บริษัท เอเชียนมอล
งานประชุมร่วมระหว่างบริษัท เอเชียนมอลซึ่งเป็นผู้ส่งออกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แบรนด์น้องใหม่แต่มาแรงและมีชื่อเสียงไปทั่วโลกกับบริษัทอินไซด์ซึ่งเป็นบริษัทไอทีมีแผนกที่ดำเนินการเกี่ยวกับการวิเคราะห์ข้อมูลถูกจัดขึ้นที่ห้องประชุมของบริษัทเอเชียนมอล
เพราะตอนที่บริษัทเริ่มก่อตั้ง ประธานของทั้งสองบริษัทเป็นเพื่อนร่วมรุ่นที่เรียนมหาวิทยาลัยมาด้วยกัน ทำให้ทั้งสองกิจการเติบโตและมีการร่วมงานกันอย่างราบรื่นแม้จะดำเนินธุรกิจคนละเส้นทางก็ตาม
เอเชียนมอลต้องการเพิ่มบริการการขายผ่านแอปปลิเคชั่น และเพื่อทิศทางการเป็นไปได้ของแผนธุรกิจ ทางทีมบริหารจากเอเชียนมอลจึงต้องให้อินไซด์วิเคราะห์ข้อมูลของลูกค้าและต้นทุนการดำเนินงานอย่างละเอียดเพื่อให้ทราบแนวโน้มและความเป็นไปได้ต่างๆ ที่จะนำมาประกอบการตัดสินใจพัฒนาแอปปลิเคชั่นต่อไป
คีริน นาวินวรกุล ประธานจากเอเชียนมอลและคณะนั่งตรงข้ามกับทีมจากบริษัทอินไซด์ที่เตรียมนำเสนอข้อมูลให้พวกเขา
วันนี้ วายุ กิตติกานต์เพื่อนของเขาไม่ได้ดูแลเรื่องการวิเคราะห์ข้อมูลให้ด้วยตนเองแต่ส่งต่อให้ลูกน้องฝีมือดีเข้ามาดูแลแทน...
คีรินกอดอกแล้วหรี่ตามองหญิงสาวที่กำลังเตรียมนำเสนอรายะเอียดให้ทีมของเขาได้ฟัง การแต่งกายด้วยชุดสุภาพโทนสีอ่อนตั้งแต่หัวจดเท้ารวมทั้งแว่นตากรอบสีดำหนาเตอะบ่งบอกความเนิร์ดของเจ้าตัวได้เป็นอย่างดี วายุบอกว่าลูกน้องคนนี้ทำงานได้ดีเลยมอบหมายให้ดูแลโปรเจกต์นี้แทนตนเอง
ประธานแห่งเอเชียนมอลมองจากสายตาของตนเองแล้วก็ไม่อาจตัดสินใจคนจากภายนอก ภายใต้ชุดเรียบๆ แต่ผู้หญิงตรงหน้ากลับดึงดูดสายตา โดยเฉพาะดวงตาเรียวรีใต้กรอบแว่นที่มองเขาแบบไม่กะพริบทำให้ชายหนุ่มเพิ่มคะแนนให้เธอเป็นพิเศษ
แววตาของเธอดูฉลาดใช้ได้ ไอ้วายุคงไม่เลือกคนไม่ได้เรื่องมาทำงานให้เขาหรอก...
แต่คิดในใจได้ไม่ถึงเสี้ยววินาทีหญิงสาวก็แสดงศักดา
"อุ้ย" เสียงร้องอุทานของคนที่กำลังจะพรีเซ็นต์งานดังขึ้นเมื่อเธอเดินสะดุดสายไฟของจอโพรเจกเตอร์แล้วล้มลงไปจูบพื้นพรหมของห้องประชุมที่เธอเพิ่งมาเป็นครั้งแรก
คีรินยกมือขึ้นกุมขมับ เมื่อรู้ว่าตัวเองน่าจะคาดหวังสูงเกินไป
แสงดาวบอกกับตัวเองว่าตอนนี้เธอมาทำงาน ถึงจะอายจนอยากแกล้งตายแต่เธอก็ต้องสู้ หญิงสาวค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมาอย่างเชื่องช้า ไม่อยากจะลีลาแต่เธอมึนหัวและจุกมากจริงๆ ไอ้เจ็บไม่เท่าไหร่บอกเลยว่าอายมากกว่า
พอเห็นคนมารายล้อมแล้วถามพร้อมกันว่าเธอโอเคไหม แสงดาวก็ยิ่งอยากหายไปจากตรงนี้ แต่แน่ล่ะเธอทำไม่ได้
"คุณเจ็บตรงไหนรึเปล่า" แสงดาวเงยหน้าขึ้นมาสบตากับท่านประธานแห่งเอเชียนมอล ดวงตาสองคู่ประสานกัน เธอรู้สึกคุ้นเคยกับดวงตาคู่นี้เหลือเกิน...
"ฉันโอเคดีค่ะ ขอโทษทีนะคะ" เธอเกาะมือของคีรินที่ยื่นมาให้จับแล้วลุกขึ้นยืนช้าๆ
"คุณมองผมเหมือนรู้จักเลย เราเคยเจอกันมาก่อนไหม"
"มะ ไม่เคยหรอกค่ะ"
"แล้วไป" แสงดาวเลิกคิ้วเมื่อคีรินทำท่าเหมือนโล่งใจ แต่เพียงแวบเดียวเขาก็ทำหน้าเรียบนิ่งคาดเดายากเช่นเดิม "ผมขอโทษที่ห้องประชุมของบริษัทผมจัดสายไฟไม่ดี ทำให้คุณสะดุด"
"ไม่เป็นไรค่ะ ฉันก้าวพลาดเอง" เธอบอกแล้วก็หยิบไอแพดสีสตาร์ไลท์ขึ้นมาเชื่อมต่อกับหน้าจอแล้วเตรียมการพรีเซ็นต์งาน ดวงตาเรียวรีทอดมองไปยังท่านประธานแห่งเอเชียนมอล สายตาของเธอหยุดอยู่ที่เขา ก่อนที่จะหันกลับมาพรีเซ็นต์งานต่อโดยไม่ให้เหตุการณ์ระทึกขวัญเมื่อครู่มาทำลายความตั้งใจของตัวเอง...
แสงดาวมุ่งมั่นกับงานเป็นพิเศษเพราะช่วงนี้เจ้าก้อนของเธอกำลังเข้าเรียนเตรียมอนุบาลแล้ว จึงต้องใช้เงินอีกมาก...
แพสชั่นที่มาจากลูกน้อยกลายเป็นพลังร้อนเงินปลุกไฟแห่งความขยันในตัวเธอให้แผดเผาร้อนแรงมาเกือบสามปีแล้ว และมันคงลุกไหม้ไปจนกว่ายัยหนูของเธอจะเรียนจบ!
ดังนั้นเหตุการณ์และผู้คนที่ได้พบเจอในวันนี้จะไม่มีทางทำให้ชีวิตของเธอสะดุด ไม่มีวัน...
เมื่อการพรีเซ็นต์งานจบลงแล้วแสงดาวก็มานั่งเพื่อให้คนอื่นในทีมได้นำเสนอต่อ พอไม่ได้อยู่ในสายตาของคีรินเธอจึงมีโอกาสพิจารณาเขามากขึ้น นอกจากแววตาแล้ว เสี้ยวหน้าด้านข้างของเขานั้นช่างแสนคุ้นเคย
หญิงสาวพยายามคิดว่าเคยเจอเขาที่ไหน แต่ก็คิดไม่ออก จนกระทั่งเธอเห็นข้อความบนหน้าจอไอแพดของตัวเองที่เด้งแจ้งเตือนข้อความที่ได้รับจากแอปปลิเคชันที่ใช้ติดต่อกับเจ้าหน้าที่ของโรงเรียนเตรียมอนุบาลที่เธอฝากลูกเอาไว้
"วันนี้น้องไคร่าผลักเพื่อนล้มอีกแล้วค่ะคุณแสงดาว"
แม้ไม่ได้เข้าไปอ่าน แต่ข้อความบนแถบแจ้งเตือนก็ทำให้แสงดาวเผลอทำสีหน้าละเหี่ยใจ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาสบตากับ ประธานแห่งเอเชียนมอล
แล้วเธอก็ให้คำตอบกับคำถามในหัวของตัวเองได้ ว่าทำไมถึงรู้สึกคุ้นหน้ากับคีรินนัก...
ดวงตาของคีรินที่รู้สึกเคยคุ้น เมื่อซ้อนทับกับดวงตาของยัยไคร่าลูกสาวที่เธอฟูมฟักมาตั้งแต่ตีนเท่าฝาหอยนั้นเหมือนกันจนนึกว่าเป็นดวงตาคู่เดียวกัน
เพราะตระหนักถึงความจริงเรื่องนี้เลยทำให้เธอเผลอจ้องตากับ คีริน นาวินวรกุล นานเป็นพิเศษ...
ทันทีที่เลิกงานแสงดาวก็รีบมาที่โรงเรียนของยัยหนู พักหลังมานี้ลูกสาวของเธอชักจะก่อเรื่องบ่อยเกินไปแล้ว ระหว่างทางเธอพยายามทบทวนมาตลอดว่ายัยหนูผู้น่ารักและเลี้ยงง่ายมาตลอดเริ่มเป็นตัวตึงตอนไหน
พอคนเป็นแม่ลองตรองดูแล้วก็ได้คำตอบว่าสกิลการก่อเรื่องของยัยหนูเพิ่มขึ้นตอนที่เริ่มเข้าเรียนโรงเรียนเตรียมอนุบาล
อาจจะเป็นเพราะได้เจอเพื่อนๆ หลากหลาย พฤติกรรมของแกจึงเปลี่ยนไปมากจากตอนที่เธอฝากไว้กับเนิร์สเซอรีเด็กเล็กใต้คอนโดมิเนียม...
ไม่ใช่แค่ผลักเพื่อน แสงดาวรู้สึกว่าคำพูดคำจาของเจ้าตัวก็ซับซ้อนขึ้น เมื่อวานคุณครูไลน์มาฟ้องแบบติดตลกว่า ไคร่ากอดอกแล้วส่ายหัวเมื่อคุณครูวาดรูปแมวบนหน้ากระดาน ยัยแสบของเธอบอกว่านั่นคือแมวที่ถูกรถทับเพราะแมวมีสภาพย่ำแย่ไม่เหมือนแมวปกติ คุณครูผู้วาดรูปไม่สวยเลยเมาท์เรื่องนี้กับเธอ พร้อมแจ้งว่ายัยหนูไคร่าปลุกเพื่อนในห้องไปวิ่งเล่นในช่วงที่คุณครูให้นอนกลางวัน
ตั้งแต่เข้าเรียนแสงดาวก็ได้ยินสารพัดข้อกล่าวหา พอถามลูกว่าได้ทำไหมไคร่าก็ยืดอกรับตลอดว่าทำ แถมยังยืนยันด้วยดวงตาแน่วแน่ว่าไม่รู้ว่านั่นคือเรื่องที่ผิด และต่อจากนี้จะไม่ทำอีกแล้ว... เจ้าก้อนของเธอเป็นเด็กดีพอคุยกันด้วยเหตุผลไคร่าก็เข้าใจได้เป็นอย่างดี แต่ใครจะไปรู้ว่าพอไม่ทำเรื่องหนึ่ง ก็มีอีกเรื่องหนึ่งเพิ่มขึ้นมาอยู่ดี
ในตอนที่แสงดาวไปถึง คุณครูก็เชิญเธอเข้าไปในห้องรับรองพิเศษที่ผู้ปกครองน้อง พัตเตอร์ และน้องโอลีฟ คู่กรณีของไคร่ารออยู่ในนั้น
คุณแม่ของพัตเตอร์เป็นหมอสกินที่คลินิกชื่อดัง คุณแม่ของโอลีฟเป็นนักเปียโนระดับชาติ คุณพ่อของนาดาเป็นผู้บริหารโรงเรียนอนุบาล แสงดาวจำข้อมูลของทุกคนไว้ในหัวตั้งแต่ตอนประชุมผู้ปกครองแล้ว หญิงสาวยังไม่ทันค้อมหัวขอโทษเหมือนที่เคย คุณแม่ของโอลีฟก็ทิ้งกระเป๋าแอร์เมสหนังจระเข้ลงกับพื้นแล้วรีบเดินมาคว้ามือเธอไปจับไว้
"คุณน้อง มาแล้วเหรอคะ"
"อะ เอ่อค่ะ"
"พี่ขอโทษแทนลูกด้วยนะคะ"
"พี่ก็ด้วยค่ะ ต่อไปพี่จะบอกพัตเตอร์ให้ระวังคำพูด และพี่เองก็จะระวังไม่พูดเรื่องผู้ใหญ่เข้าหูเด็กอีก" คุณแม่น้องพัตเตอร์ก็ลุกมาจับมือเธอไว้อีกข้าง...
แสงดาวนิ่วหน้า ไคร่าผลักเพื่อน แต่ทำไมแม่เพื่อนที่ถูกผลักถึงมาขอโทษเธอ หญิงสาวหันไปหาผู้อำนวยการของโรงเรียนซึ่งเป็นคุณพ่อของน้องนาดา
จากรายงานของคุณครูที่ส่งไปเล่าคร่าวๆ คือ ไคร่ามีเรื่องกับพัตเตอร์และโอลีฟ โดยมีน้องนาดาเป็นกองหนุนฝั่งไคร่า
"ตอนที่สอบถาม พัตเตอร์กับโอลีฟล้อไคร่าว่าไม่มีพ่อมาส่งที่โรงเรียน ไคร่าโกรธเลยผลักเพื่อนที่ล้อครับ" ธนาวินอธิบายเหตุการณ์แทนคุณครูประจำชั้น
เขาเป็นผู้อำนวยการวัยสามสิบกว่าที่หน้าตาดูใจดีสมกับเป็นผู้บริหารโรงเรียนอนุบาล แสงดาวเคยได้ยินผู้ปกครองในห้องกระซิบกระซาบกันว่าเขาเป็นคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยว
จากสีหน้ากระอักกระอ่วนเพราะความพยายามประนีประนอมของชายหนุ่มทำให้แสงดาวเดาได้ทันทีว่า คำที่เด็กๆ ล้อลูกของตนน่าจะเป็นคำที่ไม่น่ารักพอดู มือสองคู่ที่เขย่ามือของตนเองอยู่ทำให้แสงดาววิเคราะห์ว่า คุณแม่ของโอลีฟกับพัตเตอร์น่าจะเมาท์เธอให้เด็กๆ ได้ยิน พวกเขาจึงเอามาล้อลูกเธอว่าเป็นเด็กไม่มีพ่อ ซึ่งนั่นเป็นปมปัญหาที่ยัยหนูไคร่ากำลังเผชิญอยู่เพราะเจ้าตัวเริ่มเรียนรู้ว่าตัวเองไม่มีพ่อเหมือนเพื่อน ตอนที่โดนล้อเรื่องนี้ไคร่าจึงโกรธ
"เรื่องที่เพื่อนๆ มาล้อไคร่าว่าไม่มีพ่อ ดิฉันอยากให้ผู้ปกครองสอนลูกให้รู้จักการอยู่ร่วมกับคนที่มีอะไรบางอย่างที่ไม่เหมือนตัวเองด้วย ส่วนเรื่องที่ไคร่าผลักเพื่อนดิฉันก็ขอโทษแทนลูกด้วยนะคะ ดิฉันจะอบรมลูกเรื่องนี้อย่างเคร่งครัดเลยค่ะ"
"พี่ก็สัญญาค่ะ" แม่น้องโอลีฟพยักหน้าตาม
"อีกอย่างที่อยากฝากก็คือ ไคร่ามีพ่อนะคะ"
"คุณน้องบอกพี่เองไม่ใช่เหรอคะว่าเป็นซิงเกิ้ลมอม" เสียงถามอุบอิบจากคุณหมอผิวหนังทำให้แสงดาวเลิกคิ้ว
"ลูกของดิฉันไม่ได้เกิดจากกระบอกไม้ไผ่นี่คะ" เธอบอกติดตลก "ไคร่ามีพ่อค่ะ" น้ำเสียงของแสงดาวบอกอย่างมั่นใจ
"ค่ะ มีก็มี"
แสงดาวยิ้มให้ทุกคน เธอเข้าใจแล้วว่าทำไมช่วงนี้ลูกน้อยถึงเกเรผิดปกติ มันเป็นเพราะคนรอบข้างพูดจาแบบนั้นจนลูกของเธอหวั่นไหวจากภายในจิตใจ เธอหันไปสบตากับธนาวินที่ทอดมองมาอย่างเข้าอกเข้าใจ หญิงสาวไม่หุบยิ้มแม้แต่น้อย
เธอมั่นใจว่าเธอจะเติมเต็มความขาดเขินในส่วนนี้ให้ลูกได้สำเร็จ...
หลังจากประชุมผู้ปกครองเรียบร้อย แสงดาวก็เดินเข้าไปหาน้องไคร่าที่เล่นกับน้องนาดาอยู่อีกห้อง
"ไคร่า" เธอเรียกเจ้าก้อนวัยสามขวบกว่าที่ช่วงนี้พูดเก่งและชอบสรรหาเรื่องยากๆ มาถามและคุยจ้อจนเธอรู้สึกมีความสุขมาก
ในทุกวันต้องมีเรื่องให้ขำในความน่ารักและไร้เดียงสาของเจ้าตัวเสมอ แม้จะมีเรื่องให้มึนหัวบ้างแต่ความรักที่มีให้ไคร่าไม่เคยลดน้อยลง มีแต่จะเพิ่มเติมมากขึ้นทุกวัน
"แม่ขาาาาา" เด็กน้อยเจ้าของแววตามุ่งมั่น บ่งบอกความแน่วแน่ของเจ้าตัวหันมาเอ่ยเรียกมารดาด้วยเสียงกังวานน่ารัก
แสงดาวยิ้มให้ยัยหนูที่รีบกุลีกุจอลุกแล้ววิ่งมากอดเธอ ส่วนน้องนาดานั้นก็ลุกมาไหว้เธอด้วย
"สวัสดีค่ะ"
"เรียกแม่เราว่าหม่าม๊าสินาดา" ไคร่าบอกเพื่อน
"หืมมม" แสงดาวเลิกคิ้วเมื่อได้ยินไคร่าให้นาดาเรียกเธอด้วยสรรพนามที่แตกต่างออกไป ปกติเด็กน้อยจะเรียกเธอว่า ‘คุณแม่ของไคร่า’ ไหงวันนี้เธอกลายเป็นหม่าม๊าไปแล้ว...
"เราตกลงกันว่านาดาไม่มีแม่ ไคร่าไม่มีพ่อ พวกเราเลยจะแชร์กัน... แม่ไปเป็นหม่าม๊าให้นาดา ส่วนปะป๊าของนาดาก็จะเป็นปะป๊าให้ไคร่า"
"..." เด็กพวกนี้! เวลาจะทำอะไรเคยถามผู้ใหญ่ก่อนสักคำมั้ย!
ดีที่ธนาวินต้องไปยืนส่งเด็กนักเรียนคนอื่นกลับบ้าน ไม่อย่างนั้นคงมาได้ยินอะไรพิลึกพิลั่น
ยัยไคร่าแววตามุ่งมั่นเหมือนแน่ใจในตอนพูดส่วนนาดานั้นยังมึนงงสับสนแต่ก็คงตกลงไปแกนๆ เหตุการณ์แบบนี้เดาได้ว่าต้นเรื่องมาจากลูกเธอโดยไม่ต้องสืบเลยล่ะ
"ไคร่า เราจะแชร์พ่อกับแม่กันไม่ได้น้า... ไม่อย่างนั้นเพื่อนในห้องทุกคนมาขอแชร์ปะป๊าของนาดาอีก นาดาจะมีแม่ไปยี่สิบคนเลยน้า"
"งั้นนาดาไม่แชร์ดีกว่าค่ะ ปะป๊าบอกว่าจะเป็นพ่อและแม่ให้ มีแค่ปะป๊าคนเดียวก็พอแล้ว" นาดานึกถึงแม่ของเพื่อนๆ แล้วก็รีบส่ายหัว มีเพิ่มแค่แม่ไคร่าพอไหว แม่ของเพื่อนๆ คนอื่น นาดาไม่ขอรับ มันน่ากลัวเกินไป!
"แต่เราอยากมีปะป๊าแบบนาดา พัตเตอร์กับโอลีฟจะได้ไม่ล้อเราอีก" ไคร่าไม่พอใจ ส่วนนาดานิ่งเหมือนน้ำเย็นคล้ายไม่มีความต้องการอะไรเพิ่มคล้ายว่าเต็มอิ่มจากข้างในแล้ว...
"ก็ให้แม่ของไคร่าเป็นปะป๊าให้สิ"
"ได้เหรอ"
"ได้" นาดาพยักหน้าแรงๆ อย่างมั่นใจในสิ่งที่ตัวเองพูด ส่วนไคร่ากลายเป็นฝ่ายมึนงงสับสนแทนแล้ว...
แสงดาวฟังเด็กๆ คุยกันแล้วยิ้มอย่างอ่อนโยน ที่ผ่านมาเธอ ยังไม่ได้สอนให้ลูกรับมือกับการโตมากับคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวเพราะยังคิดว่าไม่ถึงวัยที่จะคุยกัน แต่เห็นทีตอนนี้เธอจะต้องพูดกับลูกเรื่องนี้โดยด่วนที่สุดแล้ว...
"ถ้าตกลงกันได้แล้ว น้าคงต้องขอพาไคร่ากลับก่อนนะคะ"
นาดาวิ่งกลับไปนั่งเล่นต่อเพียงคนเดียว เด็กน้อยมักจะกลับบ้านช้าที่สุดเพราะคุณพ่อเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนที่ต้องอยู่ดูแลความเรียบร้อยหลังเลิกเรียน
แสงดาวพาเจ้าก้อนมาที่รถ หลังจากที่นั่งบนคาร์ซีตเรียบร้อยรถก็เคลื่อนตัวออกไป ช่วงเวลาของการเดินทางกลับคอนโดมิเนียมเป็นช่วงที่สองแม่ลูกได้คุยกันเกี่ยวกับเรื่องในรั้วโรงเรียนของไคร่า...
"วันนี้แม่เข้าใจที่หนูโกรธพัตเตอร์กับโอลีฟนะคะ แต่ถ้าเขาพูดไม่เพราะกับหนู หนูควรมาบอกคุณครู ไม่ใช่ไปผลักเพื่อนแบบนั้น"
"คุณครูบอกแล้วค่ะ ไคร่าขอโทษเพื่อนแล้วและไคร่าจะไม่ทำอีก"
"เก่งมากค่ะลูกแม่ที่รู้ตัวว่าผิดแล้วก็รู้จักขอโทษ ไคร่าของแม่เป็นเด็กดีมากเลย" แสงดาวรู้สึกว่าเธอพูดประโยคนี้บ่อยเกินไปแล้วในช่วงนี้...
"แต่แม่ขา ไคร่าอยากมีปะป๊าเหมือนนาดา"
แสงดาวครางรับในลำคอว่าเข้าใจลูก ธนาวินเป็นพ่อที่ใจดี เธอเคยค้นหาข้อมูลแล้วพบว่าเขามีคนรักเป็นผู้ชายและได้แต่งงานกันอย่างถูกต้องตามกฎหมายที่ต่างประเทศ พวกเขาทำเด็กหลอดแก้วฝาแฝดขึ้นมา แต่ตอนหลังทั้งคู่เลิกกันเลยแบ่งลูกไปเลี้ยงฝ่ายละคน แสงดาวคิดว่านั่นคงเป็นสาเหตุที่ทำให้ธนาวินพยายามสอนนาดาว่าเขาเป็นทั้งพ่อและแม่ให้ลูกได้
เธอคิดว่าพ่อแม่แต่ละคนมีวิธีสอนลูกไม่เหมือนกัน... หากเธอสอนลูกแบบนั้นไคร่าคงถามแน่นอนว่าเธอเป็นผู้หญิงจะไปเป็นพ่อให้ยังไง ถ้าเธอเป็นแม่แล้วทำไมจะต้องเป็นพ่อและอีกสารพัดที่เธอจะต้องเจอ ด้วยความที่รู้จักลูกสาวตัวเองดี แสงดาวจึงคิดหาวิธีรองรับไว้แล้วว่าจะบอกแกอย่างไรในช่วงที่แกยังเด็กเกินกว่าจะเข้าใจในทุกเรื่องเป็นอย่างดี
"สัญญากันก่อนนะว่าถ้ามีปะป๊าเหมือนเพื่อนแล้วหนูจะเป็นเด็กมีเหตุผลและเชื่อฟังแม่แบบนี้ตลอดไป"
"สัญญาค่าาา" ไคร่ารีบรับปาก
แสงดาวยิ้มอย่างพอใจก่อนจะหันมาเปิดเพลงทรงอย่างแบดเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของลูกสาวไปที่เพลงโปรดของเจ้าตัวแทน...
ส่วนเธอนั้นก็ขับรถต่อไปพลางนึกถึงแววตาอันคุ้นเคยของท่านประธานแห่งเอเชียนมอล ในหัวเธอนึกภาพของเขาซ้อนทับกับภาพของลูกสาวตัวเองแล้วก็ระบายลมหายใจออกมาเบาๆ
วิธีแกปัญหาของเธอคงจะทำให้ไคร่าผ่านช่วงเวลานี้ไปได้เป็นอย่างดี หวังว่านะ...