ชีวิตลับๆ ของสามีฉันเดินเข้ามาในห้องทำงานของฉัน ในวันแรกที่ฉันเข้ารับตำแหน่งหัวหน้าแพทย์ประจำบ้าน เขาคือเด็กชายวัยสี่ขวบ ที่มีดวงตาเหมือนพ่อของเขาไม่มีผิด และมีอาการแพ้ทางพันธุกรรมที่หายาก ซึ่งฉันรู้จักมันดีเกินไป
ภาคิน ชายที่ฉันแต่งงานด้วย คู่แข่งคนเก่งที่เคยสาบานว่าจะขาดฉันไม่ได้ เขามีอีกครอบครัวหนึ่ง
ในงานเลี้ยงครบรอบของบริษัท ลูกชายของเขาชี้หน้าด่าฉันต่อหน้าสาธารณชนว่าเป็นผู้หญิงเลวที่พยายามจะมาแย่งพ่อของเขาไป พอฉันก้าวเข้าไปหาเด็กคนนั้น ภาคินก็ผลักฉันจนล้มลงไปกองกับพื้นเพื่อปกป้องลูกของเขา หัวฉันกระแทกอย่างแรง และในขณะที่เลือดของลูกที่ยังไม่ทันได้ลืมตาดูโลกก็ไหลรินออกจากร่างของฉัน เขากลับเดินจากไปโดยไม่แม้แต่จะเหลียวกลับมามอง
เขาไม่เคยมาเยี่ยมฉันที่โรงพยาบาลเลยแม้แต่ครั้งเดียว เขาปล่อยให้ฉันเผชิญหน้ากับการสูญเสียลูกของเราเพียงลำพัง วินาทีนั้นเองที่ฉันรู้ว่าผู้ชายที่ฉันเคยรักได้ตายจากไปแล้วจริงๆ และชีวิตแต่งงานห้าปีของเรามันก็เป็นแค่เรื่องโกหกทั้งเพ
เมียน้อยของเขาพยายามจะปิดจ๊อบให้สิ้นซาก ด้วยการผลักฉันตกหน้าผาลงไปในทะเล แต่ฉันรอดมาได้ และในขณะที่ทั้งโลกกำลังร่ำไห้ให้กับการตายของเอลดา โทมัส ฉันก็ได้ก้าวขึ้นเครื่องบินไปซูริก พร้อมที่จะเริ่มต้นชีวิตใหม่ของตัวเอง
บทที่ 1
ชีวิตลับๆ ของสามีเธอเดินเข้ามาในห้องทำงาน ในวันแรกที่เธอเข้ารับตำแหน่งหัวหน้าแพทย์ประจำบ้าน เขาคือเด็กชายวัยสี่ขวบที่มีดวงตาสีเข้มเหมือนพ่อของเขาไม่มีผิด และมีอาการแพ้ทางพันธุกรรมที่หายากซึ่งเธอรู้จักมันดีเกินไป ส่วนแม่ของเขา เกวลิน คลีฟแลนด์ คือภาพสะท้อนของความสมบูรณ์แบบที่ปรุงแต่งขึ้นมาอย่างดี ตั้งแต่กระเป๋าถือแบรนด์เนมไปจนถึงสีหน้าที่ดูวิตกกังวลแต่ก็ยังคุมเชิงอยู่
ขณะที่เอลดากำลังซักประวัติของเด็กชาย สัญญาณเตือนภัยที่เย็นเยียบและห่างไกลในใจของเธอก็ดังขึ้นเรื่อยๆ ในทุกรายละเอียดที่คุ้นเคย
“แล้วข้อมูลของคุณพ่อล่ะคะ” เอลดาเอ่ยถาม พยายามคุมเสียงให้นิ่งที่สุดพลางชี้ไปที่แบบฟอร์มรับผู้ป่วย
เกวลินหยิบปากกาขึ้นมา เล็บที่ทำมาอย่างดีของเธอกระทบกับด้ามพลาสติกดังคลิก เธอเขียนชื่อลงไป แล้วเลื่อนคลิปบอร์ดกลับมาให้ สายตาของเอลดาทอดมองลงบนกระดาษ
ภาคิน โทมัส
โลกทั้งใบราวกับหมุนกลับตาลปัตร มันต้องเป็นเรื่องบังเอิญแน่ๆ ต้องใช่แน่ๆ
เกวลินมองเธอ แววตาของหล่อนฉายแววบางอย่างที่อ่านไม่ออก... สนุก? หรือสมเพชกันแน่? “คุณพ่อของเขารักเขามากนะคะ” หล่อนพูด น้ำเสียงหวานหยดย้อยจนน่าขนลุก “แต่เขางานยุ่งมาก ต้องเดินทางไปทำธุรกิจตลอดเวลา ฉันก็แค่อยากจะให้ลูกชายมีครอบครัวที่สมบูรณ์แบบน่ะค่ะ คุณหมอเข้าใจใช่ไหมคะ”
คำพูดนั้นเหมือนยาพิษที่พุ่งตรงเข้าสู่หัวใจของเอลดา ก่อนที่เธอจะทันได้ตอบอะไร โทรศัพท์ของเกวลินก็สั่นขึ้นมา หล่อนรับสายแล้วลดเสียงลงเป็นเสียงกระซิบที่สนิทสนม
“ค่ะที่รัก ใช่ค่ะ เรากำลังจะเสร็จแล้ว”
เสียงจากปลายสายเบาและผิดเพี้ยนไปเพราะโทรศัพท์ แต่เอลดาก็จำได้ทันทีไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน มันคือเสียงของภาคิน
คลื่นความคลื่นไส้ซัดเข้ามาในท้องของเธอ นิ้วมือที่ชาและงุ่มง่ามของเธอรีบพิมพ์ข้อความบนหน้าจอโทรศัพท์ของตัวเองส่งไปให้สามี
ทำอะไรอยู่คะ?
ข้อความตอบกลับมาแทบจะในทันที
ติดประชุมโปรเจกต์ใหญ่อยู่เลยครับที่รัก มื้อค่ำของเราอาจจะเลทหน่อยนะ เดี๋ยวผมจะชดเชยให้นะครับ สัญญาเลย รักคุณนะ
โทรศัพท์ในมือของเกวลินสั่นอีกครั้ง หล่อนยิ้ม เป็นรอยยิ้มเล็กๆ ที่แฝงความลับและความพึงพอใจ ก่อนจะวางสาย “เขากำลังจะมารับเราแล้วค่ะ” หล่อนประกาศด้วยน้ำเสียงสดใส
เอลดารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังเคลื่อนไหวอยู่ในน้ำ เธอตรวจจนเสร็จสิ้นด้วยระบบอัตโนมัติ ความเป็นมืออาชีพของเธอเป็นเพียงเกราะบางๆ ที่ป้องกันโลกที่กำลังแตกสลายของเธอเอาไว้ เธอสั่งยาที่จำเป็น อธิบายวิธีใช้ให้เกวลินฟัง แล้วมองพวกเขาสองคนแม่ลูกเดินจากไป
จากหน้าต่างห้องทำงานของเธอ เธอเห็นทุกอย่าง รถคันคุ้นตาของภาคินจอดเทียบที่ขอบทาง เธอเห็นเขาลงจากรถ ไม่ใช่ด้วยท่าทางเหนื่อยล้าของคนที่เพิ่งออกจากประชุมเครียดๆ แต่ด้วยรอยยิ้มสบายๆ ผ่อนคลายของคนที่กำลังจะกลับบ้าน เขาอุ้มลีโอขึ้นมาไว้ในอ้อมแขน ท่าทางของเขาดูชำนาญและมั่นคง เขาจูบแก้มเกวลินเบาๆ อย่างคุ้นเคย พวกเขาดูเหมือนครอบครัว... ครอบครัวที่สมบูรณ์แบบและมีความสุข
พยาบาลสาวคนหนึ่งที่กำลังจัดแฟ้มอยู่ข้างๆ ถอนหายใจอย่างเพ้อฝัน “โห ดูสิคะคุณหมอ ผู้ชายคนนั้นเป็นสามีแล้วก็เป็นพ่อที่ดีจังเลยนะคะ”
คำพูดไร้เดียงสานั้นคือฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้ทุกอย่างพังครืนลงมา ครอบครัวงั้นเหรอ? แล้วเธอคืออะไรล่ะ?
ภาพความทรงจำตลอดห้าปีของชีวิตแต่งงานฉายวาบเข้ามาในหัว การ “เดินทางไปทำธุรกิจประจำสัปดาห์” ทั้งหมดนั่น “เรื่องด่วนที่ออฟฟิศตอนดึกๆ” ครั้งที่เธอปวดท้องจนตัวงอ แต่เขาติดต่อไม่ได้เพราะอ้างว่าอยู่บนเครื่องบิน... ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาอยู่กับพวกเขา
เธอนึกถึงวันครบรอบแต่งงานเมื่อไม่กี่เดือนก่อน “ฉันว่าฉันพร้อมแล้ว” เธอกระซิบกับเขาบนเตียง “เรามามีลูกกันเถอะค่ะ” เขาเงียบไป เอามือลูบผมตัวเอง “ยังก่อนนะเอลดา” เขาพูดเสียงเบา “บริษัทกำลังอยู่ในช่วงวิกฤต ให้เวลาผมอีกปีนึงนะ” เธอเชื่อเขา
เธอนึกถึงสมัยเรียนแพทย์ ที่เขาเป็นทั้งคู่แข่งที่ดุเดือดที่สุดและคนที่คลั่งไคล้เธอมากที่สุด เขาเอาซุปมาให้เธอระหว่างเข้าเวร 24 ชั่วโมง อยู่เคียงข้างเธอตอนที่เธอเป็นลมเพราะความเหนื่อยล้า และขอเธอแต่งงานในห้องพักเวรที่เงียบสงัดและปลอดเชื้อ สาบานว่าเขาไม่สามารถจินตนาการถึงชีวิตที่ไม่มีเธอได้ ทุกอย่างมันดูจริงเหลือเกิน
โทรศัพท์ของเธอดังขึ้น ทำลายความทรงจำให้แตกสลาย มันคือเขา ชื่อของเขาปรากฏอยู่บนหน้าจอ เป็นสัญลักษณ์ของความรักที่ตอนนี้กลายเป็นเรื่องโกหกอันน่าขยะแขยง
เธอรับสาย มือสั่นเทา
“ว่าไงครับ วันแรกที่ทำงานใหม่เป็นยังไงบ้าง” เสียงของเขาอบอุ่น เป็นโทนเสียงรักใคร่แบบเดียวกับที่เขาใช้กับเธอเสมอ
ในพื้นหลัง เธอได้ยินมันอย่างชัดเจน เสียงของลีโอตะโกนว่า “แด๊ดดี้!” ตามด้วยเสียงหัวเราะเบาๆ ของเกวลิน
“ผมกำลังทานข้าวเย็นกับทีมโปรเจกต์อยู่น่ะ” เขาพูดอย่างราบรื่น “เสียงดังไปหน่อย คิดถึงคุณนะ”
“แด๊ดดี้!” เสียงของลีโอดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ใกล้กว่าเดิม
น้ำเสียงของภาคินเปลี่ยนไป มีแววตื่นตระหนกแทรกเข้ามา “เอ่อ... ลูกของเพื่อนร่วมงานน่ะ” เขารีบตัดสายไป
ผ่านหน้าต่าง เธอเห็นเขาอุ้มเด็กชายขึ้นมาไว้ในอ้อมแขน จูบหน้าผากของเขา สีหน้าของเขาคือภาพวาดที่สมบูรณ์แบบของความรักที่พ่อมีต่อลูก เป็นแววตาที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน แววตาที่ไม่เคยมีไว้สำหรับเธอ
หัวใจของเธอไม่ได้แค่แตกสลาย แต่มันกลายเป็นหิน เธอไม่ได้โทรหาเพื่อนสนิท เธอไม่ได้โทรหาทนาย เธอเปิดรายชื่อผู้ติดต่อของผู้อำนวยการโครงการวิจัยทางการแพทย์อันทรงเกียรติในซูริก มันเป็นโครงการระยะเวลาหกเดือนที่ต้องทุ่มเทเต็มที่ ซึ่งเธอเคยเลื่อนออกไปเพื่ออยู่กับภาคิน
เสียงของเธอสงบนิ่งอย่างน่าประหลาดเมื่อผู้อำนวยการรับสาย “ดิฉันขอตอบรับตำแหน่งค่ะ” เธอพูด “ดิฉันสามารถเดินทางได้ทันที”
“ตำแหน่งยังว่างอยู่นะเอลดา เรายินดีมากที่จะได้คุณมาร่วมงาน” เสียงของผู้อำนวยการอบอุ่นผ่านสายโทรศัพท์ “แต่คุณเข้าใจเงื่อนไขใช่ไหม หกเดือน ตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง ห้ามติดต่อใคร”
“เข้าใจค่ะ” ฉันตอบ มันคือสิ่งที่ฉันต้องการพอดี สถานที่ที่จะหายตัวไป แสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวในอุโมงค์มืดมิดที่ไม่มีที่สิ้นสุด
“เราจะจัดการทุกอย่างให้คุณ” เขาสัญญา “แค่แจ้งแผนการเดินทางของคุณมาก็พอ”
“ขอบคุณค่ะ” ฉันพูด แววแห่งความหวังริบหรี่ส่องผ่านความรู้สึกชาด้าน “แล้วเจอกันที่ซูริกค่ะ”
ฉันวางสายแล้วขับรถตรงกลับบ้าน บ้านของเรา ความคิดนั้นขมขื่นเหมือนยาพิษ
ประตูหน้าเปิดเข้าไปสู่ห้องนั่งเล่นที่เต็มไปด้วยสัญลักษณ์ของชีวิตคู่ของเรา ชีวิตที่ตอนนี้กลายเป็นเรื่องตลกร้าย แก้วกาแฟคู่บนเคาน์เตอร์ รูปคู่ของเราในวันแต่งงานบนหิ้งเหนือเตาผิง แขนของเขากอดฉันไว้แน่น ทุกสิ่งทุกอย่างคือเครื่องยืนยันของคำโกหก
ความรู้สึกขยะแขยงถาโถมเข้ามา ฉันคว้าถุงขยะจากในครัวแล้วเริ่มเดินไปทั่วบ้านเหมือนพายุ แก้วกาแฟถูกโยนลงไปก่อน แตกกระจายอยู่ที่ก้นถุง กรอบรูปตามลงไป กระจกแตกละเอียด ฉันฉีกรูปคู่ของเราทุกใบออกจากกรอบ ฉีกมันเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยแล้วโยนทิ้งไป เสื้อผ้าของเขาในตู้เสื้อผ้าของฉัน ของที่ระลึกงี่เง่าที่เขาซื้อกลับมาจาก “การเดินทางไปทำธุรกิจ”
ทุกอย่างถูกยัดลงในถุง ฉันลากมันไปทิ้งที่หน้าบ้าน ความโกรธที่แผดเผาราวกับไฟชำระล้างกำลังเผาไหม้ฉัน
จากนั้นฉันก็เริ่มเก็บของ ตำราแพทย์ งานวิจัย เสื้อผ้าของฉัน ทุกอย่างที่เป็นของฉัน ฉันจัดการให้บริษัทขนส่งมารับของและส่งไปที่บ้านของไอรดา เพื่อนสนิทของฉัน
คืนนั้นภาคินไม่กลับบ้าน
เขาเดินเข้ามาในเย็นวันถัดมา ดูเหนื่อยแต่ก็ยังยิ้มอยู่ เขาวางกระเป๋าเอกสารลงแล้วดึงฉันเข้าไปกอด แขนของเขากอดรัดฉันราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“พระเจ้า ผมคิดถึงคุณจัง” เขากระซิบข้างๆ ผมของฉัน
ร่างกายของฉันแข็งทื่อ ฉันได้กลิ่นน้ำหอมหวานๆ ของผู้หญิงคนอื่นจางๆ บนเสื้อของเขา ภาพที่เขาอุ้มเด็กคนนั้น จูบเกวลิน คลีฟแลนด์ ผุดขึ้นมาในหัว ความคลื่นไส้ตีขึ้นมาที่คอ
ฉันผลักตัวเองออกจากอ้อมแขนของเขา รอยยิ้มของเขาจางหายไป ถูกแทนที่ด้วยแววตากังวล “เป็นอะไรไปเอลดา ตัวคุณเย็นเฉียบเลย”
“ฉันไม่เป็นไร” ฉันพูดเสียงเรียบ
เขาไม่ได้เซ้าซี้ต่อ แต่กลับดึงกล่องของขวัญห่อสวยหลายกล่องออกมาจากกระเป๋าเอกสาร “ผมซื้อของขวัญมาฝาก จากทริปของผม”
เขายังอุตส่าห์ปลอมหลักฐานการเดินทางไปทำธุรกิจอีกด้วย ผ้าพันคอผ้าไหมจากแบรนด์ที่เกวลินชอบ น้ำหอมหนึ่งขวด ฉันจำกลิ่นได้ทันที มันเป็นกลิ่นเดียวกับที่เกวลินใช้ที่โรงพยาบาล กลิ่นเดียวกับที่เขาเคยให้เป็นของขวัญวันเกิดฉันตอนเรียนมหาวิทยาลัย โดยลืมไปว่าฉันแพ้ส่วนประกอบอย่างหนึ่งในนั้นอย่างรุนแรง ครั้งนั้นฉันต้องลงเอยที่ห้องฉุกเฉิน เขาคลั่งด้วยความรู้สึกผิด สาบานว่าจะจดจำทุกอย่างเกี่ยวกับฉัน ทุกสิ่งที่ชอบ ทุกสิ่งที่ไม่ชอบ ตลอดไป
เขาลืมไปแล้ว
ฉันอยากจะกรีดร้อง อยากจะขว้างกล่องของขวัญใส่หน้าเขาแล้วถามว่าเขาทำแบบนี้ได้ยังไง แต่คำพูดมันไม่ออกมา ฉันติดกับ
ฉันมองตรงเข้าไปในตาเขา เสียงของฉันแข็งกร้าว “ฉันอยากมีลูก ภาคิน ฉันอยากมีตอนนี้เลย”
สีหน้าของเขาเปลี่ยนไป แววตื่นตระหนกวาบขึ้นมา ก่อนจะสวมหน้ากากของความอดทนที่เหนื่อยล้า “เราคุยกันเรื่องนี้แล้วนี่ บริษัทเพิ่งเปิดตัวโครงการใหม่ ผมกดดันมาก” ข้ออ้างเดิมๆ ตลอดเวลา
โทรศัพท์ของเขาก็ดังขึ้น ช่วยเขาไว้ ฉันได้ยินเสียงจากที่ที่ฉันยืนอยู่อย่างชัดเจน... เสียงของเกวลินจากปลายสาย และเสียงลีโอร้องไห้อยู่เบื้องหลัง เรียกหาแด๊ดดี้ของเขา
ตอนนั้นเองที่ฉันเข้าใจ เขาไม่ได้อยากมีลูกกับฉัน ความรักของเขา อนาคตของเขา ครอบครัวของเขา... มันอยู่กับคนอื่นแล้ว
เขาจูบหน้าผากฉัน ท่าทางที่ตอนนี้รู้สึกเหมือนเป็นตราประทับแห่งการทรยศของเขา “เรื่องงานน่ะ” เขาพูดอย่างราบรื่น “ผมต้องไปแล้ว จะกลับดึกนะ”
ฉันมองจากหน้าต่างขณะที่เขาขึ้นรถแล้วขับออกไปอย่างรวดเร็ว
ฉันทรุดตัวลงบนโซฟา เรี่ยวแรงทั้งหมดหายไป โทรศัพท์ของฉันสั่นพร้อมกับการแจ้งเตือน คำขอเป็นเพื่อนจากชื่อที่ฉันไม่รู้จัก ด้วยความนึกสนุก ฉันจึงกดรับ
เลือดในกายฉันเย็นเฉียบ โปรไฟล์ของหล่อนคือศาลเจ้าที่บูชาชีวิตลับๆ ของสามีฉัน รูปแล้วรูปเล่าของภาคินกับลีโอที่สวนสาธารณะ ที่ร้านอาหารที่เราเคยไปบ่อยๆ บนม้าหมุน และใต้ภาพเหล่านั้นคือคอมเมนต์และไลค์จากคนที่ฉันรู้จัก เพื่อนของเขา เพื่อนของเรา... ทั้งโลกรู้เรื่องนี้ ยกเว้นฉันคนเดียว
ความเจ็บปวดรุนแรงบีบรัดท้องของฉัน ความทรมานทางอารมณ์แสดงออกมาเป็นความเจ็บปวดทางกาย ฉันผงะไปข้างหน้า เอามือปิดปากแล้ววิ่งไปห้องน้ำ อาเจียนลงในโถส้วม
ร่างกายของฉันรู้สึกแปลกๆ นี่ไม่ใช่แค่ความใจสลาย ในฐานะหมอ ฉันรู้สัญญาณต่างๆ ความเป็นไปได้อย่างหนึ่ง ทั้งปาฏิหาริย์และคำสาป เริ่มก่อตัวขึ้นในใจของฉัน
คืนนั้นเขาไม่กลับบ้าน
เช้าวันรุ่งขึ้น ฉันไปที่โรงพยาบาลของตัวเอง ฉันขอให้เพื่อนร่วมงานที่ไว้ใจได้ช่วยตรวจให้
เธอกลับมาพร้อมกับผลตรวจ ดวงตาของเธอยิ้มระยับขณะที่เธอยิ้ม
“ยินดีด้วยนะคะคุณเอลดา” เธอพูด น้ำเสียงสดใสด้วยความยินดีที่ฉันไม่สามารถรู้สึกได้ “คุณตั้งครรภ์ได้หกสัปดาห์แล้วค่ะ”
ฉันเดินกลับไปที่ห้องทำงานอย่างเหม่อลอย คำพูดที่ร่าเริงของเพื่อนร่วมงานยังคงดังก้องอยู่ในโถงทางเดินที่ปลอดเชื้อ ตั้งครรภ์ หกสัปดาห์ ฉันวางมือบนท้องที่ยังคงแบนราบ น้ำตาร้อนๆ หยดหนึ่งไหลรินจากหางตา ชีวิตน้อยๆ ที่ไร้เดียงสานี้ ทำไมต้องเป็นตอนนี้ ทำไมต้องเลือกมาเกิดในตอนนี้ ท่ามกลางซากปรักหักพังนี้
ขณะที่ฉันเลี้ยวไปตามทางเดินมุ่งหน้าไปยังแผนกสูติกรรม เงาที่คุ้นเคยทำให้ฉันตัวแข็งทื่อ ฉันหลบอยู่หลังรถเข็นอุปกรณ์ขนาดใหญ่ หัวใจเต้นระรัวอยู่ในอก
เป็นภาคิน เขายืนอยู่นอกห้องพักส่วนตัว แขนของเขากอดรอบตัวเกวลิน คลีฟแลนด์ ที่กำลังร้องไห้ซบหน้าอยู่กับอกของเขา เขากำลังพึมพำคำปลอบโยน สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความห่วงใยอย่างอ่อนโยนที่ฉันไม่ได้เห็นมานานแสนนาน
เสียงกระซิบที่ขาดห้วงของเกวลินลอยมาตามทางเดิน “คุณคิดว่าเธอจะสงสัยอะไรไหมคะ”
“เอลดาน่ะเหรอ” ภาคินตอบ น้ำเสียงสบายๆ ไม่ใส่ใจ “เธอเชื่อใจผมสนิทใจอยู่แล้ว” มันเป็นคำพูดที่ไม่แยแสซึ่งเผยให้เห็นทุกอย่างว่าเขาคิดถึงฉันน้อยแค่ไหน คิดถึงสติปัญญาของฉันน้อยแค่ไหน
“แต่เมื่อไหร่คุณจะให้ฉันเป็นภรรยาของคุณล่ะคะ” เกวลินกดดัน น้ำเสียงของเธอเจือด้วยความทะเยอทะยานอย่างสิ้นหวัง “เมื่อไหร่คุณจะให้ชีวิตที่ฉันกับลีโอสมควรได้รับ”
“เกวลิน หยุดเถอะ” เขาตัดบทเธอ มีแววแข็งกร้าวในน้ำเสียง “เอลดาคือภรรยาของผม เรื่องนั้นจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง”
ลมหายใจของฉันสะดุดในลำคอ
“มันเป็นอย่างน้อยที่สุดที่ผมจะทำได้” เขาพูดต่อ เสียงของเขาอ่อนลง เจือด้วยสิ่งที่ฟังดูเหมือนความรู้สึกผิด “เป็นการไถ่โทษให้กับสิ่งที่ผมทำกับเธอ”
เขากอดเธออีกครั้ง จูบที่ผมของเธอ ขณะที่เขาทำเช่นนั้น สายตาของเกวลินก็เหลือบมาทางฉัน ในเสี้ยววินาทีนั้น สายตาของเธอก็สบกับสายตาของฉัน ไม่มีความประหลาดใจในดวงตาของเธอ มีเพียงแววแห่งชัยชนะที่เย็นชาและสมใจ เธอรู้ เธอรู้มาตลอดว่าฉันอยู่ที่นั่น
ฉันสะดุดถอยหลัง ร่างกายสั่นเทา น้ำตาที่ฉันกลั้นไว้ไหลรินอาบแก้ม ร้อนและหยุดไม่ได้ เขาไม่อยากหย่ากับฉันเพราะความรู้สึกผิด แต่เขาก็จะไม่มีวันทิ้งครอบครัวอีกครอบครัวของเขาไป แล้วนั่นทำให้ฉันเป็นอะไร ตัวแทน? สัญลักษณ์ของคำมั่นสัญญาที่เขาไม่รู้สึกอีกต่อไปแล้ว แต่ขี้ขลาดเกินกว่าจะทำลาย?
คำสาบานของเขาก้องอยู่ในใจฉัน เป็นการเยาะเย้ยที่โหดร้าย ไม่ว่าในยามเจ็บไข้หรือสบายดี เขาพูดคำเหล่านั้นด้วยความเชื่อมั่นอย่างยิ่ง ฉันเคยเชื่อเขา
ฉันเดินกลับไปที่ห้องทำงาน ฝีเท้าของฉันหนักอึ้งแต่มั่นคง ความรักที่เป็นพิษและแตกสลายนี้คือมะเร็งร้าย มันต้องถูกตัดทิ้ง
ฉันหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วนัดหมาย การทำแท้ง
จากนั้นฉันก็โทรหาไอรดา
“เตรียมเอกสารหย่าให้ด้วย” ฉันพูด เสียงของฉันเย็นชาและมั่นคง “ฉันต้องการแบ่งทุกอย่างคนละครึ่ง ทุกอย่างที่ฉันมีสิทธิ์ได้รับ” ไอรดาตกตะลึง ในสายตาของเธอ เราคือคู่รักที่มีทุกอย่าง เป็นที่อิจฉาของทุกคนตั้งแต่สมัยเรียนแพทย์
ฉันนั่งอยู่ในรถที่ลานจอดรถของโรงพยาบาลเมื่อโทรศัพท์ดังขึ้น เป็นภาคิน เสียงของเขาสดใส ตื่นเต้น
“ว่าไงครับที่รัก ขอโทษเรื่องเมื่อคืนนะ มีเรื่องด่วนที่ออฟฟิศอีกแล้ว ฟังนะ คืนนี้เป็นงานเลี้ยงครบรอบครั้งใหญ่ของบริษัท ในฐานะภรรยาของซีอีโอ คุณต้องไปนะ มันสำคัญมาก”
เสียงหัวเราะขมขื่นเกือบจะหลุดออกมาจากริมฝีปากของฉัน “ค่ะ” ฉันพูด คำพูดนั้นรู้สึกเหมือนฝุ่นในปาก
เขาดูเหมือนจะผ่อนคลายที่ปลายสาย โล่งใจที่ฉันไม่ถามอะไร “เยี่ยมเลย แล้วเจอกันคืนนี้นะครับ”
ฉันวางสายโทรศัพท์ ฉันมองออกไปนอกหน้าต่าง แต่ฉันไม่เห็นอะไรเลย ฉันแค่รู้สึกถึงลางสังหรณ์ที่ลึกซึ้งและน่าขนลุก เขายังไม่รู้ว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้น เขารู้สึกไม่สบายใจ รู้สึกว่ามีบางสิ่งที่ล้ำค่ากำลังหลุดลอยไป แต่เขาบอกไม่ถูกว่ามันคืออะไร
เขายังไม่รู้ว่ามันได้หายไปแล้ว