เสียงเคาะประตูในเวลาหลังเลิกงานทำให้ซีอีโอหนุ่มเจ้าของโรงพยาบาลเอกชนคิ้วขมวดเข้าหากันเพราะจำได้ว่าตนเองบอกเลขาให้กลับบ้านไปพักผ่อนตั้งแต่ครึ่งชั่วโมงก่อน
“เข้ามา” เสียงเข้มตะโกนบอกก่อนจะก้มหน้าทำงานต่อ
“งานยุ่งเหรอวะ”
“เฮ้ย ไอ้วิน กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ไหนว่าทริปยุโรปจะไปครึ่งเดือน” พีรกันต์ถามเพื่อนด้วยความสงสัยเพราะธนวินท์บอกเขาเองว่าจะพาแฟนไปเที่ยวยุโรปครึ่งเดือนแต่นี่มันผ่านมาแค่สัปดาห์เดียวเท่านั้น
“พ่อไม่สบายไอ้นุโทรไปบอก”
“คุณลุงเป็นอะไรมากไหม แล้วตอนนี้คุณลุงอยู่ที่ไหน”
“หมอบอกว่ามีเลือดออกในกระเพาะอาหารตอนนี้อยู่โรงพยาบาล” เขาบอกชื่อโรงพยาบาลตามสิทธิ์การรักษาของผู้ป่วยในเรือนจำให้เพื่อนฟัง
“ย้ายมาที่นี่สิ”
“อย่าเลยกันต์ ทางเรือนจำเขามีกฎระเบียบของเขา”
“ลองคุยกับผู้คุมดูสิ บางทีเขาอาจจะยกเว้นให้เป็นกรณีพิเศษนะ พ่อมึงอายุมากแล้วอีกไม่กี่เดือนก็จะรับโทษครบ” บิดาของธนวินท์ต้องโทษคดีปั่นหุ้นและศาลตัดสินให้จำคุก 4 ปีซึ่งอีก 4 เดือนก็จะครบกำหนดปล่อยตัว
“กูไม่อยากยุ่งเท่าไหร่”
“งั้นก็ตามใจมึงนะ แล้วเขาให้ไปเยี่ยมไหม”
“อือ”
“มึงไปเยี่ยมมาแล้วใช่ไหม”
“กูก็คิดเอาไว้ว่ามาถึงจะไปเยี่ยมเพราะเป็นห่วงแต่พอเห็นรูปที่ทนายส่งมากูก็เลยเปลี่ยนใจ”
“ทำไมวะ”
“มึงดูเอาเองก็แล้วกัน” ธนวินท์ส่งรูปที่นุกูลทนายของครอบครัวให้กับพีรกันต์ดู
“เธอชื่ออะไร”
“ก็น้าปรางเมียน้อยพ่อกูไง กูว่าไม่ได้ป่วยอะไรมากหรอกน่าจะยัดเงินให้หมอเพื่ออยากจะออกมาหากันมากกว่า”
“กูรู้ว่านั่นคือน้าปรางเมียน้อยพ่อมึงแต่ที่ถามว่าชื่ออะไรกูหมายถึงพยาบาลที่อยู่ด้านหลัง”
“ไม่รู้สิ ทำไมสนใจเหรอ” ธนวินท์ถามอย่างรู้ทันเพราะถ้าพีรกันต์ถามแบบนี้ก็แปลว่าชายหนุ่มกำลังสนใจ
“มากด้วย”
“กูก็เห็นมึงพูดแบบนี้ทุกครั้งที่เจอผู้หญิงสวย”
“คนนี้สนใจจริง น่าจะแม่ของลูกเลย”
“นั่นก็มากไป”
“ทำไงดีกูอยากเจอ” พีรกันต์เจ้าชู้และคบผู้หญิงไปทั่วแต่ยังไม่เคยมีใครทำให้เขาสนใจได้มากขนาดนี้ แค่เพียงเห็นหน้าเขาก็รู้สึกถูกชะตา หญิงสาวในรูปหน้าคล้ายกับหญิงสาวคนหนึ่งที่เคยเจอเมื่อหลายปีก่อน
“ถ้าอยากเจอก็ไปเยี่ยมพ่อกูสิ ไปแทนกูด้วย”
“แล้วมึงจะไม่ไปดูเขาหน่อยเหรอ”
“ก็เห็นอยู่ว่าเขาไม่ได้เป็นอะไรมากจะไปดูให้เสียเวลาทำไม ไหนๆ มึงก็อยากไปเจอพยาบาลอยู่แล้วกูก็ฝากมึงเยี่ยมเลยก็แล้วกันนะ”
“ได้เลย” พีรกันต์รีบเก็บของบนโต๊ะทันที
“มึงจะรีบไปไหน”
“ก็ไปเยี่ยมพ่อมึงไง”
“ไม่ทันแล้วโรงพยาบาลรัฐเขาให้เยี่ยมเป็นเวลา ถ้าอยากไปจริงก็ไปพรุ่งนี้เที่ยง คืนนี้มึงไปกินเหล้ากับพวกกูก่อน”
“ไอ้นุไปด้วยไหม”
“ไปสิ มึงไปเจอมันก็ดีพรุ่งนี้จะได้ไปพร้อมกันเลย”
“มึงจะไปที่ร้านเลยไหม” เขาหมายถึงผับที่ตนเองและเพื่อนหุ้นกันลงทุนโดยมีอธิษหรือเกื้อเป็นคนบริหาร
“ไปเลยสิ กูติดรถมึงไปนะ”
“มึงกะเมาเต็มที่ใช่ไหม” เพราะทุกครั้งที่ธนวินท์อยากจะดื่มหนักเขาก็มักจะไม่เอารถไปเองเนื่องจากขากลับจะได้ให้พีรกันต์ไปส่งที่คอนโดซึ่งเป็นทางผ่านกลับบ้านพอดี
“ไม่ได้เมานานแล้วคืนนี้ขอหน่อยก็แล้วกัน มึงจะเมาด้วยไหมล่ะ กูจะได้บอกไอ้นุไปส่งเราสองคน”
“ไม่ล่ะ กูอยากพักตับบ้าง” พีรกันต์นั้นดื่มหนักมาหลายปีตอนนี้จึงอยากจะเพลาๆ ลงบ้าง
“พักได้มันก็ดี” อดีตหมอโรคทางเดือนอาหารและตับที่ผันตัวเองมาเป็นเจ้าของบริษัทจำหน่ายวัสดุและอุปกรณ์ทางการแพทย์บอกเพื่อน
“มึงล่ะ เมื่อไหร่พัก”
“ขออีกนิดน่าหลังแต่งงานกูก็คงได้พักยาว”
“ถึงมึงไม่อยากพักเจ้าเอยแฟนมึงก็ต้องบังคับอยู่ดี”
“ก็เพราะกูรู้ไง ช่วงนี้กูเลยกินเต็มที่”
พีรกันต์และธนวินท์มาถึงผับก็ตรงไปยังบริเวณชั้นสองซึ่งตอนนี้เพื่อนสนิทของพวกเขามาถึงก่อนหน้าแล้ว เด็กเสิร์ฟของร้านรีบชงเครื่องดื่มมาส่งให้อย่างรู้งาน
“เป็นไงบ้างวะวีร์ช่วงนี้ไม่ค่อยได้เจอมึงเลย
“งานยุ่งนิดหน่อย สาขาใหม่กำลังจะเปิดเดือนหน้า” วีรวิชญ์เจ้าของสถาบันเสริมความงามที่มีสาขาไปทั่วประเทศตอบด้วยใบหน้าที่อิดโรย เพราะช่วงนี้สาขาใหม่กำลังจะเปิดตัวและงานบางอย่างมันก็ไม่ลงตัว
“มึงก็ขยันเปิดสาขาจริงนะ”
“น้ำขึ้นกูก็ต้องรับตัก มึงอย่าว่าแต่กูเลยมึงก็ขยันไม่แพ้กูหรอก เข้าเวรตั้งหลายโรงพยาบาล”
“กูไม่มีบริษัทเหมือนพวกมึงกูก็เลยต้องขยันหน่อย” เมฆาเป็นเพื่อนคนเดียวในกลุ่มที่จบแพทย์มาแล้วยังทำงานตามที่เรียนมา ส่วนพีรกันต์นั้นเรียนจบแพทย์แล้วก็มาต่อบริหารโดยยอมเอาเงินส่วนใช่ทุนให้กับรัฐบาล เช่นเดียวกับธนวินท์และวีรวิชญ์ที่ชดใช้ทุนแล้วออกมาทำธุรกิจส่วนตัว
“กูยอมรับเลยว่ามึงขยันจริงแต่ก็ควรแบ่งเวลาบ้าง ถ้ายังทำงานหนักแบบนี้เมื่อไหร่จะมีแฟน วันๆ เจอแต่คนไข้กับพยาบาลไม่เบื่อเหรอเมฆ” นุกูลที่รู้ความเป็นไปของเพื่อนดีกว่าใครก็พูดขึ้น
“มันก็มีเบื่อบ้าง แต่พยาบาลที่กูเจอก็สวยๆ ทั้งนั้นมันเลยไม่เบื่อเท่าไหร่” เมฆาตอบไปตามความจริง
“เออใช่กูเกือบลืมไปเลย” พีรกันต์เพิ่งนึกได้ว่าตอนนี้ตนเองก็กำลังสนใจพยาบาลอยู่ก็พูดขึ้นมาจนเพื่อนพากันตกใจ
“นึกอะไรได้” อธิษที่นั่งใกล้ที่สุดถามขึ้น
“กูมีพยาบาลคนหนึ่งอยากรู้จัก คนนี้ไงมึงรู้จักไหม” เขาเอารูปที่ธนวินท์ส่งให้ทางไลน์ยื่นให้กับเมฆาดู
“สวยนี่หว่า น่าจะพามาเป็นพรีเซนเตอร์นะ” วีรวิชญ์ชะโงกหน้ามาดูก่อนใครแล้วพูดขึ้น
“ว่าไงหมอเมฆมึงรู้จักไหม”
“หน้าคุ้นๆ นะ น่าจะอยู่วอร์ดMedชาย” เขาหมายถึงวอร์ดผู้ป่วยอายุรกรรมชาย
“ใช่แล้ววอร์ดนั้นแหละ”
“มึงรู้ได้ยังไงกันต์”
“ก็พ่อไอ้วินแอดมิทอยู่ที่นั่น ว่าแต่มึงรู้จักใช่ไหม”
“ก็เจอตอนไปราวน์แต่ไม่สนิท” เมฆาเป็นหมออายุรกรรมประจำโรงพยาบาลจึงได้เจอกับพยาบาลแผนกนี้อยู่เกือบทุกวันแต่ก็ไม่สนิทกับใครเป็นพิเศษและพยาบาลก็มีมากจนจำชื่อได้ไม่หมด
“ถามทำไมหรือว่าสนใจเข้าแล้ว”
“โสดไหม”
“กูก็บอกไปว่าไม่สนิท”
“มึงนี่พึ่งพาไม่ได้เลยนะเมฆ”
“ถ้ามึงเจ็บป่วยแล้วกูไม่รักษามึงค่อยพูดว่ากูพึ่งไม่ได้ แต่นี่มันคนละเรื่องกันเลย” เมฆาบ่นอย่างไม่จริงจังนัก
“มึงสนใจจริงเหรอกันต์” วีรวิชญ์เห็นท่าทางของเพื่อนที่ดูจริงจังก็ถามขึ้น
“สนใจสิ พรุ่งนี้กูจะไปเยี่ยมพ่อไอ้วินมึงไปกับกูด้วยนะนุ”
“ทำไมกูต้องไป”
“ก็มึงต้องไปเยี่ยมคุณลุงแทนไอ้วินไม่ใช่เหรอ”
“กูนึกว่ามันกลับมาแล้วจะไปเยี่ยมพ่อเอง” นุกูลกันมามองธนวินท์ซึ่งนั่งทำหน้านิ่งเหมือนไม่ได้ทุกข์ร้อนกับอาการป่วยของบิดา
“ไม่ล่ะกูไม่อยากเจอน้าปราง” ธนวิทย์กับแม่เลี้ยงไม่ค่อยลงรอยกันเท่าไหร่เจอกันทีไรก็ต้องปะทะคารมกันอยู่ตลอด
ยิ่งดึกบรรยากาศก็ยิ่งครึกครื่น หกหนุ่มนั่งดื่มบนชั้นสองแต่สายตาก็จับจ้องลงมาทางด้านล่างซึ่งวันนี้มีสาวๆ ให้พวกเขามองละลานตาไปหมดเนื่องจากเป็นคืนเลดี้ไนท์ทางร้านจะมีส่วนลดให้กับสาวๆ เป็นพิเศษส่วนหนุ่มๆ ที่มาในคืนนี้ก็มักจะออกมาล่าเหยื่อสาวๆ ซึ่งเป็นส่วนใหญ่ก็จะเป็นหนุ่มขาประจำกับสาวหน้าใหม่
“ดูผู้หญิงกลุ่มนั้นสิ สวยกันทั้งกลุ่มเลยวะ น่าชวนมานั่งคุยชะมัดเลย” วีรวิชญ์มองแล้วก็นึกสนุกตามประสาหนุ่มโสด
“กูว่ามึงคิดช้าไปนะวีร์” นุกูลหัวเราะร่วนเมื่อเห็นว่าสาวๆ กลุ่มนั้นกำลังมีหนุ่มเดินเข้าไปจีบ
“รอดูก่อน เดี๋ยวเขาก็ถอย”
“มึงรู้ได้ยังไงวะเกื้อ” วีรวิชญ์มองหน้าอธิษหุ้นส่วนที่รับหน้าที่บริหารผับถามด้วยความแปลกใจ
“ก็ไอ้คนที่เข้าไปจีบนะมันขี้โม้มาก ผู้หญิงเดี๋ยวนี้เขาฉลาดมองออกว่าของจริงเขาไม่โม้กันหรอก”
แล้วก็เป็นอย่างที่อธิษพูดเพราะผ่านไปห้านาทีผู้ชายคนนั้นก็กลับมานั่งที่เดิม
“เฮ้ย ผู้หญิงคนนั้นทำไมหน้าคุ้นจังวะเหมือนเคยเห็นที่ไหน”
“คนไหนวะวิน” เมฆาถามแล้วมองลงไปด้านล่าง
“คนนั้นไง สายเดี๋ยวสีดำ”
“กูว่าน่าจะเป็นคนที่อยู่ในรูปที่ไอ้กันต์ให้ดูนะ มึงว่าใช่คนเดียวกันไหม” เขาหันมาถามพีรกันต์ที่กำลังมองลงไปด้านล่าง
“ใช่เลย พรหมลิขิตชัดๆ” พีรกันต์พูดแล้วยิ้มตาเป็นประกายเขาไม่คิดเลยว่าจะได้มาเจอกับเธอในถิ่นของตนเองแบบนี้
“ลงไปสิ” ธนวินท์เชียร์เพื่อนเต็มที่
“ยังก่อน”
“ทำไมวะ”
“ถ้าเข้าไปตอนนี้เดี๋ยวก็แห้วเหมือนคนเมื่อกี้หรอก ผู้หญิงเวลาอยู่ด้วยกันเป็นกลุ่มน่ากลัวจะตาย แต่ถ้าอยู่คนเดียวก็ลูกแกะดีๆ นี่เอง”
“แต่มันยากนะโอกาสที่เธอจะอยู่คนเดียว”
“รอดูไปก่อนถ้าโอกาสมาถึงช้าเราก็สร้างโอกาสเองก็ได้มันไม่ยากหรอก” พีรกันต์บอกเพื่อนทั้งที่ตอนนี้ตนเองก็คิดไม่ออกเหมือนกันว่าทำยังไงถึงจะแยกผู้หญิงคนนั้นออกจากกลุ่มเพื่อนได้
“จะให้พวกกูช่วยไปแยกสาวๆ ออกจากกันไหม”
“ยังก่อนอีกตั้งสองชั่วโมงผับจะปิดกูว่ายังไงเธอก็ต้องเดินไปเขาห้องน้ำบ้าง”
“งั้นก็ตามใจมึงนะ” เมื่อเพื่อนปฏิเสธวีรวัชญ์ก็นั่งดื่มต่อ
เหมือนว่าทุกอย่างจะเข้าข้างพีรกันต์ไปหมดเพราะหลังจากเวลาผ่านไปไม่ถึงยี่สิบนาที่ผู้หญิงที่เขาจ้องอยู่ก็เดินแยกออกมาจากกลุ่มเพื่อนและตรงไปยังด้านหลังของร้านซึ่งเป็นส่วนของห้องน้ำ
เขารีบวางแก้วในมือก่อนจะเดินลงมาดักรอเธอที่ทางเชื่อมระหว่างห้องน้ำชายและห้องน้ำหญิง เมื่อเห็นเธอกำลังเดินออกมาเขาก็ก้มหน้ามองพื้นก่อนจะเดินช้าๆ กะจังหวะที่เธอเดินมาถึงแล้วก้าวเท้าออกไปทันที
“อุ๊ย...ขอโทษค่ะ” หญิงสาวอุทานเมื่อจู่ๆ เธอก็เดินชนคนอื่นทั้งที่มองแล้วว่าไม่น่าจะมีใคร
“ขอโทษครับเป็นอะไรหรือเปล่า”
“เปล่าค่ะ” หญิงสาวเงยหน้าแล้วยิ้มอย่างเป็นมิตร
“หน้าคุณคุ้นจังนะครับเราเคยเจอกันไหม” เขารู้ว่ามันเป็นมุกจีบสาวที่โบราณมากแต่ที่ทักทายออกไปแบบนั้นเพราะรู้ว่าเธอจะต้องคิดเหมือนเขาและจะทำให้บทสนทนานั้นยาวขึ้น
“คิดว่าไม่ค่ะ”
“แต่ผมมั่นใจนะว่าเราเคยเจอกัน”
“คุณคะ มุกจีบสาวแบบนี้ไม่คิดว่ามันเชยไปเหรอคะ”
“แล้วมันได้ผลไหมล่ะครับ”
“คิดว่าไม่ค่ะ”
“แย่จังผมก็จีบผู้หญิงไม่เก่งซะด้วยสิ แบบนี้ทำยังไงถึงจะได้รู้จักคุณล่ะครับ”
“ลองบอกเหตุผลมาสิว่าทำไมถึงอยากรู้จักฉัน”
“แน่ใจนะครับว่าอยากฟังเหตุผลจริงๆ”
“ลองบอกมาก่อนสิคะ”
“ถ้าผมบอกเหตุผลกับคุณ คุณจะยอมบอกชื่อผมไหมล่ะครับ”
“ก็ต้องดูก่อนว่าเหตุผลของคุณมันฟังขึ้นไหม”
“ถ้าฟังไม่ขึ้นก็จะไม่ยอมบอกชื่อเหรอครับ”
“ค่ะ”
“ผมรู้สึกว่าผมกำลังเสียเปรียบอยู่นะ”
“ยังไงคะ”
“ถ้าผมยอมบอกเหตุผลคุณก็น่าจะยอมบอกชื่อแลกกันไงครับยุติธรรมดีนะ”
“แล้วฉันจะอะไรจากเรื่องนี้ละคะ”
“เราก็จะได้ทำความรู้จักกันไงครับ”
“แต่ฉันไม่อยากรู้จักคุณนี่ค่ะ” หญิงสาวไม่เคยคิดจะทำความรู้จักกับใครในสถานที่แบบนี้อยู่แล้วเพราะที่ออกมาเที่ยวก็แค่อยากพักผ่อนสมองไม่ใช่ออกมาหาเพื่อนหรือแฟน เธอจำคำสอนของคุณยายได้ดีว่าการเจอกันในสถานที่อโครจรนั้นยากที่จะเจอคนจริงใจเพราะมารดาของเธอเจอบิดาในสถานบันเทิง
เรื่องนี้คุณยายของเธอเล่าให้ฟังตั้งแต่จำความได้ว่ามารดาของเธอนั้นเจอกับบิดาที่สถานบันเทิงและคบหากันอยู่นานจนกระทั่งตั้งครรภ์ถึงได้รู้ว่าตนเองนั้นเป็นภรรยาน้อยมาตลอดเกือบสองปี หญิงสาวไม่เคยเจอผู้เป็นบิดาเลยเพราะไม่มีใครยอมบอกว่าเป็นใครมาจากไหน และเมื่อมารดาเสียชีวิตเพราะอุบัติเหตุโอกาสจะได้เจอบิดาก็หายไปกับชีวิตของมารดา เธอเพียรถามคุณยายแต่ท่านก็ไม่ยอมบอกจนถึงวาระสุดท้ายที่จากไปเมื่อสองปีก่อนความลับเรื่องชาติกำเนิดจึงหายพร้อมกับลมหายใจของท่าน
“แต่ผมอยากรู้จักคุณนะครับ”
“พยายามกว่านี้สิคะ”
“อย่าท้าทายผมนะครับคุณพยาบาล”
“คุณรู้เหรอว่าฉันทำงานอะไร”
“ผมรู้ว่าคุณเป็นพยาบาลอยู่ที่วอร์ดอายุรกรรมชายของโรงพยาบบาล XXX” พีรกันต์บอกไปตามที่ตนเองรู้
“แต่ฉันมั่นใจว่าเราไม่เคยเจอกัน” ที่หญิงสาวมั่นใจก็เพราะเธอตั้งแต่ทำงานมายังไม่เคยเจอผู้ป่วยหรือญาติผู้ป่วยที่หน้าตาดีจนถึงขั้นหล่อแบบนี้เลยสักคน
“นั่นมันเรื่องของอดีตครับแต่ผมว่าอนาคตเราคงได้เจอกันบ่อยขึ้น พนันได้เลยว่าเจอกันครั้งหน้าผมจะต้องรู้ชื่อคุณให้ได้”
“ใครอยากพนันกับคุณกันล่ะคะ”
“กลัวแพ้เหรอครับ” เขาถามอย่างท้าทายเพราะเห็นแล้วว่าผู้หญิงคนนี้เป็นคนไม่ยอมคน
“คนอย่างฉันไม่เคยกลัวอะไรแบบนั้น”
“ถ้าไม่กลัวก็ต้องยอมรับคำท้าสิ”
“ก็ได้ว่ามาสิจะพนันกันยังไง”
“ถ้าครั้งหน้าผมเจอคุณและเรียกชื่อคุณถูกคุณต้องเลี้ยงข้าวผมหนึ่งมื้อ”
“แล้วถ้าไม่ถูกล่ะคะ”
“ผมก็จะไม่มาให้คุณเห็นหน้าอีกเลย”
“ตกลงค่ะฉันรับคำท้าค่ะ” เพราะเป็นคนไม่ยอมคนหญิงสาวจึงรับคำท้าและคิดว่าตนเองกับผู้ชายที่ยืนตรงหน้าคงไม่มีทางเจอกันอีก
“หายไปนานเลยนะเนยพี่นึกว่าจะแอบกลับหอไปแล้ว ห้องน้ำคนเยอะเหรอ” พี่ผึ้งหรือนงลักษณ์ผู้ช่วยพยาบาลถามเมื่อเห็นว่าหญิงสาวหายไปนานผิดปกติ
“นั่นสิ จุ๋มกำลังคิดจะไปตามเลย” จุ๋มหรือจริญญาเพื่อนสนิทที่นานๆ ครั้งจะได้ออกมาเที่ยวกันแบบนี้พูดขึ้นด้วยความเป็นห่วงเพราะรู้ว่าเนยหรือรัญรวีไม่ค่อยได้ออกมาเที่ยวตามผับบ่อยๆ
“ห้องน้ำคนไม่เยอะหรอกแต่เจอคนกวนประสาทนิดหน่อย”
“ใครนะบังอาจทำให้พี่เนยหงุดหงิดได้พาแขไปดูหน้าหน่อยสิพี่เนย”
“อย่าเสียเวลาเลย เราสนุกกันต่อดีกว่านะ” รัญรวีรีบบอกเพราะไม่อยากเอาเรื่องไม่เป็นเรื่องแบบนั้นมาทำให้ทุกคนหมดสนุก
“จุ๋มอยากรู้พรุ่งนี้เล่าให้ฟังหน่อยได้ไหม” จริญญากระซิบ
“ได้สิพรุ่งนี้หัวหน้าหยุดเราคงได้เม้าท์มอยกัน”
วันนี้เป็นวันเสาร์ที่แผนกอายุรกรรมชายจึงไม่วุ่นวายนักเพราะไม่มีแพทย์ออกตรวจที่แผนกผู้ป่วยนอกคนไข้ที่จะแอดมิทจึงไม่มีนอกจากจะมาจากแผนกฉุกเฉินซึ่งจะไม่มากเท่ากับวอร์ดศัลยกรรม
รัญรวีเคลียร์งานRoutine (งานที่ทำเป็นประจำบนวอร์ดผู้ป่วย) เสร็จในเวลาเกือบสิบโมงเช้า พอนั่งลงก็พอดีกับจริญญาทำงานในส่วนของตนเองเสร็จพอดี
“เล่าเรื่องเมื่อคืนให้ฟังหน่อยสิ”
“เรื่องอะไร”
“อย่าแกล้งทำเป็นจำไม่ได้นะเนยเล่ามาเลยว่าเมื่อคืนเจออะไรมา”
“ก็แค่คนกวนประสาทไม่มีอะไรมากหรอก”
“ไม่มากนั่นแหละที่จุ๋มอยากรู้” จริญญาขยับเก้าอี้มาใกล้พร้อมรับฟังอย่างเต็มที่
“ก็แค่ผู้ชายกวนประสาทคนหนึ่ง” รัญรวีเล่าเรื่องที่ตัวเองเจอผู้ชายคนหนึ่งให้เพื่อนฟังอย่างไม่มีปิดบังและคิดว่ายังไงก็คงไม่มีโอกาสเจอกันอีกแล้ว
“แต่แปลกนะที่เขารู้ว่าเนยทำงานอยู่ที่นี่”
“เขาอาจจะรู้จักใครในกลุ่มที่ไปกับเราก็ได้”
“ถามดูดีไหม”
“อย่าถามเลยปล่อยผ่านไปเถอะเรากับเขาคงไม่เจอกันอีกหรอก”
“ก็จริงนะ เนยไม่ค่อยได้ไปเที่ยวคงยากที่จะเจอกัน ว่าแต่ขอถามหน่อยสิเขาหล่อไหม”
“ก็พอดูได้” รัญรวีตอบแล้วนึกไปถึงใบหน้าของผู้ชายที่เจอเมื่อคืน หญิงสาวเผลอยิ้มเขาเป็นผู้ชายที่หล่อมากตัวก็สูงหุ่นก็ดีมากคนหนึ่งเลยทีเดียว
“พอดูได้แล้วทำไมต้องยิ้มล่ะเนย ขอคำตอบแบบไม่อคติหน่อยสิ เขาหล่อมากใช่ไหม” เพราะคบกันมาตั้งแต่เรียนมัธยมจริญญาเลยรู้ว่าเพื่อนของตนนั้นแพ้คนหน้าตาดี
“เฮ้อ จุ๋มนี่จับโกหกเก่งชะมัดเลย”
“จุ๋มรู้ว่าเนยแพ้คนหล่อ ถ้ามีสิบเนยให้คะแนนเท่าไหร่”
“เอาไปแค่ 8 พอ”
“หักคะแนนตรงไหน”
“ก็ตรงที่ไม่ถูกชะตาไง คนอะไรก็ไม่รู้เจอกันครั้งแรกก็กวนประสาทแล้วยังทำเจ้าชู้ใส่อีก เนยละเกลียดมากๆ นะเลยผู้ชายแบบนี้”
“หยุดพูดเลยนะเนย”
“หยุดทำไมก็เนยพูดจริงนี่”
“ลืมแล้วเหรอที่คนโบราณเคยพูดไว้ว่าเกลียดอะไรก็ได้อย่างนั้น”
“มันก็ใจริงเสมอไปหรอกน่าจุ๋ม” รัญรวีเป็นคนรุ่นใหม่จึงไม่คิดว่าคำพูดพวกนี้จะเป็นจริง
เมื่อคุยกันพอหอมปากหอมคอแล้วต่างคนก็แยกกันไปทำงานในส่วนที่ตนเองต้องรับผิดชอบรัญรวีส่งผู้ป่วยที่หมอสั่งให้ไปส่องกล้องเพื่อตรวจกระเพาะอาหารเสร็จก็นั่งตรวจแฟ้มผู้ป่วยคนอื่นจนกระทั่งถึงเวลารับประทานอาหารเธอดูจนแน่ใจว่าผู้ป่วยได้ทานอาหารกลางวันและทานยาจนครบหมดทุกคนแล้วก็สลับให้พยาบาลคนอื่นไปทานอาหารกลางวันตอนนี้หน้าเคาน์เตอร์จึงเหลือแค่เธอและจริญญา
“เนยอ่านไลน์กลุ่มหรือยัง” จริญญากระซิบถามเบาๆ เพราะกลัวคนอื่นจะได้ยิน
“กลุ่มไหนล่ะจุ๋ม” เพราะมีหลายกลุ่มที่เธอและเพื่อนเป็นสมาชิกรัญรวีเลยไม่ค่อยแน่ใจว่าหมายถึงกลุ่มไหน
“ก็กลุ่มรุ่นเราไง”
“อ๋อ อ่านแล้ว จุ๋มสนใจเหรอ”
“ก็น่าสนใจนะ”
“เนยก็ว่าน่าสนในใจแต่ถ้าจะลาออกก็เสี่ยงเกินไป เงินดีก็จริงแต่พออายุมากเราก็กลัวว่าเขาจะเลิกจ้าง”
“นั้นสิ แต่ตอนนี้เรารับราชการอยู่ถ้าไม่ทำผิดวินัยร้ายแรงหรือทำความผิดอะไรเขาก็จ้างเราจนอายุ 60 นั่นแหละ”
“แต่มีเพื่อนเราบางคนยอมลาออกจากที่นี่แล้วไปทำงานที่โรงพยาบาลเอกชนนะ เขาว่าเงินดีกว่าสวัสดิการดีกว่า”
“มันก็ต้องดีกว่าอยู่แล้วถ้าอย่างนั้นใครเขาจะลาออกจากงานที่มั่นคงกันล่ะ เนยคิดว่าไงจะไปกับเขาไหม”
“อยากไปอยู่เหมือนกัน แต่ไม่อยากลาออกเลย” แม้ว่างานที่โรงพยาบาลจะเงินเดือนน้อยกว่าแต่มันก็แลกมาด้วยประสบการณ์เพราะผู้ป่วยที่นี่เยอะกว่าและมีโรคที่น่าสนใจเยอะกว่า
“ลองไปสมัครพาร์ทไทม์กันดีไหม” จริญญาอยากลองออกไปหาประสบการณ์นอกโรงพยาบาลบ้าง
“น่าสนใจนะ ว่าแต่เขาจะรับพยาบาลที่ประสบการณ์แค่ 4 ปีอย่างพวกเราไหมนะ” เพราะยังไม่เคยไปรับงานที่อื่นรัญรวีเลยรู้สึกกังวล
“รับสิ ยิ่งสวยๆ อย่างเนยเขายิ่งรับเลยนะ”
“ไปทำงานเกี่ยวอะไรกับความสวยกันล่ะ”
“ก็โรงพยาบาลที่หรูหราแบบนั้นก็ต้องการพยาบาลสวยๆ เวลาผู้ป่วยมองแล้วจะได้สบายตาไงล่ะ”
“พยาบาลเวลาสวมชุดขาวเราก็ว่ามองแล้วสบายตาทุกคนนั่นแหละ แค่ยิ้มมากๆ ก็น่าจะพอแล้ว”
“แต่ถ้ายิ้มด้วยสวยด้วยก็น่ามองกว่าจริงไหมล่ะ เนยนั่งคิดไปก่อนนะจุ๋มลงไปเอาของก่อนเขามาส่งที่หน้าตึกแล้ว”
รัญรวีสรุปเวชระเบียนผู้ป่วยที่แพทย์อนุญาตให้กลับบ้านได้จนเสร็จจากนั้นนั่งเขียนบันทึกทางการพบาบาลอยู่หน้าเค้าน์เตอร์
หญิงสาวทำงานเพลินจนลืมมองว่าตอนนนี้มีใครบางคนยืนยิ้มและมองเธอด้วยสายตาของผู้ชนะ
“สวัสดีครับคุณรัญรวี ยินดีที่ได้เจอกันอีกครั้งนะครับ”
“คุณ...” รัญรวีพูดไม่ออกเพราะไม่คิดว่าเขาจะตามมาถึงที่นี่แถมยังเรียกชื่อของเธอถูกอีกด้วย
“ดีใจเหรอครับที่ได้เจอผมอีกครั้ง”
“ใครจะดีใจกันแล้วคุณมาที่นี่ทำไมที่นี่มันโรงพยาบาลนะ”
“ผมรู้ว่าที่นี่เป็นโรงพยาบาล”
“คุณคงไม่ตามฉันมาใช่ไหม”
“โรงพยาบาลนี้คุณคนเดียวที่ไหนกันล่ะ ผมก็แค่มาเยี่ยมญาติ”
“ถ้าอย่างนั้นก็เชิญค่ะ เยี่ยมได้ถึงบ่ายโมงนะคะ” เธอรีบบอกเพราะอยากให้เขารีบไปเยี่ยมญาติเนื่องจากยังเหลือเวลาอีกแค่ครึ่งชั่วโมง
“ผมไปที่เตียงแล้วแต่เขาไม่อยู่”
“เขากลับบ้านไปแล้วหรือเปล่า ว่าแต่คุณมาเยี่ยมเตียงไหนล่ะ”
“เตียง 18”
“คนไข้เตียง 18 ไปส่องกล้องที่ห้องส่องกล้องระบบทางเดินอาหารค่ะ”
“อีกนานไหมครับกว่าจะกลับ”
“ก็น่าจะสักชั่วโมงเพราะตอนนี้ยังไม่ได้เริ่มส่องถ้าคุณจะตามไปก็ได้นะคะ ห้องส่องกล้องอยู่ชั้นสองออกจากลิฟต์แล้วไปทางขวามือค่ะ”
“ผมรออยู่ที่นี่ได้ไหม”
“คุณรอได้ถึงแค่บ่ายโมงค่ะ”
“ผมจะรอจนคนไข้กลับมาไม่ได้เหรอครับ”
“ไม่ได้ค่ะ ที่นี่มีเวลาเยี่ยมค่ะ เที่ยงถึงบ่ายโมงและหกโมงเย็นถึงสองทุ่ม”
“อ้อ ผมนึกว่าเยี่ยมได้ตลอด”
“ที่นี่เป็นโรงพยาบาลของรัฐค่ะ จะให้เยี่ยมเป็นเวลา”
“ผมเข้าใจแล้ว ถ้าอย่างนั้นตอนเย็นผมจะมาเยี่ยมใหม่”
“ค่ะ ฉันขอตัวนะคะ”
“เดี๋ยวสิคุณรัญรวี”
“มีอะไรอีกคะ”
“คุณลืมหรือแกล้งลืมเรื่องที่เราพนันกันไว้”
“คนอย่างฉันพูดคำไหนคำนั้นค่ะ”
“ดีครับคิดไว้เลยว่าอยากไปกินอะไรที่ไหนแล้วเย็นนี้ผมจะมาฟังคำตอบ”