ด้านนอกของหน้าต่าง กำลังมีแสงฟ้าแลบ และเสียงฟ้าร้อง ฝนได้ตกมาแล้วทั้งวัน
ณ เมืองหนาน บ้านตระกูลมู่ ซูป้านเซี่ยนอนม้วนตัวอยู่ใต้ผ้าห่ม ถึงกระนั่นเธอก็ยังสั่นเทาไปทั้งตัว
เธอกลัวค่ำคืนที่มีฝนตกฟ้าร้องอย่างนี้มาตั้งแต่เด็ก ราวกับมีมือขนาดใหญ่นับไม่ถ้วนดึงเธอลงสู่หลุมดำที่มืดมิด
ซูป้านเซี่ยกัดริมฝีปากล่างของเธอไว้แน่น แม้ว่าร่างกายของเธอจะเปียกโชกไปด้วยเหงื่อ แต่เธอก็ไม่กล้าส่งเสียงใด ๆ ออกมา
“แกร๊ก”...
ประตูห้องนอนถูกผลักเปิดออก เสียงรองเท้าหนังที่ย่ำกับพื้นไม้ดังก้องอยู่ในโซนประสาทของซูป้านเซี่ย
หัวใจของเธอเต้นรัวราวกับเสียงกลอง เธอพยายามกลั้นลมหายใจเอาไว้ ในหัวมีภาพที่น่าสยองมากมายผุดขึ้นมาเต็มหัว
บ้านหลังใหญ่หลังนี้มีเธออยู่เพียงคนเดียว เพื่อความเป็นส่วนตัวของเจ้าของบ้าน คนใช้และผู้ดูแลบ้านจะพักอยู่ที่เรือนอีกหลัง ทางด้านหลัง
มือใหญ่คู่หนึ่งดึงผ้าห่มออก ซูป้านเซี่ยที่อยู่ใต้ผ้าห่มนั้นตัวสั่นเทา
“อย่า……”
หลังจากเสียงกรีดร้อง ผ้าห่มก็ถูกดึงออกไปอย่างไร้ความปราณี ปรากฏให้เห็นใบหน้าหล่อ ๆ ในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาว ที่เปียกชุ่มไปด้วยน้ำ ยืนตระหง่านอยู่ตรงหน้าเธอ
“คุณเองเหรอ?” ซูป้านเซี่ยมองผู้ชายที่อยู่เหนือเธอ เธอตกใจจนหายใจหายคอไม่ออก สักพักเธอก็ได้สติขึ้นมา
“แล้วเธอคิดว่าเป็นใครล่ะ?” มู่หนานจือดึงแขนตัวเองออกจากมือของเธอ ก่อนจะเดินไปที่เตียง แล้วปลดกระดุมเสื้อออก นิ้วเรียว ๆ ของเขาค่อย ๆ ปลดกระดุมออกทีละเม็ด ๆ เผยให้เห็นลูกกระเดือก และกล้ามเป็นมัด ๆ ของเขา
ซูป้านเซี่ยถึงกับหน้าแดงระเรื่อ เธอรู้สึกประหม่าจึงเบือนหน้าหนี
“ทำไม ยังอายอยู่เหรอ?” มู่หนานจือมองหญิงสาวที่สวมแค่ชุดนอนผ้าไหมสายเดี่ยวบาง ๆ เพราะความกลัวเมื่อครู่ สายของชุดข้างหนึ่งเลยหลุดออกจากบ่าของเธอ ชายกระโปรงถูกม้วนขึ้นไปถึงต้นขา เผยให้เห็นผิวขาวเนียนท่ามกลางแสงไฟสลัว ๆ
มู่หนานจือกลืนน้ำลายลงคอ ช่วงล่างของเขาคับแน่นขึ้นมาทันที
ทั้งคู่แต่งงานกันมาสามปีแล้ว เรื่องบนเตียงนั้นไม่เคยขาด พอซูป้านเซี่ยเห็นท่าทางของมู่หนานจือ เธอก็รู้ได้ทันทีว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่
“รีบไปอาบน้ำเถอะ” ซูป้านเซี่ยลุกออกจากเตียง แล้วหยิบชุดนอนของมู่หนานจือออกมาจากตู้เสื้อผ้า แล้วผลักเขาเข้าไปในห้องน้ำ
พอได้ยินเสียงน้ำดังออกมาจากห้องน้ำ และคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้ ตาของซูป้านเซี่ยก็ร้อนผ่าวขึ้นมาทันที
สามปีแล้วที่ซูป้านเซี่ยรับบทเป็นคุณนายมู่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่เธอนั้นเป็นแค่ที่ระบายความใคร่ของมู่หนานจือในยามค่ำคืนเท่านั้น
ทุกครั้งเขาจะเป็นเหมือนสัตว์ร้ายที่กระหายเลือด เขาจะทรมานเธอจนเธอหมดแรง
ขณะที่กำลังเหม่อลอยอยู่นั้น ประตูห้องน้ำก็เปิดออก หนานจือพันผ้าเช็ดตัวไว้รอบเอว ปลายผมของเขามีน้ำหยดลงมาจนถึงเอว......
“อ๊ะ” ไม่ทันที่ซูป้านเซี่ยจะตั้งตัว ผ้าเช็ดตัวก็ร่วงลงบนพรม ไม่มีการเร้าอารมณ์ใด ๆ เขาก็จัดการดันดุนเข้าไปทันที ซูป้านเซี่ยร้องออกมาด้วยความเจ็บ
ลมหายใจร้อน ๆ ของมู่หนานจือรดที่ติ่งหูของเธอ คอเรียว ๆ เต็มไปด้วยรอยรัก ผิวขาวเนียนของเธอแดงเป็นจ้ำ ๆ
ดุนของมู่หนานจือทั้งร้อนทั้งแข็ง เขากระแทกมันเข้าไปที่เธออย่างรุนแรง เขามีความช่ำชองเรื่องบนเตียงมาก สามปีที่ผ่านมา เขารู้จุดอ่อนของเธอเป็นอย่างดี ทุกครั้งที่มีอะไรกัน เขาก็มักจะกระแทกตรงจุดเสมอ
ไม่ถึงสามนาที ซูป้านเซี่ยก็ยอมแพ้ เธอเริ่มให้ความร่วมมืออย่างไม่เต็มใจ เธอส่ายเอวพริ้วไปตามจังหวะ และยกสะโพกสูงขึ้นเพื่อให้เขาแทงเข้ามาลึก ๆ
เสียงเนื้อกระทบกันดังก้องไปทั่วทั้งห้อง
“ที่รัก ผมชอบเสียงครางของคุณ ครางดัง ๆ หน่อยสิ” เสียงทุ้ม ๆ ของมู่หนานจือ ฟังแล้วมีเสน่ห์จนเธอตกอยู่ในภวังค์
ริมฝีปากที่ปิดแน่นเริ่มส่งเสียงครางออกมาอย่างเย้ายวน ทำให้คนที่ได้ยินอารมณ์คุกรุนจนห้ามใจไว้ไม่ไหว
จากบนเตียง เปลี่ยนไปที่พื้น ต่อไปยังระเบียง และไปจบที่ในห้องน้ำ มู่หนานจือนั้นเป็นเหมือนเครื่องจักรที่ไม่มีวันเหน็ดเหนื่อย เขาทำให้ซูป้านเซี่ยถึงจุดสุดยอดหลายครั้งหลายครา เขามองดูเธอค่อย ๆ หมดแรง และผล็อยหลับไปในอ้อมแขนของเขา
หลังจากมู่หนานจือหลับไปแล้ว ซูป้านเซี่ยก็ลืมตาขึ้น เธอเอามือใหญ่ ๆ ที่อยู่บนเอวของเธอออก แล้วเดินไปนั่งที่ริมหน้าต่างพลางเหม่อมองท้องฟ้ายามค่ำคืน
สามปีแล้ว แต่มู่หนานจือจะเรียกเธอว่าที่รักก็เฉพาะเวลาที่มีอะไรกันเท่านั้น
เธอค่อย ๆ หันกลับ และมองไปที่มู่หนานจือที่กำลังหลับอยู่ เวลาที่สายตาคู่นั้นมองมาที่เธอ มันไม่เคยอ่อนโยนเลยแม้แต่ครั้งเดียว
สามปีก่อนพ่อของซูป้านเซี่ยล้มละลาย และเป็นหนี้จำนวนมาก เจ้าหนี้หลายรายตามทวงหนี้ถึงที่บ้าน เพื่อต้องการหาเงินมาใช้หนี้ให้ได้โดยเร็ว ตระกูลซูจึงนึกถึงตระกูลมู่ โดยต้องการให้ตระกูลมู่จัดงานแต่งงานตามที่สัญญาเอาไว้เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน และบังคับให้ซูป้านเซี่ยแต่งงานกับมู่หนานจือเพื่อแลกกับสินสอดก้อนโต
ตระกูลมู่นั้นมีธุรกิจใหญ่โต มู่หนานจือนั้นหน้าตาหล่อเหลา และร่ำรวย แต่เป็นพวกเจ้าชู้ และมีเรื่องอื้อฉาวค่อนข้างเยอะ
ซูป้านเซี่ยนั้นมีคนที่เธอชอบอยู่แล้ว เธอจึงไม่ไม่ยินยอม แต่พ่อของเธอเอาอาการป่วยทางประสาทของแม่เธอมาขู่ เธอเลยจำใจต้องยอมรับ
ก่อนที่ทั้งสองตระกูลจะจัดงานแต่งงานกัน ก็นัดหมายให้ทั้งสองได้มาเจอกัน
เธอไม่ยอม แต่สุดท้ายก็โดนบังคับให้ไปที่บ้านตระกูลมู่
วันนั้นแดดค่อนข้างแรง มู่หนานจือเดินดุ่ม ๆ มาแต่ไกล เขาหลี่ตาพลางขมวดคิ้วแน่นอย่างหงุดหงิด
ทันทีที่เธอเห็นเขาเดินเข้ามา ซูป้านเซี่ยก็รู้สึกว่าใจของเธอเต้นแรง เธอไม่คิดเลยว่าคนที่ครอบครัวต้องการให้เธอแต่งงานด้วยนั้นจะเป็นคนที่เธอแอบรักมานาน
ฝ่ามือของเธอเต็มไปด้วยเหงื่อ เธอพูดออกมาอย่างตื่นเต้น ท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงบขึ้นมาว่า “สวัสดี ฉันชื่อซูป้านเซี่ย ภรรยาในอนาคตของคุณ”
มีเพียงเสียงแสยะยิ้มอย่างเย็นชา หนานจือนั่งไขว่ห้างบนโซฟา และถามขึ้นเสียงแข็งว่า “ซูป้านเซี่ยใช่ไหม? ถ้าไม่ใช่เพราะคุณปู่ที่ป่วยหนักติดเตียงอยากจะอุ้มหลานชายล่ะก็ ผมไม่มีทางแต่งงานกับคุณแน่นอน ตระกูลมู่จะจัดการเรื่องหนี้สินของตระกูลซูให้ แต่หลังจากแต่งงานแล้ว คุณก็อยู่ของคุณ ผมก็อยู่ของผม ผมไม่มีทางรักคุณ หน้าที่ของคุณคือให้กำเนิดทายาทตระกูลมู่ เข้าใจไหม?”
ซูป้านเซี่ยมองสายตาที่เย็นชานั้นออก และรู้ว่าเขาไม่ชอบเธอ
แต่นั่นคือมู่หนานจือ
นี่เป็นวิธีเดียวที่เธอจะได้ใกล้ชิดกับเขา
เธอแต่งงานกับเขาด้วยความหวัง
เธอคิดว่าตราบใดที่เธอพยายาม เขาก็จะเห็นเธอในสายตาเข้าสักวัน
แต่ความจริงทุกอย่างได้ประจักแล้ว เธอมันโง่จริง ๆ
สามปีที่ผ่านมา เธอพยายามอย่างสุดหัวใจ เธอตื่นตั้งแต่ตีสี่ทุกวันเพื่อมาเตรียมอาหารเช้าให้เขา ทำทุกอย่างด้วยตัวเอง แต่เขากลับมีแต่ความเย็นชาให้เธอ
เขาจำวันเกิดเธอไม่ได้ แม้ว่าจะเป็นวันเกิดของผู้ใหญ่ หรืองานที่ทั้งสองต้องไปด้วยกัน เขาก็ไม่เคยปรากฏตัวเลย มีครั้งนึงเธอปวดท้อง ปวดจนตัวสั่น เหงื่อออกท่วมตัว เธอโทรหาเขา แต่ก็ได้ยินเขาพูดทางโทรศัพท์ว่า “ตอนนี้ผมไม่ว่าง ถ้าไม่มีเรื่องอะไรก็อย่าโทรหาผม”
พูดจบเขาก็วางสายไปทันที
ครั้งนั้นเธอต้องไปโรงพยาบาลด้วยตัวเอง และเซ็นชื่อเข้ารับการผ่าตัดด้วยตัวเอง เธอจ้างพยาบาลมาดูแล แม้ว่าเธอจะออกจากโรงพยาบาลมาตามลำพัง แต่มู่หนานจือก็ไม่เคยถามถึงอาการของเธอเลย
แต่ทุกเรื่องของเฉินยวี่ถง มู่หนานจือกลับถามอย่างเป็นห่วงเป็นใย
เฉินยวี่ถง
ตอนที่ซูป้านเซี่ยแต่งงานเข้ามาในตระกูลมู่เธอก็รู้ว่า เฉินยวี่ถงเป็นพี่สะใภ้ของมู่หนานจือ เขา พี่ชายของเขา และเฉินยวี่ถงนั้นโตมาด้วยกัน
มู่หนานจือกับพี่ชายของเขาตกหลุมรักเฉินยวี่ถงด้วยกันทั้งคู่ แต่เฉินยวี่ถงเลือกพี่ชายของมู่หนานจือ ต่อมาพี่ชายของเขาได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ และสุขภาพไม่ดี หลังจากแต่งงาน ทั้งคู่ก็ย้ายไปอยู่ต่างประเทศ
ไม่นานมานี้ พี่ชายของเขาเสียชีวิต เขาไปต่างประเทศเพื่อพาพี่ชายของเขากลับมา และก็ให้เฉินยวี่ถงย้ายกลับมา เขาจัดแจงทุกอย่างและให้เธออยู่ที่อาพาร์ตเมนต์ของเขา
ไม่ว่าเฉินยวี่ถงจะมีเรื่องอะไร หนานจือก็จะไปหาเธอด้วยตัวเองทุกครั้ง
พวกเขาเข้าออกพร้อมกันเหมือนคู่สามีภรรยากันจริง ๆ ในขณะที่ภรรยาจริง ๆ ของเขานั้นเป็นเหมือนคนแปลกหน้าที่ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับเขาเลย
เธอยังคงปลอบตัวเองว่าเฉินยวี่ถงเป็นแค่พี่สะใภ้ของมู่หนานจือ และพวกเขาก็ไม่มีทางมีความสัมพันธ์อะไรกัน
จนกระทั่งเธอได้รับรูปถ่ายที่เฉินยวี่ถงส่งมาให้ ในภาพมู่หนานจือสวมผ้ากันเปื้อน และกำลังทำอาหารอยู่ในครัว หนานจือแต่งงานกับเธอมาสามปีแล้ว เขาไม่เคยทำอาหารมาก่อน...
ซูป้านเซี่ยเคาะประตูด้วยความหวังสุดท้าย
มู่หนานจือที่สวมเสื้อเชิ้ตสีขาวยืนอยู่ที่ประตู มองมาที่เธอ และถามอย่างเย็นชาว่า “ซูป้านเซี่ย เธอมาทำอะไร?”
น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความรังเกียจ ราวกับว่าการมาของเธอนั้นทำลายชีวิตที่สวยงามของเขา
ข้างหลังเขาคือเฉินยวี่ถงที่นุ่งผ้าเช็ดตัว ผมของเธอยังเปียกอยู่
ซูป้านเซี่ยมองภาพตรงหน้าเธอ...
พวกเขาเป็นอะไรกัน เฉินยวี่ถงถึงได้กล้าออกมาให้ผู้ชายคนนึงเห็นในสภาพแบบนี้ได้?
ตาของซูป้านเซี่ยแดงระเรื่อขึ้นมา เธอคิดว่าตัวเองจะโกรธ แต่พอเห็นภาพตรงหน้าเข้าจริง ๆ เธอกลับนิ่งเฉย
อาจเป็นเพราะว่าเธอรู้สึกผิดหวังมามากพอแล้ว และไม่มีความหวังอีกแล้ว เธอเลยตัดสินใจกลับบ้าน
แสงยามเช้าส่องผ่านผ้าม่านเข้ามา ซูป้านเซี่ยลืมตาขึ้น ฟ้าสางแล้วและเรื่องบางเรื่องก็ควรจะจบลงได้แล้ว
เธอทำเหมือนกับทุกเช้า เธอเอาเสื้อผ้าที่มู่หนานจือจะใส่ออกมารีด แล้ววางไว้บนโซฟา ก่อนจะลงไปเตรียมอาหารเช้าที่ชั้นล่าง
โจ๊กอุ่น ๆ ผักดองที่ทำไว้เมื่อคืน ไข่ดาวนุ่ม ๆ และขนมปังทาเนย ทั้งหมดนี้เป็นของที่มู่หนานจือชอบ
หลังจากเตรียมทุกอย่างเสร็จ เธอก็ขึ้นไปชั้นบน มู่หนานจือลุกออกจากเตียงและสวมกางเกง แต่เนื่องจากเขาไม่ได้รัดเข็มขัดให้ดี กางเกงเลยร่วงลงมาที่ช่วงล่างของเอว พอนึกถึงเรื่องเมื่อคืนขึ้นมา ใบหน้าของมู่ป้านเซี่ยก็ร้อนผ่าวและแดงระเรื่อ
“เมื่อคืนคงจะเหนื่อย ตื่นมาทำไมแต่เช้า ผมไปแล้วคุณก็นอนต่ออีกหน่อยละกัน” มู่หนานจือหันหลังให้เธอ เขาพูดเหมือนปกติ น้ำเสียงฟังดูอ่อนโยน แต่ไร้ซึ่งความอบอุ่น
ซูป้านเซี่ยกำผ้ากันเปื้อนลูกไม้แน่น เธอถูฝ่ามือไปมาซ้ำ ๆ ขอบลูกไม้ครูดไปตามมืออันบอบบางของเธอ ทำให้เหงื่อซึมออกเต็มมือ
พอสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ในที่สุดซูป้านเซี่ยก็ตัดสินใจพูดขึ้นมาว่า
“เราหย่ากันเถอะ” แค่คำสั้น ๆ แต่มันเหมือนจะทำให้เธอหมดแรง
มู่หนานจือที่กำลังติดกระดุมเสื้ออยู่หยุดนิ่งอยู่ครู่นึง จากนั้นเขาก็ติดกระดุมเสื้อต่อ แล้วก็หันมาติดกระดุมข้อมือก่อนจะสวมนาฬิกา
“มู่หนานจือ ที่คุณมีอะไรกับฉัน ก็เพราะคุณอยากให้ความหวังของคุณปู่เป็นจริงแค่นั้นใช่ไหม?”
จนถึงตอนนี้ ซูป้านเซี่ยก็ยังไม่ตายใจ การพัวพันตลอดค่ำคืนที่ยาวนานเป็นเรื่องจริง ความสุขสมที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องจริง แต่สิ่งเดียวที่ไม่เป็นความจริงนั้นก็คือเธอคิดไปเอง
เธอคิดไปเองว่ามู่หนานจือจะคิดจริงจังกับเธอบ้าง แค่แว๊บเดียวก็ยังดี
มู่หนานจือยืนนิ่งแล้วขมวดคิ้วแน่น
“คุณก็รู้อยู่แล้วไม่ใช่เหรอ?”
วินาทีถัดมา เขาก็เห็นซูป้านเซี่ยพยักหน้า และยิ้มเจือน ๆ ออกมา
ซูป้านเซี่ยในความทรงจำของเขานั้นเป็นคนเชื่อฟัง และชอบเอาอกเอาใจเขา แต่วันนี้เธอดูเปลี่ยนไปราวกับคนละคน
ซูป้านเซี่ยหลับตาลงและพูดว่า “ใช่ ฉันรู้ดี ฉันรู้ว่าคุณไม่เคยชอบฉัน คุณเกลียดฉัน การที่คุณอยู่กับฉันมีแต่จะทำให้ทุกวินาทีของคุณมีแต่ความทรมาน”
แสงแดดส่องมายังหน้าขาว ๆ ซีด ๆ ของเธอ
มู่หนานจือเห็นความเย็นชา และความแน่วแน่บนใบหน้าของเธออย่างชัดเจน
“ต่อจากนี้ไป คุณไม่ต้องทนอีกแล้ว เราหย่ากันเถอะ ฉัน...ยอมพวกคุณ”
‘ฉันยอมให้พวกคุณแล้ว
ฉันยอมให้คุณแล้ว’
เธอไม่อยากเป็นส่วนเกินของคนสามคนอีกต่อไป ไม่ต้องมาคอยเอาใจใครให้ตัวเองต้องดูทุเรศ และไม่ต้องมานั้นตั้งหน้าตั้งตารอใครอีกต่อไป
เธอไม่ต้องการแล้ว มู่หนานจือรักผู้หญิงอีกคน แต่กลับมาทำเรื่องอย่างว่ากับเธอ
บางครั้งเวลาที่เขาเมามา เขาก็เรียกเธอด้วยชื่อของผู้หญิงคนอื่น
สามปีที่ผ่านมาเป็นเหมือนความฝัน ตอนนี้เธอตื่นแล้ว และเธอก็ไม่อยากหลอกตัวเองอีกต่อไป
มู่หนานจือรู้สึกแปลกใจในตอนแรก แล้วเขาก็มองซูป้านเซี่ยด้วยสายตารังเกียจ
หลังจากแต่งงาน ซูป้านเซี่ยคอยเอาอกเอาใจเขามาตลอด โดยหวังว่าเขาจะตกหลุมรักเธอ แต่เขาเตือนซูป้านเซี่ยไว้อย่างชัดเจนตั้งแต่แรกแล้ว
อย่าหลงไปกับสิ่งที่ไม่ใช่ของตัวเอง
เขาจ้องซูป้านเซี่ยตาเขม็ง และรู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้นี่ได้คืบจะเอาศอกขึ้นทุกวัน
เขาพูดออกมาอย่างเย้ยหยัน “หย่างั้นเหรอ? คิดดีแล้วใช่ไหม?”
“ใช่”
ซูป้านเซี่ยพยักหน้าพลางหยิบใบหย่าที่เซ็นแล้ว ยื่นให้มู่หนานจือ “ฉันเซ็นแล้ว ถ้าได้รับใบหย่าเมื่อไหร่ก็บอกฉันก็แล้วกัน”
พอพูดจบ ซูป้านเซี่ยก็ถือกระเป๋าเดินทางของเธอ และเดินลงบันไดไปทีละขั้น
มู่หนานจือไม่คิดว่าซูป้านเซี่ยจะเอาจริง
เขามองไปที่แผ่นหลังบาง ๆ ของซูป้านเซี่ย และพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่ไม่ซบอารมณ์ว่า
“ถ้าออกไปแล้ว ก็อย่ากลับมาอีก”
‘กลับมางั้นเหรอ?
โดนคนย่ำยีหัวใจขนาดนี้ ชีวิตนี้แค่ครั้งเดียวก็เกินพอแล้ว’