้เวทานนท์หงุดหงิดไม่น้อย
“ถ้าคุณเลขาเบื่องานแบบเดิมๆ อยากลองเปลี่ยนประสบการณ์ใหม่ บอกผมได้นะครับ ผมยินดีต้อนรับ มาเป็นเลขาส่วนตัว อยากได้เงินเดือนเท่าไรเรียกมาได้เลย ถ้าเป็นคุนนวพรรษผมทุ่มไม่อั้น” ไกรสรสายเปย์บอกนวพรรษ
“ขอบคุณ คุณไกรสรมากเลยนะครับ ที่ให้โอกาสผม ผมยังไม่เก่งหรอกครับ ยังต้องเรียนรู้งานจากท่านประธานแล้วเจ้าสัวอีกมากครับ และผมก็ชอบทำงานกับท่านประธานครับ”
คำตอบขอบนวพรรษ ทำเอาคุณไกรสรโกรธนิดๆเหมือนโดนหักหน้า ส่วนอีกคนที่หงุดหงิดก่อนหน้านี้ยิ้มออกมาได้ เพราะถูกใจกับคำตอบยิ่งนัก
“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ผมกับเลขาของผมขอตัวกลับบริษัทก่อนนะครับ ยินดีอีกครั้งที่ได้ร่วมงานกันครับ สวัสดีครับ” เวทานนท์เอ่ยปากลาคู่สัญญาและเดินนำนวพรรษออกมาอย่างรวดเร็ว
“ถ้าคุณจะลาออกไปอยู่กับหมอนั่นก็ได้นะ คุณเลขา ผมไม่ติดอะไร ดูแล้วเค้าน่าจะเปย์ให้คุณถึงใจ”
เวทานนท์พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงประชดประชัน เมื่อทั้งสองมานั่งบนรถหรูของเวทานนท์เรียบร้อยแล้ว
“ผมว่า ผมตอบคุณไกรสรชัดเจนแล้วนะครับ ท่านประธานน่าจะได้ยิน ถ้าหูยังใช้การได้ดีอยู่” นวพรรษตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบ
“โอเค ผมได้ยินชัดเจน แต่เผื่อคุณเปลี่ยนใจ เลยถามเพื่อความแน่ใจ คุณจำคำพูดของคุณไว้ให้ดีล่ะ”
เลขาหน้าหวานที่ได้ฟังก็รู้สึกไม่ชอบใจที่ท่านประธานหนุ่มพูดเหมือนกับเขาเห็นแก่เงินเลยขี้เกียจต่อล้อต่อเถียง จบปัญหาโดยการหันหน้ามองข้างทางยังดีเสียกว่า หลังจากนั้นประธานกับเลขานั่งกันเงียบไร้ซึ่งบทสนทนาระหว่างเดินทางกลับบริษัททำให้บรรบากาศชวนให้อึดอัด
พอถึงบริษัทก็บ่ายโมงกว่า มีเอกสารที่เวทานนท์ต้องเซ็นอีกกองใหญ่ ก่อนที่เลขาจะโทรมาแจ้งเตือนเรื่องการเข้าประชุม
“เป็นไงบ้างเวย์ ลูกทำงานกับน้องนิว โอเคไหม เข้าขากันหรือยัง” เจ้าสัวเวทินถามลูกชายขณะนั่งทานอาหารเช้าที่บ้านช่วงวันเสาร์
“เรื่องงานก็ดีครับ เก่งสมกับที่คุณพ่อชมนักชมหนา จนผมนึกว่าเค้าเป็นลูกชายคุณพ่ออีกคน ส่วนนิสัยดูจะอัธยาศัยดี ยิ้มอ่อยไปทั่ว ยกเว้นกับเจ้านายอย่างผม นิ่งจนเหมือนหยิ่ง เอ๊ะ ! รึว่าเป็นแผนอ่อยเหยื่อ” เวทานนท์พูดถึงคนเป็นเลขาให้ผู้เป็นพ่อฟัง
“คิดอะไรอย่างนั้น น้องนิวเค้าเป็นคนดี หน้าตาดี อัธยาศัยดีกับทุกคน เค้าคงไม่คิดจะอ่อยแกหรอก คนมาติดพันเค้าเยอะแยะ แต่ถ้าอ่อยก็ดีซิ แกจะได้ติด ถ้าได้น้องนิวมาเป็นลูกสะใภ้ ฉันไม่ติดหรอกนะถึงจะเป็นผู้ชายก็เถอะ”
“พ่อ ออกตัวแรงไปนะเวย์ว่า อยากได้เค้าเป็นลูกสะใภ้ขนาดนั้นเลยเหรอ ทีอิงจันทร์แฟนเวย์ไม่เห็นพ่อจะชอบขนาดนี้เลย” เวทานนท์แย้งผู้เป็นพ่อ
“เพราะพ่อรู้น่ะสิว่าแฟนแกเป็นคนยังไง เป็นไงล่ะได้ยินข่าวว่าโดนเค้าทิ้งไปหาลูกเจ้าของบริษัทที่รวยกว่าพนักงานเงินเดือนจนๆ มีแต่แกนั่นแร่ะที่ตาบอดอยู่คนเดียว”
เจ้าสัวบ่นลูกชาย เรื่องของเวทานนท์พ่อท่ีมีลูกคนเดียวอย่างเจ้าสัวรับรู้มาตลอดว่าลูกชอบผู้ชาย และชอบใคร เขาไม่คิดกีดกันปล่อยอิสระให้ลูกได้เรียนรู้เอง
“โธ่… พ่อ ซำ้เติมกัน” ผู้เป็นลูกโอดครวญ
“พ่อจะไ่ม่พูดเรื่องนี้กับลูกแล้ว ตกลงว่ายังไงเรื่องงาน” ผู้เป็นพ่อถามอีกรอบ
“ก็ดีครับ ลงตัวแล้ว”
“แล้วเรื่องน้องนิวว่าไง ชอบไหม” เจ้าสัวถามต่อ
“โถ่พ่อ พ่อก็รู้เค้าไม่ใช่ตัวเล็กน่ารักสเปคเวย์สักหน่อย ไม่มีทางครับเป็นแค่ลูกน้องกับเจ้านายดีกว่า พ่อไม่ต้องลุ้นเลย” เวทานนท์มองออกว่าเจ้าสัวตั้งใจจะจับคู่ให้เขากับคุณเลขาลูกชายเพื่อน เลยรีบปฏิเสธทันที
“โอเค ได้ยินแกพูดแบบนี้ก็เบาใจ จะได้มั่นใจ หวังว่าน้องนิวจะปลอดภัยจากแก งั้นห้ามยุ่ง ห้ามรุ่มร่ามกับน้องนิวเลยนะ จะเล่นๆเป็นหมาหยอกไก่ไม่ได้ นั่นลูกเพื่อนรักของพ่อ เดียวผิดใจกันมามองหน้ากันไม่ติด” เจ้าสัวเวทินบอกลูกชาย
“คุณนิวอย่าลืมทานนะคะ อร่อยไม่อร่อยยังไงบอกวิด้วยนะคะ ถ้าไม่อร่อย เดี๋ยววิจะได้ปรับปรุงสูตรแล้วเอามาให้คุณนิวชิมอีก”
“เกรงใจคุณวิจังเลยครับ ทำมาให้เกือบทุกวันเลย ”
“ไม่เป็นไรเลยค่ะ แค่คุณนิวทานวิก็ดีใจแล้ว ใกล้เวลางานแล้ว งั้นวิกลับแผนกก่อนนะคะ บ๊ายยยค่ะ”
เสียงชายหญิงสองคนสนทนากัน ทันทีที่เวทานนท์ก้าวออกจากลิฟต์ ไม่ใช่เสียงใครอื่นเลย เสียงผู้ชายเป็นเสียงคุณเลขาจอมหยิ่งของเขาเอง แต่ไม่หยิ่งกับคนอื่นนอกจากจะไม่หยิ่งแล้วยังอัธยาศัยดี ยิ้มซะตาหยีเลย ส่วนอีกหนึ่งเสียงเป็นสาวหน้าสวยทรงโต น่าจะมาขายขนมจีบชายหนุ่มเนื้อหอม เลขาของเขานั่นเอง
“อุ๊ย ท่านประธาน สวัสดีค่ะ ” วิกานดา พนักงานฝ่ายบัญชี ที่ตกหลุมรักนวพรรษตั้งแต่เเรกเจอ วันที่เจอกันครั้งแรกวิกานดาโดนรถเฉี่ยวอยู่หน้าบริษัท นวพรรษอยู่ในเหตุการณ์เลยช่วยไว้ ทำให้วิกานดาตกหลุมรักทันทีที่เห็นหน้าเหมือนหญิงสาวชาวบ้านตกหลุมรักเจ้าชาย นอกจากจะใจดีแล้วยังหน้าตาจัดว่าดีมาก ตั้งแต่นั้นมาวิกานดาก็ตั้งตัวเป็นแฟนคลับของนวพรรษ หาขนมมาให้นวพรรษเสมอ อ้างว่าเพื่อตอบแทนที่ชายหนุ่มได้ช่วยเหลือในครั้งน้ัน
“ครับ สวัสดี”
หญิงสาวรีบเดินออกจากสถานการณ์อึดอัดทันที ท่านประธานหน้าดุจังแฮะ หล่อก็หล่ออยู่หรอก แต่ไม่ยิ้มเลย สู้คุณนิวไม่ได้ หล่อละมุน โอปป้า นิสัยดี หญิงสาวคิดในใจ
“สวัสดีครับท่านประธาน” นวพรรษกล่าวทักทายเจ้านายหน้าดุ เมื่ออีกฝ่ายเดินมาถึงตัวเอง
“ครับ อีกสิบนาทีเอากาแฟไปให้ผมด้วยนะคุณนวพรรษ”
“ได้ครับ แล้วท่านประธานจะรับของว่างอะไรไหมครับ”
“ไม่ เอาแค่กาแฟพอ” สั่งเสร็จสรรพก็เปิดประตูเข้าไปในห้องทำงานของตัวเอง
เป็นอะไรของเค้าทำหน้ายักษ์ได้ทุกวัน ไม่เคยรู้จักยิ้มเลยหรือไงนะ หรือว่าท้องผูก นวพรรษคิดในใจ ก่อนจะดูตารางงานของท่านประธานของเอาที่ต้องทำวันนี้ และเดินไปชงกาแฟให้ท่านประธาน